LOGINชายร่างอ้วนไม่สนใจ เขาเดินกรากเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจะลากตัวเด็กชายออกไป เฟิงหลี่เฉียงพยายามดิ้นรนและตะโกนด้วยความโมโหว่า “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ลู่ปู่รีบลุกขึ้นและผลักชายคนนั้นออก “ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้! ไม่มีใครเอาเงินเจ้าไปนะ ปล่อย!”
“พวกเจ้าร่วมมือกันละสิ!” ชายอ้วนไม่ยอมหยุด พวกเขาจึงยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น
จนเจ้าของร้านต้องรีบวิ่งบอกว่า “หยุดก่อน! ข้าวของพังเสียหายหมดแล้ว ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”
ลู่ปู่ผลักอกชายคนนั้นออก ในที่สุดเด็กชายก็ยกแขนของอีกฝ่ายขึ้นและกัดลงไปเต็มแรง จนชายร่างอ้วนร้องออกมาด้วยความเจ็บ เฟิงหลี่เฉียงจึงดิ้นหลุดออกมาได้ ลู่ปู่พยายามดึงรั้งแขนอีกข้างของชายคนนั้นเอาไว้ เขาตะโกนขึ้นว่า “ใครก็ได้! ช่วยไปแจ้งที่อำเภอที ชายคนนี้จะทำร้ายพวกข้า!”
เจ้าของร้านจึงสั่งให้ลูกชายรีบวิ่งไปแจ้งที่อำเภอ ในขณะที่บางคนก็พูดว่า “พวกเจ้าคืนเงินเขาไปเถอะ”
บางคนก็พูดว่า “เจ้าสองคนนี้ ขโมยเงินเขาไปแล้ว ยังจะหัวหมออีก”
ชายร่างอ้วนที่ฉุดกระชากลากถูอยู่กับลู่ปู่ก็ตะโกนขึ้นว่า “ใช่ พวกมันร่วมมือกันขโมยเงินข้า!”
เฟิงหลี่เฉียงยืนหอบด้วยความเหนื่อย และปวดร้าวไปหมดทั้งตัว จึงโต้ตอบด้วยเสียงดังว่า “ท่านมากล่าวหาข้าแบบนี้ มีหลักฐานอะไร! แล้วท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายข้าแบบนี้ด้วย!”
แต่ชายอ้วนยังคงโวยวาย และดิ้นรนเพื่อจะสลัดตัวให้หลุดจากลู่ปู่ ซึ่งใกล้จะหมดแรงเช่นกัน ในที่สุด เด็กชายจึงบอกตัวเองว่า เขาจะยอมให้ความโมโหมาครอบงำไม่ได้ เขาจึงถามขึ้นว่า “เอาล่ะ เจ้าบอกมาสิว่า ในถุงนั้นมีเงินเท่าไหร่”
ตอนนี้ ชายอ้วนชะงัก เขาหยุดต่อสู้ดิ้นรน และก็รีบตอบเสียงดังหนักแน่นว่า “มี 800 เหวิน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดเสียงดังฟังชัด เพื่อให้ทุกคนได้ยินด้วยว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะหยิบเงินของตัวเองกับของพี่ลู่ปู่ให้ท่านและคนอื่นดู จะได้รู้ว่าทั้งตัวของพวกเรามีเงินอยู่เท่าไหร่”
ชาวบ้านที่ยืนฟังต่างก็เห็นด้วย เด็กชายจึงวางย่ามที่หิ้วมา และเทของออกวางบนโต๊ะ ในนั้นมีผ้าที่ห่อเข็มเอาไว้สองชุด ซึ่งเขาแกะห่อผ้าให้ทุกคนดู และมีเงินที่อยู่ในถุงเงินเล็กๆอีก 5-6 เหวิน ในขณะที่ลู่ปู่แกะห่อผ้าใส่เงินของเขาให้ดูเช่นกัน ในนั้นมีเงินอยู่ประมาณ 4-5 กวานเท่านั้น
อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ “พวกเจ้าซ่อนเอาไว้น่ะสิ!”
เฟิงหลี่เฉียงหรี่ตาลง เขาจึงหันไปบอกเจ้าของร้านว่า “ท่านลุงขอรับ มาช่วยค้นตัวพวกข้ากับโต๊ะเก้าอี้แถวนี้ด้วยว่า พวกเราซ่อนเงินไว้ตรงไหนหรือเปล่า”
เจ้าของร้านรีบมาค้นดูตามเสื้อผ้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่พบอะไร และเมื่อมองหาตามโต๊ะเก้าอี้ที่พวกเขานั่งอยู่ ก็ไม่พบเช่นกัน ถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มหันไปมองชายร่างอ้วนคนนั้นด้วยสายตาไม่แน่ใจ
แต่อีกฝ่ายก็ยังคงอ้างต่อโดยไม่สะทกสะท้านว่า “เจ้าส่งเงินให้คนอื่นยังไงล่ะ”
เด็กชายแสยะปาก ช่างหน้าไม่อายนัก! เขาจึงหันไปถามคนที่นั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะของเขาว่า “พวกท่านรับเงินจากข้าไปหรือเปล่าขอรับ หรือมีใครเห็นข้าส่งเงินให้กับเขาบ้างไหม”
ชายคนนั้นรีบตอบด้วยความโมโห “ข้าไม่รู้จักเจ้านะ อย่ามากล่าวหากันลอยๆ สิ!”
เมื่อเฟิงหลี่เฉียงถามคนอื่นในร้านว่า มีใครรู้จักเขาไหม หรือมีใครเห็นเขาส่งเงินให้คนในร้านหรือนอกร้านบ้างไหม หลายคนก็ส่ายหน้า และแม้แต่เจ้าของร้านก็ยังพูดว่า “ข้าเห็นพวกเขาเดินเข้ามาแค่สองคนเท่านั้น ข้ายืนยันได้!”
ถึงตอนนี้ เริ่มชัดเจนขึ้นมาแล้วว่า ไม่มีใครรู้จักเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่ และไม่มีใครเห็นทั้งสองคนส่งเงินให้กับคนอื่นในร้านด้วย
ชายร่างอ้วนเริ่มหน้าเสีย แต่ยังคงดื้อดึงต่อ “พวกเจ้าทำเป็นไม่รู้จักกัน แล้วก็แอบขโมยเงินข้าไปยังไงล่ะ!”
ในที่สุด ชายคนที่นั่งใกล้กับเฟิงหลี่เฉียงก็ฉุนกึก และชี้หน้าด่าชายอ้วนทันที “นี่เจ้าหาว่าข้าเป็นขโมยอย่างงั้นหรือ เจ้าอยากโดนดีใช่ไหม!”
ชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่ตลอด เริ่มมองชายร่างอ้วนด้วยความไม่พอใจ และรู้สึกแล้วว่า ชายคนนี้มีความผิดปกติ
เจ้าของร้านจึงพูดยืนยันขึ้นอีกว่า “พี่ชายคนนี้เป็นลูกค้าประจำของข้า แล้วเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ด้วย ข้ารู้จักเขาดี ส่วนเจ้าหนูกับน้องชายคนนี้ที่ท่านกล่าวหา ก็น่าจะมาจากที่อื่น ข้าเพิ่มเคยเห็นเป็นครั้งแรก ท่านจะไปกล่าวหาว่าพวกเขารู้จักกัน แล้วสมคบกันขโมยเงินได้อย่างไร!”
เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกกลับแบบนี้ ชายร่างอ้วนรีบเปลี่ยนแผนเขารีบคว้าแขนของเฟิงหลี่เฉียง และลากออกไปนอกร้าน “ไม่รู้ล่ะ! ไอ้เด็กนี่มันขโมยเงินข้า ข้าจะพามันไปที่อำเภอ!” ลู่ปู่ตกใจมาก เขาวิ่งเข้าไปเพื่อจะดึงชายร่างอ้วนเอาไว้
แต่แล้วทุกคนก็อ้าปากค้าง เมื่อจู่ๆ ก็มีเงาสีเขียวของชายคนหนึ่งกระโดดลอยขึ้นมา และถีบเข้าไปที่หลังของชายร่างอ้วนจนล้มถลาลงไปที่พื้นเสียงดังพลั่ก ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงถูกชายคนนั้นคว้าตัวเอาไว้ทำให้เขาไม่ล้มลงไปด้วย
แล้วเด็กชายก็ได้เห็นผู้ที่ช่วยเขาเอาไว้ เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี อายุประมาณ 26-27 ปี แต่งกายด้วยชุดสีเขียวเข้ม ใบหน้าของเขาเย็นชา เมื่อชายร่างอ้วนตั้งสติได้ ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น และทำท่าจะกระโจนใส่ชายชุดเขียว
แต่แล้วทุกคนก็ได้เห็นชายร่างอ้วน ถูกถีบเข้าที่กลางลำตัวอีกครั้ง เสียงรองเท้ากระทบเนื้อปนไขมันดังลั่น จนทำให้บางคนเผลอกุมท้องด้วยความเจ็บแทน หลังจากนั้นชายชุดเขียวก็ระดมเตะไปที่ชายร่างอ้วนไม่ยั้ง จนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเตะจนพอใจแล้ว ชายชุดเขียวก็พูดขึ้นด้วยเสียงดุดันเย็นชาว่า “เจ้านี่มันชั่วร้ายมาก คิดจะใช่เล่ห์กลหลอกลวงเพื่อลักพาตัวเด็กอย่างนั้นหรือ!”
ถึงตอนนี้ ทุกคนจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเจ้าอ้วนคนนี้ ถึงพยายามจะกล่าวหาว่าเด็กน้อยคนนี้ขโมยเงินไป ถึงจะไม่มีหลักฐานก็ยังดึงดันจะลากเอาตัวเด็กไปให้ได้ แล้วถ้าเด็กถูกมันเอาตัวไป ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งโกรธแค้นและหวาดกลัว หลายคนอดโมโหไม่ได้ จึงพากันระดมหมัดและเท้าเพื่อลงโทษจนชายร่างอ้วนต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิต
เมื่อตำรวจจากอำเภอมาถึง ชายอ้วนจึงถูกลากตัวไปรับโทษที่อำเภอ โดยเฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ และชายชุดเขียวจะต้องเดินทางไปให้ปากคำด้วย ในระหว่างที่เดินไปด้วยกันนั้น เฟิงหลี่เฉียงก็หันไปพูดกับชายชุดเขียวว่า “ข้ากับพี่ลู่ปู่ขอขอบคุณท่านมากนะขอรับ ที่ช่วยพวกเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ข้าคงโดนไอ้โจรนี่จับตัวไปแน่นอน!” แล้วเขากับลู่ปู่ก็ก้มลงคำนับชายชุดเขียวอย่างจริงใจ
ชายชุดเขียวยิ้มและพูดว่า “ข้ายืนฟังมาตลอด ก็รู้ว่าเจ้านี่มีเจตนาไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว”
เมื่อเดินทางมาถึงที่อำเภอ พวกเขาถูกนำตัวไปที่ห้องสอบสวนและได้พบกับนายอำเภอ คือ เกาซือจื่อ อายุประมาณ 40 กว่าปี ในระหว่างสอบสวนนั้น เฟิงหลี่เฉียงได้เห็นวิธีการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น และได้เห็นถึงอำนาจในการฟ้องร้องและจับกุม ทำให้เด็กชายได้คิดว่า ถ้าวันนี้ไม่มีชายชุดเขียวมาช่วยไว้ เขาก็คงจะถูกลากตัวไปแน่ คงไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้ามาช่วยเขา บางคนก็ยังคิดว่าเขาเป็นขโมยเสียด้วยซ้ำไป เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ เด็กชายก็ต้องกำมือเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกขมขื่นในใจ
เมื่อนายอำเภอพบว่าเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่เป็นคนของหมอต้วนเจี่ยซิน ก็ทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติดีขึ้น เมื่อให้ข้อมูลจบแล้ว พวกเขาจึงเดินทางกลับ ในขณะที่ชายชุดเขียวก็จากไปแล้วเช่นกัน
พวกเขากลับมาถึงบ้านที่หลานเถียนในตอนเย็น ทั้งสองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ต้วนเจี่ยซินฟัง ชายชรามองหน้าเด็กชายที่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเจ็บใจอยู่มาก ในขณะที่ลู่ปู่ก็เสียใจที่ไม่สามารถปกป้องเด็กชายได้ ต้วนเจี่ยซินจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เจ้าจะต้องเรียนวรยุทธ์แล้วล่ะ”
เฟิงหลี่เฉียงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย “ข้าเรียนได้ด้วยหรือขอรับ!”
ชายชราพยักหน้า “เจ้ายังเด็ก กระดูกยังอ่อน ยังไม่สายที่จะฝึกฝน แต่บอกก่อนนะว่า การฝึกวรยุทธ์เป็นเรื่องที่ยากมาก เจ้าจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินลมปราณและฝึกการต่อสู้ ตอนนี้เจ้าเรียนหนังสือกับบัณฑิตโม่ แล้วยังเรียนหมอกับข้าอีก เจ้าจะรับไหวหรือเปล่า”
เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูด แต่เขาไม่อยากถูกรังแกแบบวันนี้อีกต่อไป เด็กชายจึงตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าอยากเรียนขอรับ ถึงลำบากก็ยินดี ข้าไม่อยากถูกใครรังแกอีกแล้ว!” เด็กชายจ้องมองอาจารย์ของเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นเช่นนั้น ชายชราจึงพูดขึ้นว่า “ถึงตอนนี้จะยังไม่มีคนสอนวรยุทธ์ให้ แต่ข้าจะสอนการเดินลมปราณให้เจ้าก่อน จากนั้นก็ฝึกทำสมาธิ
เจ้าเรียนหมอมาระยะหนึ่งแล้ว ย่อมรู้จักเส้นลมปราณในร่างกายทุกเส้นดี ถึงข้าไม่มีวรยุทธ์ แต่ข้ารู้ว่าจะสร้างชี่ในตันเถียนแต่ละจุดได้อย่างไร เมื่อวันหนึ่งเจ้าได้พบคนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เจ้า ก็จะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะมีพื้นฐานที่ดีเตรียมเอาไว้แล้ว”
เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ต้วนเจี่ยซินพาเฟิงหลี่เฉียงมาที่ลานบ้าน เขาให้เด็กชายนั่งฟังสิ่งที่เขาสอน และทำตามไปด้วย
“ในร่างกายของคนเรานั้น จะมีชี่หรือลมปราณไหลเวียนอยู่ ชี่ คือพลังงานของชีวิตขนาดเล็กในร่างกาย ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ และทำให้อวัยวะทำงานได้ดีไม่ติดขัด และมีความสมดุล”
เฟิงหลี่เฉียงนั่งฟัง และพยายามสัมผัสถึงชี่ที่ไหลเวียนตามเส้นลมปราณในร่างกาย เสียงนิ่งสงบของต้วนเจี่ยซินดังก้องอยู่ในหูของเขา
“ในการแพทย์ เราจะต้องรักษาให้ชี่เหล่านี้ไหลเวียนและทำงานในร่างกายให้ดี
ชี่หรือลมปราณ จะเดินทางไปตามเส้นลมปราณหรือจิงลั่วหลายเส้น ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์
การฝึกวรยุทธ์ คือการสร้างชี่และเลือดขึ้นมา เพื่อให้เดินทางไปตามเส้นลมปราณเหล่านี้ได้อย่างสะดวก”
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายจึงถามขึ้นว่า “หมายความว่า ถ้าเราสร้างชี่ให้มีมาก เราจะเป็นจอมยุทธ์ได้ใช่ไหมขอรับ”
ต้วนเจี่ยซินพยักหน้า “ถูกต้อง ผู้ที่เก่งวรยุทธ์ จึงต้องสร้างชี่และเดินชี่ได้สะดวกเหนือกว่าคนทั่วไป แต่คนทั่วไปก็มักคิดว่า จอมยุทธ์เท่านั้นจึงจะสร้างชี่ได้ แต่แท้จริงแล้ว ร่างกายของเรามีชี่ที่พ่อแม่ให้มาตั้งแต่เกิด จากนั้นเราก็สร้างขึ้นมาเองจากอาหารและอากาศที่อยู่รอบตัว นั่นคือสาเหตุที่เราต้องกินอาหารที่ดีและหายใจเอาอากาศที่ดีเข้าไป เพื่อให้สร้างชี่ได้มากนั่นเอง”
“ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ ก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงและมีพลังมากขึ้นขอรับ” เด็กชายบอกอย่างดีใจ เพราะเขารู้สึกได้ว่า อากาศที่เชิงเขาหลานเถียนนี้ดี ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้นมาก
ชายชรายิ้มและอธิบายต่อ “แล้วร่างกายของเรามีแหล่งสร้างชี่จากตรงไหนได้บ้าง เราสามารถสร้างชี่ได้จากอวัยวะ 4 อย่างนี้ นั่นคือ ไต กระเพาะอาหาร ม้าม และปอด เจ้าจะเห็นว่าชี่ที่เกิดจาก 4 แหล่งนี้ มาจากอาหารและอากาศที่เรานำเข้าไปร่างกาย และอวัยวะเหล่านี้ สร้างชี่ออกมา ที่ข้าพูดนี้ เป็นการสร้างชี่ตามหลักการแพทย์”
“แต่การฝึกวรยุทธ์นั้น เจ้าจะต้องรวบรวมชี่ที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมด ให้เกิดขึ้นหรือไปรวมตัวกันที่ตันเถียนล่าง กลาง และบน”
เมื่อเห็นเด็กชายทำหน้าสงสัย ต้วนเจี่ยซินจึงอธิบายว่า
“ตันเถียนบน อยู่ที่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ตันเถียนกลาง อยู่ตรงกลางหัวใจ และตันเถียนล่าง อยู่ที่ท้องน้อยใต้สะดือลงมา 3 นิ้ว”
“ถ้าเจ้าจะฝึกวรยุทธ์ให้ดี เจ้ายังต้องสร้างทั้งชี่ภายในหรือเน่ยชี่ และชี่ภายนอก หรือเว่ยชี่ให้เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้น อยู่ในตำราการแพทย์ที่อาจารย์ให้เจ้าอ่านอยู่แล้ว”
เฟิงหลี่เฉียงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “ข้าเคยอ่านหลักเหล่านี้มาแล้ว แสดงว่าข้าสามารถใช้หลักการแพทย์มาช่วยฝึกวิทยายุทธ์ก็ได้ใช่ไหมขอรับอาจารย์”
ต้วนเจี่ยซินหัวเราะเมื่อเห็นเด็กชายตื่นเต้นดีใจ เขารู้ดีว่า เฟิงหลี่เฉียงเป็นเด็กที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการที่เขาเป็นหมอ ยังจะเป็นข้อได้เปรียบในการฝึกวิทยายุทธ์ด้วย เพราะเขาสามารถสร้างชี่ให้เกิดขึ้นได้ และยังสามารถรักษาตัวเวลาที่ชี่หรือลมปราณติดขัดได้อีกด้วย โดยที่ไม่ต้องรอให้หายเอง เหมือนคนทั่วไป
เฟิงหลี่เฉียงจึงดีใจมาก และในระหว่างที่เขาตั้งใจฝึกการสร้างชี่ การควบคุมชี่ หรือการเดินลมปราณอยู่นั้น คนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เขาก็กำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านหลานเถียนแล้ว!
ทุกวันในตอนเช้ามืด เฟิงหลี่เฉียงจะตื่นมาทำสมาธิและฝึกลมปราณทุกวัน โดยมีต้วนเจี่ยซินคอยให้คำแนะนำ ถึงตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถสร้างชี่ให้มีจำนวนมากตามตันเถียนทั้งสามแหล่งได้ แต่เขาก็เข้าถึงสมาธิได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลดีอย่างมากต่อการฝึกฝนเรียนรู้วิชาทั้งบู๊และบุ๋นของเขาในอนาคต
ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น
ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค
ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ
ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า
ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป
เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ




![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


