เข้าสู่ระบบเช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ ขิมปรากฏตัวขึ้นในชุดเดรสสีขาวรัดรูปที่สั้นเหนือเข่า มันดูเรียบง่ายแต่กลับดึงดูดทุกสายตาให้นิ่งค้าง โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนวิศวะฯ ที่โต๊ะใหญ่
"นั่นขิมนิเทศฯ ไม่ใช่เหรอวะ? มาทำไมที่นี่?" เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มใหญ่กระซิบ ใหญ่ไม่ได้เงยหน้าจากจานข้าว เขารู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยแม้จะยังไม่เห็นตัว "มาหาใครวะ?" อีกคนถาม "หาคนแถวนี้มั้ง" ขิมตอบเสียงใส เธอยืนพิงเสา มองตรงมาที่ใหญ่ "มีธุระอะไร?" ใหญ่เงยหน้าขึ้น ถามห้วนๆ "ไม่มีธุระ... แค่หิว" "โรงอาหารนิเทศฯ ไม่มีข้าวขาย?" "ไม่มีร้านที่ถูกใจ" ขิมเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ใหญ่โดยไม่สนสายตาใคร "ใหญ่... ขอข้าวหน่อย" "มือก็มี ตักเองดิ" "อยากกินจานของใหญ่" ใหญ่ถอนหายใจยาวก่อนจะเลื่อนจานข้าวไปให้ "เอาไป" "ป้อนหน่อยสิ" "ขิม! อย่าทำตัวน่ารำคาญที่นี่" ใหญ่กดเสียงต่ำ "ทำไม? เขินเหรอ?" "รำคาญ" "ปากแข็งจังนะ" ขิมยิ้มกว้าง เธอไม่สนใจท่าทางดุดันนั่นเลยแม้แต่น้อย "นี่ขิม" เพื่อนของใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น "ตกลงขิมกับไอ้ใหญ่นี่อะไรกันวะ เห็นตัวติดกันบ่อย" "นั่นสิ" ขิมหันไปมองใหญ่ที่นั่งเกร็ง "อะไรกันเหรอใหญ่?" "เพื่อน" ใหญ่ตอบทันทีโดยไม่ลังเล "เพื่อน..." ขิมลากเสียงยาว "แค่เพื่อนเหรอ?" "เออ แค่เพื่อน" "ถ้างั้น... วันนี้ขิมจะไปนั่งดูใหญ่ซ้อมบอลนะ เพื่อนกันไปดูเพื่อนซ้อม คงไม่เป็นไรมั้ง" "ไม่อยากให้ไป" ใหญ่ปฏิเสธ "ทำไม?" "ร้อน" "ไม่ร้อนหรอกถ้าได้อยู่ข้างๆ ใหญ่" ขิมหันไปหาเพื่อนของใหญ่ "เย็นนี้พี่ๆ ไปดูใหญ่ซ้อมกันไหมคะ? ขิมจะไปด้วย" "ไปสิครับคนสวย" เพื่อนของใหญ่ตอบรับอย่างรวดเร็ว "เห็นไหมล่ะใหญ่... ทุกคนยินดีให้ขิมไป" ใหญ่กรามขบเข้าหากันแน่น เขาเกลียดการถูกต้อนเข้ามุม แต่ขิมเก่งเรื่องนี้เสมอ หลังเลิกเรียน ขิมไปปรากฏตัวที่สนามบอลตามคำพูด ท่ามกลางเสียงเชียร์ของสาวๆ คณะอื่นที่มาแอบดูใหญ่ซ้อม ขิมนั่งเด่นอยู่ที่อัฒจันทร์ มือถือขวดน้ำไว้ในมือ เมื่อใหญ่ซ้อมเสร็จ เขาเดินมาที่ข้างสนามพร้อมเหงื่อที่ไหลโซมกาย ขิมรีบก้าวเข้าไปหาทันที "เหนื่อยไหมคะ?" ขิมยื่นผ้าเย็นให้ ใหญ่ไม่ได้หยิบผ้าเย็นนั่นไป แต่หยิบขวดน้ำที่เธอถือไว้แทน "ขอบคุณ" "ชอบทำตัวห่างเหินจัง" "ขิม... เลิกทำแบบนี้สักที" "แบบไหน? แบบที่คนรักกันเขาทำ?" "เราไม่ได้เป็นอะไรกัน" "งั้นก็เป็นสิ" ขิมท้าทาย "ขิม!" "ถ้าไม่เป็น... ก็แสดงให้เห็นหน่อยสิว่าใหญ่มีแฟนแล้ว ขิมจะได้เลิกยุ่ง" "ไม่มีแฟน... แต่ก็ไม่เอาเธอ" คำพูดนั้นทำเอาขิมชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็ยังยิ้มได้ "เจ็บดีนะ... ชอบ" "บ้าไปแล้วหรือไง" ใหญ่ส่ายหัว "บ้าเพราะใหญ่นั่นแหละ" ขิมขยับเข้าไปใกล้ "วันนี้นอกจากซ้อมบอลแล้ว ใหญ่จะไปไหนต่อไหม?" "จะไปหาคนอื่น" ใหญ่โกหกหน้าตาย "สาวคนใหม่?" "ใช่" "ใคร? สวยเท่าขิมไหม?" "สวยกว่า... และไม่น่ารำคาญเท่าเธอ" ขิมหุบยิ้มลงเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา "โกหก... ใหญ่ไม่มีวันเจอใครที่ 'เข้าถึง' ได้เท่าขิมหรอก" "มั่นใจเกินไปแล้ว" "ไม่ได้มั่นใจ... แต่รู้ดี" "งั้นคืนนี้ก็คอยดูละกันว่าฉันจะไปหาใคร" ใหญ่พูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินหันหลังกลับไป ขิมยืนมองแผ่นหลังแกร่งนั่นด้วยสายตาที่ซับซ้อน เธอกำหมัดแน่น "จะไปหาใครก็ไปเถอะใหญ่... สุดท้ายคนที่ใหญ่กลับมาหา ก็คือขิมอยู่ดี" เธอกดโทรศัพท์หาเพื่อนสาวคนสนิททันที "เออ แก... ฉันต้องการแผนใหม่" "แผนอะไรอีกขิม?" "แผนทำให้คนปากแข็งยอมคายความลับออกมาไง" "แกจะทำอะไรใหญ่?" "ไม่ได้จะทำอะไรใหญ่... แค่จะทำให้ใหญ่รู้ว่า... โลกของเขามันขาดขิมไม่ได้" ขิมวางสายด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เธอเดินไปที่รถของตัวเองพลางฮัมเพลงเบาๆ แม้ในใจจะแอบเจ็บกับคำพูดที่ว่า 'ไม่เอาเธอ' แต่ขิมไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ โดยเฉพาะกับผู้ชายที่เธอตีตราจองไว้แล้วในใจ "เล่นเกมใช่ไหมใหญ่? ได้... เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก่อน" ขิมขับรถออกไปทิ้งให้สนามบอลที่เริ่มเงียบเหงาหลงเหลือเพียงร่องรอยของคนตัวโตที่เธอหมายตาไว้ เธอรู้ดีว่าเกมนี้มีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับผู้หญิงอย่างขิม... ยิ่งท้าทายเท่าไหร่ มันยิ่งน่าสนุกมากขึ้นเท่านั้น เขาก็แค่ป้อมปราการที่แข็งแกร่ง และเธอก็คือค้อนที่พร้อมจะทุบทำลายมันลงมาให้ราบคาบ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน หรือต้องเล่นสกปรกยังไง สุดท้ายใหญ่ก็ต้องตกเป็นของเธออยู่ดี สถานะที่ไม่ใช่เพื่อน... เธอจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสถานะที่ใหญ่หนีไปไหนไม่ได้อีกเลย เธอมองกระจกหลังเห็นใหญ่เดินคุยกับเพื่อนด้วยท่าทางสบายๆ แต่เธอก็สังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้ยิ้มให้ใครเลยเหมือนกับที่เขาพยายามทำตัวเย็นชาใส่เธอ "โกหกไม่เนียนเลยนะใหญ่... ถ้าไม่รู้สึกอะไรจริงๆ นายจะทำตัวมีพิรุธแบบนี้ทำไมกัน?" ขิมพึมพำเบาๆ ก่อนจะเร่งเครื่องรถออกไปสู่ท้องถนนยามเย็น ความมุ่งมั่นในใจเธอชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด และค่ำคืนนี้ เธอมีแผนการที่จะทำให้ใหญ่ต้องสั่นคลอนอย่างหนักจนต้องหันกลับมามองเธอแน่นอนเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง ณ ชายหาดที่เคยเป็นพยานรักของ ใหญ่ และ ขิม ในวันแรกที่เขาเริ่มรวบรวมความกล้าเพื่อเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทมาเป็นคนรัก วันนี้... ทั้งคู่กลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ในสถานะของ 'ครอบครัว' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด มี ต้นกล้า ที่เริ่มโตเป็นหนุ่มน้อยวัย 9 ขวบ และ ใยไหม ในวัย 3 ขวบที่กำลังสนุกกับการก่อปราสาททราย ใหญ่ยืนมองลูกๆ ก่อนจะหันมามองขิมที่ยืนอยู่ข้างๆ "ไม่น่าเชื่อเลยเนอะขิม... ว่าเวลาสิบปีมันจะผ่านไปเร็วขนาดนี้" ขิมยิ้ม พลางเกลี่ยผมที่ปรกลงมาปรกหน้าเขา "เร็วสิคะ... แต่ถ้าถามขิมนะ ขิมว่าสิบปีนี้มันคุ้มค่าทุกวินาทีเลย" "จริง... คุ้มจนผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือชีวิตของผมจริงๆ" ใหญ่เอื้อมมือไปจับมือเธอไว้ "ถ้าตอนนั้นผมไม่เดินหน้าจีบเธอ... ป่านนี้ผมคงนั่งเสียดายอยู่คนเดียวแน่ๆ" "โธ่... พ่อคนปากหวาน! เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ อายลูก" ขิมหัวเราะ ต้นกล้าวิ่งกลับมาหา "พ่อครับแม่ครับ! ผมสร้างปราสาททรายเสร็จแล้ว มาดูเร็ว!" ใหญ่กับขิมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ "ไปดูกันเถอะครับคุณแม่"
ลมเย็นพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างหน้าบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นจากความตั้งใจของ ใหญ่ และ ขิม มันไม่ใช่แค่บ้าน แต่มันคือวิหารแห่งความรักที่รวบรวมทุกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตาแห่งการเดินทางอันยาวนานเอาไว้ ต้นกล้า ในวัย 8 ขวบกำลังวิ่งไล่ตามเจ้า ใยไหม ที่หัดเดินได้คล่องแคล่วแล้ว ทั้งคู่ดูมีความสุขภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ใหญ่ยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยความภาคภูมิใจ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนับตั้งแต่เขายังเป็นชายหนุ่มที่สับสนกับความรู้สึกตัวเองที่ดันไปหลงรักเพื่อนสนิทอย่างขิม วันนี้เขากลายเป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นสามีที่ใครๆ ต่างอิจฉา ขิมเดินถือแก้วชาอุ่นๆ ออกมาหาเขาที่ระเบียง "มองอะไรอยู่คะคุณพ่อ? ยิ้มกว้างเชียว" ใหญ่หันมามองภรรยาแล้วยิ้มตอบ "มองดูความสำเร็จของชีวิตครับ... ขิมดูนั่นสิ ต้นกล้ากับใยไหมเข้ากันได้ดีมากเลยนะ" ขิมมองตามไป "นั่นสิคะ เหมือนมีกระจกสะท้อนเราตอนเด็กๆ เลยเนอะ... ต้นกล้าน่ะเหมือนใหญ่ตอนใจเย็น ส่วนใยไหมเหมือนขิมตอนดื้อไม่มีผิด!" ใหญ่หัวเราะร่า "จริง! ใยไหมนี่ดื้อเหมือนขิมตอนเรียนปีสามเปี๊ยบเลยล่ะ" "แหม! ว่
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอประกายผ่านม่านโปร่งในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังใหญ่ที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของความสุข ใหญ่ กำลังง่วนอยู่กับการช่วย ต้นกล้า ต่อเลโก้ชุดใหม่ ขณะที่ ขิม นั่งกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา โดยมี ใยไหม นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอด"พ่อครับ ตรงนี้ต้องใช้ชิ้นส่วนสีแดงหรือสีน้ำเงินครับ?" ต้นกล้าถามพลางหยิบตัวต่อขึ้นมาโชว์ใหญ่ขยับเข้าไปใกล้ลูกชาย "สีน้ำเงินสิครับลูก ดูในผังภาพสิ มันต้องเป็นโครงสร้างหลักนะ""อ๋อ! จริงด้วยครับพ่อ พ่อเก่งจังเลย!" ต้นกล้าชมพลางยิ้มแป้นขิมที่นั่งมองอยู่หลุดขำ "เก่งแต่เรื่องเลโก้นะพ่อเราน่ะ เรื่องอื่นล่ะเป็นไง?"ใหญ่หันมาสบตาภรรยาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก "เรื่องอื่นก็เก่งครับ... เก่งเรื่องรักเมียไง""แหม... ปากหวานตั้งแต่เช้าเลยนะ" ขิมค้อนใส่เบาๆ"ใหญ่คะ... ขิมว่าเรามาจัดทริปครอบครัวเล็กๆ อีกสักครั้งไหม? ช่วงปิดเทอมต้นกล้าน่ะ" ขิมเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ลูกสาวที่กำลังขยับตัวในฝันใหญ่เงยหน้าจากเลโก้ "ทริปเหรอ? ก็น่าสนนะ ขิมอยากไปไหนล่ะ?""ขิมอยากไปเชียงใหม่ค่ะ... อยากพาลูกไปสัมผัสอากาศหนาวๆ พ่อกับแม่ยังไม่เคยพาล
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีทองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น ใหญ่ กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมกระเป๋าเป้ใบจิ๋วของ ต้นกล้า ขณะที่ ขิม กำลังป้อนนม ใยไหม ในเปลไกวข้างๆ กลิ่นขนมปังปิ้งและกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังนับจำนวนของเล่นที่จะเอาไปโรงเรียนทำให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน"พ่อครับ! ผมเอาหุ่นยนต์ไปด้วยสามตัวนะ อีกตัวเอาไว้ให้เพื่อนที่โรงเรียนเล่นด้วย!" ต้นกล้าตะโกนบอกใหญ่เดินเข้ามาลูบหัวลูกชาย "ได้ครับ แต่ต้องสัญญาว่าจะแบ่งเพื่อนเล่นนะ เป็นพี่ชายต้องใจดีเข้าไว้""รับทราบครับพ่อ!"ขิมวางขวดนมลงแล้วเดินเข้ามาหาใหญ่ "วันนี้ใหญ่ต้องเข้าบริษัทแต่เช้าไหมคะ? เห็นว่ามีประชุมด่วนไม่ใช่เหรอ?""เลื่อนไปเป็นตอนเที่ยงครับ... ผมอยากส่งต้นกล้าที่โรงเรียนเอง แล้วก็อยากพาขิมไปทานมื้อเช้าแถวสวนสาธารณะด้วย" ใหญ่ตอบพร้อมรอยยิ้ม"แหม... มีแผนตลอดเลยนะคะคุณพ่อคนนี้" ขิมแซว"ก็แค่อยากใช้เวลาอยู่กับคนที่รักให้มากที่สุดไงครับ... เธอไม่ชอบเหรอ?" ใหญ่ถามพลางดึงมือขิมมากุมไว้"ชอบค่ะ... ชอบมากด้วย" ขิมยิ้มหวานระหว่างทางไปโรงเรีย
เสียงฝนตกกระทบหลังคาบ้านเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในห้องทำงานที่เงียบสงบ ใหญ่ และ ขิม นั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางแสงไฟสีนวล สองมือของพวกเขาประสานกันไว้แน่นบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่เห็นร่องรอยการใช้งานมานานหลายปี ทั้งคู่กำลังมองดูอัลบั้มรูปเล่มล่าสุดที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา"ลูกโตไวเนอะ..." ขิมเปรยพลางใช้นิ้วลูบรูปถ่ายต้นกล้าในชุดนักเรียน "แป๊บเดียวจากเด็กที่วิ่งไล่จับผีเสื้อ กลายเป็นพี่ชายที่ต้องคอยดูน้องใยไหมแล้ว"ใหญ่หัวเราะเบาๆ "นั่นสิ... แล้วดูใยไหมสิ เริ่มเดินเตาะแตะได้แล้วนะ อีกไม่กี่วันคงวิ่งไล่กวดพี่ต้นกล้าทันแน่"ขิมยิ้มจนตาปิด "เหนื่อยไหมคะใหญ่? กับการที่ต้องมานั่งทำหน้าที่ทั้งในบริษัท แล้วก็ต้องกลับมาเป็น 'พ่อ' ที่ทำทุกอย่างให้ลูก"ใหญ่หันมาสบตาขิม "เหนื่อยครับ... แต่เป็นความเหนื่อยที่โครตมีความสุขเลย ขิมรู้ไหม ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยตอนที่เป็นโสด หรือตอนที่แค่คบกันเล่นๆ""อ้าว แล้วตอนที่คบกันจริงๆ ล่ะคะ?" ขิมแกล้งถาม"ตอนนั้นก็มีความสุขครับ แต่มันเป็นความสุขที่ยังมีความกังวล... กังวลว่าเธอจะเปลี่ยนใจไหม กังวลว่าครอบครัวจะว่ายังไง กังวลไปหม
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอดผ่านระเบียงไม้สักของบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใหญ่ และ ขิม นั่งเฝ้าลูกๆ ของพวกเขาที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระขนาดเล็กที่สร้างขึ้นสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะ เจ้า ใยไหม ในชุดว่ายน้ำสีชมพูดูสดใส ส่วน ต้นกล้า ผู้เป็นพี่ชายก็คอยดูแลน้องอย่างไม่ห่างสายตา "เห็นภาพนี้แล้วนึกถึงวันแรกที่เรามาวัดเก่าแก่ด้วยกันเลยเนอะ" ใหญ่เอ่ยพลางยื่นน้ำมะนาวเย็นๆ ให้ขิม ขิมรับน้ำมาจิบก่อนจะยิ้ม "โห... นานมากแล้วนะตอนนั้นน่ะ จำได้ว่าตอนนั้นขิมยังกังวลอยู่เลยว่าเราจะรอดไหม" "รอดสิครับ... รอดมาถึงมีลูกสองคนได้เนี่ยถือว่าเก่งมากแล้วนะ" ใหญ่หัวเราะเบาๆ "ขิมหมายถึง... กลัวว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ไม่ได้น่ะค่ะ" ขิมวางแก้วลงแล้วหันมามองใบหน้าสามี "ตอนนั้นมันมีทั้งเรื่องงาน เรื่องคนรอบข้าง แล้วก็ความอึดอัดที่พูดไม่ได้... ถ้ามองย้อนกลับไป ขิมก็ยังทึ่งนะที่เราผ่านมันมาได้" ใหญ่จับมือภรรยาไว้ "เพราะเราไม่ได้ผ่านมันมาคนเดียวนี่ครับ ขิมคอยดึงผมไว้ในวันที่ผมจะยอมแพ้ ส่วนผมก็คอยเป็นเกราะป้องกันให้ขิมในวันที่งานหนักหนา... เราต่างหากที่เป็นพย







