เข้าสู่ระบบเฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากิน ไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้ จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้าน ตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับ ในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือ หญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้า เด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละ”
ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”
“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
อีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็นลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลง หรือเจิ้งโหว[1] ท่านออกรบตั้งแต่อายุได้แค่ 14-15 ปีพร้อมกับท่านพ่อ และเอาชนะข้าศึก โดยเฉพาะพวกคนเถื่อนนอกด่านมาตั้งแต่นั้น พวกเราก็เลยรักและเคารพคนตระกูลเจิ้ง!”
ป้าอีกคนที่ยืนฟังก็ยืนยันเสียงดัง “ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ตระกูลเจิ้งไม่เพียงแค่รักชาติกันทุกคน คนบ้านนี้ยังมือสะอาด และทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด”
หญิงสาวอีกคนก็พูดด้วยสีหน้าเขินอายว่า “ที่สำคัญ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานยังอายุแค่ 24-25 ปี แล้วก็ยังหล่อเหลาเป็นอันดับต้นของเมืองหลวงเลยนะ” นางพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน
แต่แล้วก็หยุดมองหน้าเฟิงหลี่เฉียงที่กำลังตั้งใจฟัง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ ก็หล่อเหลาราวกับภาพวาดโบราณเลยนะ เจ้าแต่งงานแล้วรึยังจ๊ะ สนใจพี่สาวอายุมากกว่าไหม”
เฟิงหลี่เฉียงสะดุ้ง เขารีบปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่..ไม่หรอก ข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ฮ่าๆๆ”
แล้วเขาก็หัวเราะจนหน้าแดง ถึงแม้ว่าจะมีหญิงสาวหลายคนแสดงความสนใจ และทอดไมตรีให้เขามาตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเกี้ยวพาราสีกลางถนนเช่นนี้
เฟิงหลี่เฉียงจึงรีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่ง เพราะไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา ที่จริงแล้ว เขาไม่มีใครที่หมายปองทั้งสิ้น และทุกครั้งที่พบสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะใช้ข้อแก้ตัวนี้เสมอมา
แล้วเขาก็ต้องหันขวับไปทางประตูเมือง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องและตบมือต้อนรับขบวนม้าศึกจำนวน 30 กว่าตัว ที่วิ่งเหยาะๆ มาตามถนน หญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารและร้านน้ำชา รีบลุกขึ้นยืนเบียดเสียดและส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็แย่งกันปาดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ที่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าขบวนมา
เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายร่างรูปร่างสูงหนา แต่ไม่เทอะทะ นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างาม ชุดเกราะสีดำและผ้าคลุมสีแดงเข้มตัดกันทำให้ดูโดดเด่นและดุดัน เมื่อเขาขี่ม้าเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหญิงสาวทั้งหลายถึงได้ตื่นเต้นกันนัก แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเฉียบคมของเขากวาดตามองไปรอบๆ และก็หยุดสบตากับเฟิงหลี่เฉียง
เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขา แต่เขาก็รีบยืดตัวขึ้นสูง และก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพ อีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งจนแทบจะมองไม่เห็น และบังคับม้าให้เดินผ่านไปพร้อมกับนายทหารคนอื่น แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานคนนี้ประสาทสัมผัสไวจริงๆ เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจ
หลังจากที่ขบวนผ่านไปแล้ว ประชาชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป ทำให้เฟิงหลี่เฉียงสามารถเดินไปที่แผงขายอาหารเช้าได้ เด็กหนุ่มสั่งโจ๊กมากินพร้อมกับซาลาเปา เจ้าของร้านจำเขาได้ดี บัณฑิตคนนี้คงจะเหมือนกับบัณฑิตอีกหลายคน ที่เดินทางมาเตรียมสอบจินซื่อจากทั่วประเทศ คนที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะมีชาติตระกูล จะมีคนรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติ และมีบัณฑิตอีกมากมายที่เป็นแบบหนุ่มน้อยคนนี้ ที่มาจากต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน พวกเขามักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างถนนแบบนี้เสมอ
แล้วบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นเจี้ยหยวนคนนี้ มีฐานะยากจนจริงหรือ
นั่นก็ทั้งใช่และไม่ใช่
ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมให้ลูกศิษย์ของเขา ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เอง เขาคิดเสมอว่าตัวเองมาพึ่งพาอาศัยบ้านของอาจารย์ ได้รับความเมตตาช่วยสั่งสอนวิชาให้ และยังรับแม่กับน้องของเขามาอยู่ด้วย เมื่อมาเรียนต่อ ชายชรายังจ่ายเงินค่าเรียน ค่าที่อยู่ และค่ากินให้ เขาจึงใช้จ่ายอย่างประหยัด และในระหว่างนี้ก็ยังหาเงินเองด้วย
แล้วเฟิงหลี่เฉียงหาเงินอย่างไร
เขาก็ใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เพื่อหาเงินนั่นเอง ตอนนี้เขาเป็นหมอที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่ง โดยจะทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน เวลาที่เหลือเขาจะไปโรงเรียน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่า การไปโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาโม่ชิงเฉิงเพื่อปรึกษาว่า เขาควรจะทำอย่างไร
หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ อาจารย์โม่ขี้หงุดหงิดของเขาก็ตอบมาว่า “เจ้าจะเสียเวลาไปทำไม ออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต แล้วก็หาเงินสิ เมื่อได้เวลาจึงกลับมาสอบ!”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะลั่นห้อง เมื่อได้รับจดหมายตอบกลับเช่นนี้ แล้วต้วนเจี่ยซินล่ะ อาจารย์คนแรกของเขา ไม่เคยบังคับให้เขาทำอะไรเลย สิ่งใดที่เด็กหนุ่มต้องการทำ หมอต้วนก็มักเห็นด้วยเสมอ เพราะรู้จักเด็กคนนี้ดีที่สุด สิ่งใดที่เขาตัดสินใจ สิ่งนั้นจะดีกับตัวเขาเสมอ และเขายังไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังด้วย
เมื่อได้รับคำตอบที่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มจึงคิดว่า เขาควรจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกดีกว่า เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากอาจารย์ทั้งสามคนว่า การท่องตำราและการเรียนในโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจชีวิตและปัญหาของราษฎรต้าหมิงได้อย่างแท้จริง แล้วเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากหมู่บ้านที่ยากจน แต่โลกภายนอกยังมีปัญหาอีกหลากหลาย ที่รอให้เขาไปพบและทำความเข้าใจ
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ เฟิงหลี่เฉียงก็รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับข้าวของที่จำเป็น เพื่อเตรียมตัวเดินทาง เขาแจ้งทางโรงเรียนว่าจะขอหยุดพักการเรียน เพื่อออกเดินทาง ทำให้อาจารย์ใหญ่และคนอื่นต่างพากันส่ายหัว และมองว่าเขาคงจะไม่สามารถสอบเป็นจินซื่อได้อย่างแน่นอน แต่สายตาของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเฟิงหลี่เฉียงจะสนใจ เขาเขียนจดหมายบอกแม่และอาจารย์ทั้งสามคน จากนั้นก็ยกเลิกบ้านเช่าหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่มาเรียนที่เมืองหลวง และออกเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิทันที
เด็กหนุ่มตั้งใจว่า เขาจะเดินทางไปทางตอนใต้ของต้าหมิง จากนั้นจะเดินทางไปตอนกลางของประเทศ ขึ้นไปทางเหนือ และไปจบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับจดหมายจากเขา อันเฟยจูก็รู้สึกเป็นห่วง ต้วนเจี่ยซินจึงปลอบโยนไม่ให้เธอเป็นห่วงเขามากเกินไป
ชายชราอธิบายข้อดีของการเดินทางครั้งนี้ และบอกว่า “เสี่ยวจูเอ๊ย! ต่อไปเสี่ยวเฉียงจะต้องเป็นขุนนาง เขาต้องเดินทางไปตามคำสั่งของฮ่องเต้ บางแห่งก็ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตราย ถ้าเจ้าอยากให้ลูกของเจ้าเจริญก้าวหน้า เจ้าต้องยอมให้ลูกออกจากอ้อมอกบ้าง แล้วเด็กอย่างเสี่ยวเฉียง ก็ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน เจ้าน่าจะรู้จักลูกของเจ้าดีนะ”
อันเฟยจูจึงได้คิด จริงสินะ เฟิงหลี่เฉียงจากบ้านมาเรียนรู้วิชากับหมอต้วนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นิสัยของเขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ในขณะที่เธอเริ่มคิดได้ เสียงของลูกสาวคนเล็ก เฟิงหลี่อิง ที่ตอนนี้อายุได้ 12-13 ปีแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลี่เฉียงเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แม่อย่าเป็นห่วงไปเลย ถ้าข้าเป็นผู้ชายแบบพี่ ข้าก็อยากทำแบบนี้เช่นกัน” เด็กหญิงชื่นชมพี่ชายอย่างมาก
ต้วนเจี่ยซินลูบเคราสีขาวของเขา และพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวเฉียงออกเดินทางกับพวกข้ามาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับที่ข้าเคยเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ต้องเป็นเหมือนข้าด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะเรียนรู้ความยากลำบากของชาวบ้านได้อย่างไร!”
[1] โหว คือ ตำแหน่งเจ้าพระยา หรือมาร์ควิส ที่มีบิดาเป็นท่านอ๋องหรือพระโอรสของฮ่องเต้ และอีกแบบ คือ ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เพราะผลงานจากการทำงาน ความเสน่หา หรือบางคนเป็นพระญาติจึงได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นกัน
ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ
ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย
ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด
ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”
ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง
ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ







