LOGINและแล้ววันแรกที่เขาจะต้องไปเรียนกับโม่ชิงเฉิงก็มาถึง หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เด็กชายก็แต่งตัว กินข้าวเช้าและเดินไปที่บ้านของบัณฑิตผู้สันโดษ เขาเคาะประตูหน้าบ้าน และเดินตามพ่อบ้านเข้าไปข้างในบ้านไม่ไผ่หลังใหญ่นั้น
โม่ชิงเฉิงรออยู่ในห้องหนังสือ ที่จุดตะเกียงเอาไว้สว่าง เด็กชายทำความเคารพ ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้า บอกให้เขานั่งลง และเริ่มต้นการเรียนครั้งแรก
บัณฑิตโม่เลือกสอนแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ใช่ในการสอบจองหงวน (จอหงวน) มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกลงสมุดด้วยพู่กันที่มีขนาดเล็กสำหรับเด็ก ถึงจะยังเขียนไม่เก่งมากนัก แต่เขาก็ใช้สัญลักษณ์บางอย่างแทนตัวหนังสือในตอนที่เขียนไม่ทัน
โม่ชิงเฉิงซึ่งจับตาดูอยู่ รู้สึกแปลกใจจนอดถามไม่ได้ว่า “เจ้าจดอะไรลงไป”
เด็กชายหัวเราะอายๆ “สัญลักษณ์ของข้าเอง เพราะข้า..ข้ายังเขียนอักษรหลายอย่างไม่คล่องขอรับ”
บัณฑิตโม่เลิกคิ้วสูง เขาบอกให้เด็กชายอธิบายความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ให้ฟัง เด็กชายอธิบายอย่างไม่มั่นใจนัก
แต่โม่ชิงเฉิงที่ฟังอยู่กลับรู้สึกทึ่งจนเอ่ยออกมาว่า “เจ้ารู้ไหมว่า มนุษย์ก็เริ่มต้นประดิษฐ์ตัวอักษรเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าตัวอักษรของเจ้าอาจจะไปคล้ายกับตัวอักษรของคนบางกลุ่มบนโลกใบนี้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกอับอาย นี่คือความสามารถที่ต้องภูมิใจเอาไว้!”
เด็กชายอ้าปากค้าง หน้าของเขาแดงด้วยความอายและดีใจที่ถูกชม แต่เขาก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “บางคนเคยบอกว่าข้าเพ้อเจ้อ.. ควรเอาเวลาไปคัดตัวอักษรจีนให้สวยงามจะดีกว่าขอรับ”
อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโมโห “พวกนั้นมันโง่เง่าน่ะสิ! เจ้าสามารถใช้ตัวอักษรเหล่านี้สื่อสารโดยที่ไม่มีใครรู้ความหมายได้ เจ้าอาจจะได้ใช้มันเพื่อเอาตัวรอดในอนาคตก็ได้ จงใช้มันต่อไป แต่เจ้าจะต้องฝึกเขียนตัวอักษรจีนให้ดีด้วยเช่นกัน!”
“ใครจะไปคิดว่าท่านราชบัณฑิตโม่ชิงเฉิง จะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้! นับถือ! นับถือ!” เสียงของชายคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน
เมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็พบชายร่างสูงบึกบึนคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้องหนังสืออย่างคุ้นเคย เฟิงหลี่เฉียงตาโตเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย นี่มันท่านอาชุดเขียวที่ช่วยเขาเอาไว้นี่!
“หึ! ต้าหวงเหลียน ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงบ้านอันต่ำต้อยของข้า” โม่ชิงเฉิงถามด้วยเสียงสะบัด
อีกฝ่ายหัวเราะฮ่าๆๆ อย่างไม่ถือสา แต่เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียง เขาก็อุทานออกมาว่า “เจ้าเองรึนี่!”
เด็กชายยิ้มกว้าง เขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ในขณะที่ท่านอาชุดเขียว หรือต้าหวงเหลียนก็ยิ้มรับ
จากนั้น ต้าหวงเหลียนก็นั่งลงที่โต๊ะ และดื่มชาที่พ่อบ้านนำมาเสิร์ฟให้อย่างคุ้นเคย ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นทั้งสองทักทายกัน ก็อดถามไม่ได้ว่า “ต้าหวงเหลียน เจ้ารู้จักเสี่ยวเฉียงได้อย่างไร”
ต้าหวงเหลียนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอำเภอให้อีกฝ่ายฟัง บัณฑิตโม่ฟังด้วยความโมโห “บังอาจนัก! กลางวันแสกๆ แถมยังมีคนมากมาย มันยังกล้าลักพาตัวเด็ก แล้วที่น่าโมโหยิ่งกว่า ก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือเด็กเลยสักคน!”
ทั้งเฟิงหลี่เฉียงและต้าหวงเหลียนต่างก็รู้สึกเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กชายที่รู้สึกเศร้าใจมาก ถ้าไม่มีลู่ปู่มาด้วย หรือถ้าไม่พบกับต้าหวงเหลียน ก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เขาก็อดพูดไม่ได้ว่า “พวกเขาก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา จึงไม่กล้าจะมีเรื่องกับคนแปลกหน้า แล้วพวกเขาก็ไม่รู้จักข้ากับพี่ลู่ด้วย ก็เลยไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว ข้าเป็นคนจน จึงเข้าใจดีว่า คนจนอย่างพวกเรา ไม่มีอำนาจจะไปต่อสู้กับใคร เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วถ้าทางการไม่ช่วยเหลือหรือสนับสนุน พวกเขาก็จะเจ็บตัวโดยไม่ได้อะไร”
ผู้ใหญ่ทั้งสองอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดซื่อๆ ของเด็กชาย จริงสินะ พวกเขามาจากครอบครัวที่ดี และยังประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาแบบที่ชาวบ้านต้องเจอ
เมื่อเห็นทุกคนหน้าเครียด ต้าหวงเหลียนจึงพูดทำลายบรรยากาศขึ้นว่า “ต่อไปเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแกอีกแล้ว ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เจ้าเอง!” เขาตบอกและประกาศเสียงดัง
เฟิงหลี่เฉียงตกตะลึง เขาหันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนยันด้วยสีหน้าหนักแน่น หรือนี่จะเป็นคนสอนวิทยายุทธ์ให้เขา ตามที่อาจารย์ต้วนพูดเอาไว้ เด็กชายอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คงจะเป็นแผนการของอาจารย์ที่วางเอาไว้ ตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงได้เรียนวิชากับเพื่อนบ้านทั้งสองคน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักเหวิน เด็กชายอดสงสัยไม่ได้ว่า ต้วนเจี่ยซินคงจะรู้อยู่แล้วว่า ต้าหวงเหลียนจะเดินทางกลับมาอยู่ที่นี่ในช่วงเวลานี้ จึงให้เขาฝึกการเดินลมปราณเตรียมพร้อมเอาไว้
เมื่อรู้ว่าต้าหวงเหลียนจะสอนวิชาให้ โม่ชิงเฉิงก็ไม่ยอมแพ้ ในวันนั้นเอง เขาบอกให้เด็กชายมาเรียนหนังสือกับเขาต่อไป โดยให้มาวันเว้นวันในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายให้เขากลับไปเรียนวิชาแพทย์กับหมอต้วน และในช่วงเช้ามืดจะเป็นการเรียนวรยุทธ์เบื้องต้นกับต้าหวงเหลียน ที่จะสอนให้ในช่วงที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนี้ หลังจากนั้น เด็กชายจะต้องไปหาคนอื่นสอนต่อ เพราะต้าหวงเหลียนมีนิสัยชอบพเนจร ซึ่งเด็กชายก็เข้าใจดีว่า ไม่มีใครมีหน้าที่จะต้องมาสอนให้เขาไปตลอด แค่ได้เรียนรู้พื้นฐานการต่อสู้ เขาก็ดีใจมากแล้ว
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฟิงหลี่เฉียงจึงได้เรียนรู้วิชากับอาจารย์ชั่วคราวของเขา ถึงตารางเรียนจะแน่นมาก แต่เขาก็ตั้งใจเต็มที่ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้วนเจี่ยซินจะเลิกสอนวิชาการแพทย์ให้เขาในวันไหน เด็กชายจึงต้องตักตวงทุกอย่างที่มีในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้นอีกไม่นาน เทศกาลปีใหม่ก็มาถึง เฟิงหลี่เฉียงจะกลับไปใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์ ในขณะที่ลูกชายของต้วนเจี่ยซินจะเดินทางมาหาพ่อ ส่วนอาจารย์โม่และอาจารย์ต้วนก็ดูเหมือนจะเดินทางไปที่อื่นเช่นกัน ลู่ปู่เป็นคนไปส่งเขากลับบ้านเช่นเคย โดยมีข้าวของมากมายที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ ทั้งอาหาร ยา และเมล็ดพันธุ์พืช เขาล่ำลาอาจารย์และคนอื่นๆ ในบ้าน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งในอีกสองอาทิตย์ต่อมา
เมื่อมาถึงบ้าน หลังจากไม่เห็นลูกชายอยู่ 2-3 เดือน อันเฟยจูก็ตกใจกับความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เด็กชายตัวสูงขึ้น เขามีร่างกายที่แข็งแรง ทำอะไรได้รวดเร็วคล่องแคล่ว บุคลิกของเขายังปลี่ยนไปมาก จากที่ในอดีตเคยขาดความความมั่นใจในบางครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และยังสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้เหมือนผู้ใหญ่ เขาช่วยเธอทำงานได้หลายอย่าง และสอนหนังสือให้เฟิงหลี่อิงได้อย่างน่าสนใจ จนเธออดเอ่ยปากไม่ได้ว่า “ถ้าเจ้าเป็นครู ก็จะประสบความสำเร็จมากเลยนะ”
“ทำไมหรือขอรับท่านแม่” เด็กชายสงสัย
“เจ้าสามารถสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และยังสอนได้น่าสนุก ดูน้องสาวของเจ้าสิ อายุแค่ 3-4 ขวบเอง ยังฟังเจ้าสอนอย่างตั้งใจ จนลืมการเล่นไปเลย”
เด็กชายหัวเราะด้วยความเขินอายที่แม่ชม เขาลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู และพูดกับนางว่า “เสี่ยวอิงจำเอาไว้นะ ถึงเจ้าจะเป็นผู้หญิง เจ้าก็ต้องรู้หนังสือและทำตัวให้มีค่า” เด็กหญิงรับปากอย่างไร้เดียงสา โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือไม่
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านวันปีใหม่ไปได้ 3 วัน จู่ๆ หิมะก็ตกหนัก ทำให้หลังคาบ้านหลายหลังยุบลงมา เพราะทนรับน้ำหนักหิมะที่ทับถมลงมาไม่ได้ บ้านของเฟิงหลี่เฉียงก็ถูกหิมะทับจนหลังคายุบด้วยเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางวัน พวกเขาจึงวิ่งออกมาทัน แต่บางบ้านที่หนีไม่ทัน ก็ถูกหิมะและหลังคาหล่นทับจนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาพยายามช่วยเหลือกันตามมีตามเกิด หลายคนพยายามเข้าไปเอาข้าวของออกมา ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านต่างระดมกำลังมาช่วยเหลือ พวกเขาต้องฝ่าหิมะไปที่อำเภอเพื่อตามเจ้าหน้าที่มาช่วย แต่พื้นที่หลายแห่งเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องกระจายกำลังออกช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทำให้มีกำลังพลไม่พอเพียง
ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียงร่วมกับคนอื่น จึงต้องย้ายไปพักที่ศาลเจ้าในหมู่บ้านก่อน เด็กชายรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็นเด็ก ไม่สามารถช่วยเหลือแม่กับน้องได้ ตอนนี้อากาศหนาวเย็น ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็นำออกมาไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องอาศัยกองไฟและเตาไฟที่จุดเอาไว้กลางศาลเจ้าช่วยประทังความหนาว หลายคนช่วยกันต้มน้ำและทำข้าวต้มแบ่งกันกิน พวกเขาหวังว่าเมื่อหิมะหยุดตก จะสามารถกลับเข้าไปในบ้านและขุดเอาข้าวของออกมาได้ เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นเดินกลับไปที่บ้านของตนเอง และนำเอาข้าวของที่พอจะใช้ได้ออกมา โชคยังดีที่เด็กชายสามารถนำผ้าห่มและเสื้อผ้าบางส่วนออกมาเพื่อประทังหนาวไปได้
ในวันรุ่งขึ้น เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นต่างก็ออกไปช่วยกันขุดหิมะออกจากบ้าน โชคดีที่ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว ทำให้พวกเขาเร่งมือโกยหิมะออกก่อนที่จะละลายกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องหยุดทำงาน เมื่อเขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อไกลๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบรถลากคันหนึ่งค่อยๆ ลุยหิมะเข้ามา คนที่ตะโกนเรียกเขา คือ ลู่ปู่ เด็กชายหน้าแดงด้วยความดีใจ เขารีบโบกมือและตะโกนเรียก “ข้าอยู่ทางนี้ พี่ลู่!!”
ใช่แล้ว คนที่มาหาเขา คือ ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่! เมื่อลงมาจากรถได้ เด็กชายวิ่งเข้าไปหาชายชราและกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ เด็กชายเช็ดน้ำตาตัวเองที่ไหลไม่หยุด เขาดีใจมากที่เห็นทั้งสองคน หัวใจที่ห่อเหี่ยวของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ต้วนเจี่ยซินยิ้มด้วยความเมตตา เขาตบหลังเด็กชายเอาไว้เบาๆ และปล่อยให้เด็กชายร้องไห้ออกมา จากนั้นก็พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉียง อาจารย์อยู่นี่แล้ว”
เมื่อเด็กชายสงบใจได้แล้ว เขาก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอต้วนฟัง ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกเช่นกันว่า ตั้งแต่ตอนที่หิมะตกหนัก พวกเขาก็เป็นห่วงเฟิงหลี่เฉียงและคนอื่น จึงตัดสินใจออกมาดู และในระหว่างทางก็พบกับเจ้าหน้าที่และทหารจากอำเภอ ที่เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย เขาจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านของเด็กชายก็ถูกหิมะถล่มเช่นกัน
ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ
ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย
ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด
ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”
ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง
ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้







