LOGINชายหนุ่มไม่เอ่ยปากทักทายแขกเหรื่อหรือญาติสนิทคนใด เพียงคุกเข่าสงบนิ่ง จับจองความเงียบงันอยู่คนเดียว
จางจิ่วเม่ยที่มีดวงตาแดงก่ำสีหน้าเสียใจลึกล้ำเดินเข้ามา คุกเข่าลงนั่งเคียงข้างกับเขา วันนี้นางมาในฐานะญาติฝั่งมารดาของเกาหมิง ส่วนอีกฐานะ มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นที่รู้ ผู้อื่นหาได้เคลือบแคลงหรือสงสัยแม้แต่น้อยไม่
“พี่หมิง” เสียงของนางแหบพร่าปนสะอื้น เมื่อครู่หญิงสาวร่ำไห้มาพักใหญ่ก่อนเดินเข้ามา “ท่านคุกเข่าอยู่ตรงนี้มาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วนะเจ้าคะ หากทำเช่นนี้ต่อไปจะเสียสุขภาพเอาได้”
เกาหมิงเอียงหน้ามองสตรีข้างกาย “เม่ยเอ๋อร์ นางตั้งครรภ์ ข้ารอมาตั้งสามปีในที่สุดภรรยาก็ตั้งครรภ์ แล้วเหตุใดนางต้องตาย”
จางจิ่วเม่ยได้ฟังพลันมีสีหน้าดำคล้ำ แววตาทะมึนลง นางเองก็ตั้งครรภ์ได้ ขอเพียงได้แต่งกับเขาอย่างถูกต้องเสียที
นางพอแล้ว ความทุกข์ตรมที่ต้องข่มกลั้นซี่งได้รับนานนับปีจากการแอบรักฝังใจกับบุรุษที่มีสตรีอื่นข้างกาย พอที!
ในขณะที่จางจิ่วเม่ยคิดการณ์อันชั่วช้าเช่นนั้น เกาหมิงกลับยิ่งรู้สึกย่ำแย่ไปทั้งใจ ยิ่งมองจางจิ่วเม่ย เกาหมิงก็ยิ่งรู้สึกผิดทบทวี เดิมทีเขาปฏิเสธจางจิ่วเม่ยแล้ว ทว่าท้ายที่สุดกลับมิอาจยับยั้งชั่งใจ
ทุกคราที่เจอกัน เขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญโดยตลอด กระทั่งเรามีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง นางเสนอตัวให้ลิ้มลองอย่างเอียงอายคล้ายมิตั้งใจ
เขาถึงได้รู้ว่าทุกครั้งที่เจอนางล้วนมิใช่เหตุบังเอิญ
อากัปกิริยาซุกซนไร้เดียงสาแฝงความดื้อร้นที่ผิดแผกจากภรรยาผู้เรียบร้อยอ่อนหวานรู้ความเช่นนั้น ชวนให้คนปรารถนาค้นหาอย่างยิ่ง
เมื่อนางมีใจให้เขา เขาจึงสนองความยั่วยวนนั้นของนางอย่างมิอาจหักห้ามใจไม่ให้เผลอไผลไปกับเสน่หาของนาง
ความสัมพันธ์ทางใจของเราเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ สองเราจำต้องเดินบนเส้นทางที่ควรเป็น และเขาก็รักหลินซูซินก่อน แม้เขากับจางจิ่วเม่ยจะเจอกันมาก่อนตั้งแต่เยาว์วัยก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของความรู้สึกลึกๆ ที่ฝังตรึงซ่อนเร้นในใจเงียบๆ เท่านั้น
กระทั่งความสัมพันธ์ทางกายของพวกเราเกิดขึ้นที่เรือนร้างเมื่อต้นปีนี้เอง และเพิ่งดำเนินลับหลังภรรยามาแค่ไม่กี่คราเท่านั้น เหตุใดสวรรค์ต้องลงทัณฑ์เขาด้วยการพรากหลินซูซินกับลูกไปด้วย
น้ำตาบุรุษหยาดหยดอย่างช้าๆ จากใบหน้าหล่อเหลา
เป็นเขาที่ผิดเอง ผิดมหันต์ พลาดทั้งหมด เขาเพิ่งรู้ใจตัวเองในวันที่สายไปว่ารักหลินซูซินมากมายปานใด
ภรรยาแสนดีเพียบพร้อมของเขาสตรีใดไหนเลยจะเทียบได้
“พี่หมิง อย่าร้องไห้เลย” จางจิ่วเม่ยเอ่ยปลอบเสียงเครือ
ความโศกเศร้าอย่างไม่ปิดบังและการปลอบประโลมเช่นนี้ ล้วนทำให้ผู้คนไม่มีใครสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่นั่งเคียงกันต่อหน้าป้ายคนตาย รวมถึงหลินอีเซิงกับจูจื่อฉิงด้วย
แต่บิดามารดาที่สูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวพร้อมหลานในครรภ์อย่างกะทันหันเช่นนี้มีหรือจะทำใจได้
เรียกได้ว่าหมดสิ้นหนทางยืนหยัด มิอาจทำอาหารอันโอชาซึ่งเป็นงานที่รักยิ่งชีพ เหลือเพียงร่างไร้จิตวิญญาณ มีชีวิตอยู่เสมือนตายทั้งเป็น
หลังเสร็จสิ้นพิธีศพ สองผู้เฒ่าจึงตรอมใจจนล้มป่วยนอนซม ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีกเลย...
ด้วยล่วงรู้ถึงสัมพันธ์ลับระหว่างบุตรชายกับหลานสาว หลังหลินซูซินตายครบร้อยวัน ฮูหยินผู้เฒ่าจึงออกหน้า เร่งจัดการให้เกาหมิงกับจางจิ่วเม่ยแต่งงานกันทันที
หากถามว่าฮูหยินผู้เฒ่าล่วงรู้ได้อย่างไรนั้น ย่อมต้องถามว่าจางจิ่วเม่ยมียางอายบ้างหรือไม่ยามเอ่ยปากบอกกล่าวต่อผู้อาวุโส
‘ข้ากับพี่หมิงมีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้งมานานแล้วเจ้าค่ะ แต่จนใจที่อายุข้ายังน้อยจึงไม่กล้าบอกความจริง กระทั่งพี่หมิงต้องแต่งงานกับพี่หลินตามสัญญาหมั้นหมาย’
สาวน้อยคลี่ยิ้มไร้เดียงสา สีหน้าจริงใจมิโป้ปดยามเอ่ยอย่างต่อเนื่องกับผู้เป็นป้าว่า “ท่านป้าเองก็เอ็นดูข้ามาแต่ไหนแต่ไรนี่นา เสียอย่างเดียวที่ข้าโตช้า ยามนี้ข้าวสารเปลี่ยนเป็นข้าวสุกแล้ว เดิมทีข้ารอเพียงเวลาที่พี่หลินทำใจได้ และยอมรับข้าอย่างใจกว้าง ต่อไปท่านป้าก็จะมีข้าเข้ามาดูแลท่านอีกคน ย่อมดีด้วยเหตุและผล เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าพี่หลินจะรับไม่ได้ ถึงขั้น...’
ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่า แม้เคยเอ็นดูหลินซูซินมากมาย แต่นางตายเพราะจิตใจคับแคบ ไร้ความสามารถรักษาลูกในครรภ์ ไม่มีค่าให้นึกถึงอีก
จ้าวเฟิงฉีเร่งปรับอารมณ์ถามอย่างดุดัน“เหตุใดเจ้ากลับเร็วนักเล่า ไหนบอกว่าซื้อของเสร็จจะไปเยี่ยมบ้านเดิม ค้างแรมสักสี่ห้าวัน ทำตัวเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”เขาข่มไปอย่างนั้น มิให้บุตรชายเห็นว่าบิดาเกรงกลัวมารดา ภาพลักษณ์บิดาต้องน่าเกรงขามตลอดเวลาจึงจะดีหลินซูซินขมวดคิ้ว มองผ่านสามีลงไปที่บุตรชายทั้งสอง ที่บัดนี้ตัวกลมยิ่งกว่าลูกหนัง ไม่นานคงวิ่งไม่ได้ต้องกลิ้งอย่างเดียวหญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ เอ่ยอย่างปลดปลงว่า “หากข้าไม่กลับมาจะรู้ไหมเล่าว่าพวกท่านแอบทำสิ่งใดกัน”หญิงสาวเดินเข้าหาสามี ก้มมองเด็กชายทั้งสองอย่างเอ็นดู“พวกเจ้าอยากกินเนื้อหรือ? หืม ไหนบอกแม่สิ”จ้าวซีห่าว จ้าวซีซวน ต่างแหงนหน้ามองมารดาตาแป๋วพลางพยักหน้าหงึกหงักจนแก้มกระเพื่อม ดวงตาที่เคยกลมโตบัดนี้หรี่หยีเป็นเส้นโค้งเสี้ยวจันทร์เพราะคลี่ยิ้มกว้างอย่างใสซื่อทั้งสองยอมรับด้วยกิริยาน่ารักบริสุทธิ์ไร้เดียงสา“ท่านแม่ ซีห่าวไม่ดื้อแค่อยากกินเนื้อ”“ซีซวนก็ไม่ดื้อ แค่อยากเคี้ยวเนื้อมากๆ”จ้าวเฟิงฉีรีบเสริม “เด็กๆ อยากบริหารกรามนั่นเอง”หลินซูซินยกนิ้วจิ้มพุงกลมๆ ของบุตรชายอย่างเข่นเขี้ยว“ก็ได้ มื้อนี้แม่จะทำให้กินเป
กระโปรงสตรีถูกเลิกและเปิดออกขึ้นมากองตรงเอวคอด สาบเสื้อเผยอจนเผยเนินอกอิ่ม กางเกงบุรุษถูกลากลงอย่างไร้ปรานี สองร่างสอดประสานทันทีไม่มีผ่อนปรนคนสองคนเริ่มครวญครางอีกคราเสียงโต๊ะที่โยกโยนกระแทกพื้นเพียงเบาๆ เท่านั้นหากแต่เสียงที่เป็นจังหวะเฉพาะกิจกรรมชายหญิงเช่นนี้ ยิ่งทำอารมณ์ปรารถนาลุกโชนราวกองเพลิงที่แผ่ขยายไร้สิ้นสุดจ้าวเฟิงฉีขยับเอวสอบไม่มีสะดุด เร่งทำเวลาสุดชีวิต จนหลินซูซินทำได้เพียงแหงนหน้าพริ้มตากัดปากอย่างอ่อนระทวย ในขณะที่สามีภรรยากำลังหลอมรวมใกล้ละลายร่างเข้าด้วยกัน เสียงร้องไห้อ้อแอ้พลันดังลั่นและคราวนี้คล้ายว่าจะไม่หยุดลงง่ายๆ“...”ตอนกลางวันเป็นเช่นใด ตอนกลางคืนก็เป็นเช่นนั้น เด็กๆ ติดบิดากับมารดามาก ห่างมิได้แม้ครึ่งก้าวจ้าวเฟิงฉีอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา...หลังแต่งงาน สามีภรรยารักใคร่ปานกลืนกินมิสร่างซา นับปีนี้ก็เข้าปีที่หกแล้ว“ฝากเจ้าขออภัยท่านพ่อตาแม่ยายด้วยที่ข้ามิอาจปลีกตัวไปเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมเจ้าได้”สามีก้มมองภรรยาคนงาม แววตาที่เผยความรักใคร่เอ็นดูด้วยใจจริงอย่างไม่ปิดบังแฝงแววขอลุแก่โทษ แม้นางไม่โกรธก็ตามหลินซูซินค
จ้าวเฟิงฉีขมวดคิ้วถามเสียงเครียด “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”เขากลัวนางไม่ฟื้นจะแย่ สตรีผู้นี้ช่างเก่งกาจเกินตัวยิ่งนัก คลอดลูกทีเดียวถึงสองคนชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียงนอนพร้อมกับที่แม่นมยื่นห่อผ้าที่มีทารกทั้งสองวางเบาๆ ตรงขอบเตียง“ท่ะ ท่าน” หลินซูซินละล่ำละลักพลางจับสาบเสื้อเขาแน่น “เป็นท่านจริงๆ ใช่หรือไม่ เฟิงฉี ใช่ท่านจริงหรือไม่?”นางปล่อยมือจากเขาแล้วก้มหน้ามองทารกตัวแดงในห่อผ้าค่อยๆ ยื่นมืออันสั่นเทาลูบไล้เบาๆ มีแววไม่อยากเชื่อเต็มม่านตา ครู่หนึ่งพลันร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาจนตัวสั่นเทาดั่งนกกระสาต้องสายฝนในคืนเหมันต์ท่าทางของนางหวาดหวั่นดวงหน้าซีดขาวน้ำตานองหน้าชวนเวทนาปานนั้น จ้าวเฟิงฉีหรี่ตาลง ก่อนโบกมือเบาๆ ให้แม่นมพาลูกๆ ออกไปก่อน รวมถึงหมอตำแยด้วย ทุกคนออกไปให้หมดหลังจากประตูถูกปิดลงและคงเหลือเพียงสองคนในห้อง จ้าวเฟิงฉีก็โน้มตัวกอดหลินซูซินไว้ในอ้อมแขน ฝ่ามืออุ่นร้อนค่อยๆลูบหน้าท้องเหี่ยวย่นของนางอย่างต้องการคลายปวดให้“ซูซิน อย่ากลัว ข้าอยู่นี่”หลินซูซินยังคงขวัญเสีย นางร่ำไห้ พร่ำถามเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ เฟิงฉี ใช่ท่านจริงๆ”“ไม่ได้ฝัน เป็นข้าจริงๆ”เขาก
เดิมทีพวกเขาต้องการหลีกหนีบุรุษสูงศักดิ์อย่างรัชทายาทแคว้นเยี่ยนที่มากรักมากภรรยา พระองค์ต้องการให้หลินซูซินแต่งไปเป็นหนึ่งในชายาแห่งตำหนักบูรพา ซึ่งบิดามารดาที่ใดจะยอมรับได้ ต้องแต่งไปแดนไกลทั้งยังต้องใช้สามีร่วมกับสตรีไฉไลนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุผลนี้หลินอีเซิงกับจูจื่อฉิงจึงให้บุตรสาวหมั้นกับบุรุษสามัญอย่างเกาหมิง เพราะที่จวนสกุลเกาไม่นิยมให้บุรุษรับอนุเรื่องนี้สองผู้อาวุโสรับรู้จากการที่นายท่านสกุลเกามีเพียงเกาฮูหยิน หลังเรือนไม่มีอนุสักคน เพียงแต่ท้ายที่สุด เกาหมิงกลับแอบมีรักปักใจอยู่กับจางจิ่วเม่ยเรื่องนี้จะโทษผู้ใดมิได้เต็มปากนัก เพราะเรื่องของความรักมันยากหักห้ามใจ หลินอีเซิงกับจูจื่อฉิงจึงไม่คบหากับสกุลเกาอีก และเลือกที่จะเฟ้นหาว่าที่ลูกเขยคนใหม่เป็นบุรุษจากสกุลธรรมดาทว่ามิคาด กลับเป็นจ้าวเฟิงฉีที่หลินซูซินอยากแต่งงานด้วยในเมื่อเป็นความประสงค์ของบุตรสาว และบุรุษสูงส่งอย่างท่านประมุขสำนักยวี้จู๋จ้าวเฟิงฉีถึงขนาดประกาศกร้าวอย่างดุดันว่าจะมีภรรยาคนเดียวคือหลินซูซินจ้าวเฟิงฉีพูดจาฉะฉานปานนั้น! คนจะไม่เชื่อได้อย่างไรกัน!ไม่นาน ทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกัน พิธีมงคลถูกจัด
หลังจากสลับรุกผลัดรับจนเสร็จสิ้นกระบวนท่าพิชิตใจเป็นรอบที่เท่าใดมิอาจนับ หญิงสาวก็นอนคว่ำหน้าหลับตาอย่างสิ้นแรง มีเพียงชายหนุ่มที่ยังคงลูบแผ่นหลังอันนวลเนียนบอบบางของคนในอ้อมอกพลางทอดสายตาอ่อนโยนมองนางอย่างสะทกสะท้อนใจในความไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาของตนดูผิวขาวเนียนนวลนุ่มที่ผุดริ้วแดงรอยช้ำเป็นจ้ำๆ ซึ่งล้วนเกิดจากริมฝีปากของเขาเถิดจ้าวเฟิงฉีที่ยามก่อนทั้งราตรีเร่าร้อนมิอาจควบคุมร่างกายหรือออมแรงอันใด บัดนี้กลับก้มลงไล่จุมพิตไล้ปลายลิ้นไปตามเรือนร่างของหลินซูซินอย่างแผ่วเบาเขาซับจูบนางอย่างต้องการปลอบประโลมด้วยความละมุนละไมอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน แม้อีกฝ่ายจะหลับใหลมิรู้เรื่องราวจวบจนใกล้ถึงเที่ยงวัน จ้าวเฟิงฉีที่นอนกอดเจ้าของร่างนุ่มจนหลับสนิทพลันตื่นขึ้นมาอีกคราเมื่อได้กลิ่นอาหารอันโอชาครั้นมองข้างกายกลับไม่พบคนหนุนแขน เจ้าของพวงแก้มสีชาดลูกท้อหายไปไหนแล้วเมื่อกวาดตามองถึงได้รู้ว่าหากมิใช่นางลุกขึ้นไปทำอาหารแล้วจะมีกลิ่นยั่วน้ำลายได้อย่างไรหลินซูซินยืนรอจ้าวเฟิงฉีอยู่ตรงโต๊ะกลมสำหรับวางอาหารในห้องชั้นนอก นางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยสีชมพูอมฟ้า กำลังจัดแจงสำรับอาหารอย่างใส่ใจจ้าวเฟิง
เพราะครั้งนั้น จางจิ่วเม่ยที่เข้าหาเกาหมิงจนเขาปันใจให้ก็ได้เคยลองทำแล้วเช่นกันและด้วยอายุเพียงสิบสามร่างกายยังไม่เบ่งบานพร้อมต้อนรับบุรุษเต็มวัย การกระทำตามใจจึงไม่บรรลุผลแน่นอนว่าเกาหมิงที่มีภรรยาอยู่แล้วทั้งคนไม่เคยต้องทนเมื่อสตรีคนหนึ่งไม่พร้อมเขาก็หาได้ใส่ใจอันใดกระทั่งเวลาผ่านไป จางจิ่วเม่ยเติบโตเต็มวัยอายุสิบห้า เขาถึงได้ลักลอบมีสัมพันธ์ลับหลังภรรยาจนติดอกติดใจแต่ชาตินี้ ทุกคืนกิจกรรมเริงรมย์คล้ายสามีขืนใจภรรยา สุภาพชนคนหนึ่งจะทำอย่างไรได้ชาติก่อนเกาหมิงไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพน่าอึดอัดปานนี้ ต่อให้เขาปันใจให้สตรีนางน้อยอย่างจางจิ่วเม่ยโดยมิเคยได้เกินเลยก็ไม่รู้สึกขาดแคลนอันใด เพราะกลับบ้านไปตัวเขาก็มีภรรยาแสนดีผู้เพียบพร้อมรออยู่หลินซูซินเป็นสตรีดีงาม เรือนร่างเปล่งปลั่งงามสะพรั่ง ทุกราตรีเขาจึงมอบความรักให้นางอย่างไม่รู้จักพอ ไม่เคยต้องอดทนรออย่างอึดอัดทรมานเยี่ยงนี้ในห้องหนังสือ เงาร่างสูงเพรียวนั่งขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน อารมณ์กำหนัดที่พลุ่งพล่านมิได้รับการปลดปล่อยทำคนทรมานยิ่งอีกสองปี รอจางจิ่วเม่ยอายุสิบห้าอีกแค่สองปี ร่างกายนางย่อมพร้อมพรั่งเพื่อเขาท