Share

9

Author: Clear Clouds
last update Last Updated: 2025-09-29 21:05:31

เฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากิน ไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้  จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้าน ตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับ ในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือ หญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้า เด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละ”

ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”

“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

อีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง  เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็นลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลง หรือเจิ้งโหว[1] ท่านออกรบตั้งแต่อายุได้แค่ 14-15 ปีพร้อมกับท่านพ่อ และเอาชนะข้าศึก โดยเฉพาะพวกคนเถื่อนนอกด่านมาตั้งแต่นั้น พวกเราก็เลยรักและเคารพคนตระกูลเจิ้ง!”

ป้าอีกคนที่ยืนฟังก็ยืนยันเสียงดัง “ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ตระกูลเจิ้งไม่เพียงแค่รักชาติกันทุกคน คนบ้านนี้ยังมือสะอาด และทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด”

หญิงสาวอีกคนก็พูดด้วยสีหน้าเขินอายว่า “ที่สำคัญ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานยังอายุแค่ 24-25 ปี แล้วก็ยังหล่อเหลาเป็นอันดับต้นของเมืองหลวงเลยนะ” นางพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน

แต่แล้วก็หยุดมองหน้าเฟิงหลี่เฉียงที่กำลังตั้งใจฟัง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ ก็หล่อเหลาราวกับภาพวาดโบราณเลยนะ เจ้าแต่งงานแล้วรึยังจ๊ะ สนใจพี่สาวอายุมากกว่าไหม”

เฟิงหลี่เฉียงสะดุ้ง เขารีบปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่..ไม่หรอก ข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ฮ่าๆๆ”

แล้วเขาก็หัวเราะจนหน้าแดง ถึงแม้ว่าจะมีหญิงสาวหลายคนแสดงความสนใจ และทอดไมตรีให้เขามาตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเกี้ยวพาราสีกลางถนนเช่นนี้

เฟิงหลี่เฉียงจึงรีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่ง เพราะไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา ที่จริงแล้ว เขาไม่มีใครที่หมายปองทั้งสิ้น และทุกครั้งที่พบสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะใช้ข้อแก้ตัวนี้เสมอมา

แล้วเขาก็ต้องหันขวับไปทางประตูเมือง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องและตบมือต้อนรับขบวนม้าศึกจำนวน 30 กว่าตัว ที่วิ่งเหยาะๆ มาตามถนน หญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารและร้านน้ำชา รีบลุกขึ้นยืนเบียดเสียดและส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็แย่งกันปาดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ที่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าขบวนมา

เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายร่างรูปร่างสูงหนา แต่ไม่เทอะทะ นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างาม ชุดเกราะสีดำและผ้าคลุมสีแดงเข้มตัดกันทำให้ดูโดดเด่นและดุดัน เมื่อเขาขี่ม้าเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหญิงสาวทั้งหลายถึงได้ตื่นเต้นกันนัก แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเฉียบคมของเขากวาดตามองไปรอบๆ และก็หยุดสบตากับเฟิงหลี่เฉียง

เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขา แต่เขาก็รีบยืดตัวขึ้นสูง และก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพ อีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งจนแทบจะมองไม่เห็น และบังคับม้าให้เดินผ่านไปพร้อมกับนายทหารคนอื่น แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานคนนี้ประสาทสัมผัสไวจริงๆ เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจ

หลังจากที่ขบวนผ่านไปแล้ว ประชาชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป ทำให้เฟิงหลี่เฉียงสามารถเดินไปที่แผงขายอาหารเช้าได้ เด็กหนุ่มสั่งโจ๊กมากินพร้อมกับซาลาเปา เจ้าของร้านจำเขาได้ดี บัณฑิตคนนี้คงจะเหมือนกับบัณฑิตอีกหลายคน ที่เดินทางมาเตรียมสอบจินซื่อจากทั่วประเทศ คนที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะมีชาติตระกูล จะมีคนรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติ และมีบัณฑิตอีกมากมายที่เป็นแบบหนุ่มน้อยคนนี้ ที่มาจากต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน พวกเขามักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างถนนแบบนี้เสมอ  

แล้วบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นเจี้ยหยวนคนนี้ มีฐานะยากจนจริงหรือ  

นั่นก็ทั้งใช่และไม่ใช่

ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมให้ลูกศิษย์ของเขา ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เอง เขาคิดเสมอว่าตัวเองมาพึ่งพาอาศัยบ้านของอาจารย์ ได้รับความเมตตาช่วยสั่งสอนวิชาให้ และยังรับแม่กับน้องของเขามาอยู่ด้วย เมื่อมาเรียนต่อ ชายชรายังจ่ายเงินค่าเรียน ค่าที่อยู่ และค่ากินให้ เขาจึงใช้จ่ายอย่างประหยัด และในระหว่างนี้ก็ยังหาเงินเองด้วย

แล้วเฟิงหลี่เฉียงหาเงินอย่างไร  

เขาก็ใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เพื่อหาเงินนั่นเอง ตอนนี้เขาเป็นหมอที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่ง โดยจะทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน เวลาที่เหลือเขาจะไปโรงเรียน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่า การไปโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาโม่ชิงเฉิงเพื่อปรึกษาว่า เขาควรจะทำอย่างไร

หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ อาจารย์โม่ขี้หงุดหงิดของเขาก็ตอบมาว่า “เจ้าจะเสียเวลาไปทำไม ออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต แล้วก็หาเงินสิ เมื่อได้เวลาจึงกลับมาสอบ!”

เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะลั่นห้อง เมื่อได้รับจดหมายตอบกลับเช่นนี้  แล้วต้วนเจี่ยซินล่ะ อาจารย์คนแรกของเขา ไม่เคยบังคับให้เขาทำอะไรเลย สิ่งใดที่เด็กหนุ่มต้องการทำ หมอต้วนก็มักเห็นด้วยเสมอ เพราะรู้จักเด็กคนนี้ดีที่สุด สิ่งใดที่เขาตัดสินใจ สิ่งนั้นจะดีกับตัวเขาเสมอ และเขายังไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังด้วย

เมื่อได้รับคำตอบที่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มจึงคิดว่า เขาควรจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกดีกว่า เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากอาจารย์ทั้งสามคนว่า การท่องตำราและการเรียนในโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจชีวิตและปัญหาของราษฎรต้าหมิงได้อย่างแท้จริง แล้วเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากหมู่บ้านที่ยากจน แต่โลกภายนอกยังมีปัญหาอีกหลากหลาย ที่รอให้เขาไปพบและทำความเข้าใจ  

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ เฟิงหลี่เฉียงก็รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับข้าวของที่จำเป็น เพื่อเตรียมตัวเดินทาง เขาแจ้งทางโรงเรียนว่าจะขอหยุดพักการเรียน เพื่อออกเดินทาง ทำให้อาจารย์ใหญ่และคนอื่นต่างพากันส่ายหัว   และมองว่าเขาคงจะไม่สามารถสอบเป็นจินซื่อได้อย่างแน่นอน แต่สายตาของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเฟิงหลี่เฉียงจะสนใจ เขาเขียนจดหมายบอกแม่และอาจารย์ทั้งสามคน จากนั้นก็ยกเลิกบ้านเช่าหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่มาเรียนที่เมืองหลวง  และออกเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิทันที

เด็กหนุ่มตั้งใจว่า เขาจะเดินทางไปทางตอนใต้ของต้าหมิง จากนั้นจะเดินทางไปตอนกลางของประเทศ ขึ้นไปทางเหนือ และไปจบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับจดหมายจากเขา อันเฟยจูก็รู้สึกเป็นห่วง ต้วนเจี่ยซินจึงปลอบโยนไม่ให้เธอเป็นห่วงเขามากเกินไป

ชายชราอธิบายข้อดีของการเดินทางครั้งนี้ และบอกว่า “เสี่ยวจูเอ๊ย! ต่อไปเสี่ยวเฉียงจะต้องเป็นขุนนาง เขาต้องเดินทางไปตามคำสั่งของฮ่องเต้ บางแห่งก็ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตราย ถ้าเจ้าอยากให้ลูกของเจ้าเจริญก้าวหน้า เจ้าต้องยอมให้ลูกออกจากอ้อมอกบ้าง แล้วเด็กอย่างเสี่ยวเฉียง ก็ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน เจ้าน่าจะรู้จักลูกของเจ้าดีนะ”

อันเฟยจูจึงได้คิด จริงสินะ เฟิงหลี่เฉียงจากบ้านมาเรียนรู้วิชากับหมอต้วนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นิสัยของเขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ

ในขณะที่เธอเริ่มคิดได้ เสียงของลูกสาวคนเล็ก  เฟิงหลี่อิง ที่ตอนนี้อายุได้ 12-13 ปีแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลี่เฉียงเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แม่อย่าเป็นห่วงไปเลย ถ้าข้าเป็นผู้ชายแบบพี่ ข้าก็อยากทำแบบนี้เช่นกัน” เด็กหญิงชื่นชมพี่ชายอย่างมาก

ต้วนเจี่ยซินลูบเคราสีขาวของเขา และพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวเฉียงออกเดินทางกับพวกข้ามาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับที่ข้าเคยเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ต้องเป็นเหมือนข้าด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะเรียนรู้ความยากลำบากของชาวบ้านได้อย่างไร!”

[1] โหว คือ ตำแหน่งเจ้าพระยา หรือมาร์ควิส ที่มีบิดาเป็นท่านอ๋องหรือพระโอรสของฮ่องเต้ และอีกแบบ คือ ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เพราะผลงานจากการทำงาน ความเสน่หา หรือบางคนเป็นพระญาติจึงได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 146

    ตอนที่ 146ลู่เหยาหลงคิด แต่ก็ยังไม่แน่ใจ “ถ้าซื้อไปกิน เราก็มีกันแค่นี้ จะกินหมดได้อย่างไร..ถ้าซื้อไปขาย แล้วเราจะขายอย่างไร”กวานอี้จึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า “ซื้อมากขนาดนี้ ก็ย่อมดึงดูดความสนใจของใครบางคนได้”คราวนี้ลู่เหยาหลงและคนอื่นเริ่มเข้าใจ อินเฉินจึงถามอย่างตื่นเต้นว่า “เพื่อให้คนที่อยู่เบื้องหลังเผยตัวใช่ไหม”ใต้เท้าเฟิงยิ้ม แต่ก็ยังไม่ตอบหลี่ปิงก็ถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับของพวกนี้ จะให้พวกเราเอาไปขายอย่างนั้นหรือ”“ใช่แล้ว ข้าจะให้พวกท่านเอาไปขาย” รองเสนาบดีหนุ่มตอบหน้าตาเฉยทุกคนหัวเราะ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของใต้เท้าเฟิง พวกเขาก็ชักไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือพูดเล่นเฟิงหลี่เฉียงจึงเฉลยว่า นี่คือเงินส่วนตัวของเขาเอง และจะส่งของกลับไปที่หนานจิง เพื่อให้แม่ของเขานำปลาและสินค้าท้องถิ่นเหล่านี้ไปกินและขายด้วยหลี่ปิงทำหน้าประหลาดใจ “ท่านเป็นขุนนางชั้นสูงนะ! ท่านกล้าขายของหรือ”แม

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 145

    ตอนที่ 145แต่แล้ว จางไห่เฟิงที่ฟังเงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเฟิงมักจะเจอการทำทุจริตหรือเรื่องร้ายที่เป็นเครือข่ายใหญ่เสมอ”ซึ่งก็ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและคนสนิทของเขาต่างอดหัวเราะไม่ได้ ลู่ปู่และลู่เหยาหลงจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ที่ทำให้พวกเขาตี่นเต้นไปกับประสบการณ์การทำงานที่เสี่ยงอันตรายของใต้เท้าเฟิงตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ใต้เท้ากลับนั่งนิ่ง และไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน เขากำลังนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนการเดินทาง นั่นคือ การที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากข้าราชการ ประชาชน และบัณฑิตบางคน บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เจียงหนานนี้ จนเขาถูกสั่งให้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลี่ปิง ผู้ช่วยของเขา ที่ตอนนี้มีทัศนคติต่อนายใหม่ของตนเองดีขึ้นมาก ก็อดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าพบการทุจริตจริง เราควรจะทำอย่างไรหรือขอรับ”เขาไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินคดีที่นี่ด้วยหรือไม่ หรือเพียงแค่รายงานเหตุการณ์กลับไปยังเมืองหลวง และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจัดการคดีเอง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 144

    ตอนที่ 144เฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ ลู่เหยาหลง อินเฉิน และจางไห่เฟิง เลือกร้านขายแป้งทอด ที่ทอดร้อนๆส่งกลิ่นหอม พวกเขากินพร้อมกับน้ำเต้าหู้เข้มข้น“อร่อยมากเลยเถ้าแก้เนี้ย ข้าอยากจะซื้อกลับไปฝากแม่มากๆ เลย” เฟิงหลี่เฉียงพูดกับหญิงเจ้าของร้านที่ยกแป้งทอดมาให้อีกจาน ทำให้นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ ที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ชื่นชมอาหารของนาง“ร้านของข้าใครๆ ก็รู้จัก กินแล้วติดใจทุกคน” นางบอกอย่างภูมิใจจากนั้นก็เดินกลับไปทอดแป้งต่อ และสั่งให้ลูกชายอายุประมาณ 15- 16 ปี รีบยกน้ำเต้าหู้ไปให้ลูกค้าโต๊ะอื่นในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดของข้าราชการประจำอำเภอก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ และสั่งอาหารมากินข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า “เฮ่ออ ข้าหิวจนไส้แทบขาด วันนี้เรือเข้าเทียบท่ามากจริงๆ”“ใช่! แล้วยังต้องรีบขนปลาไปส่งโรงงานอีก ขนาดข้ากินอะไรรองท้องมาบ้าง ยังแทบจะทนไม่ไหว” ข้าราชการอีกคนบ่นเช่นกันกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงตั

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 143

    ตอนที่ 143พวกเขาใช้เรือเดินทางลงใต้ โดยล่องตามแม่น้ำแยงซีเกียงไปยังเมืองเจิ้นเจียง และผ่านทางแควเล็ก เพื่อไปยังคลองใหญ่หรือคลองต้าอวิ้นเหอ ซึ่งเป็นคลองที่ขุดโดยมนุษย์ มีความยาว 3,200 กิโลเมตร เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของต้าหมิงเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่หางโจวทางตะวันออกและขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เป่ยผิง ซึ่งคณะของเฟิงหลี่เฉียงจะเดินทางจากท่าเรือหนานจิงไปตามคลองนี้ และนำพวกเขาไปยังเมืองสำคัญคือ ซูโจวและหางโจวแห่งภูมิภาคเจียงหนานที่โด่งดังนี้และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง เฟิงหลี่เฉียงจะสอนความรู้ให้กับลู่เหยาหลง และใครก็ตามที่อยากจะฟัง ทำให้ในแต่ละครั้งที่เขาพูดคุย หรือเมื่อเรือแวะจอด และลงไปเดินบนบก จะมีคนในคณะเดินตามเขาไปเพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เล่า และเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวตน จึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดา เพื่อมิให้เป็นที่สะดุดตา เฟิงหลี่เฉียงจะสะพายดาบเอาไว้ที่หลังเล่มหนึ่งเสมอ ที่มีเฉพาะคนในคณะของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์ ที่จักรพรรดิหย่งเ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 142

    ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ ยังเผื่อแผ่ให้เด็กคนอื่นที่นั่นด้วยเฟิงหลี่เฉียงพูดกับเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อยว่า เขาจะสร้างบ้านเพื่อรับเลี้ยงพวกเขาเมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ ต่างพากันดีใจ บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก ทำเอาแม่ๆ ที่มาด้วยต่างแอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารชายหนุ่มบอกเด็กๆ ว่า “พวกเจ้าจะต้องเรียนและทำงานไปด้วย เพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น ถ้าคนไหนทนไม่ได้ ก็สามารถออกไปจากบ้านนี้ได้เช่นกัน”เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบชีวิตแบบมีกฎระเบียบนี้ และพวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรือไปได้เช่นกัน“ถ้าจะอยู่กับข้า ก็ต้องยอมรับกฎระเบียบ และยอมรับก

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 141

    ตอนที่ 141ขันทีหวังกั๋ว ที่เฟิงหลี่เฉียงไม่ได้พบมานาน เป็นผู้เปิดประตูให้ ตอนนี้เขาดูมีอายุมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปขันทีวัยกลางคนยิ้ม และเชื้อเชิญเขาให้เข้ามา “เชิญใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาข้างในได้เลย”ที่นั่น เขาเห็นฮ่องเต้หย่งเล่อกำลังทรงงานอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร เมื่อมายืนตรงหน้าโต๊ะ เฟิงหลี่เฉียงทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ หย่งเล่อที่ตอนนี้มีวัย 52 ปีแล้ว บอกให้เขาลุกขึ้น และอ่านฎีกาในมือต่อ ในขณะที่รองเสนาบดีเฟิงยังคงยืนรออย่างสงบเมื่อฮ่องเต้ลงพระนามและประทับตราเสร็จแล้ว ก็ตรัสกับเฟิงหลี่เฉียงว่า “ข้าได้อ่านฎีกาของเจ้า ที่จะขอการสนับสนุนเงินสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”“พะยะค่ะ” เขายังคงก้มหน้ารอฟังต่อ“จงบอกมาสิว่า ต้าหมิงจะได้อะไรจากการสนับสนุนครั้งนี้” ฮ่องเต้หย่งเล่อพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนนี้เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเฟิงหลี่เฉียงที่ลดสายตาลงมองที่พื้นข้างหน้า หยุดคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status