Share

7

Author: Clear Clouds
last update Petsa ng paglalathala: 2025-09-27 21:05:15

ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ ช่วยเด็กชายดึงข้าวของบางส่วนออกมา บางอย่างเขาก็ห้ามไม่ให้เด็กชายเอาไปด้วย “ทิ้งไว้อย่างนั้นดีกว่า มันเสียหายหมดแล้ว เจ้าอย่าเสียดายไปเลย” เด็กชายทำท่าไม่อยากจะทิ้ง เขาอยากจะเอาข้าวของทุกอย่างออกมาให้หมด

แต่ชายชราสอนเขาว่า “ข้าเข้าใจว่าเจ้าเสียดาย และของบางอย่างก็มีความหมายกับเจ้าและแม่ แต่ดูสิ ตอนนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว หลายอย่างก็เสียหายเปียกขาดจนใช้ไม่ได้ ถ้าเจ้าฝืนเข้าไปเอามันออกมา ไม่รู้ว่าหลังคากับผนังจะถล่มลงมาตอนไหน รักษาชีวิตกับร่างกายเอาไว้เถิด ข้าวของเงินทอง ไม่ตายก็ยังหาใหม่ได้นะ เสี่ยวเฉียงเอ๊ย!”

จริงสินะ เขายังมีเรี่ยวแรงยังมีทางหาเงินได้ แล้วเขาจะเสียดายไปทำไม แต่ชีวิตของเขาสิสำคัญกว่าข้าวของพวกนั้น เหตุการณ์วันนั้น สอนให้เฟิงหลี่เฉียงได้คิดหลายอย่าง ทั้งความไม่แน่นอนของชีวิต ทั้งคำว่าเหลือแต่ตัว และการรู้จักตัดใจทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตและร่างกายเอาไว้ โดยเฉพาะคำพูดของต้วนเจี่ยซินที่บอกเขาว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังหาเงินและข้าวของกลับคืนมาได้ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กชายเฟิงหลี่เฉียงรู้จักการหาเงิน และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ตราบใดที่เชื่อว่าตัวเองทำได้ ถึงแม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์อีกกี่ครั้งก็ตาม  เขาก็ไม่เคยยอมแพ้

เมื่อเป็นเช่นนั้น เฟิงหลี่เฉียงจึงนำของบางอย่างที่พอใช้ได้ออกมา และพาต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ไปที่ศาลเจ้าหน้าหมู่บ้าน และช่วยกันรักษาอาการบาดเจ็บให้ชาวบ้าน โดยมีเฟิงหลี่เฉียงคอยช่วยเหลือ

หลังจากช่วยรักษาชาวบ้านร่วมกับหมอจากอำเภอเสร็จแล้ว    ต้วนเจี่ยซินก็ถามลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาว่า “เสี่ยวเฉียง ตอนนี้บ้านของเจ้าก็เสียหายจนอยู่ไม่ได้แล้ว เจ้าจะพาแม่กับน้องไปอยู่ที่บ้านของข้าก่อนไหม”

เด็กชายอ้าปากค้าง เขาพยักหน้าด้วยความดีใจ เมื่อได้ฟังต้วนเจี่ยซินพูด อันเฟยจูก็ดีใจมากเช่นกัน เธอไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ศาลเจ้าไปได้ตลอด และเธอก็ไม่มีใครมาช่วยซ่อมบ้านด้วย ชาวบ้านที่มาพักพิงที่นี่ชั่วคราว ก็เริ่มทยอยไปอยู่ที่บ้านของญาติ เหลือเพียงครอบครัวของเธอที่ไม่มีที่ไป เมื่อได้ยินชายชราบอกแบบนี้ น้ำตาเธอก็อดไหลออกมาไม่ได้ ครอบครัวของเธอรอดชีวิตได้ ก็เพราะท่านหมอต้วนคนนี้แท้ๆ เธอดีใจมากที่ถึงชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน ก็ยังมีทางออกให้เธอและลูกได้เดินต่อไป และเธอรู้ดีว่า ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความรักและความเอ็นดูที่ต้วนเจี่ยซินมีต่อลูกชายคนโตของเธอ พวกเธอจึงได้รับการช่วยเหลือไปด้วยเช่นกัน

แล้วชีวิตของบ้านเฟิงที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็จบลง พวกเขาช่วยกันขนข้าวของที่มีอยู่เพียงน้อยนิดไปเก็บไว้บนรถลาก และออกเดินทางไปยังบ้านเชิงเขาหลานเถียน เพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่ไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดายอีกต่อไป

เมื่อเดินทางมาถึงบ้าน ต้วนเจี่ยซินจัดให้ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียง อาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้าน ในช่วงแรกพวกเขาเกรงใจมาก และคิดว่าเมื่ออากาศดีขึ้นจะย้ายกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านตามเดิม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ต้วนเจี่ยซินและคนอื่นในบ้าน ต่างรู้สึกเอ็นดูสงสารทั้งแม่และลูก โดยเฉพาะพ่อบ้านและแม่ครัวที่อายุมากแล้ว ที่รักและเอ็นดูพี่น้องเฟิงหลี่เฉียงและเฟิงหลี่อิงมาก

ต้วนเจี่ยซินจึงบอกให้พวกเขาอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป จนกว่าพวกเขาจะอยากย้ายไปอยู่ที่อื่นเอง ซึ่งก็ทำให้คนบ้านเฟิงต้องน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง

และในท้ายที่สุดแล้ว เฟิงหลี่อิงได้เป็นลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินอีกคนหนึ่ง และกลายมาเป็นหมอหญิงที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ส่วนอันเฟยจูนั้น ก็ได้ช่วยทำงานต่างๆ ให้กับหมอต้วน และเรียนรู้การปลูกสมุนไพรและการทำยา จนกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร สามารถทำเงินจากการขายยาได้ และได้นำความรู้นี้ไปช่วยเหลือผู้คนอีกมากมายในภายหลัง

และแล้วเวลาก็ผ่านไป 5 ปี...

ลู่ปู่ขี่รถลากไปยังที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งของเมืองหวยหนาน ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว รถลากหลายคันจอดรออยู่ที่ลานด้านหน้าของอำเภอ เพื่อมารอรับนักศึกษาที่เข้าสอบบัณฑิตในระดับอำเภอที่หรือการสอบถงเซิง ที่แปลว่านักศึกษาเด็ก นี่คือการสอบระดับแรกของการสอบจอหงวน หากสอบผ่านรอบแรกนี้ พวกเขาจะได้เป็น “เซิงหยวน” หรือ “ซิ่วฉาย” ที่หมายถึงบัณฑิตระดับเทศมณฑลหรืออำเภอ ซึ่งการสอบระดับแรกนี้มีความสำคัญมาก จึงมีขุนนางประจำเทศมณฑลหรืออำเภอมาร่วมจัดการสอบ ทั้งการคุมสอบและการตรวจข้อสอบอย่างเคร่งครัด

ถึงการสอบถงเซิงครั้งนี้จะแปลว่าการสอบของนักศึกษาเด็ก แต่อายุของคนเข้าสอบกลับมีหลากหลาย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงชายอายุ 50 ปี บางคนเข้าสอบเป็นครั้งแรก บางคนเป็นการสอบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้เช่นกัน

เพราะบางคนสามารถสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก บางคนต้องสอบหลายครั้ง บางคนยอมสอบจนอายุมากขึ้นก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะรู้ว่าการได้เป็นบัณฑิต ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งต่ำแค่ไหนก็ตาม ก็ยังดีกว่าการเป็นชาวนาชาวไร่ธรรมดา ที่ต้องพึ่งพาฟ้าฝนในการทำมาหากิน และคนที่สอบผ่านเป็นเซิงหยวนหรือบัณฑิตระดับอำเภอนี้ ถึงแม้จะไม่ได้สอบในระดับที่สูงขึ้นไปอีก ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษี คนในครอบครัวยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารด้วย บางคนยังเข้ารับราชการในตำแหน่งเล็กๆ บางคนกลับมาเปิดโรงเรียนและเป็นครูสอนหนังสือในระดับประถมศึกษาได้อีกเช่นกัน

เมื่อได้เวลาแล้ว การสอบ 3 วัน 3 คืน ก็สิ้นสุดลง นักเรียนที่เข้าสอบเริ่มเดินออกมาจากประตูสนามสอบ หลายคนหน้าตาซีดเซียวด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะคร่ำเคร่งกับการสอบ และยังอดหลับอดนอน ในตอนนี้ เฟิงหลี่เฉียงเดินออกมาจากห้องสอบแล้วเช่นกัน ในมือของเขาหิ้วตะกร้าใส่เครื่องเขียน อาหารและน้ำ ที่นำเข้าไปด้วยตั้งแต่สามวันที่แล้ว

นักเรียนบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวสิ้นหวัง บางคนเหนื่อยล้าจากการสอบ และบางคนเดินออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ลู่ปู่ที่ยืนรออยู่ก็รีบเรียกชื่อ เด็กชายจึงยิ้มออกมาและเดินตรงไปที่รถลาก

หลายคนมองตามเฟิงหลี่เฉียงในวัย 12 ขวบด้วยความสนใจ ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นมาก เขามีรูปร่างสูง ผอมเพรียว และมีท่าทางสง่างาม ใบหน้าเริ่มเรียวยาวมากขึ้นตามวัย ยิ่งทำให้เขาทั้งสวยงามและหล่อเหลาในคราวเดียวกัน จากแขนขาที่เริ่มยาว ทำให้เห็นว่า เขาน่าจะเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงอย่างแน่นอน

เด็กชายเดินเข้ามาใกล้และทักทายลู่ปู่อย่างอารมณ์ดีว่า  “พี่ลู่ รออยู่นานไหมขอรับ”

อีกฝ่ายรีบตอบอย่างใจร้อนว่า “ไม่นานเลย เสี่ยวเฉียง รีบตอบมาก่อน เจ้าทำข้อสอบได้ไหม!”

ใช่แล้ว ทุกคนในหมู่บ้านเชิงเขาหลานเถียน ต่างใจจดใจจ่อกับผลการสอบของเขามาก พวกเขาอยากรู้ว่า เด็กชายที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จะสามารถสอบผ่านเป็นบัณฑิตซิ่วฉายได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าคนในหมู่บ้าน จะเป็นผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ แต่พวกเขาก็ต้องการเห็นเด็กที่พวกเขาช่วยกันปลุกปั้นมากับมือ ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้

เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะ “ข้าก็ตอบเท่าที่คิดได้ แต่จะได้หรือไม่ก็ต้องรออีกหนึ่งเดือน ถึงจะมีประกาศผลสอบออกมา”

ใช่แล้ว ในการสอบระดับอำเภอ จะมีข้าราชการหลายคนจากเทศมณฑลหลานเถียนมาร่วมกันตรวจข้อสอบ และในการสอบระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ จึงจะมีบัณฑิตขั้นสูงจากราชบัณฑิตยสถานฮานหลิน หรือฮานหลินหยวน ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอักษรศาสตร์ของราชสำนัก มาเป็นผู้ตรวจข้อสอบ  

อย่างไรก็ตาม กฎข้อบังคับเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละรัชสมัย ตั้งแต่ราชวงศ์แรกของจีน มีการเปลี่ยนแปลงการสอบเค่อจวี่หลายครั้ง รวมไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสอบ บางครั้งเป็นหน้าที่ของฮานหลินหยวน บางครั้งเป็นหน้าที่ของกรมพิธีการ บางครั้งเป็นหน้าที่ของซางซู่เซิง หรือกรมกิจการรัฐ หรือสำนักเลขาธิการของพระจักรพรรดิ

สำหรับการสอบเค่อจวี่ในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อนี้ หากเฟิงหลี่เฉียงสามารถสอบผ่านการสอบถงเซิงนี้ได้แล้ว เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบัณฑิตเซิงหยวนหรือซิ่วฉาย จากนั้นในอีก 3 ปีต่อมา เขาจึงมีสิทธิเข้าสอบในระดับมณฑลหรือภูมิภาคที่เรียกว่า “เซียงซื่อ” หรือ  “ชิวซื่อ” ที่ตั้งชื่อตามช่วงเวลาสอบในฤดูใบไม้ร่วง ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับนี้จะเรียกว่า “จวี่เหริน" หรือเรียกกันทั่วไปว่า “จ้งจวี่” จากนั้นจึงขยับไปสู่การสอบในระดับประเทศ และการสอบต่อหน้าพระที่นั่งเป็นขั้นสุดท้าย

และในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่ก็เดินทางจากหมู่บ้านหลานเถียนเข้ามาในอำเภออีกครั้ง เพื่อมาดูการประกาศผลสอบ ที่ติดประกาศเอาไว้ที่หน้าอำเภอ แล้วพวกเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น เพราะเฟิงหลี่เฉียงผ่านการสอบครั้งนี้ และยังได้เป็น “เซิงหยวน” ที่มีคะแนนสูงสุดด้วย!

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 243 (ตอนจบ)

    ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 242

    ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 241

    ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 240

    ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 239

    ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 238

    ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 132

    ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด

    last updateHuling Na-update : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 134

    ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”

    last updateHuling Na-update : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 127

    ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง

    last updateHuling Na-update : 2026-03-31
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 125

    ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ

    last updateHuling Na-update : 2026-03-31
Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status