Masukต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ ช่วยเด็กชายดึงข้าวของบางส่วนออกมา บางอย่างเขาก็ห้ามไม่ให้เด็กชายเอาไปด้วย “ทิ้งไว้อย่างนั้นดีกว่า มันเสียหายหมดแล้ว เจ้าอย่าเสียดายไปเลย” เด็กชายทำท่าไม่อยากจะทิ้ง เขาอยากจะเอาข้าวของทุกอย่างออกมาให้หมด
แต่ชายชราสอนเขาว่า “ข้าเข้าใจว่าเจ้าเสียดาย และของบางอย่างก็มีความหมายกับเจ้าและแม่ แต่ดูสิ ตอนนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว หลายอย่างก็เสียหายเปียกขาดจนใช้ไม่ได้ ถ้าเจ้าฝืนเข้าไปเอามันออกมา ไม่รู้ว่าหลังคากับผนังจะถล่มลงมาตอนไหน รักษาชีวิตกับร่างกายเอาไว้เถิด ข้าวของเงินทอง ไม่ตายก็ยังหาใหม่ได้นะ เสี่ยวเฉียงเอ๊ย!”
จริงสินะ เขายังมีเรี่ยวแรงยังมีทางหาเงินได้ แล้วเขาจะเสียดายไปทำไม แต่ชีวิตของเขาสิสำคัญกว่าข้าวของพวกนั้น เหตุการณ์วันนั้น สอนให้เฟิงหลี่เฉียงได้คิดหลายอย่าง ทั้งความไม่แน่นอนของชีวิต ทั้งคำว่าเหลือแต่ตัว และการรู้จักตัดใจทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตและร่างกายเอาไว้ โดยเฉพาะคำพูดของต้วนเจี่ยซินที่บอกเขาว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังหาเงินและข้าวของกลับคืนมาได้ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กชายเฟิงหลี่เฉียงรู้จักการหาเงิน และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ตราบใดที่เชื่อว่าตัวเองทำได้ ถึงแม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์อีกกี่ครั้งก็ตาม เขาก็ไม่เคยยอมแพ้
เมื่อเป็นเช่นนั้น เฟิงหลี่เฉียงจึงนำของบางอย่างที่พอใช้ได้ออกมา และพาต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ไปที่ศาลเจ้าหน้าหมู่บ้าน และช่วยกันรักษาอาการบาดเจ็บให้ชาวบ้าน โดยมีเฟิงหลี่เฉียงคอยช่วยเหลือ
หลังจากช่วยรักษาชาวบ้านร่วมกับหมอจากอำเภอเสร็จแล้ว ต้วนเจี่ยซินก็ถามลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาว่า “เสี่ยวเฉียง ตอนนี้บ้านของเจ้าก็เสียหายจนอยู่ไม่ได้แล้ว เจ้าจะพาแม่กับน้องไปอยู่ที่บ้านของข้าก่อนไหม”
เด็กชายอ้าปากค้าง เขาพยักหน้าด้วยความดีใจ เมื่อได้ฟังต้วนเจี่ยซินพูด อันเฟยจูก็ดีใจมากเช่นกัน เธอไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ศาลเจ้าไปได้ตลอด และเธอก็ไม่มีใครมาช่วยซ่อมบ้านด้วย ชาวบ้านที่มาพักพิงที่นี่ชั่วคราว ก็เริ่มทยอยไปอยู่ที่บ้านของญาติ เหลือเพียงครอบครัวของเธอที่ไม่มีที่ไป เมื่อได้ยินชายชราบอกแบบนี้ น้ำตาเธอก็อดไหลออกมาไม่ได้ ครอบครัวของเธอรอดชีวิตได้ ก็เพราะท่านหมอต้วนคนนี้แท้ๆ เธอดีใจมากที่ถึงชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน ก็ยังมีทางออกให้เธอและลูกได้เดินต่อไป และเธอรู้ดีว่า ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความรักและความเอ็นดูที่ต้วนเจี่ยซินมีต่อลูกชายคนโตของเธอ พวกเธอจึงได้รับการช่วยเหลือไปด้วยเช่นกัน
แล้วชีวิตของบ้านเฟิงที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็จบลง พวกเขาช่วยกันขนข้าวของที่มีอยู่เพียงน้อยนิดไปเก็บไว้บนรถลาก และออกเดินทางไปยังบ้านเชิงเขาหลานเถียน เพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่ไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดายอีกต่อไป
เมื่อเดินทางมาถึงบ้าน ต้วนเจี่ยซินจัดให้ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียง อาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้าน ในช่วงแรกพวกเขาเกรงใจมาก และคิดว่าเมื่ออากาศดีขึ้นจะย้ายกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านตามเดิม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ต้วนเจี่ยซินและคนอื่นในบ้าน ต่างรู้สึกเอ็นดูสงสารทั้งแม่และลูก โดยเฉพาะพ่อบ้านและแม่ครัวที่อายุมากแล้ว ที่รักและเอ็นดูพี่น้องเฟิงหลี่เฉียงและเฟิงหลี่อิงมาก
ต้วนเจี่ยซินจึงบอกให้พวกเขาอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป จนกว่าพวกเขาจะอยากย้ายไปอยู่ที่อื่นเอง ซึ่งก็ทำให้คนบ้านเฟิงต้องน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง
และในท้ายที่สุดแล้ว เฟิงหลี่อิงได้เป็นลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินอีกคนหนึ่ง และกลายมาเป็นหมอหญิงที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ส่วนอันเฟยจูนั้น ก็ได้ช่วยทำงานต่างๆ ให้กับหมอต้วน และเรียนรู้การปลูกสมุนไพรและการทำยา จนกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร สามารถทำเงินจากการขายยาได้ และได้นำความรู้นี้ไปช่วยเหลือผู้คนอีกมากมายในภายหลัง
และแล้วเวลาก็ผ่านไป 5 ปี...
ลู่ปู่ขี่รถลากไปยังที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งของเมืองหวยหนาน ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว รถลากหลายคันจอดรออยู่ที่ลานด้านหน้าของอำเภอ เพื่อมารอรับนักศึกษาที่เข้าสอบบัณฑิตในระดับอำเภอที่หรือการสอบถงเซิง ที่แปลว่านักศึกษาเด็ก นี่คือการสอบระดับแรกของการสอบจอหงวน หากสอบผ่านรอบแรกนี้ พวกเขาจะได้เป็น “เซิงหยวน” หรือ “ซิ่วฉาย” ที่หมายถึงบัณฑิตระดับเทศมณฑลหรืออำเภอ ซึ่งการสอบระดับแรกนี้มีความสำคัญมาก จึงมีขุนนางประจำเทศมณฑลหรืออำเภอมาร่วมจัดการสอบ ทั้งการคุมสอบและการตรวจข้อสอบอย่างเคร่งครัด
ถึงการสอบถงเซิงครั้งนี้จะแปลว่าการสอบของนักศึกษาเด็ก แต่อายุของคนเข้าสอบกลับมีหลากหลาย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงชายอายุ 50 ปี บางคนเข้าสอบเป็นครั้งแรก บางคนเป็นการสอบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้เช่นกัน
เพราะบางคนสามารถสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก บางคนต้องสอบหลายครั้ง บางคนยอมสอบจนอายุมากขึ้นก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะรู้ว่าการได้เป็นบัณฑิต ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งต่ำแค่ไหนก็ตาม ก็ยังดีกว่าการเป็นชาวนาชาวไร่ธรรมดา ที่ต้องพึ่งพาฟ้าฝนในการทำมาหากิน และคนที่สอบผ่านเป็นเซิงหยวนหรือบัณฑิตระดับอำเภอนี้ ถึงแม้จะไม่ได้สอบในระดับที่สูงขึ้นไปอีก ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษี คนในครอบครัวยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย บางคนยังเข้ารับราชการในตำแหน่งเล็กๆ บางคนกลับมาเปิดโรงเรียนและเป็นครูสอนหนังสือในระดับประถมศึกษาได้อีกเช่นกัน
เมื่อได้เวลาแล้ว การสอบ 3 วัน 3 คืน ก็สิ้นสุดลง นักเรียนที่เข้าสอบเริ่มเดินออกมาจากประตูสนามสอบ หลายคนหน้าตาซีดเซียวด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะคร่ำเคร่งกับการสอบ และยังอดหลับอดนอน ในตอนนี้ เฟิงหลี่เฉียงเดินออกมาจากห้องสอบแล้วเช่นกัน ในมือของเขาหิ้วตะกร้าใส่เครื่องเขียน อาหารและน้ำ ที่นำเข้าไปด้วยตั้งแต่สามวันที่แล้ว
นักเรียนบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวสิ้นหวัง บางคนเหนื่อยล้าจากการสอบ และบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ลู่ปู่ที่ยืนรออยู่ก็รีบเรียกชื่อ เด็กชายจึงยิ้มออกมาและเดินตรงไปที่รถลาก
หลายคนมองตามเฟิงหลี่เฉียงในวัย 12 ขวบด้วยความสนใจ ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นมาก เขามีรูปร่างสูง ผอมเพรียว และมีท่าทางสง่างาม ใบหน้าเริ่มเรียวยาวมากขึ้นตามวัย ยิ่งทำให้เขาทั้งสวยงามและหล่อเหลาในคราวเดียวกัน จากแขนขาที่เริ่มยาว ทำให้เห็นว่า เขาน่าจะเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงอย่างแน่นอน
เด็กชายเดินเข้ามาใกล้และทักทายลู่ปู่อย่างอารมณ์ดีว่า “พี่ลู่ รออยู่นานไหมขอรับ”
อีกฝ่ายรีบตอบอย่างใจร้อนว่า “ไม่นานเลย เสี่ยวเฉียง รีบตอบมาก่อน เจ้าทำข้อสอบได้ไหม!”
ใช่แล้ว ทุกคนในหมู่บ้านเชิงเขาหลานเถียน ต่างใจจดใจจ่อกับผลการสอบของเขามาก พวกเขาอยากรู้ว่า เด็กชายที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จะสามารถสอบผ่านเป็นบัณฑิตซิ่วฉายได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าคนในหมู่บ้าน จะเป็นผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ แต่พวกเขาก็ต้องการเห็นเด็กที่พวกเขาช่วยกันปลุกปั้นมากับมือ ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะ “ข้าก็ตอบเท่าที่คิดได้ แต่จะได้หรือไม่ก็ต้องรออีกหนึ่งเดือน ถึงจะมีประกาศผลสอบออกมา”
ใช่แล้ว ในการสอบระดับอำเภอ จะมีข้าราชการหลายคนจากเทศมณฑลหลานเถียนมาร่วมกันตรวจข้อสอบ และในการสอบระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ จึงจะมีบัณฑิตขั้นสูงจากราชบัณฑิตยสถานฮานหลิน หรือฮานหลินหยวน ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอักษรศาสตร์ของราชสำนัก มาเป็นผู้ตรวจข้อสอบ
อย่างไรก็ตาม กฎข้อบังคับเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละรัชสมัย ตั้งแต่ราชวงศ์แรกของจีน มีการเปลี่ยนแปลงการสอบเค่อจวี่หลายครั้ง รวมไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสอบ บางครั้งเป็นหน้าที่ของฮานหลินหยวน บางครั้งเป็นหน้าที่ของกรมพิธีการ บางครั้งเป็นหน้าที่ของซางซู่เซิง หรือกรมกิจการรัฐ หรือสำนักเลขาธิการของพระจักรพรรดิ
สำหรับการสอบเค่อจวี่ในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อนี้ หากเฟิงหลี่เฉียงสามารถสอบผ่านการสอบถงเซิงนี้ได้แล้ว เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบัณฑิตเซิงหยวนหรือซิ่วฉาย จากนั้นในอีก 3 ปีต่อมา เขาจึงมีสิทธิเข้าสอบในระดับมณฑลหรือภูมิภาคที่เรียกว่า “เซียงซื่อ” หรือ “ชิวซื่อ” ที่ตั้งชื่อตามช่วงเวลาสอบในฤดูใบไม้ร่วง ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับนี้จะเรียกว่า “จวี่เหริน" หรือเรียกกันทั่วไปว่า “จ้งจวี่” จากนั้นจึงขยับไปสู่การสอบในระดับประเทศ และการสอบต่อหน้าพระที่นั่งเป็นขั้นสุดท้าย
และในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่ก็เดินทางจากหมู่บ้านหลานเถียนเข้ามาในอำเภออีกครั้ง เพื่อมาดูการประกาศผลสอบ ที่ติดประกาศเอาไว้ที่หน้าอำเภอ แล้วพวกเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น เพราะเฟิงหลี่เฉียงผ่านการสอบครั้งนี้ และยังได้เป็น “เซิงหยวน” ที่มีคะแนนสูงสุดด้วย!
ตอนที่ 145แต่แล้ว จางไห่เฟิงที่ฟังเงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเฟิงมักจะเจอการทำทุจริตหรือเรื่องร้ายที่เป็นเครือข่ายใหญ่เสมอ”ซึ่งก็ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและคนสนิทของเขาต่างอดหัวเราะไม่ได้ ลู่ปู่และลู่เหยาหลงจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ที่ทำให้พวกเขาตี่นเต้นไปกับประสบการณ์การทำงานที่เสี่ยงอันตรายของใต้เท้าเฟิงตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ใต้เท้ากลับนั่งนิ่ง และไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน เขากำลังนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนการเดินทาง นั่นคือ การที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากข้าราชการ ประชาชน และบัณฑิตบางคน บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เจียงหนานนี้ จนเขาถูกสั่งให้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลี่ปิง ผู้ช่วยของเขา ที่ตอนนี้มีทัศนคติต่อนายใหม่ของตนเองดีขึ้นมาก ก็อดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าพบการทุจริตจริง เราควรจะทำอย่างไรหรือขอรับ”เขาไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินคดีที่นี่ด้วยหรือไม่ หรือเพียงแค่รายงานเหตุการณ์กลับไปยังเมืองหลวง และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจัดการคดีเอง
ตอนที่ 144เฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ ลู่เหยาหลง อินเฉิน และจางไห่เฟิง เลือกร้านขายแป้งทอด ที่ทอดร้อนๆส่งกลิ่นหอม พวกเขากินพร้อมกับน้ำเต้าหู้เข้มข้น“อร่อยมากเลยเถ้าแก้เนี้ย ข้าอยากจะซื้อกลับไปฝากแม่มากๆ เลย” เฟิงหลี่เฉียงพูดกับหญิงเจ้าของร้านที่ยกแป้งทอดมาให้อีกจาน ทำให้นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ ที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ชื่นชมอาหารของนาง“ร้านของข้าใครๆ ก็รู้จัก กินแล้วติดใจทุกคน” นางบอกอย่างภูมิใจจากนั้นก็เดินกลับไปทอดแป้งต่อ และสั่งให้ลูกชายอายุประมาณ 15- 16 ปี รีบยกน้ำเต้าหู้ไปให้ลูกค้าโต๊ะอื่นในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดของข้าราชการประจำอำเภอก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ และสั่งอาหารมากินข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า “เฮ่ออ ข้าหิวจนไส้แทบขาด วันนี้เรือเข้าเทียบท่ามากจริงๆ”“ใช่! แล้วยังต้องรีบขนปลาไปส่งโรงงานอีก ขนาดข้ากินอะไรรองท้องมาบ้าง ยังแทบจะทนไม่ไหว” ข้าราชการอีกคนบ่นเช่นกันกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงตั
ตอนที่ 143พวกเขาใช้เรือเดินทางลงใต้ โดยล่องตามแม่น้ำแยงซีเกียงไปยังเมืองเจิ้นเจียง และผ่านทางแควเล็ก เพื่อไปยังคลองใหญ่หรือคลองต้าอวิ้นเหอ ซึ่งเป็นคลองที่ขุดโดยมนุษย์ มีความยาว 3,200 กิโลเมตร เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของต้าหมิงเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่หางโจวทางตะวันออกและขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เป่ยผิง ซึ่งคณะของเฟิงหลี่เฉียงจะเดินทางจากท่าเรือหนานจิงไปตามคลองนี้ และนำพวกเขาไปยังเมืองสำคัญคือ ซูโจวและหางโจวแห่งภูมิภาคเจียงหนานที่โด่งดังนี้และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง เฟิงหลี่เฉียงจะสอนความรู้ให้กับลู่เหยาหลง และใครก็ตามที่อยากจะฟัง ทำให้ในแต่ละครั้งที่เขาพูดคุย หรือเมื่อเรือแวะจอด และลงไปเดินบนบก จะมีคนในคณะเดินตามเขาไปเพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เล่า และเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวตน จึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดา เพื่อมิให้เป็นที่สะดุดตา เฟิงหลี่เฉียงจะสะพายดาบเอาไว้ที่หลังเล่มหนึ่งเสมอ ที่มีเฉพาะคนในคณะของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์ ที่จักรพรรดิหย่งเ
ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ ยังเผื่อแผ่ให้เด็กคนอื่นที่นั่นด้วยเฟิงหลี่เฉียงพูดกับเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อยว่า เขาจะสร้างบ้านเพื่อรับเลี้ยงพวกเขาเมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ ต่างพากันดีใจ บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก ทำเอาแม่ๆ ที่มาด้วยต่างแอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารชายหนุ่มบอกเด็กๆ ว่า “พวกเจ้าจะต้องเรียนและทำงานไปด้วย เพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น ถ้าคนไหนทนไม่ได้ ก็สามารถออกไปจากบ้านนี้ได้เช่นกัน”เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบชีวิตแบบมีกฎระเบียบนี้ และพวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรือไปได้เช่นกัน“ถ้าจะอยู่กับข้า ก็ต้องยอมรับกฎระเบียบ และยอมรับก
ตอนที่ 141ขันทีหวังกั๋ว ที่เฟิงหลี่เฉียงไม่ได้พบมานาน เป็นผู้เปิดประตูให้ ตอนนี้เขาดูมีอายุมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปขันทีวัยกลางคนยิ้ม และเชื้อเชิญเขาให้เข้ามา “เชิญใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาข้างในได้เลย”ที่นั่น เขาเห็นฮ่องเต้หย่งเล่อกำลังทรงงานอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร เมื่อมายืนตรงหน้าโต๊ะ เฟิงหลี่เฉียงทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ หย่งเล่อที่ตอนนี้มีวัย 52 ปีแล้ว บอกให้เขาลุกขึ้น และอ่านฎีกาในมือต่อ ในขณะที่รองเสนาบดีเฟิงยังคงยืนรออย่างสงบเมื่อฮ่องเต้ลงพระนามและประทับตราเสร็จแล้ว ก็ตรัสกับเฟิงหลี่เฉียงว่า “ข้าได้อ่านฎีกาของเจ้า ที่จะขอการสนับสนุนเงินสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”“พะยะค่ะ” เขายังคงก้มหน้ารอฟังต่อ“จงบอกมาสิว่า ต้าหมิงจะได้อะไรจากการสนับสนุนครั้งนี้” ฮ่องเต้หย่งเล่อพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนนี้เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเฟิงหลี่เฉียงที่ลดสายตาลงมองที่พื้นข้างหน้า หยุดคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้ว
ตอนที่ 140ในวันต่อมา เขาจึงเรียกประชุมแม่ น้องสาว ภรรยาและลูกของลู่ปู่ และแม่กับพี่สาวของลู่เหยาหลงเขาพูดกับทุกคนว่า “ทุกท่าน ข้ามีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากพวกท่านด้วย”เมื่อได้ยินแบบนี้ พวกเขาจึงยิ่งตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้น หัวหน้าครอบครัวของพวกเขาคนนี้ เป็นผู้ให้ และแทบจะไม่เคยร้องขออะไร ทำให้บางครั้งพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับใต้เท้าเฟิงได้เลย เมื่อสบโอกาส พวกเขาจึงตั้งใจฟังเต็มที่“ข้าไปพบเด็กๆ ที่ถูกลักพาตัวมา ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่วัด ซึ่งมีเด็กกำพร้าอาศัยอยู่มากแล้ว ถ้าอยู่ที่นั่นต่อไป วัดคงจะเลี้ยงไม่ไหว และข้าก็ผูกพันกับพวกเขา ถึงจะเจอกันแค่ไม่นาน ข้ากับอาจารย์ทั้งสองจึงคิดจะสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะเลี้ยงดู ยังให้การศึกษาเพื่อให้ใช้ทำมาหากินได้ ตอนนี้ข้าเขียนฎีกาทูลเสนอไปยังองค์พระจักรพรรดิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนและที่ทางในการสร้างหรือไม่”ถึงตอนนี้ หลายคนโดยเฉพาะแม่

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





