Share

9

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-29 21:05:31

เฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากิน ไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้  จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้าน ตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับ ในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือ หญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้า เด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละ”

ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”

“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

อีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง  เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็นลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลง หรือเจิ้งโหว[1] ท่านออกรบตั้งแต่อายุได้แค่ 14-15 ปีพร้อมกับท่านพ่อ และเอาชนะข้าศึก โดยเฉพาะพวกคนเถื่อนนอกด่านมาตั้งแต่นั้น พวกเราก็เลยรักและเคารพคนตระกูลเจิ้ง!”

ป้าอีกคนที่ยืนฟังก็ยืนยันเสียงดัง “ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ตระกูลเจิ้งไม่เพียงแค่รักชาติกันทุกคน คนบ้านนี้ยังมือสะอาด และทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด”

หญิงสาวอีกคนก็พูดด้วยสีหน้าเขินอายว่า “ที่สำคัญ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานยังอายุแค่ 24-25 ปี แล้วก็ยังหล่อเหลาเป็นอันดับต้นของเมืองหลวงเลยนะ” นางพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน

แต่แล้วก็หยุดมองหน้าเฟิงหลี่เฉียงที่กำลังตั้งใจฟัง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ ก็หล่อเหลาราวกับภาพวาดโบราณเลยนะ เจ้าแต่งงานแล้วรึยังจ๊ะ สนใจพี่สาวอายุมากกว่าไหม”

เฟิงหลี่เฉียงสะดุ้ง เขารีบปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่..ไม่หรอก ข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ฮ่าๆๆ”

แล้วเขาก็หัวเราะจนหน้าแดง ถึงแม้ว่าจะมีหญิงสาวหลายคนแสดงความสนใจ และทอดไมตรีให้เขามาตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเกี้ยวพาราสีกลางถนนเช่นนี้

เฟิงหลี่เฉียงจึงรีบเดินหลบไปอีกด้านหนึ่ง เพราะไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา ที่จริงแล้ว เขาไม่มีใครที่หมายปองทั้งสิ้น และทุกครั้งที่พบสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะใช้ข้อแก้ตัวนี้เสมอมา

แล้วเขาก็ต้องหันขวับไปทางประตูเมือง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องและตบมือต้อนรับขบวนม้าศึกจำนวน 30 กว่าตัว ที่วิ่งเหยาะๆ มาตามถนน หญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารและร้านน้ำชา รีบลุกขึ้นยืนเบียดเสียดและส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็แย่งกันปาดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าไปยังม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ที่วิ่งเหยาะๆ นำหน้าขบวนมา

เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายร่างรูปร่างสูงหนา แต่ไม่เทอะทะ นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างาม ชุดเกราะสีดำและผ้าคลุมสีแดงเข้มตัดกันทำให้ดูโดดเด่นและดุดัน เมื่อเขาขี่ม้าเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหญิงสาวทั้งหลายถึงได้ตื่นเต้นกันนัก แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเฉียบคมของเขากวาดตามองไปรอบๆ และก็หยุดสบตากับเฟิงหลี่เฉียง

เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขา แต่เขาก็รีบยืดตัวขึ้นสูง และก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพ อีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งจนแทบจะมองไม่เห็น และบังคับม้าให้เดินผ่านไปพร้อมกับนายทหารคนอื่น แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานคนนี้ประสาทสัมผัสไวจริงๆ เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจ

หลังจากที่ขบวนผ่านไปแล้ว ประชาชนก็เริ่มแยกย้ายกันไป ทำให้เฟิงหลี่เฉียงสามารถเดินไปที่แผงขายอาหารเช้าได้ เด็กหนุ่มสั่งโจ๊กมากินพร้อมกับซาลาเปา เจ้าของร้านจำเขาได้ดี บัณฑิตคนนี้คงจะเหมือนกับบัณฑิตอีกหลายคน ที่เดินทางมาเตรียมสอบจินซื่อจากทั่วประเทศ คนที่มาจากครอบครัวคนมีฐานะมีชาติตระกูล จะมีคนรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติ และมีบัณฑิตอีกมากมายที่เป็นแบบหนุ่มน้อยคนนี้ ที่มาจากต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน พวกเขามักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างถนนแบบนี้เสมอ  

แล้วบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นเจี้ยหยวนคนนี้ มีฐานะยากจนจริงหรือ  

นั่นก็ทั้งใช่และไม่ใช่

ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมให้ลูกศิษย์ของเขา ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เอง เขาคิดเสมอว่าตัวเองมาพึ่งพาอาศัยบ้านของอาจารย์ ได้รับความเมตตาช่วยสั่งสอนวิชาให้ และยังรับแม่กับน้องของเขามาอยู่ด้วย เมื่อมาเรียนต่อ ชายชรายังจ่ายเงินค่าเรียน ค่าที่อยู่ และค่ากินให้ เขาจึงใช้จ่ายอย่างประหยัด และในระหว่างนี้ก็ยังหาเงินเองด้วย

แล้วเฟิงหลี่เฉียงหาเงินอย่างไร  

เขาก็ใช้วิชาแพทย์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เพื่อหาเงินนั่นเอง ตอนนี้เขาเป็นหมอที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่ง โดยจะทำงานอาทิตย์ละ 3 วัน เวลาที่เหลือเขาจะไปโรงเรียน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกว่า การไปโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาจึงเขียนจดหมายไปหาโม่ชิงเฉิงเพื่อปรึกษาว่า เขาควรจะทำอย่างไร

หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ อาจารย์โม่ขี้หงุดหงิดของเขาก็ตอบมาว่า “เจ้าจะเสียเวลาไปทำไม ออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต แล้วก็หาเงินสิ เมื่อได้เวลาจึงกลับมาสอบ!”

เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะลั่นห้อง เมื่อได้รับจดหมายตอบกลับเช่นนี้  แล้วต้วนเจี่ยซินล่ะ อาจารย์คนแรกของเขา ไม่เคยบังคับให้เขาทำอะไรเลย สิ่งใดที่เด็กหนุ่มต้องการทำ หมอต้วนก็มักเห็นด้วยเสมอ เพราะรู้จักเด็กคนนี้ดีที่สุด สิ่งใดที่เขาตัดสินใจ สิ่งนั้นจะดีกับตัวเขาเสมอ และเขายังไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังด้วย

เมื่อได้รับคำตอบที่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มจึงคิดว่า เขาควรจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ข้างนอกดีกว่า เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากอาจารย์ทั้งสามคนว่า การท่องตำราและการเรียนในโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจชีวิตและปัญหาของราษฎรต้าหมิงได้อย่างแท้จริง แล้วเขาจะเป็นข้าราชการที่ดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากหมู่บ้านที่ยากจน แต่โลกภายนอกยังมีปัญหาอีกหลากหลาย ที่รอให้เขาไปพบและทำความเข้าใจ  

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ เฟิงหลี่เฉียงก็รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับข้าวของที่จำเป็น เพื่อเตรียมตัวเดินทาง เขาแจ้งทางโรงเรียนว่าจะขอหยุดพักการเรียน เพื่อออกเดินทาง ทำให้อาจารย์ใหญ่และคนอื่นต่างพากันส่ายหัว   และมองว่าเขาคงจะไม่สามารถสอบเป็นจินซื่อได้อย่างแน่นอน แต่สายตาของคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเฟิงหลี่เฉียงจะสนใจ เขาเขียนจดหมายบอกแม่และอาจารย์ทั้งสามคน จากนั้นก็ยกเลิกบ้านเช่าหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่มาเรียนที่เมืองหลวง  และออกเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิทันที

เด็กหนุ่มตั้งใจว่า เขาจะเดินทางไปทางตอนใต้ของต้าหมิง จากนั้นจะเดินทางไปตอนกลางของประเทศ ขึ้นไปทางเหนือ และไปจบที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อได้รับจดหมายจากเขา อันเฟยจูก็รู้สึกเป็นห่วง ต้วนเจี่ยซินจึงปลอบโยนไม่ให้เธอเป็นห่วงเขามากเกินไป

ชายชราอธิบายข้อดีของการเดินทางครั้งนี้ และบอกว่า “เสี่ยวจูเอ๊ย! ต่อไปเสี่ยวเฉียงจะต้องเป็นขุนนาง เขาต้องเดินทางไปตามคำสั่งของฮ่องเต้ บางแห่งก็ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตราย ถ้าเจ้าอยากให้ลูกของเจ้าเจริญก้าวหน้า เจ้าต้องยอมให้ลูกออกจากอ้อมอกบ้าง แล้วเด็กอย่างเสี่ยวเฉียง ก็ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน เจ้าน่าจะรู้จักลูกของเจ้าดีนะ”

อันเฟยจูจึงได้คิด จริงสินะ เฟิงหลี่เฉียงจากบ้านมาเรียนรู้วิชากับหมอต้วนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นิสัยของเขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ

ในขณะที่เธอเริ่มคิดได้ เสียงของลูกสาวคนเล็ก  เฟิงหลี่อิง ที่ตอนนี้อายุได้ 12-13 ปีแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลี่เฉียงเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แม่อย่าเป็นห่วงไปเลย ถ้าข้าเป็นผู้ชายแบบพี่ ข้าก็อยากทำแบบนี้เช่นกัน” เด็กหญิงชื่นชมพี่ชายอย่างมาก

ต้วนเจี่ยซินลูบเคราสีขาวของเขา และพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “เสี่ยวเฉียงออกเดินทางกับพวกข้ามาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับที่ข้าเคยเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ต้องเป็นเหมือนข้าด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะเรียนรู้ความยากลำบากของชาวบ้านได้อย่างไร!”

[1] โหว คือ ตำแหน่งเจ้าพระยา หรือมาร์ควิส ที่มีบิดาเป็นท่านอ๋องหรือพระโอรสของฮ่องเต้ และอีกแบบ คือ ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้เพราะผลงานจากการทำงาน ความเสน่หา หรือบางคนเป็นพระญาติจึงได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 56

    ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 55

    ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 54

    ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 53

    ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 52

    ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 51 (เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ )

    เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status