เว่ยหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะผายมือให้ซีเยว่นางกลับมานั่งเช่นเดิม
“ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทุกคนรู้”
เว่ยหมิงเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ระหว่างสองตระกูลได้ทำสัญญาร่วมกัน และการมาเยือนของกู้หยางครั้งนี้ ก็เพื่อจะหาบุตรสาวตระกูลเว่ยแต่งเข้าจวนตระกูลกู้
ซีเยว่ใบหน้าของนางเรียบเฉยมิได้แสดงท่าทีตกใจอันใด ในเมื่อนางรู้อยู่แล้วในเรื่องเหตุผลที่เขามาเยือนครั้งนี้
บุตรสาวของเว่ยหมิงคนอื่น พร้อมออกเรือนต่างก็มองมาทางกู้หยางอย่างคาดหวัง ด้วยคิดว่าเขาจะรับพวกนางสักคนเข้าตระกูล
“คุณชายกู้ ท่านประสงค์ต้องการแต่งผู้ใดเข้าจวนรึ” อู๋ซื่อเอ่ยถามออกมา พร้อมทั้งปรายตามองไปที่ซีเยว่วูบหนึ่ง
“ข้ามาใคร่ครวญดูแล้ว หากจะให้เหมาะสมก็ควรจะต้องแต่งคุณหนูใหญ่เว่ยขอรับ” เขาอมยิ้มมองมาทางซีเยว่วูบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนางอู๋ซื่อ
“ไม่ได้!!! ตอนแรกท่านมิได้เอ่ยออกมาเช่นนี้ ท่านต้องการแต่งอาเยว่มิใช่รึ” นางอู๋ซื่อลุกขึ้นกรีดร้องออกมาอย่างเสียภาพลักษณ์ของนาง
หลิวชิงเบิกตากว้างมองเขาด้วยใบหน้าซีดขาว ซีเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หากนางได้ยินไม่ผิดตอนแรกเขาเอ่ยว่าต้องการแต่งกับนางเช่นนั้นรึ
เว่ยหมิงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด จะให้แต่งกับซีเยว่ก็มิได้ จะเป็นหลิวชิงก็ไม่ได้เช่นกัน ในเมื่อนางกำลังทาบทามอยู่กับตระกูลมู่
“เจ้าคิดดีแล้วเช่นนั้นรึ” เว่ยหมิงเอ่ยถามออกมา
“พวกท่านให้ข้าคิดใคร่ครวญอีกครั้ง ข้าก็ทำตามที่พวกท่านบอกกล่าวแล้ว เหตุใดถึงยังมิได้อีก หรือว่าพวกท่านมิต้องการจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ขอรับ” กู้หยางเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เว่ยหมิงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก หากเขาจะทำสิ่งใดคงต้องใคร่ครวญผลได้เสียให้รอบคอบเสียก่อน
“หากเจ้ายืนยันเช่นที่พูดก็แล้วแต่เจ้า อีกสองวันข้าจะให้คำตอบในเรื่องนี้”
“ท่านพี่!!!” นางอู๋ซื่อร้องเสียงหลงออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“แจ้งเรื่องไปที่ตระกูลมู่ ยกเลิกเรื่องดูตัวของชิงชิงนางก่อน” เว่ยหมิงร้องบอกพ่อบ้านเว่ย
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!!!” นางอู๋ซื่อกรีดร้องออกมาอย่างไม่ยอม
ซีเยว่ได้แต่ยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ นางนั่งชมเรื่องสนุกเงียบๆ ในเมื่ออยากให้นางอยู่ชมต่อ นางก็จะเป็นผู้ชมที่ดี
“คุณชายกู้ ข้าจะยกอาเยว่ให้ท่าน ส่วนชิงชิง ข้ายอมให้นางแต่งออกไปอยู่ที่เจียงซานไม่ได้” อู๋ซื่อเอ่ยออกมา
“เงียบ!!! กลับเรือนของเจ้าไปเสีย เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” เว่ยหมิงตวาดออกมาเสียงดัง
จนบุตรคนอื่นและอนุที่ไม่เกี่ยวข้องต่างก็ขอตัวกลับเรือนของตนเองไป
ซีเยว่ที่เห็นว่าหมดเรื่องของนางแล้วก็เอ่ยลาบิดา และกู้หยาง ก่อนจะเดินตามคนอื่นกลับเรือนไป
“เจ้ายังไปไม่ได้” อู๋ซื่อเข้ามาดึงรั้งแขนของซีเยว่ไว้
“แม่ใหญ่ ข้าเจ็บเจ้าค่ะ” ซีเยว่นางถูกนางอู๋ซื่อใช้เล็บจิกเข้าไปในเนื้อของนาง
“อาเฟิง เจ้าทำอันใด ปล่อยอาเยว่ประเดี๋ยวนี้” เว่ยหมิงลุกขึ้นจ้องมองอย่างไม่พอใจ
หลิวชิงที่เห็นว่าบิดาเริ่มมีโทสะแล้ว นางจึงได้เดินเข้ามาดึงรั้งตัวของมารดานางออก “ท่านแม่ ปล่อยอาเยว่เจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงเบา
เมื่อซีเยว่นางถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ข้อมือขาวของนางก็ปรากฏรอยเล็บที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
“ข้าไม่มีทางยินยอมอย่างเด็ดขาด คุณชายกู้ ท่านจะกลับคำเช่นนั้นรึ!!!” นางมองไปที่กู้หยางอย่างโกรธแค้น
“น่าขันนัก ข้าเลือกคุณหนูรองพวกท่านก็มิยอม พอเลือกคุณหนูใหญ่ก็ยังเป็นเช่นนี้ หากตระกูลเว่ยมิต้องการจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ก็รีบแจ้งมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้าจะได้ไม่เสียเวลาอีก” เสียงเหยียบเย็นที่เอ่ยขึ้น ผู้ใดจะเชื่อว่าเขาจะมาจากตระกูลเล็กๆ ต่างเมือง
ด้วยอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างของกู้หยาง ทำให้เว่ยหมิงและอู๋ซื่ออดคิดไม่ได้ว่า เขาน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
“ชิงชิง อาเยว่ พวกเจ้าเป็นผู้ที่คุณชายกู้เอ่ยปากอยากจะรับเข้าจวน หนึ่งในพวกเจ้ามีคนใดหรือไม่ที่ต้องการจะแต่งเข้าจวนตระกูลกู้” ในเมื่อหมดทางเลือกเว่ยหมิงจึงได้เอ่ยถามความสมัครใจจากบุตรทั้งสอง
หากเรื่องที่เขาคิดจะไม่ทำตามสัญญาหมั้นหมายที่ให้ไว้กับคนตระกูลกู้หลุดออกไป ชื่อเสียงความดีที่สะสมมาทั้งหมดจะต้องพังทลายลง หากเรื่องนี้ถึงหูของฮ่องเต้ ไม่แคล้วเขาจะต้องถูกตำหนิอย่างแน่นอน
หลิวชิงก้มหน้านิ่งมองพื้น นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับบิดาที่กำลังรอฟังคำตอบจากนางอยู่ นางอู๋ซื่อก็เหมือนอยากจะเอ่ยพูดแทนบุตรสาว แต่ถูกสายตาของเว่ยหมิงจ้องมองอย่างมุ่งร้ายเสียก่อน นางจึงได้แต่กลืนคำพูดกลับลงคอไป
“ข้าไม่แต่งเจ้าค่ะ บุรุษใจโลเลที่เลือกคนนั้นทีคนนี้ที ข้าไม่ต้องการ” นางจ้องมองใบหน้าของกู้หยางอย่างเรียบเฉย
แม้ใบหน้าของกู้หยางจะไม่แสดงออกว่าโกรธเคืองที่ซีเยว่เอ่ยตำหนิเขาออกมา แต่แววตากลับเปล่งประกายออกมาอย่างพอใจ
เว่ยหมิงพยักหน้าอย่างพอใจ เขาเห็นด้วยกับที่ซีเยว่นางพูด หากกู้หยางเอ่ยในครั้งที่สองว่าต้องการแต่งกับซีเยว่ เขาคงจะพอใจมากกว่านี้ เว่ยหมิงคิดว่า คงเป็นเพราะเห็นใบหน้าของหลิวชิงและท่าทางที่อ่อนหวานของนาง จึงทำให้กู้หยางเปลี่ยนใจ
“เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว คุณหนูรอง ในตอนแรกข้าต้องการแต่งเจ้าเป็นเรื่องจริง แต่บิดาของเจ้าไม่เห็นด้วย และยังเอ่ยเรื่องที่พูดคุยทาบทามหมั้นหมายเจ้าให้กับขุนนางในปกครองของเขาไว้แล้ว แล้วข้าจะกล้าแย่งชิงคู่หมั้นของผู้อื่นได้อย่างไร” เขาเน้นคำว่าคู่หมั้นของผู้อื่นให้ทุกคนฟัง
ซีเยว่หันไปมองหน้าบิดาของนางอย่างไม่เข้าใจ ด้วยไม่ได้บอกกล่าวนางไว้เสียก่อน นางจะรู้เรื่องคู่หมั้นกำมะลอของนางได้อย่างไร
“ชิงชิงของข้าก็กำลังจะหมั้นหมายกับตระกูลมู่ ท่านเลือกบุตรคนอื่นในจวนเถิด” อู๋ซื่อรีบเอ่ยออกมา เมื่อเห็นคำแก้ตัวของกู้หยาง
หลิวชิงพยักหน้าน้อยๆ ของนางให้กับกู้หยาง ด้วยเห็นด้วยกับคำพูดของมารดา
“เช่นนั้นรึ แต่ก็ยังมิได้มีการหมั้นหมายเกิดขึ้น เรื่องนี้ข้าจะให้ใต้เท้าเว่ยเป็นผู้เลือกก็แล้วกันว่าจะให้คุณหนูใหญ่หรือคุณหนูรองแต่งกับข้า มิเช่นนั้นแล้ว...ข้าคงต้องไปขอร้องทางการให้ช่วยตัดสินเรื่องนี้” เขากวาดสายตามองไปที่ทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่เรือนพักของตน
“ท่านพี่ แล้วจะทำเช่นใดดีเจ้าคะ” อู๋ซื่อหวาดกลัวไม่น้อย
เรื่องในเรือนหลังหากเว่ยหมิงยังจัดการไม่ได้ ตำแหน่งขุนนางของเขาคงถึงคราวสั่นคลอนแล้ว
“พวกเจ้ากลับเรือนไปก่อน เรื่องนี้ข้าขอคิดก่อน” เขาโบกมือไล่ทั้งสามคน ก่อนจะทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรง
ซีเยว่มองบิดาของนางวูบหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไปที่เรือน แม่นมที่รออยู่หน้าห้องโถงเดินเข้ามาช่วยประคองนางอย่างกังวล
“แล้วจะทำเช่นใดดีเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเสียงสั่นออกมา
“ท่านอย่าเพิ่งกังวล ข้าว่าเรื่องนี้ท่านพ่อคงจัดการได้” ซีเยว่นางเองก็กังวลไม่น้อย
ทั้งสองนายบ่าวเดินไปได้เพียงไม่ไกล เสียงของหลิวชิงที่อยู่ด้านหลังของพวกนางก็ร้องเรียกรั้งเอาไว้
“อาเยว่ ประเดี๋ยวก่อน พี่ขอพูดกับเจ้าสักคำ”
เว่ยหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะผายมือให้ซีเยว่นางกลับมานั่งเช่นเดิม“ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทุกคนรู้”เว่ยหมิงเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ระหว่างสองตระกูลได้ทำสัญญาร่วมกัน และการมาเยือนของกู้หยางครั้งนี้ ก็เพื่อจะหาบุตรสาวตระกูลเว่ยแต่งเข้าจวนตระกูลกู้ซีเยว่ใบหน้าของนางเรียบเฉยมิได้แสดงท่าทีตกใจอันใด ในเมื่อนางรู้อยู่แล้วในเรื่องเหตุผลที่เขามาเยือนครั้งนี้บุตรสาวของเว่ยหมิงคนอื่น พร้อมออกเรือนต่างก็มองมาทางกู้หยางอย่างคาดหวัง ด้วยคิดว่าเขาจะรับพวกนางสักคนเข้าตระกูล“คุณชายกู้ ท่านประสงค์ต้องการแต่งผู้ใดเข้าจวนรึ” อู๋ซื่อเอ่ยถามออกมา พร้อมทั้งปรายตามองไปที่ซีเยว่วูบหนึ่ง“ข้ามาใคร่ครวญดูแล้ว หากจะให้เหมาะสมก็ควรจะต้องแต่งคุณหนูใหญ่เว่ยขอรับ” เขาอมยิ้มมองมาทางซีเยว่วูบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนางอู๋ซื่อ“ไม่ได้!!! ตอนแรกท่านมิได้เอ่ยออกมาเช่นนี้ ท่านต้องการแต่งอาเยว่มิใช่รึ” นางอู๋ซื่อลุกขึ้นกรีดร้องออกมาอย่างเสียภาพลักษณ์ของนางหลิวชิงเบิกตากว้างมองเขาด้วยใบหน้าซีดขาว ซีเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หากนางได้ยินไม่ผิดตอนแรกเขาเอ่ยว่าต้องการแต่งกับนางเช่นนั้นรึเว่ยหมิงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชั
นางจะไม่ยินดีได้อย่างไร ในเมื่อกู้หยางอยู่ถึงเมืองเจียงซานทางตอนใต้ของแคว้น ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายพันหลี้ (1หลี้=500เมตร) หากซีเยว่นางแต่งออกไปก็ไม่ต้องสนใจว่านางจะเป็นเช่นไร ทั้งยังไม่ต้องมีนางให้อยู่รกหูรกตาอีกด้วย“ไม่ได้ เจ้าเลือกคนอื่นเถิด” อู๋ซื่อหันมามองหน้าสามีของนางอย่างไม่เข้าใจ กู้หยางก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเช่นกัน“เพราะอันใดขอรับ”“นางเป็นเพียงบุตรอนุ ให้แต่งกับเจ้าที่เป็นบุตรฮูหยินเอกของท่านนายอำเภอเห็นทีจะไม่เหมาะสม” คำกล่าวอ้างของเว่ยหมิงฟังขึ้นไม่น้อย หากมองกันตามฐานะก็เห็นว่าจะจริง“ท่านพี่ ก็ให้อาเยว่นางแต่งเข้าไปเป็นอนุของคุณชายกู้ก็ได้เจ้าค่ะ”เว่ยหมิงมองเตือนนางอู๋ซื่ออย่างดุดัน หากไม่เห็นแก่หน้านางที่เป็นถึงฮูหยินเอก เขาจะเอ่ยไล่นางออกจากห้องโถงกลับเรือนของนางไปเสีย“มิได้ ข้าจะให้นางแต่งกับขุนนางให้ปกครองของข้า แม้จะมีตำแหน่งเล็กๆ แต่นางจะแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว” เขาไม่ต้องการให้บุตรสาวไปเป็นอนุของผู้ใด“เรื่องนี้ไม่ยากขอรับ เพราะข้าน้อยก็ไม่คิดจะให้นางแต่งเป็นอนุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” กู้หยางมองเว่ยหมิงอย่างจริงจัง“เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ เรื่อ
บิดาของนางที่เป็นรองกรมกลาโหม อาหารที่อยู่ในมิติของนาง ล้วนแต่สามารถนำไปเป็นเสบียงของกองทัพได้“ขอบใจเจ้ามาก ไว้พ่อต้องการสิ่งใด จะบอกกล่าวเจ้าอย่างแน่นอน” เว่ยหมิงก็เห็นด้วยกับนาง เมื่อเขาเห็นกองข้าวสาร ของแห้งที่มีไม่น้อย ยังอดนึกไม่ได้ว่าหากส่งมอบให้พวกทหารจะดีเพียงใดทหารที่ชายแดนทั้งสี่ทิศ ล้วนแต่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ผลผลิตที่ปลูกในพื้นที่เสบียงของหลวง ก็มิได้จะอุดมสมบูรณ์เท่าใด หากปีไหนผลผลิตไม่ดี พวกทหารย่อมต้องอดมื้อกินมื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้“อาเยว่ เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” เขามองใบหน้าของบุตรสาวอย่างเคร่งเครียดหากคนอื่นรู้เรื่องของสิ่งที่นางมีอยู่ ไม่รู้ว่าจะเกิดความวุ่นวายมากเพียงใด“เจ้าค่ะ ลูกก็ไม่คิดจะบอกผู้ใดอยู่แล้ว” แม้แต่บิดาของนาง นางก็ไม่คิดจะบอก หากเขาไม่มาเห็นนางโผล่ออกมาจากมิติ นางก็คงจะเก็บเป็นความลับไว้กับตัว“เอาเถิด เรื่องอื่นไว้คุยกันภายหลัง ตอนนี้ออกไปด้านนอกกันก่อน” เขาเห็นว่าเข้ามาหลายชั่วยามแล้ว คนในจวนจะสงสัยเอาได้แต่เมื่อสองพ่อลูกออกมาด้านนอก จึงได้รู้จากปากของแม่นมชุย ว่าทั้งสองอยู่ภายในห้องด้วยกันเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นสอ
ด้วยรู้ว่าหากเขาเค้นถามสาวใช้ต่อ เรื่องที่นางใช้ให้ซีเยว่ออกไปซื้อของให้หลิวชิงจะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่ เขายังเห็นแก่หน้านางที่เป็นฮูหยินเอกอยู่ ที่เขาลงมือในวันนี้ ก็เพื่อเตือนนางไม่ได้รังแกซีเยว่เช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว“เรื่องนี้ น้องจะจัดการให้ท่านพี่เองเจ้าค่ะ อย่าได้ทำให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยเพิ่มเลย” อู๋ซื่อรู้ได้จากแววตาของเขา ว่าเขากำลังเตือนนางอยู่ ทั้งยังมอบทางลงให้นางอีกด้วย“ดี ข้าจะรอฟังการจัดการของเจ้า”เว่ยหมิงเขยิบเข้าไปใกล้อู๋ซื่อแล้วกระซิบบอกนางด้วยเสียงอันเบา “เงินรายเดือนของซีเยว่ เจ้าก็นำกลับคืนมาจากสาวใช้ของนางให้ครบ ทั้งเรื่องข้าวของตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่นางควรได้ก็จัดการให้นางเสีย”อู๋ซื่อสะท้านออกมาด้วยความตกใจ แม้แต่เรื่องนี้เขาก็รู้ แล้วเรื่องที่ผ่านมาที่นางสั่งให้แม่นมสั่งสอนซีเยว่จนเสียนิสัย เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร“จะ เจ้าค่ะ” นางก้มหน้าลง เพื่อไม่ให้เขาเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของนางแววตาที่เกิดจากความไม่ยินยอมของอู๋ซื่อมองตามแผ่นหลังของสามีที่เดินจากไปอย่างโกรธแค้น นางได้แต่สาบานในใจว่านางจะต้องหาทางเอาคืนเรื่องในวันนี้ที่ทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าสาวใช้อย่างแน่นอนเว่ย
“คุณหนูรองเป็นเพียงบุตรอนุ จะมีน้ำตาลก้อนเหลือเฟือได้อย่างไรเจ้าค่ะ ไว้ครั้งหน้าข้าจะขอฮูหยินนางให้ก็แล้วกัน” นางมักจะถูกแม่นมจินเอ่ยเช่นนี้จนนางคิดว่า นางถูกบิดาเพิกเฉยไม่ใส่ใจ ด้วยเพียงแค่ตัวนางเป็นบุตรของอนุ“เป็นหน้าที่ของบ่าวที่ต้องดูแลคุณหนูให้ดี คราวหลังอย่าได้ขอบใจบ่าวอีกนะเจ้าคะ” แม่นมชุยประคองซีเยว่ให้ลงนอน ก่อนจะห่มผ้าให้นางอย่างใส่ใจ“แม่นม ท่านไปพักเถิด” ซีเยว่เอ่ยบอก เมื่อเห็นว่าแม่นมชุยกำลังปูผ้าที่ข้างเตียงของนาง เพื่อนอนเฝ้า“บ่าวจะนอนเฝ้าคุณหนูเจ้าค่ะ เผื่อตกดึกมีไข้สูง บ่าวจะได้รู้ได้ทันที”“อืม...” ซีเยว่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงตอนนี้ภายในเรือนของนางมีบ่าวเข้ามาทำงานอยู่ครบตามเดิมแล้ว แม่นมชุยก็จัดการได้อย่างดี พอได้คนครบก็ไปแจ้งเว่ยหมิงให้รับทราบ โดยไม่ผ่านอู๋ซื่อเลยต่อให้อู๋ซื่อจะไม่พอใจ ก็ไม่อาจจะเอ่ยสิ่งใดได้ ในเมื่อเว่ยหมิงเห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องนี้“ไม่รู้ว่าท่านพี่เกิดใส่ใจนังเด็กบ้านั้นขึ้นมาได้อย่างไร” นางเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะ กับแม่นมจิน“คงเห็นว่าคุณหนูรองนางไม่สบาย คงทำเพื่อเอาใจนาง แต่หากนางหายดีเมื่อใด นายท่านก็คงละเลยเช่นเดิมเจ้าค่ะ” แม่น
อู๋ซื่อเดินตามเว่ยหมิงกลับไปที่เรือนหลัก ทั้งสองมิได้เอ่ยพูดสิ่งใดต่อกัน จนเว่ยหมิงแยกตัวไปที่ห้องตำรา อู๋ซื่อที่พาตัวแม่นมจินกลับมาก็รีบกลับไปที่ห้องของนาง“เพ้ย!!! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร แล้วนังเด็กบ้านั้นถูกผีเข้าสิงหรืออย่างไร ถึงได้เปลี่ยนไปมากเพียงนี้” อู๋ซื่อยกแจกันขึ้นสูง นางอยากจะปาเสียให้แตกให้หมด แต่ก็ถูกแม่นมจินเข้ามาแย่งไปเก็บเข้าที่ไว้เสียก่อน“ใจเย็นเจ้าค่ะ คุณหนูรองเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ นางคงน้อยใจตามประสาเด็กเท่านั้น บ่าวว่ารอนางให้หายดีเสียก่อน ค่อยหว่านล้อมนางเรื่องเปลี่ยนตัวสาวใช้อีกครั้งก็ยังไม่สาย” แม่นมจินก็แปลกใจไม่น้อย ที่ซีเยว่นางเปลี่ยนไปมากตอนที่นางอยู่รับใช้ซีเยว่ ก็แทบเรียกได้ว่าเป็นเจ้านายอีกคนหนึ่ง นางก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ในเมื่อทำอันใดไม่ได้ ก็คงได้แต่รอเวลา เพื่อหาวิธีทำให้ซีเยว่นางเปลี่ยนใจ“เหอะ ข้าอยากจะรู้ว่ามันจะเก่งสักเพียงใด” นางทิ้งตัวนั่งลงอย่างหัวเสีย ยิ่งนึกถึงใบหน้าของซีเยว่ที่เหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิด กำลังออดอ้อนเว่ยหมิงอยู่ อู๋ซื่อก็แทบอยากจะออกไปฆ่านางเสียให้รู้แล้วรู้รอด“จริงเจ้าค่ะ ฮูหยินสงบใจก่อน ยังมีเรื่องข