Share

6

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-26 21:05:24

และแล้ววันแรกที่เขาจะต้องไปเรียนกับโม่ชิงเฉิงก็มาถึง หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เด็กชายก็แต่งตัว กินข้าวเช้าและเดินไปที่บ้านของบัณฑิตผู้สันโดษ เขาเคาะประตูหน้าบ้าน และเดินตามพ่อบ้านเข้าไปข้างในบ้านไม่ไผ่หลังใหญ่นั้น

โม่ชิงเฉิงรออยู่ในห้องหนังสือ ที่จุดตะเกียงเอาไว้สว่าง เด็กชายทำความเคารพ ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้า บอกให้เขานั่งลง และเริ่มต้นการเรียนครั้งแรก

บัณฑิตโม่เลือกสอนแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ใช่ในการสอบจองหงวน (จอหงวน) มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกลงสมุดด้วยพู่กันที่มีขนาดเล็กสำหรับเด็ก ถึงจะยังเขียนไม่เก่งมากนัก แต่เขาก็ใช้สัญลักษณ์บางอย่างแทนตัวหนังสือในตอนที่เขียนไม่ทัน

โม่ชิงเฉิงซึ่งจับตาดูอยู่ รู้สึกแปลกใจจนอดถามไม่ได้ว่า “เจ้าจดอะไรลงไป”

เด็กชายหัวเราะอายๆ “สัญลักษณ์ของข้าเอง เพราะข้า..ข้ายังเขียนอักษรหลายอย่างไม่คล่องขอรับ”

บัณฑิตโม่เลิกคิ้วสูง เขาบอกให้เด็กชายอธิบายความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ให้ฟัง เด็กชายอธิบายอย่างไม่มั่นใจนัก

แต่โม่ชิงเฉิงที่ฟังอยู่กลับรู้สึกทึ่งจนเอ่ยออกมาว่า “เจ้ารู้ไหมว่า มนุษย์ก็เริ่มต้นประดิษฐ์ตัวอักษรเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าตัวอักษรของเจ้าอาจจะไปคล้ายกับตัวอักษรของคนบางกลุ่มบนโลกใบนี้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกอับอาย นี่คือความสามารถที่ต้องภูมิใจเอาไว้!”

เด็กชายอ้าปากค้าง หน้าของเขาแดงด้วยความอายและดีใจที่ถูกชม แต่เขาก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “บางคนเคยบอกว่าข้าเพ้อเจ้อ.. ควรเอาเวลาไปคัดตัวอักษรจีนให้สวยงามจะดีกว่าขอรับ”

อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโมโห “พวกนั้นมันโง่เง่าน่ะสิ! เจ้าสามารถใช้ตัวอักษรเหล่านี้สื่อสารโดยที่ไม่มีใครรู้ความหมายได้ เจ้าอาจจะได้ใช้มันเพื่อเอาตัวรอดในอนาคตก็ได้ จงใช้มันต่อไป แต่เจ้าจะต้องฝึกเขียนตัวอักษรจีนให้ดีด้วยเช่นกัน!”

“ใครจะไปคิดว่าท่านราชบัณฑิตโม่ชิงเฉิง จะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้! นับถือ! นับถือ!” เสียงของชายคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน

เมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็พบชายร่างสูงบึกบึนคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้องหนังสืออย่างคุ้นเคย เฟิงหลี่เฉียงตาโตเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย นี่มันท่านอาชุดเขียวที่ช่วยเขาเอาไว้นี่!

“หึ! ต้าหวงเหลียน ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงบ้านอันต่ำต้อยของข้า” โม่ชิงเฉิงถามด้วยเสียงสะบัด

อีกฝ่ายหัวเราะฮ่าๆๆ อย่างไม่ถือสา แต่เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียง เขาก็อุทานออกมาว่า “เจ้าเองรึนี่!”

เด็กชายยิ้มกว้าง เขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ในขณะที่ท่านอาชุดเขียว หรือต้าหวงเหลียนก็ยิ้มรับ

จากนั้น ต้าหวงเหลียนก็นั่งลงที่โต๊ะ และดื่มชาที่พ่อบ้านนำมาเสิร์ฟให้อย่างคุ้นเคย ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นทั้งสองทักทายกัน ก็อดถามไม่ได้ว่า “ต้าหวงเหลียน เจ้ารู้จักเสี่ยวเฉียงได้อย่างไร”

ต้าหวงเหลียนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอำเภอให้อีกฝ่ายฟัง บัณฑิตโม่ฟังด้วยความโมโห “บังอาจนัก! กลางวันแสกๆ แถมยังมีคนมากมาย มันยังกล้าลักพาตัวเด็ก แล้วที่น่าโมโหยิ่งกว่า ก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือเด็กเลยสักคน!”

ทั้งเฟิงหลี่เฉียงและต้าหวงเหลียนต่างก็รู้สึกเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กชายที่รู้สึกเศร้าใจมาก ถ้าไม่มีลู่ปู่มาด้วย หรือถ้าไม่พบกับต้าหวงเหลียน ก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง

แต่เขาก็อดพูดไม่ได้ว่า “พวกเขาก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา จึงไม่กล้าจะมีเรื่องกับคนแปลกหน้า แล้วพวกเขาก็ไม่รู้จักข้ากับพี่ลู่ด้วย ก็เลยไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว ข้าเป็นคนจน จึงเข้าใจดีว่า คนจนอย่างพวกเรา ไม่มีอำนาจจะไปต่อสู้กับใคร เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วถ้าทางการไม่ช่วยเหลือหรือสนับสนุน พวกเขาก็จะเจ็บตัวโดยไม่ได้อะไร”

ผู้ใหญ่ทั้งสองอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดซื่อๆ ของเด็กชาย จริงสินะ พวกเขามาจากครอบครัวที่ดี และยังประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาแบบที่ชาวบ้านต้องเจอ

เมื่อเห็นทุกคนหน้าเครียด ต้าหวงเหลียนจึงพูดทำลายบรรยากาศขึ้นว่า “ต่อไปเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแกอีกแล้ว ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เจ้าเอง!” เขาตบอกและประกาศเสียงดัง

เฟิงหลี่เฉียงตกตะลึง เขาหันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนยันด้วยสีหน้าหนักแน่น  หรือนี่จะเป็นคนสอนวิทยายุทธ์ให้เขา ตามที่อาจารย์ต้วนพูดเอาไว้ เด็กชายอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คงจะเป็นแผนการของอาจารย์ที่วางเอาไว้ ตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงได้เรียนวิชากับเพื่อนบ้านทั้งสองคน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักเหวิน เด็กชายอดสงสัยไม่ได้ว่า ต้วนเจี่ยซินคงจะรู้อยู่แล้วว่า ต้าหวงเหลียนจะเดินทางกลับมาอยู่ที่นี่ในช่วงเวลานี้  จึงให้เขาฝึกการเดินลมปราณเตรียมพร้อมเอาไว้

เมื่อรู้ว่าต้าหวงเหลียนจะสอนวิชาให้ โม่ชิงเฉิงก็ไม่ยอมแพ้ ในวันนั้นเอง เขาบอกให้เด็กชายมาเรียนหนังสือกับเขาต่อไป โดยให้มาวันเว้นวันในช่วงเช้า    ส่วนช่วงบ่ายให้เขากลับไปเรียนวิชาแพทย์กับหมอต้วน และในช่วงเช้ามืดจะเป็นการเรียนวรยุทธ์เบื้องต้นกับต้าหวงเหลียน ที่จะสอนให้ในช่วงที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนี้ หลังจากนั้น เด็กชายจะต้องไปหาคนอื่นสอนต่อ เพราะต้าหวงเหลียนมีนิสัยชอบพเนจร ซึ่งเด็กชายก็เข้าใจดีว่า ไม่มีใครมีหน้าที่จะต้องมาสอนให้เขาไปตลอด แค่ได้เรียนรู้พื้นฐานการต่อสู้ เขาก็ดีใจมากแล้ว

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฟิงหลี่เฉียงจึงได้เรียนรู้วิชากับอาจารย์ชั่วคราวของเขา ถึงตารางเรียนจะแน่นมาก แต่เขาก็ตั้งใจเต็มที่ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้วนเจี่ยซินจะเลิกสอนวิชาการแพทย์ให้เขาในวันไหน เด็กชายจึงต้องตักตวงทุกอย่างที่มีในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด

หลังจากนั้นอีกไม่นาน เทศกาลปีใหม่ก็มาถึง เฟิงหลี่เฉียงจะกลับไปใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์ ในขณะที่ลูกชายของต้วนเจี่ยซินจะเดินทางมาหาพ่อ ส่วนอาจารย์โม่และอาจารย์ต้วนก็ดูเหมือนจะเดินทางไปที่อื่นเช่นกัน ลู่ปู่เป็นคนไปส่งเขากลับบ้านเช่นเคย โดยมีข้าวของมากมายที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ ทั้งอาหาร ยา และเมล็ดพันธุ์พืช เขาล่ำลาอาจารย์และคนอื่นๆ ในบ้าน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งในอีกสองอาทิตย์ต่อมา

เมื่อมาถึงบ้าน หลังจากไม่เห็นลูกชายอยู่ 2-3 เดือน อันเฟยจูก็ตกใจกับความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เด็กชายตัวสูงขึ้น เขามีร่างกายที่แข็งแรง ทำอะไรได้รวดเร็วคล่องแคล่ว บุคลิกของเขายังปลี่ยนไปมาก จากที่ในอดีตเคยขาดความความมั่นใจในบางครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และยังสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้เหมือนผู้ใหญ่ เขาช่วยเธอทำงานได้หลายอย่าง และสอนหนังสือให้เฟิงหลี่อิงได้อย่างน่าสนใจ จนเธออดเอ่ยปากไม่ได้ว่า “ถ้าเจ้าเป็นครู ก็จะประสบความสำเร็จมากเลยนะ”

“ทำไมหรือขอรับท่านแม่” เด็กชายสงสัย

“เจ้าสามารถสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และยังสอนได้น่าสนุก ดูน้องสาวของเจ้าสิ อายุแค่ 3-4 ขวบเอง ยังฟังเจ้าสอนอย่างตั้งใจ จนลืมการเล่นไปเลย”

เด็กชายหัวเราะด้วยความเขินอายที่แม่ชม  เขาลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู และพูดกับนางว่า “เสี่ยวอิงจำเอาไว้นะ ถึงเจ้าจะเป็นผู้หญิง เจ้าก็ต้องรู้หนังสือและทำตัวให้มีค่า” เด็กหญิงรับปากอย่างไร้เดียงสา โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือไม่

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านวันปีใหม่ไปได้ 3 วัน จู่ๆ หิมะก็ตกหนัก ทำให้หลังคาบ้านหลายหลังยุบลงมา เพราะทนรับน้ำหนักหิมะที่ทับถมลงมาไม่ได้  บ้านของเฟิงหลี่เฉียงก็ถูกหิมะทับจนหลังคายุบด้วยเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางวัน พวกเขาจึงวิ่งออกมาทัน แต่บางบ้านที่หนีไม่ทัน ก็ถูกหิมะและหลังคาหล่นทับจนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาพยายามช่วยเหลือกันตามมีตามเกิด หลายคนพยายามเข้าไปเอาข้าวของออกมา ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านต่างระดมกำลังมาช่วยเหลือ พวกเขาต้องฝ่าหิมะไปที่อำเภอเพื่อตามเจ้าหน้าที่มาช่วย  แต่พื้นที่หลายแห่งเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องกระจายกำลังออกช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทำให้มีกำลังพลไม่พอเพียง

ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียงร่วมกับคนอื่น จึงต้องย้ายไปพักที่ศาลเจ้าในหมู่บ้านก่อน เด็กชายรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็นเด็ก ไม่สามารถช่วยเหลือแม่กับน้องได้ ตอนนี้อากาศหนาวเย็น ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็นำออกมาไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องอาศัยกองไฟและเตาไฟที่จุดเอาไว้กลางศาลเจ้าช่วยประทังความหนาว หลายคนช่วยกันต้มน้ำและทำข้าวต้มแบ่งกันกิน พวกเขาหวังว่าเมื่อหิมะหยุดตก จะสามารถกลับเข้าไปในบ้านและขุดเอาข้าวของออกมาได้ เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นเดินกลับไปที่บ้านของตนเอง และนำเอาข้าวของที่พอจะใช้ได้ออกมา โชคยังดีที่เด็กชายสามารถนำผ้าห่มและเสื้อผ้าบางส่วนออกมาเพื่อประทังหนาวไปได้

ในวันรุ่งขึ้น เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นต่างก็ออกไปช่วยกันขุดหิมะออกจากบ้าน โชคดีที่ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว ทำให้พวกเขาเร่งมือโกยหิมะออกก่อนที่จะละลายกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องหยุดทำงาน เมื่อเขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อไกลๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบรถลากคันหนึ่งค่อยๆ ลุยหิมะเข้ามา คนที่ตะโกนเรียกเขา คือ ลู่ปู่ เด็กชายหน้าแดงด้วยความดีใจ เขารีบโบกมือและตะโกนเรียก “ข้าอยู่ทางนี้ พี่ลู่!!”

ใช่แล้ว คนที่มาหาเขา คือ ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่! เมื่อลงมาจากรถได้ เด็กชายวิ่งเข้าไปหาชายชราและกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ เด็กชายเช็ดน้ำตาตัวเองที่ไหลไม่หยุด เขาดีใจมากที่เห็นทั้งสองคน หัวใจที่ห่อเหี่ยวของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว

ต้วนเจี่ยซินยิ้มด้วยความเมตตา เขาตบหลังเด็กชายเอาไว้เบาๆ และปล่อยให้เด็กชายร้องไห้ออกมา จากนั้นก็พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉียง อาจารย์อยู่นี่แล้ว”

เมื่อเด็กชายสงบใจได้แล้ว เขาก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอต้วนฟัง ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกเช่นกันว่า ตั้งแต่ตอนที่หิมะตกหนัก พวกเขาก็เป็นห่วงเฟิงหลี่เฉียงและคนอื่น จึงตัดสินใจออกมาดู และในระหว่างทางก็พบกับเจ้าหน้าที่และทหารจากอำเภอ ที่เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย เขาจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านของเด็กชายก็ถูกหิมะถล่มเช่นกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 145

    ตอนที่ 145แต่แล้ว จางไห่เฟิงที่ฟังเงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเฟิงมักจะเจอการทำทุจริตหรือเรื่องร้ายที่เป็นเครือข่ายใหญ่เสมอ”ซึ่งก็ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและคนสนิทของเขาต่างอดหัวเราะไม่ได้ ลู่ปู่และลู่เหยาหลงจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ที่ทำให้พวกเขาตี่นเต้นไปกับประสบการณ์การทำงานที่เสี่ยงอันตรายของใต้เท้าเฟิงตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ใต้เท้ากลับนั่งนิ่ง และไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน เขากำลังนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนการเดินทาง นั่นคือ การที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากข้าราชการ ประชาชน และบัณฑิตบางคน บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เจียงหนานนี้ จนเขาถูกสั่งให้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลี่ปิง ผู้ช่วยของเขา ที่ตอนนี้มีทัศนคติต่อนายใหม่ของตนเองดีขึ้นมาก ก็อดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าพบการทุจริตจริง เราควรจะทำอย่างไรหรือขอรับ”เขาไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินคดีที่นี่ด้วยหรือไม่ หรือเพียงแค่รายงานเหตุการณ์กลับไปยังเมืองหลวง และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจัดการคดีเอง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 144

    ตอนที่ 144เฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ ลู่เหยาหลง อินเฉิน และจางไห่เฟิง เลือกร้านขายแป้งทอด ที่ทอดร้อนๆส่งกลิ่นหอม พวกเขากินพร้อมกับน้ำเต้าหู้เข้มข้น“อร่อยมากเลยเถ้าแก้เนี้ย ข้าอยากจะซื้อกลับไปฝากแม่มากๆ เลย” เฟิงหลี่เฉียงพูดกับหญิงเจ้าของร้านที่ยกแป้งทอดมาให้อีกจาน ทำให้นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ ที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ชื่นชมอาหารของนาง“ร้านของข้าใครๆ ก็รู้จัก กินแล้วติดใจทุกคน” นางบอกอย่างภูมิใจจากนั้นก็เดินกลับไปทอดแป้งต่อ และสั่งให้ลูกชายอายุประมาณ 15- 16 ปี รีบยกน้ำเต้าหู้ไปให้ลูกค้าโต๊ะอื่นในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดของข้าราชการประจำอำเภอก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ และสั่งอาหารมากินข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า “เฮ่ออ ข้าหิวจนไส้แทบขาด วันนี้เรือเข้าเทียบท่ามากจริงๆ”“ใช่! แล้วยังต้องรีบขนปลาไปส่งโรงงานอีก ขนาดข้ากินอะไรรองท้องมาบ้าง ยังแทบจะทนไม่ไหว” ข้าราชการอีกคนบ่นเช่นกันกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงตั

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 143

    ตอนที่ 143พวกเขาใช้เรือเดินทางลงใต้ โดยล่องตามแม่น้ำแยงซีเกียงไปยังเมืองเจิ้นเจียง และผ่านทางแควเล็ก เพื่อไปยังคลองใหญ่หรือคลองต้าอวิ้นเหอ ซึ่งเป็นคลองที่ขุดโดยมนุษย์ มีความยาว 3,200 กิโลเมตร เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของต้าหมิงเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่หางโจวทางตะวันออกและขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เป่ยผิง ซึ่งคณะของเฟิงหลี่เฉียงจะเดินทางจากท่าเรือหนานจิงไปตามคลองนี้ และนำพวกเขาไปยังเมืองสำคัญคือ ซูโจวและหางโจวแห่งภูมิภาคเจียงหนานที่โด่งดังนี้และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง เฟิงหลี่เฉียงจะสอนความรู้ให้กับลู่เหยาหลง และใครก็ตามที่อยากจะฟัง ทำให้ในแต่ละครั้งที่เขาพูดคุย หรือเมื่อเรือแวะจอด และลงไปเดินบนบก จะมีคนในคณะเดินตามเขาไปเพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เล่า และเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวตน จึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดา เพื่อมิให้เป็นที่สะดุดตา เฟิงหลี่เฉียงจะสะพายดาบเอาไว้ที่หลังเล่มหนึ่งเสมอ ที่มีเฉพาะคนในคณะของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์ ที่จักรพรรดิหย่งเ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 142

    ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ ยังเผื่อแผ่ให้เด็กคนอื่นที่นั่นด้วยเฟิงหลี่เฉียงพูดกับเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อยว่า เขาจะสร้างบ้านเพื่อรับเลี้ยงพวกเขาเมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ ต่างพากันดีใจ บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก ทำเอาแม่ๆ ที่มาด้วยต่างแอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารชายหนุ่มบอกเด็กๆ ว่า “พวกเจ้าจะต้องเรียนและทำงานไปด้วย เพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น ถ้าคนไหนทนไม่ได้ ก็สามารถออกไปจากบ้านนี้ได้เช่นกัน”เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบชีวิตแบบมีกฎระเบียบนี้ และพวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรือไปได้เช่นกัน“ถ้าจะอยู่กับข้า ก็ต้องยอมรับกฎระเบียบ และยอมรับก

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 141

    ตอนที่ 141ขันทีหวังกั๋ว ที่เฟิงหลี่เฉียงไม่ได้พบมานาน เป็นผู้เปิดประตูให้ ตอนนี้เขาดูมีอายุมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปขันทีวัยกลางคนยิ้ม และเชื้อเชิญเขาให้เข้ามา “เชิญใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาข้างในได้เลย”ที่นั่น เขาเห็นฮ่องเต้หย่งเล่อกำลังทรงงานอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร เมื่อมายืนตรงหน้าโต๊ะ เฟิงหลี่เฉียงทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ หย่งเล่อที่ตอนนี้มีวัย 52 ปีแล้ว บอกให้เขาลุกขึ้น และอ่านฎีกาในมือต่อ ในขณะที่รองเสนาบดีเฟิงยังคงยืนรออย่างสงบเมื่อฮ่องเต้ลงพระนามและประทับตราเสร็จแล้ว ก็ตรัสกับเฟิงหลี่เฉียงว่า “ข้าได้อ่านฎีกาของเจ้า ที่จะขอการสนับสนุนเงินสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”“พะยะค่ะ” เขายังคงก้มหน้ารอฟังต่อ“จงบอกมาสิว่า ต้าหมิงจะได้อะไรจากการสนับสนุนครั้งนี้” ฮ่องเต้หย่งเล่อพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนนี้เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเฟิงหลี่เฉียงที่ลดสายตาลงมองที่พื้นข้างหน้า หยุดคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้ว

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 140

    ตอนที่ 140ในวันต่อมา เขาจึงเรียกประชุมแม่ น้องสาว ภรรยาและลูกของลู่ปู่ และแม่กับพี่สาวของลู่เหยาหลงเขาพูดกับทุกคนว่า “ทุกท่าน ข้ามีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากพวกท่านด้วย”เมื่อได้ยินแบบนี้ พวกเขาจึงยิ่งตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้น หัวหน้าครอบครัวของพวกเขาคนนี้ เป็นผู้ให้ และแทบจะไม่เคยร้องขออะไร ทำให้บางครั้งพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับใต้เท้าเฟิงได้เลย เมื่อสบโอกาส พวกเขาจึงตั้งใจฟังเต็มที่“ข้าไปพบเด็กๆ ที่ถูกลักพาตัวมา ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่วัด ซึ่งมีเด็กกำพร้าอาศัยอยู่มากแล้ว ถ้าอยู่ที่นั่นต่อไป วัดคงจะเลี้ยงไม่ไหว และข้าก็ผูกพันกับพวกเขา ถึงจะเจอกันแค่ไม่นาน ข้ากับอาจารย์ทั้งสองจึงคิดจะสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะเลี้ยงดู ยังให้การศึกษาเพื่อให้ใช้ทำมาหากินได้ ตอนนี้ข้าเขียนฎีกาทูลเสนอไปยังองค์พระจักรพรรดิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนและที่ทางในการสร้างหรือไม่”ถึงตอนนี้ หลายคนโดยเฉพาะแม่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status