Share

5

Author: Clear Clouds
last update Petsa ng paglalathala: 2025-09-25 21:05:11

ชายร่างอ้วนไม่สนใจ เขาเดินกรากเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจะลากตัวเด็กชายออกไป เฟิงหลี่เฉียงพยายามดิ้นรนและตะโกนด้วยความโมโหว่า “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”

ลู่ปู่รีบลุกขึ้นและผลักชายคนนั้นออก “ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้! ไม่มีใครเอาเงินเจ้าไปนะ ปล่อย!”

“พวกเจ้าร่วมมือกันละสิ!” ชายอ้วนไม่ยอมหยุด พวกเขาจึงยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น

จนเจ้าของร้านต้องรีบวิ่งบอกว่า “หยุดก่อน! ข้าวของพังเสียหายหมดแล้ว ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”

ลู่ปู่ผลักอกชายคนนั้นออก ในที่สุดเด็กชายก็ยกแขนของอีกฝ่ายขึ้นและกัดลงไปเต็มแรง จนชายร่างอ้วนร้องออกมาด้วยความเจ็บ เฟิงหลี่เฉียงจึงดิ้นหลุดออกมาได้ ลู่ปู่พยายามดึงรั้งแขนอีกข้างของชายคนนั้นเอาไว้ เขาตะโกนขึ้นว่า “ใครก็ได้! ช่วยไปแจ้งที่อำเภอที ชายคนนี้จะทำร้ายพวกข้า!”

เจ้าของร้านจึงสั่งให้ลูกชายรีบวิ่งไปแจ้งที่อำเภอ ในขณะที่บางคนก็พูดว่า “พวกเจ้าคืนเงินเขาไปเถอะ”

บางคนก็พูดว่า “เจ้าสองคนนี้ ขโมยเงินเขาไปแล้ว ยังจะหัวหมออีก”

ชายร่างอ้วนที่ฉุดกระชากลากถูอยู่กับลู่ปู่ก็ตะโกนขึ้นว่า “ใช่ พวกมันร่วมมือกันขโมยเงินข้า!”

เฟิงหลี่เฉียงยืนหอบด้วยความเหนื่อย และปวดร้าวไปหมดทั้งตัว จึงโต้ตอบด้วยเสียงดังว่า “ท่านมากล่าวหาข้าแบบนี้ มีหลักฐานอะไร! แล้วท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายข้าแบบนี้ด้วย!”

แต่ชายอ้วนยังคงโวยวาย และดิ้นรนเพื่อจะสลัดตัวให้หลุดจากลู่ปู่ ซึ่งใกล้จะหมดแรงเช่นกัน ในที่สุด เด็กชายจึงบอกตัวเองว่า เขาจะยอมให้ความโมโหมาครอบงำไม่ได้ เขาจึงถามขึ้นว่า “เอาล่ะ เจ้าบอกมาสิว่า ในถุงนั้นมีเงินเท่าไหร่”

ตอนนี้ ชายอ้วนชะงัก เขาหยุดต่อสู้ดิ้นรน  และก็รีบตอบเสียงดังหนักแน่นว่า “มี 800 เหวิน!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดเสียงดังฟังชัด เพื่อให้ทุกคนได้ยินด้วยว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะหยิบเงินของตัวเองกับของพี่ลู่ปู่ให้ท่านและคนอื่นดู จะได้รู้ว่าทั้งตัวของพวกเรามีเงินอยู่เท่าไหร่”

ชาวบ้านที่ยืนฟังต่างก็เห็นด้วย เด็กชายจึงวางย่ามที่หิ้วมา และเทของออกวางบนโต๊ะ ในนั้นมีผ้าที่ห่อเข็มเอาไว้สองชุด ซึ่งเขาแกะห่อผ้าให้ทุกคนดู และมีเงินที่อยู่ในถุงเงินเล็กๆอีก 5-6 เหวิน ในขณะที่ลู่ปู่แกะห่อผ้าใส่เงินของเขาให้ดูเช่นกัน ในนั้นมีเงินอยู่ประมาณ 4-5 กวานเท่านั้น

อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ “พวกเจ้าซ่อนเอาไว้น่ะสิ!”

เฟิงหลี่เฉียงหรี่ตาลง เขาจึงหันไปบอกเจ้าของร้านว่า “ท่านลุงขอรับ มาช่วยค้นตัวพวกข้ากับโต๊ะเก้าอี้แถวนี้ด้วยว่า พวกเราซ่อนเงินไว้ตรงไหนหรือเปล่า”

เจ้าของร้านรีบมาค้นดูตามเสื้อผ้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่พบอะไร และเมื่อมองหาตามโต๊ะเก้าอี้ที่พวกเขานั่งอยู่ ก็ไม่พบเช่นกัน ถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มหันไปมองชายร่างอ้วนคนนั้นด้วยสายตาไม่แน่ใจ

แต่อีกฝ่ายก็ยังคงอ้างต่อโดยไม่สะทกสะท้านว่า “เจ้าส่งเงินให้คนอื่นยังไงล่ะ”

เด็กชายแสยะปาก ช่างหน้าไม่อายนัก! เขาจึงหันไปถามคนที่นั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะของเขาว่า “พวกท่านรับเงินจากข้าไปหรือเปล่าขอรับ หรือมีใครเห็นข้าส่งเงินให้กับเขาบ้างไหม”

ชายคนนั้นรีบตอบด้วยความโมโห “ข้าไม่รู้จักเจ้านะ อย่ามากล่าวหากันลอยๆ สิ!”

เมื่อเฟิงหลี่เฉียงถามคนอื่นในร้านว่า มีใครรู้จักเขาไหม หรือมีใครเห็นเขาส่งเงินให้คนในร้านหรือนอกร้านบ้างไหม หลายคนก็ส่ายหน้า และแม้แต่เจ้าของร้านก็ยังพูดว่า “ข้าเห็นพวกเขาเดินเข้ามาแค่สองคนเท่านั้น ข้ายืนยันได้!”

ถึงตอนนี้ เริ่มชัดเจนขึ้นมาแล้วว่า ไม่มีใครรู้จักเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่ และไม่มีใครเห็นทั้งสองคนส่งเงินให้กับคนอื่นในร้านด้วย

ชายร่างอ้วนเริ่มหน้าเสีย แต่ยังคงดื้อดึงต่อ “พวกเจ้าทำเป็นไม่รู้จักกัน แล้วก็แอบขโมยเงินข้าไปยังไงล่ะ!”

ในที่สุด ชายคนที่นั่งใกล้กับเฟิงหลี่เฉียงก็ฉุนกึก และชี้หน้าด่าชายอ้วนทันที “นี่เจ้าหาว่าข้าเป็นขโมยอย่างงั้นหรือ เจ้าอยากโดนดีใช่ไหม!”

ชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่ตลอด เริ่มมองชายร่างอ้วนด้วยความไม่พอใจ และรู้สึกแล้วว่า ชายคนนี้มีความผิดปกติ  

เจ้าของร้านจึงพูดยืนยันขึ้นอีกว่า “พี่ชายคนนี้เป็นลูกค้าประจำของข้า แล้วเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ด้วย ข้ารู้จักเขาดี ส่วนเจ้าหนูกับน้องชายคนนี้ที่ท่านกล่าวหา ก็น่าจะมาจากที่อื่น ข้าเพิ่มเคยเห็นเป็นครั้งแรก ท่านจะไปกล่าวหาว่าพวกเขารู้จักกัน แล้วสมคบกันขโมยเงินได้อย่างไร!”

เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกกลับแบบนี้ ชายร่างอ้วนรีบเปลี่ยนแผนเขารีบคว้าแขนของเฟิงหลี่เฉียง และลากออกไปนอกร้าน “ไม่รู้ล่ะ! ไอ้เด็กนี่มันขโมยเงินข้า ข้าจะพามันไปที่อำเภอ!” ลู่ปู่ตกใจมาก เขาวิ่งเข้าไปเพื่อจะดึงชายร่างอ้วนเอาไว้  

แต่แล้วทุกคนก็อ้าปากค้าง เมื่อจู่ๆ ก็มีเงาสีเขียวของชายคนหนึ่งกระโดดลอยขึ้นมา และถีบเข้าไปที่หลังของชายร่างอ้วนจนล้มถลาลงไปที่พื้นเสียงดังพลั่ก ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงถูกชายคนนั้นคว้าตัวเอาไว้ทำให้เขาไม่ล้มลงไปด้วย

แล้วเด็กชายก็ได้เห็นผู้ที่ช่วยเขาเอาไว้ เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี อายุประมาณ 26-27 ปี แต่งกายด้วยชุดสีเขียวเข้ม ใบหน้าของเขาเย็นชา เมื่อชายร่างอ้วนตั้งสติได้ ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น และทำท่าจะกระโจนใส่ชายชุดเขียว

แต่แล้วทุกคนก็ได้เห็นชายร่างอ้วน ถูกถีบเข้าที่กลางลำตัวอีกครั้ง เสียงรองเท้ากระทบเนื้อปนไขมันดังลั่น จนทำให้บางคนเผลอกุมท้องด้วยความเจ็บแทน หลังจากนั้นชายชุดเขียวก็ระดมเตะไปที่ชายร่างอ้วนไม่ยั้ง จนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

เมื่อเตะจนพอใจแล้ว ชายชุดเขียวก็พูดขึ้นด้วยเสียงดุดันเย็นชาว่า “เจ้านี่มันชั่วร้ายมาก คิดจะใช่เล่ห์กลหลอกลวงเพื่อลักพาตัวเด็กอย่างนั้นหรือ!”

ถึงตอนนี้ ทุกคนจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเจ้าอ้วนคนนี้ ถึงพยายามจะกล่าวหาว่าเด็กน้อยคนนี้ขโมยเงินไป ถึงจะไม่มีหลักฐานก็ยังดึงดันจะลากเอาตัวเด็กไปให้ได้ แล้วถ้าเด็กถูกมันเอาตัวไป ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งโกรธแค้นและหวาดกลัว หลายคนอดโมโหไม่ได้ จึงพากันระดมหมัดและเท้าเพื่อลงโทษจนชายร่างอ้วนต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิต

เมื่อตำรวจจากอำเภอมาถึง ชายอ้วนจึงถูกลากตัวไปรับโทษที่อำเภอ โดยเฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ และชายชุดเขียวจะต้องเดินทางไปให้ปากคำด้วย ในระหว่างที่เดินไปด้วยกันนั้น เฟิงหลี่เฉียงก็หันไปพูดกับชายชุดเขียวว่า “ข้ากับพี่ลู่ปู่ขอขอบคุณท่านมากนะขอรับ ที่ช่วยพวกเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ข้าคงโดนไอ้โจรนี่จับตัวไปแน่นอน!” แล้วเขากับลู่ปู่ก็ก้มลงคำนับชายชุดเขียวอย่างจริงใจ

ชายชุดเขียวยิ้มและพูดว่า “ข้ายืนฟังมาตลอด ก็รู้ว่าเจ้านี่มีเจตนาไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว”

เมื่อเดินทางมาถึงที่อำเภอ พวกเขาถูกนำตัวไปที่ห้องสอบสวนและได้พบกับนายอำเภอ คือ เกาซือจื่อ อายุประมาณ 40 กว่าปี ในระหว่างสอบสวนนั้น เฟิงหลี่เฉียงได้เห็นวิธีการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่น และได้เห็นถึงอำนาจในการฟ้องร้องและจับกุม ทำให้เด็กชายได้คิดว่า ถ้าวันนี้ไม่มีชายชุดเขียวมาช่วยไว้ เขาก็คงจะถูกลากตัวไปแน่ คงไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้ามาช่วยเขา บางคนก็ยังคิดว่าเขาเป็นขโมยเสียด้วยซ้ำไป เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ เด็กชายก็ต้องกำมือเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกขมขื่นในใจ

เมื่อนายอำเภอพบว่าเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่เป็นคนของหมอต้วนเจี่ยซิน ก็ทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติดีขึ้น เมื่อให้ข้อมูลจบแล้ว พวกเขาจึงเดินทางกลับ ในขณะที่ชายชุดเขียวก็จากไปแล้วเช่นกัน

พวกเขากลับมาถึงบ้านที่หลานเถียนในตอนเย็น ทั้งสองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ต้วนเจี่ยซินฟัง ชายชรามองหน้าเด็กชายที่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเจ็บใจอยู่มาก ในขณะที่ลู่ปู่ก็เสียใจที่ไม่สามารถปกป้องเด็กชายได้  ต้วนเจี่ยซินจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เจ้าจะต้องเรียนวรยุทธ์แล้วล่ะ”

เฟิงหลี่เฉียงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย “ข้าเรียนได้ด้วยหรือขอรับ!”

ชายชราพยักหน้า “เจ้ายังเด็ก กระดูกยังอ่อน ยังไม่สายที่จะฝึกฝน แต่บอกก่อนนะว่า การฝึกวรยุทธ์เป็นเรื่องที่ยากมาก เจ้าจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินลมปราณและฝึกการต่อสู้ ตอนนี้เจ้าเรียนหนังสือกับบัณฑิตโม่ แล้วยังเรียนหมอกับข้าอีก เจ้าจะรับไหวหรือเปล่า”

เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูด แต่เขาไม่อยากถูกรังแกแบบวันนี้อีกต่อไป เด็กชายจึงตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าอยากเรียนขอรับ ถึงลำบากก็ยินดี ข้าไม่อยากถูกใครรังแกอีกแล้ว!” เด็กชายจ้องมองอาจารย์ของเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ

 เมื่อเห็นความมุ่งมั่นเช่นนั้น ชายชราจึงพูดขึ้นว่า “ถึงตอนนี้จะยังไม่มีคนสอนวรยุทธ์ให้ แต่ข้าจะสอนการเดินลมปราณให้เจ้าก่อน จากนั้นก็ฝึกทำสมาธิ

เจ้าเรียนหมอมาระยะหนึ่งแล้ว ย่อมรู้จักเส้นลมปราณในร่างกายทุกเส้นดี ถึงข้าไม่มีวรยุทธ์ แต่ข้ารู้ว่าจะสร้างชี่ในตันเถียนแต่ละจุดได้อย่างไร เมื่อวันหนึ่งเจ้าได้พบคนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เจ้า ก็จะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะมีพื้นฐานที่ดีเตรียมเอาไว้แล้ว”

เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ต้วนเจี่ยซินพาเฟิงหลี่เฉียงมาที่ลานบ้าน เขาให้เด็กชายนั่งฟังสิ่งที่เขาสอน และทำตามไปด้วย

“ในร่างกายของคนเรานั้น จะมีชี่หรือลมปราณไหลเวียนอยู่ ชี่ คือพลังงานของชีวิตขนาดเล็กในร่างกาย ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ และทำให้อวัยวะทำงานได้ดีไม่ติดขัด และมีความสมดุล”

 เฟิงหลี่เฉียงนั่งฟัง และพยายามสัมผัสถึงชี่ที่ไหลเวียนตามเส้นลมปราณในร่างกาย  เสียงนิ่งสงบของต้วนเจี่ยซินดังก้องอยู่ในหูของเขา

“ในการแพทย์ เราจะต้องรักษาให้ชี่เหล่านี้ไหลเวียนและทำงานในร่างกายให้ดี 

ชี่หรือลมปราณ จะเดินทางไปตามเส้นลมปราณหรือจิงลั่วหลายเส้น ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์

การฝึกวรยุทธ์ คือการสร้างชี่และเลือดขึ้นมา เพื่อให้เดินทางไปตามเส้นลมปราณเหล่านี้ได้อย่างสะดวก”

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายจึงถามขึ้นว่า “หมายความว่า ถ้าเราสร้างชี่ให้มีมาก เราจะเป็นจอมยุทธ์ได้ใช่ไหมขอรับ”

ต้วนเจี่ยซินพยักหน้า “ถูกต้อง ผู้ที่เก่งวรยุทธ์ จึงต้องสร้างชี่และเดินชี่ได้สะดวกเหนือกว่าคนทั่วไป แต่คนทั่วไปก็มักคิดว่า จอมยุทธ์เท่านั้นจึงจะสร้างชี่ได้ แต่แท้จริงแล้ว ร่างกายของเรามีชี่ที่พ่อแม่ให้มาตั้งแต่เกิด จากนั้นเราก็สร้างขึ้นมาเองจากอาหารและอากาศที่อยู่รอบตัว นั่นคือสาเหตุที่เราต้องกินอาหารที่ดีและหายใจเอาอากาศที่ดีเข้าไป เพื่อให้สร้างชี่ได้มากนั่นเอง”

“ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ ก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงและมีพลังมากขึ้นขอรับ” เด็กชายบอกอย่างดีใจ เพราะเขารู้สึกได้ว่า อากาศที่เชิงเขาหลานเถียนนี้ดี ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้นมาก

ชายชรายิ้มและอธิบายต่อ “แล้วร่างกายของเรามีแหล่งสร้างชี่จากตรงไหนได้บ้าง เราสามารถสร้างชี่ได้จากอวัยวะ 4 อย่างนี้ นั่นคือ ไต กระเพาะอาหาร ม้าม และปอด เจ้าจะเห็นว่าชี่ที่เกิดจาก 4 แหล่งนี้ มาจากอาหารและอากาศที่เรานำเข้าไปร่างกาย และอวัยวะเหล่านี้ สร้างชี่ออกมา ที่ข้าพูดนี้ เป็นการสร้างชี่ตามหลักการแพทย์”

 “แต่การฝึกวรยุทธ์นั้น เจ้าจะต้องรวบรวมชี่ที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมด ให้เกิดขึ้นหรือไปรวมตัวกันที่ตันเถียนล่าง กลาง และบน”

เมื่อเห็นเด็กชายทำหน้าสงสัย ต้วนเจี่ยซินจึงอธิบายว่า  

“ตันเถียนบน อยู่ที่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ตันเถียนกลาง อยู่ตรงกลางหัวใจ และตันเถียนล่าง อยู่ที่ท้องน้อยใต้สะดือลงมา 3 นิ้ว”

“ถ้าเจ้าจะฝึกวรยุทธ์ให้ดี เจ้ายังต้องสร้างทั้งชี่ภายในหรือเน่ยชี่ และชี่ภายนอก หรือเว่ยชี่ให้เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้น อยู่ในตำราการแพทย์ที่อาจารย์ให้เจ้าอ่านอยู่แล้ว”

เฟิงหลี่เฉียงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “ข้าเคยอ่านหลักเหล่านี้มาแล้ว แสดงว่าข้าสามารถใช้หลักการแพทย์มาช่วยฝึกวิทยายุทธ์ก็ได้ใช่ไหมขอรับอาจารย์”

ต้วนเจี่ยซินหัวเราะเมื่อเห็นเด็กชายตื่นเต้นดีใจ เขารู้ดีว่า เฟิงหลี่เฉียงเป็นเด็กที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการที่เขาเป็นหมอ ยังจะเป็นข้อได้เปรียบในการฝึกวิทยายุทธ์ด้วย เพราะเขาสามารถสร้างชี่ให้เกิดขึ้นได้ และยังสามารถรักษาตัวเวลาที่ชี่หรือลมปราณติดขัดได้อีกด้วย โดยที่ไม่ต้องรอให้หายเอง เหมือนคนทั่วไป

เฟิงหลี่เฉียงจึงดีใจมาก และในระหว่างที่เขาตั้งใจฝึกการสร้างชี่ การควบคุมชี่ หรือการเดินลมปราณอยู่นั้น คนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เขาก็กำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านหลานเถียนแล้ว!

ทุกวันในตอนเช้ามืด เฟิงหลี่เฉียงจะตื่นมาทำสมาธิและฝึกลมปราณทุกวัน โดยมีต้วนเจี่ยซินคอยให้คำแนะนำ ถึงตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถสร้างชี่ให้มีจำนวนมากตามตันเถียนทั้งสามแหล่งได้ แต่เขาก็เข้าถึงสมาธิได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลดีอย่างมากต่อการฝึกฝนเรียนรู้วิชาทั้งบู๊และบุ๋นของเขาในอนาคต

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 243 (ตอนจบ)

    ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 242

    ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 241

    ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 240

    ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 239

    ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 238

    ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 132

    ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด

    last updateHuling Na-update : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 134

    ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”

    last updateHuling Na-update : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 127

    ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง

    last updateHuling Na-update : 2026-03-31
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 125

    ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ

    last updateHuling Na-update : 2026-03-31
Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status