Share

9

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-29 21:05:31

เฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากิน ไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้  จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้าน ตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับ ในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือ หญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้า เด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละ”

ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”

“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

อีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง  เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็นลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลง หรือเจิ้งโหว[1] ท่านออกรบตั้งแต่อายุได้แค่ 14-15 ปีพร้อมกับท่านพ่อ และเอาชนะข้าศึก โดยเฉพาะพวกคนเถื่อนนอกด่านมาตั้งแต่นั้น พวกเราก็เลยรักและเคารพคนตระกูลเจิ้ง!”

ป้าอีกคนที่ยืนฟังก็ยืนยันเสียงดัง “ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ตระกูลเจิ้งไม่เพียงแค่รักชาติกันทุกคน คนบ้านนี้ยังมือสะอาด และทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด”

หญิงสาวอีกคนก็พูดด้วยสีหน้าเขินอายว่า “ที่สำคัญ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานยังอายุแค่ 24-25 ปี แล้วก็ยังหล่อเหลาเป็นอันดับต้นของเมืองหลวงเลยนะ” นางพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน

แต่แล้วก็หยุดมองหน้าเฟิงหลี่เฉียงที่กำลังตั้งใจฟัง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ ก็หล่อเหลาราวกับภาพวาดโบราณเลยนะ เจ้าแต่งงานแล้วรึยังจ๊ะ สนใจพี่สาวอายุมากกว่าไหม”

เฟิงหลี่เฉียงสะดุ้ง เขารีบปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่..ไม่หรอก ข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ฮ่าๆๆ”

แล้วเขาก็หัวเราะจนหน้าแดง ถึงแม้ว่าจะมีหญิงสาวหลายคนแสดงความสนใจ และทอดไมตรีให้เขามาตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเกี้ยวพาราสีกลางถนนเช่นนี้

เฟิงหลี่เฉียงจึงรีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่ง เพราะไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา ที่จริงแล้ว เขาไม่มีใครที่หมายปองทั้งสิ้น และทุกครั้งที่พบสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะใช้ข้อแก้ตัวนี้เสมอมา

แล้วเขาก็ต้องหันขวับไปทางประตูเมือง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องและตบมือต้อนรับขบวนม้าศึกจำนวน 30 กว่าตัว ที่วิ่งเหยาะๆ มาตามถนน หญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารและร้านน้ำชา รีบลุกขึ้นยืนเบียดเสียดและส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็แย่งกันปาดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ที่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าขบวนมา

เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายร่างรูปร่างสูงหนา แต่ไม่เทอะทะ นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างาม ชุดเกราะสีดำและผ้าคลุมสีแดงเข้มตัดกันทำให้ดูโดดเด่นและดุดัน เมื่อเขาขี่ม้าเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหญิงสาวทั้งหลายถึงได้ตื่นเต้นกันนัก แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเฉียบคมของเขากวาดตามองไปรอบๆ และก็หยุดสบตากับเฟิงหลี่เฉียง

เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขา แต่เขาก็รีบยืดตัวขึ้นสูง และก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพ อีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งจนแทบจะมองไม่เห็น และบังคับม้าให้เดินผ่านไปพร้อมกับนายทหารคนอื่น แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานคนนี้ประสาทสัมผัสไวจริงๆ เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจ

หลังจากที่ขบวนผ่านไปแล้ว ประชาชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป ทำให้เฟิงหลี่เฉียงสามารถเดินไปที่แผงขายอาหารเช้าได้ เด็กหนุ่มสั่งโจ๊กมากินพร้อมกับซาลาเปา เจ้าของร้านจำเขาได้ดี บัณฑิตคนนี้คงจะเหมือนกับบัณฑิตอีกหลายคน ที่เดินทางมาเตรียมสอบจินซื่อจากทั่วประเทศ คนที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะมีชาติตระกูล จะมีคนรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติ และมีบัณฑิตอีกมากมายที่เป็นแบบหนุ่มน้อยคนนี้ ที่มาจากต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน พวกเขามักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างถนนแบบนี้เสมอ  

แล้วบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นเจี้ยหยวนคนนี้ มีฐานะยากจนจริงหรือ  

นั่นก็ทั้งใช่และไม่ใช่

ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมให้ลูกศิษย์ของเขา ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เอง เขาคิดเสมอว่าตัวเองมาพึ่งพาอาศัยบ้านของอาจารย์ ได้รับความเมตตาช่วยสั่งสอนวิชาให้ และยังรับแม่กับน้องของเขามาอยู่ด้วย เมื่อมาเรียนต่อ ชายชรายังจ่ายเงินค่าเรียน ค่าที่อยู่ และค่ากินให้ เขาจึงใช้จ่ายอย่างประหยัด และในระหว่างนี้ก็ยังหาเงินเองด้วย

แล้วเฟิงหลี่เฉียงหาเงินอย่างไร  

เขาก็ใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เพื่อหาเงินนั่นเอง ตอนนี้เขาเป็นหมอที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่ง โดยจะทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน เวลาที่เหลือเขาจะไปโรงเรียน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่า การไปโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาโม่ชิงเฉิงเพื่อปรึกษาว่า เขาควรจะทำอย่างไร

หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ อาจารย์โม่ขี้หงุดหงิดของเขาก็ตอบมาว่า “เจ้าจะเสียเวลาไปทำไม ออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต แล้วก็หาเงินสิ เมื่อได้เวลาจึงกลับมาสอบ!”

เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะลั่นห้อง เมื่อได้รับจดหมายตอบกลับเช่นนี้  แล้วต้วนเจี่ยซินล่ะ อาจารย์คนแรกของเขา ไม่เคยบังคับให้เขาทำอะไรเลย สิ่งใดที่เด็กหนุ่มต้องการทำ หมอต้วนก็มักเห็นด้วยเสมอ เพราะรู้จักเด็กคนนี้ดีที่สุด สิ่งใดที่เขาตัดสินใจ สิ่งนั้นจะดีกับตัวเขาเสมอ และเขายังไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังด้วย

เมื่อได้รับคำตอบที่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มจึงคิดว่า เขาควรจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกดีกว่า เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากอาจารย์ทั้งสามคนว่า การท่องตำราและการเรียนในโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจชีวิตและปัญหาของราษฎรต้าหมิงได้อย่างแท้จริง แล้วเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากหมู่บ้านที่ยากจน แต่โลกภายนอกยังมีปัญหาอีกหลากหลาย ที่รอให้เขาไปพบและทำความเข้าใจ  

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ เฟิงหลี่เฉียงก็รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับข้าวของที่จำเป็น เพื่อเตรียมตัวเดินทาง เขาแจ้งทางโรงเรียนว่าจะขอหยุดพักการเรียน เพื่อออกเดินทาง ทำให้อาจารย์ใหญ่และคนอื่นต่างพากันส่ายหัว   และมองว่าเขาคงจะไม่สามารถสอบเป็นจินซื่อได้อย่างแน่นอน แต่สายตาของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเฟิงหลี่เฉียงจะสนใจ เขาเขียนจดหมายบอกแม่และอาจารย์ทั้งสามคน จากนั้นก็ยกเลิกบ้านเช่าหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่มาเรียนที่เมืองหลวง  และออกเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิทันที

เด็กหนุ่มตั้งใจว่า เขาจะเดินทางไปทางตอนใต้ของต้าหมิง จากนั้นจะเดินทางไปตอนกลางของประเทศ ขึ้นไปทางเหนือ และไปจบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับจดหมายจากเขา อันเฟยจูก็รู้สึกเป็นห่วง ต้วนเจี่ยซินจึงปลอบโยนไม่ให้เธอเป็นห่วงเขามากเกินไป

ชายชราอธิบายข้อดีของการเดินทางครั้งนี้ และบอกว่า “เสี่ยวจูเอ๊ย! ต่อไปเสี่ยวเฉียงจะต้องเป็นขุนนาง เขาต้องเดินทางไปตามคำสั่งของฮ่องเต้ บางแห่งก็ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตราย ถ้าเจ้าอยากให้ลูกของเจ้าเจริญก้าวหน้า เจ้าต้องยอมให้ลูกออกจากอ้อมอกบ้าง แล้วเด็กอย่างเสี่ยวเฉียง ก็ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน เจ้าน่าจะรู้จักลูกของเจ้าดีนะ”

อันเฟยจูจึงได้คิด จริงสินะ เฟิงหลี่เฉียงจากบ้านมาเรียนรู้วิชากับหมอต้วนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นิสัยของเขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ

ในขณะที่เธอเริ่มคิดได้ เสียงของลูกสาวคนเล็ก  เฟิงหลี่อิง ที่ตอนนี้อายุได้ 12-13 ปีแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลี่เฉียงเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แม่อย่าเป็นห่วงไปเลย ถ้าข้าเป็นผู้ชายแบบพี่ ข้าก็อยากทำแบบนี้เช่นกัน” เด็กหญิงชื่นชมพี่ชายอย่างมาก

ต้วนเจี่ยซินลูบเคราสีขาวของเขา และพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวเฉียงออกเดินทางกับพวกข้ามาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับที่ข้าเคยเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ต้องเป็นเหมือนข้าด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะเรียนรู้ความยากลำบากของชาวบ้านได้อย่างไร!”

[1] โหว คือ ตำแหน่งเจ้าพระยา หรือมาร์ควิส ที่มีบิดาเป็นท่านอ๋องหรือพระโอรสของฮ่องเต้ และอีกแบบ คือ ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เพราะผลงานจากการทำงาน ความเสน่หา หรือบางคนเป็นพระญาติจึงได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 100

    ตอนที่ 100และแล้วฤดูหนาวที่ทารุณของชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือก็เริ่มต้นขึ้น เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการบรรเทาภัยหนาว เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ กำจัดหิมะที่ขัดขวางเส้นทางสัญจรสำคัญ และออกไปตรวจตราตามบ้านของชาวบ้าน เขายังจำประสบการณ์ในวัยเด็กของตนเอง ที่หิมะตกหนักจนทำให้บ้านถล่มได้ดีเฟิงหลี่เฉียงยังสั่งซื้อเสื้อขนแกะจากเทนซิน นอร์บู หัวหน้าเผ่าชาวทิเบต เขาเขียนจดหมายไปบอกว่า ถ้าลดราคาให้ เขาจะลดภาษีการค้าปีนี้ให้อีก 10 % ทำให้เทนซิน นอร์บู ยินดีทำตาม นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือจากเฟิงหลี่เฉียง สมัยที่ยังเป็นผู้ว่าจังหวัดจางเย่ ชาวทิเบตกลุ่มนี้จัดตั้งกองพ่อค้าเร่ เพื่อนำเนื้อแกะ แพะ วัว และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เดินทางค้าขายจากเหนือไปใต้ และยังเพิ่มจำนวนสินค้าเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น เพราะพวกเขามีน้ำและอาหารสำหรับไว้เลี้ยงสัตว์เพียงพอแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนและผูกสัมพันธ์ที่ดี เทนซิน นอร์บู ยังมอบรองเท้าหนังแกะที่บุข้างในอย่างดีให้กับทหารและข้าราชการของเฟิงหลี่เฉียง ที่ต้องออกไปลาดตระเวณและช่วยเหลือชาวบ้านจำนวน 100 คู่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 99

    ตอนที่ 99นับตั้งแต่เฟิงหลี่เฉียง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซู ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เขาแต่งตั้งผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวขึ้นมาใหม่ เพราะที่นี่เป็นเมืองหลวงของมณฑล และยังเป็นที่ตั้งของจวนผู้ว่าการมณฑลด้วย ทั้งเขาและผู้ว่ากานโจวจึงต้องทำงานประสานกันแล้วจ้าวซิน ผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวคนก่อนหายไปไหนเขาก็ถูกลงโทษเช่นเดียวกันกับนายเก่าของเขา คือ หลู่เจียนเฉิง นับตั้งแต่มีการเก็บกวาดการทุจริตคั้งใหญ่ จึงเกิดตำแหน่งว่างขึ้นมาหลายตำแหน่ง ทั้งระดับผู้ว่าการจังหวัดและผู้ช่วย ไล่ลงไปจนถึงระดับเมืองและระดับอำเภอเฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาช่วงสามเดือนแรกที่มาถึงหลานโจว ในการขุดรากถอนโคนเครือข่ายของหลู่เจียนเฉิง เขาสั่งให้แต่ละพื้นที่ส่งรายงานและข้อร้องเรียนว่า เกิดการทุจริตที่ใดบ้าง และใครเป็นผู้ลงมือ โดยมีทหารและผู้ตรวจการในแต่ละพื้นที่ร่วมตรวจสอบเฟิงหลี่เฉียง ผู้ว่าการมณฑลกานซูคนใหม่ ใช้พระเดชในการปราบปรามเก็บกวาดในช่วงแรก เขาไม่ลังเลที่จะลงโทษและส่งตัวคนผิดกลับไปรับโทษที่เมืองหลวง โชคดีที่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 98 (เล่ม 5 ทะเลทรายแห่งกานซู)

    วันนี้เมืองจางเย่ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีขบวนของพระราชสำนักเดินทางมาเพื่อประกาศข่าวดี ประตูเมืองจางเย่จึงเปิดออกกว้างเพื่อรอต้อนรับบุคคลสำคัญ ชาวบ้านที่เฝ้ารอดูอยู่ตามถนนอย่างตื่นเต้น ก็ได้ยินเสียงตีฆ้องดังก้องมาจากด้านหน้าประตูเมือง พวกเขาเห็นขบวนยาวที่มีขันทีชั้นผู้ใหญ่นำพระราชโองการมาประกาศ ในขบวนยังประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการ และจากราชสำนักอีกสามนาย ทำหน้าที่ถือเอกสารประจำตำแหน่ง ด้านหลังเป็นขบวนขนของพระราชทานและทหารที่ตามมาอีกนับสิบคนขบวนนี้เดินทางออกมาเป็นเวลาสองเดือนเต็ม ผ่านเส้นทางสายไหมอันยาวไกล จนมาถึงเมืองจางเย่ในยามเช้าตรู่ของวันนี้ ท่ามกลางผู้คนที่ออกมาต้อนรับอย่างคับคั่ง เมื่อขบวนเข้าใกล้เมืองจางเย่ เสียงแตรยาวและเสียงตีฆ้องดังสะท้อนไปทั่ว ประตูเมืองถูกเปิดออกกว้าง ที่หน้าจวนผู้ว่าการเมืองจางเย่ มีข้าราชการท้องถิ่นในชุดทางการพร้อมกับประชาชนมายืนเรียงรายตามถนนเพื่อรอต้อนรับเมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงหน้าจวน ผู้ว่าการจังหวัดจางเย่เฟิงหลี่เฉียง พร้อมกับผู้ช่วยจิวเหวินชาง เทียนมู่อวี้ รองผู้ว่าการจังหวัดฝ่ายขวา เฉินจื้อเหวิน รองผู้ว่าการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 97 (จบเล่ม 4)

    ผู้ว่าฯหนุ่มหัวเราะ เขามองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย ตอนนี้แม่ทัพเจิ้งอายุ 31 ปีแล้ว “ข้าต้องขอบคุณใต้เท้าเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้ ทำให้พวกเราจับกุมตัวการได้ ถึงจะสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ก็ตาม”เจิ้งเฉิงฉานพยักหน้า และพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “หลู่เจียนเฉิงยังไม่ทันได้สารภาพ ก็ถูกสังหารในคุกหลวงก่อน ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เหตุเกิดขึ้นในวังหลวงแท้ๆ ทำให้เห็นว่ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้น และที่สำคัญ เรายังสาวไปไม่ถึงตัวการที่แท้จริงเลย” ประโยคหลังเขากล่าวอย่างเสียดายหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู ถูกส่งตัวไปให้ศาลต้าหลี่ตัดสินเพราะเป็นข้าราชการชั้นสูง และยังเป็นคดีสำคัญ แต่มีองครักษ์เสื้อแพรคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสองเข้าใจดีว่า การสอบสวนครั้งนี้ไม่ง่าย ต้องมีคนขัดขวางผ่านราชสำนักและศาลต้าหลี่สำหรับเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นขุนนางชายแดน ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นตัวบงการ เขาก็ไม่เดือดร้อนนัก เพราะเขาคงจะได้เป็นขุนนางขั้นกลาง ประจำอยู่ตามชายแดนเช่นนี้ไปอีกแสนนานแต่แม่ทัพเจิ้งดูจะเข้าใจนิสัยของขุนนางผู้นี้ เขายิ้มและพูดว่า “ใต้เท้าเฟิงอย่าเพิ่งเสียกำลังใจไป ข่าว

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 96

    ในที่สุด พวกเขาก็ยอมเปิดปาก นายอำเภอสารภาพว่า เขาเป็นคนส่งแผนที่และแผนการรบไปให้มองโกลเอง และทั้งหมดนั้นเป็นการร่วมมือกันของเขากับหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู และพวกเขายังวางแผนโจมตีอู่เว่ยที่อยู่ใกล้กับหลานโจว และที่ด่านเจี่ยอวี่กวานด้วยเมื่อถามถึงสาเหตุที่หลู่เจียนเฉิงร่วมมือกับมองโกล คำตอบที่ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและพรรคพวกของเขาต้องตะลึงไป คือ พวกเขาต้องการกำจัดแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน ขันทีหลี่จิว และเฟิงหลี่เฉียง โดยร่วมมือกับขุนนางบางคนในกานซูและร่วมมือกับมองโกล เมื่อกำจัดทั้งสามคนได้แล้ว พวกเขาจะนำทัพขับไล่ทหารมองโกลออกไป เมื่อมองโกลยอมล่าถอยตามแผน ผลประโยชน์ที่มองโกลจะได้รับ ก็คือ พวกเขาจะค้าขายสินค้าต้องห้ามโดยไม่เสียภาษี และยังจะแบ่งดินแดนบางส่วนให้มองโกลด้วย หลังจากนั้น หลู่เจียนเฉิง จะยังคงเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซูต่อ และแต่งตั้งพรรคพวกของตน เข้ามารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ เฟิงหลี่เฉียงไม่อยากจะคิดต่อเลยว่า ถ้าแผนการนี้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับต้าหมิง เพราะโอยรัตเป็นคู่แค้นกับต้าหมิงมานาน พวกมันคงไม่จบลงแค่พื้นที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือนี้อย่างแน่นอน!

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 95

    เมื่อเห็นทหารมองโกลเปิดฉากการโจมตีด้วยธนู แม่ทัพเหอชิงหยวนสั่งการทันที “ตั้งรับการโจมตี!”ทหารราบของจางเย่ตั้งแถวด้านหน้า และใช้โล่ขึ้นตั้งรับ เมื่อห่าธนูผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยดาบและหอก เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ทั้งทหารม้าและทหารเดินเท้าต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างไม่หวาดกลัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝ่ายจางเย่ที่มีกำลังพลน้อยกว่า เริ่มมีอาการละล้าละลัง แม่ทัพเหอชิงหยวนพยายามตะโกนปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนเริ่มต้านไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่ง “ถอย! ถอยไปทางทะเลทรายด้านขวาก่อน!”ทหารจางเย่เริ่มถอยร่นไปทางขวา แต่น่าแปลก กองทัพมองโกลกลับพยายามไล่ต้อนให้ทหารจางเย่หนีไปทางหุบเขาเสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบี หากทหารกลุ่มไหนพยายามหนีออกไปทางอื่น จะถูกทหารมองโกลไล่ให้กลับไปทางเดิม สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อกำลังไล่ต้อนฝูงแกะตลอดการหนีนั้น ทหารจางเย่ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้มองโกลฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น “ไล่ตามไป! ต้อนให้พวกมันเข้าไปในหุบเขาให้ได้!" บาร์ตู แม่ทั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status