LOGINและแล้ววันแรกที่เขาจะต้องไปเรียนกับโม่ชิงเฉิงก็มาถึง หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เด็กชายก็แต่งตัว กินข้าวเช้าและเดินไปที่บ้านของบัณฑิตผู้สันโดษ เขาเคาะประตูหน้าบ้าน และเดินตามพ่อบ้านเข้าไปข้างในบ้านไม่ไผ่หลังใหญ่นั้น
โม่ชิงเฉิงรออยู่ในห้องหนังสือ ที่จุดตะเกียงเอาไว้สว่าง เด็กชายทำความเคารพ ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้า บอกให้เขานั่งลง และเริ่มต้นการเรียนครั้งแรก
บัณฑิตโม่เลือกสอนแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ใช่ในการสอบจองหงวน (จอหงวน) มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกลงสมุดด้วยพู่กันที่มีขนาดเล็กสำหรับเด็ก ถึงจะยังเขียนไม่เก่งมากนัก แต่เขาก็ใช้สัญลักษณ์บางอย่างแทนตัวหนังสือในตอนที่เขียนไม่ทัน
โม่ชิงเฉิงซึ่งจับตาดูอยู่ รู้สึกแปลกใจจนอดถามไม่ได้ว่า “เจ้าจดอะไรลงไป”
เด็กชายหัวเราะอายๆ “สัญลักษณ์ของข้าเอง เพราะข้า..ข้ายังเขียนอักษรหลายอย่างไม่คล่องขอรับ”
บัณฑิตโม่เลิกคิ้วสูง เขาบอกให้เด็กชายอธิบายความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ให้ฟัง เด็กชายอธิบายอย่างไม่มั่นใจนัก
แต่โม่ชิงเฉิงที่ฟังอยู่กลับรู้สึกทึ่งจนเอ่ยออกมาว่า “เจ้ารู้ไหมว่า มนุษย์ก็เริ่มต้นประดิษฐ์ตัวอักษรเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าตัวอักษรของเจ้าอาจจะไปคล้ายกับตัวอักษรของคนบางกลุ่มบนโลกใบนี้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกอับอาย นี่คือความสามารถที่ต้องภูมิใจเอาไว้!”
เด็กชายอ้าปากค้าง หน้าของเขาแดงด้วยความอายและดีใจที่ถูกชม แต่เขาก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “บางคนเคยบอกว่าข้าเพ้อเจ้อ.. ควรเอาเวลาไปคัดตัวอักษรจีนให้สวยงามจะดีกว่าขอรับ”
อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโมโห “พวกนั้นมันโง่เง่าน่ะสิ! เจ้าสามารถใช้ตัวอักษรเหล่านี้สื่อสารโดยที่ไม่มีใครรู้ความหมายได้ เจ้าอาจจะได้ใช้มันเพื่อเอาตัวรอดในอนาคตก็ได้ จงใช้มันต่อไป แต่เจ้าจะต้องฝึกเขียนตัวอักษรจีนให้ดีด้วยเช่นกัน!”
“ใครจะไปคิดว่าท่านราชบัณฑิตโม่ชิงเฉิง จะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้! นับถือ! นับถือ!” เสียงของชายคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน
เมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็พบชายร่างสูงบึกบึนคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้องหนังสืออย่างคุ้นเคย เฟิงหลี่เฉียงตาโตเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย นี่มันท่านอาชุดเขียวที่ช่วยเขาเอาไว้นี่!
“หึ! ต้าหวงเหลียน ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงบ้านอันต่ำต้อยของข้า” โม่ชิงเฉิงถามด้วยเสียงสะบัด
อีกฝ่ายหัวเราะฮ่าๆๆ อย่างไม่ถือสา แต่เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียง เขาก็อุทานออกมาว่า “เจ้าเองรึนี่!”
เด็กชายยิ้มกว้าง เขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ในขณะที่ท่านอาชุดเขียว หรือต้าหวงเหลียนก็ยิ้มรับ
จากนั้น ต้าหวงเหลียนก็นั่งลงที่โต๊ะ และดื่มชาที่พ่อบ้านนำมาเสิร์ฟให้อย่างคุ้นเคย ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นทั้งสองทักทายกัน ก็อดถามไม่ได้ว่า “ต้าหวงเหลียน เจ้ารู้จักเสี่ยวเฉียงได้อย่างไร”
ต้าหวงเหลียนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอำเภอให้อีกฝ่ายฟัง บัณฑิตโม่ฟังด้วยความโมโห “บังอาจนัก! กลางวันแสกๆ แถมยังมีคนมากมาย มันยังกล้าลักพาตัวเด็ก แล้วที่น่าโมโหยิ่งกว่า ก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือเด็กเลยสักคน!”
ทั้งเฟิงหลี่เฉียงและต้าหวงเหลียนต่างก็รู้สึกเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กชายที่รู้สึกเศร้าใจมาก ถ้าไม่มีลู่ปู่มาด้วย หรือถ้าไม่พบกับต้าหวงเหลียน ก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เขาก็อดพูดไม่ได้ว่า “พวกเขาก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา จึงไม่กล้าจะมีเรื่องกับคนแปลกหน้า แล้วพวกเขาก็ไม่รู้จักข้ากับพี่ลู่ด้วย ก็เลยไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว ข้าเป็นคนจน จึงเข้าใจดีว่า คนจนอย่างพวกเรา ไม่มีอำนาจจะไปต่อสู้กับใคร เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วถ้าทางการไม่ช่วยเหลือหรือสนับสนุน พวกเขาก็จะเจ็บตัวโดยไม่ได้อะไร”
ผู้ใหญ่ทั้งสองอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดซื่อๆ ของเด็กชาย จริงสินะ พวกเขามาจากครอบครัวที่ดี และยังประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาแบบที่ชาวบ้านต้องเจอ
เมื่อเห็นทุกคนหน้าเครียด ต้าหวงเหลียนจึงพูดทำลายบรรยากาศขึ้นว่า “ต่อไปเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแกอีกแล้ว ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เจ้าเอง!” เขาตบอกและประกาศเสียงดัง
เฟิงหลี่เฉียงตกตะลึง เขาหันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนยันด้วยสีหน้าหนักแน่น หรือนี่จะเป็นคนสอนวิทยายุทธ์ให้เขา ตามที่อาจารย์ต้วนพูดเอาไว้ เด็กชายอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คงจะเป็นแผนการของอาจารย์ที่วางเอาไว้ ตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงได้เรียนวิชากับเพื่อนบ้านทั้งสองคน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักเหวิน เด็กชายอดสงสัยไม่ได้ว่า ต้วนเจี่ยซินคงจะรู้อยู่แล้วว่า ต้าหวงเหลียนจะเดินทางกลับมาอยู่ที่นี่ในช่วงเวลานี้ จึงให้เขาฝึกการเดินลมปราณเตรียมพร้อมเอาไว้
เมื่อรู้ว่าต้าหวงเหลียนจะสอนวิชาให้ โม่ชิงเฉิงก็ไม่ยอมแพ้ ในวันนั้นเอง เขาบอกให้เด็กชายมาเรียนหนังสือกับเขาต่อไป โดยให้มาวันเว้นวันในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายให้เขากลับไปเรียนวิชาแพทย์กับหมอต้วน และในช่วงเช้ามืดจะเป็นการเรียนวรยุทธ์เบื้องต้นกับต้าหวงเหลียน ที่จะสอนให้ในช่วงที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนี้ หลังจากนั้น เด็กชายจะต้องไปหาคนอื่นสอนต่อ เพราะต้าหวงเหลียนมีนิสัยชอบพเนจร ซึ่งเด็กชายก็เข้าใจดีว่า ไม่มีใครมีหน้าที่จะต้องมาสอนให้เขาไปตลอด แค่ได้เรียนรู้พื้นฐานการต่อสู้ เขาก็ดีใจมากแล้ว
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฟิงหลี่เฉียงจึงได้เรียนรู้วิชากับอาจารย์ชั่วคราวของเขา ถึงตารางเรียนจะแน่นมาก แต่เขาก็ตั้งใจเต็มที่ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้วนเจี่ยซินจะเลิกสอนวิชาการแพทย์ให้เขาในวันไหน เด็กชายจึงต้องตักตวงทุกอย่างที่มีในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้นอีกไม่นาน เทศกาลปีใหม่ก็มาถึง เฟิงหลี่เฉียงจะกลับไปใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์ ในขณะที่ลูกชายของต้วนเจี่ยซินจะเดินทางมาหาพ่อ ส่วนอาจารย์โม่และอาจารย์ต้วนก็ดูเหมือนจะเดินทางไปที่อื่นเช่นกัน ลู่ปู่เป็นคนไปส่งเขากลับบ้านเช่นเคย โดยมีข้าวของมากมายที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ ทั้งอาหาร ยา และเมล็ดพันธุ์พืช เขาล่ำลาอาจารย์และคนอื่นๆ ในบ้าน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งในอีกสองอาทิตย์ต่อมา
เมื่อมาถึงบ้าน หลังจากไม่เห็นลูกชายอยู่ 2-3 เดือน อันเฟยจูก็ตกใจกับความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เด็กชายตัวสูงขึ้น เขามีร่างกายที่แข็งแรง ทำอะไรได้รวดเร็วคล่องแคล่ว บุคลิกของเขายังปลี่ยนไปมาก จากที่ในอดีตเคยขาดความความมั่นใจในบางครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และยังสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้เหมือนผู้ใหญ่ เขาช่วยเธอทำงานได้หลายอย่าง และสอนหนังสือให้เฟิงหลี่อิงได้อย่างน่าสนใจ จนเธออดเอ่ยปากไม่ได้ว่า “ถ้าเจ้าเป็นครู ก็จะประสบความสำเร็จมากเลยนะ”
“ทำไมหรือขอรับท่านแม่” เด็กชายสงสัย
“เจ้าสามารถสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และยังสอนได้น่าสนุก ดูน้องสาวของเจ้าสิ อายุแค่ 3-4 ขวบเอง ยังฟังเจ้าสอนอย่างตั้งใจ จนลืมการเล่นไปเลย”
เด็กชายหัวเราะด้วยความเขินอายที่แม่ชม เขาลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู และพูดกับนางว่า “เสี่ยวอิงจำเอาไว้นะ ถึงเจ้าจะเป็นผู้หญิง เจ้าก็ต้องรู้หนังสือและทำตัวให้มีค่า” เด็กหญิงรับปากอย่างไร้เดียงสา โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือไม่
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านวันปีใหม่ไปได้ 3 วัน จู่ๆ หิมะก็ตกหนัก ทำให้หลังคาบ้านหลายหลังยุบลงมา เพราะทนรับน้ำหนักหิมะที่ทับถมลงมาไม่ได้ บ้านของเฟิงหลี่เฉียงก็ถูกหิมะทับจนหลังคายุบด้วยเช่นกัน โชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางวัน พวกเขาจึงวิ่งออกมาทัน แต่บางบ้านที่หนีไม่ทัน ก็ถูกหิมะและหลังคาหล่นทับจนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาพยายามช่วยเหลือกันตามมีตามเกิด หลายคนพยายามเข้าไปเอาข้าวของออกมา ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านต่างระดมกำลังมาช่วยเหลือ พวกเขาต้องฝ่าหิมะไปที่อำเภอเพื่อตามเจ้าหน้าที่มาช่วย แต่พื้นที่หลายแห่งเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องกระจายกำลังออกช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทำให้มีกำลังพลไม่พอเพียง
ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียงร่วมกับคนอื่น จึงต้องย้ายไปพักที่ศาลเจ้าในหมู่บ้านก่อน เด็กชายรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็นเด็ก ไม่สามารถช่วยเหลือแม่กับน้องได้ ตอนนี้อากาศหนาวเย็น ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็นำออกมาไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องอาศัยกองไฟและเตาไฟที่จุดเอาไว้กลางศาลเจ้าช่วยประทังความหนาว หลายคนช่วยกันต้มน้ำและทำข้าวต้มแบ่งกันกิน พวกเขาหวังว่าเมื่อหิมะหยุดตก จะสามารถกลับเข้าไปในบ้านและขุดเอาข้าวของออกมาได้ เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นเดินกลับไปที่บ้านของตนเอง และนำเอาข้าวของที่พอจะใช้ได้ออกมา โชคยังดีที่เด็กชายสามารถนำผ้าห่มและเสื้อผ้าบางส่วนออกมาเพื่อประทังหนาวไปได้
ในวันรุ่งขึ้น เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นต่างก็ออกไปช่วยกันขุดหิมะออกจากบ้าน โชคดีที่ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว ทำให้พวกเขาเร่งมือโกยหิมะออกก่อนที่จะละลายกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องหยุดทำงาน เมื่อเขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อไกลๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบรถลากคันหนึ่งค่อยๆ ลุยหิมะเข้ามา คนที่ตะโกนเรียกเขา คือ ลู่ปู่ เด็กชายหน้าแดงด้วยความดีใจ เขารีบโบกมือและตะโกนเรียก “ข้าอยู่ทางนี้ พี่ลู่!!”
ใช่แล้ว คนที่มาหาเขา คือ ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่! เมื่อลงมาจากรถได้ เด็กชายวิ่งเข้าไปหาชายชราและกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ เด็กชายเช็ดน้ำตาตัวเองที่ไหลไม่หยุด เขาดีใจมากที่เห็นทั้งสองคน หัวใจที่ห่อเหี่ยวของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ต้วนเจี่ยซินยิ้มด้วยความเมตตา เขาตบหลังเด็กชายเอาไว้เบาๆ และปล่อยให้เด็กชายร้องไห้ออกมา จากนั้นก็พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉียง อาจารย์อยู่นี่แล้ว”
เมื่อเด็กชายสงบใจได้แล้ว เขาก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอต้วนฟัง ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกเช่นกันว่า ตั้งแต่ตอนที่หิมะตกหนัก พวกเขาก็เป็นห่วงเฟิงหลี่เฉียงและคนอื่น จึงตัดสินใจออกมาดู และในระหว่างทางก็พบกับเจ้าหน้าที่และทหารจากอำเภอ ที่เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย เขาจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านของเด็กชายก็ถูกหิมะถล่มเช่นกัน
ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น
ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค
ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ
ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า
ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป
เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






