Masukเมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งเฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่จึงรีบกลับบ้านทันที เพราะพวกเขาจะต้องไปรอต้อนรับขบวนจากทางอำเภอ ที่จะเดินทางมาที่บ้านของเฟิงหลี่เฉียง เซิงหยวนคนล่าสุดที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง ถึงบ้านของพวกเขาจะอยู่ห่างไกล แต่ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีฐานะหลายคนในอำเภอหรือในจังหวัด ต่างก็รู้ว่า ที่หมู่บ้านเชิงเขาแห่งนี้ เป็นที่พักของบรรดาเสือซุ่มมังกรซ่อนหลายคน ที่เคยมีชื่อเสียงในระดับประเทศ เมื่อข้าราชการจากอำเภอรู้ว่า เซิงหยวนอันดับหนึ่งของปีนี้พักอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงเข้าใจทันที และหลายคนก็ตื่นเต้นที่จะได้มาพบพวกเขาด้วย
เป็นธรรมเนียมของทางการ ที่จะจัดขบวนแห่จากทางการเพื่อประกาศรายชื่อของผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง และจะเดินทางไปยังที่พักของพวกเขา บางคนพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม ก็จะไปประกาศที่โรงเตี๊ยม บางคนพักอยู่บ้านก็จะเดินทางไปประกาศที่บ้าน ซึ่งตลอดทาง ขบวนแห่จะมีการตีฆ้อง ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า นักเรียนบ้านไหนที่ได้เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่ง
เช่นเดียวกับบ้านของเฟิงหลี่เฉียง ถึงจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ต้องผ่านไปตามทางที่เป็นหมู่บ้าน ทำให้มีชาวบ้านออกมายืนดู และบางคนก็อยากรู้จนเดินตามมาถึงที่นี่ เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ลู่ปู่กับพ่อบ้านก็ออกมายืนรอต้อนรับ เมื่อพวกเขามาถึง ก็นำขบวนของข้าราชการเข้าไปในบ้าน
ที่ลานหน้าบ้าน เฟิงหลี่เฉียง ต้วนเจี่ยซิน อันเฟยจู เฟิงหลี่อิง และคนอื่นๆ ในบ้านมายืนรอรับฟังประกาศ โดยข้าราชการจากอำเภอก็ประกาศด้วยเสียงดังว่า “เฟิงหลี่เฉียง ราษฎรจากหมู่บ้านหลานเถียน เทศมณฑลหลานเทียน เมืองหวยหนาน มณฑลอันฮุย เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จนสอบผ่านเป็นเซิงหยวนอันดับหนึ่งในปีนี้ได้ เทศมณฑลหลานเทียน จึงขอประกาศให้เฟิงหลี่เฉียง ได้รับตำแหน่งเป็นเซิงหยวน นอกจากนี้ บัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงและครอบครัว จึงไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน และให้คนในครอบครัวที่เป็นชายได้รับการงดเว้นการเกณฑ์ทหารนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป!”
เมื่อประกาศจบ เฟิงหลี่เฉียงก็ก้มลงคำนับ และรับเอาม้วนประกาศแต่งตั้งเอาไว้ ทุกคนพากันตบมือแสดงความยินดีที่เขาสามารถสอบถงเซิงผ่านตั้งแต่ครั้งแรก และยังได้คะแนนสูงสุด ในขณะที่มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น
เย็นวันนั้น หลังจากกินอาหารเย็นฉลองกันแล้ว เด็กชายก็ก้มลงคำนับอันเฟยจู ต้วนเจี่ยซิน โม่ชิงเฉิง และต้าหวงเหลียน ที่ได้ช่วยเหลือสนับสนุนเขามาตลอด
เด็กชายสบตาทุกคน และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนิดๆ ว่า “ข้าเฟิงหลี่เฉียงจะไม่สามารถมีวันนี้ได้ ถ้าไม่มีพวกท่านที่อยู่ในวันนี้ ข้าสัญญาว่า จะสอบเป็นจินซื่อให้ได้ และขอขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านอีกครั้งขอรับ!”
โม่ชิงเฉิงและต้าหวงเหลียน ซึ่งแทบจะไม่เคยไปเยือนบ้านใครเลย แต่ในวันนี้กลับยอมมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกศิษย์ของเขา พยักหน้าอย่างพอใจ ในขณะที่ต้วนเจี่ยซินยิ้มกว้างตลอดเวลา โม่ชิงเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เป็นแค่จินชื่อไม่พอ เจ้าต้องเป็นจินชื่อ จี๋ตี้ด้วย!”
ที่โม่ชิงเฉิงพูดเช่นนั้น ก็เพราะเขาเคยเป็นจิ้นชื่อจี๋ตี้ หรือบัณฑิตจ้วงหยวนที่ได้คะแนนสอบเป็นอันดับหนึ่งมาก่อน จากนั้นก็ได้รับการ แต่งตั้งให้ทำงานในฮานหลินหยวน และย้ายไปที่กรมพิธีการ แต่เพราะตอนนั้น เขามีเรื่องขัดแย้งภายใน จึงลาออก เพื่อมาทำงานเขียนหนังสือที่ตนเองชอบ บางครั้งเขาจะเดินทางไปสอนในโรงเรียนสำหรับการสอบบัณฑิตที่หนานจิงด้วย ที่ทำได้เช่นนี้ ก็เพราะเขามาจากตระกูลโม่ ที่เป็นขุนนางในราชสำนักมาหลายชั่วคน และพี่สาวของเขายังเป็นพระสนมของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่เพราะความขัดแย้งบางอย่าง ทำให้เขาลดบทบาทลง ทำให้น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาเคยเป็นใครมาก่อน
ในขณะที่ต้าหวงเหลียนเองก็บอกกับเด็กชายว่า “การสอบในยุคนี้ ไม่เพียงแต่สอบข้อเขียน วาดรูป พู่กันจีน โคลงกลอน ยังสอบการขี่ม้าและการยิงธนูด้วย เจ้าจะต้องเริ่มฝึกฝนให้จริงจังนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้ารับ เขายกมือขึ้นประสานและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่ว่า “ข้าจะฝึกฝนให้ดีที่สุดขอรับ!”
ที่จริงแล้ว ต้าหวงเหลียนไม่ได้ทิ้งเด็กชายไปไหนไกล ถึงแม้เขาจะสอนเด็กชายเป็นบางช่วง แต่เขาจะทิ้งตำราการฝึกวิชาไว้ให้ และในบางครั้ง เขาจะพาเด็กชายออกเดินทางไปผจญภัยกับเขาด้วย ซึ่งเป็นทั้งการฝึกวิทยายุทธ์ และการเปิดหูเปิดตาให้เด็กชายได้เห็นความจริงอันโหดร้าย
สำหรับแม่และน้องสาวของเขา ก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจ พวกเขาอยากจะให้เฟิงหลี่เฉียงก้าวหน้าไปให้ไกลกว่านี้ โดยเฉพาะเฟิงหลี่อิงที่เห็นความเก่งของพี่ชาย ก็ยิ่งทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเป็นหมอหญิงที่มีฝีมือให้ได้เช่นกัน
ก่อนนอนคืนนั้น เด็กชายไปหาต้วนเจี่ยซินที่ห้องยาสมุนไพร เขาช่วยชายชราทำงานตามปกติ ในขณะที่กำลังผลิตยาผงอยู่นั้น ต้วนเจี่ยซินก็ถามขึ้นมาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดข้าจึงยังให้เจ้าเรียนหมออยู่”
เด็กชายส่ายหน้า “ไม่ทราบขอรับอาจารย์”
ชายชราหัวเราะหึหึ เขารู้ว่าเด็กชายรู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังอดอธิบายไม่ได้ว่า “จริงอยู่ที่เจ้าจะต้องเรียนวิชาต่างๆ ให้ได้ดี ตามที่ต้าหวงเหลียนพูด เพราะจะต้องใช้ในการสอบเค่อจวี่ แต่วิชาแพทย์นั้น นอกจากจะช่วยให้เจ้าดูแลรักษาตัวเองได้แล้ว ยังนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ และเมื่อเจ้าได้เป็นข้าราชการ วิชาการแพทย์นี้จะช่วยให้เจ้าแก้ไขปัญหาและเอาตัวรอดในอนาคตได้”
เมื่อเห็นเด็กชายตั้งใจฟัง เขาจึงอธิบายต่อว่า “ข้าราชการมักถูกโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานอยู่เสมอ วันนี้เจ้าอยู่ฮานหลินหยวน พรุ่งนี้เจ้าอาจถูกย้ายไปทำงานกรมคลัง หรือย้ายไปเป็นนายอำเภอที่พื้นที่ห่างไกล เจ้าลองคิดดูสิว่า วิชาการแพทย์จะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง”
เฟิงหลี่เฉียงตาเป็นประกาย “การทำงานในตำแหน่งนักปกครอง ไม่เพียงแต่ต้องรู้เรื่องกฎหมายและปรัชญาในการปกครอง แต่จะต้องดูแลด้านความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย ข้าจะต้องใช้วิชาแพทย์นี้ ในการสืบสวนและหาข้อมูลในคดีต่างๆ ด้วยขอรับ!”
ต้วนเจี่ยซินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องเริ่มต้นเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับนิติเวชศาสตร์ให้มากขึ้น เจ้าเข้าใจใช่ไหม"
“เข้าใจขอรับอาจารย์” เฟิงหลี่เฉียงตอบรับด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เขาจะเรียนรู้ทุกอย่างให้ดี และต้องเป็นจินชื่ออันดับหนึ่งให้ได้ เพื่อให้สมกับที่อาจารย์ทุ่มเทให้กับเขา!
และในอีก 5 ปีต่อมา ...
ในเช้าวันหนึ่ง ของรัชสมัยที่ห้า ของจักรพรรดิหย่งเล่อ บนถนนสายหลักที่วุ่นวายไปด้วยผู้คนของเมืองหนานจิง เมืองหลวงของต้าหมิงในเวลานั้น
เด็กหนุ่มอายุ 16-17 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าสวยงาม ดวงตาดำสนิท คิ้วเข้มปลายคิ้วตวัดเฉียงสูงขึ้นไป เขาแต่งกายด้วยชุดฮั่นฝูสีฟ้าอ่อน เดินไปตามถนนด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตาของเขากวาดมองผู้คนรอบตัวด้วยความสนใจ
เขาคือ บัณฑิตเฟิงหลี่เฉียง ที่ตอนนี้สามารถสอบผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการในระดับมณฑลหรือภูมิภาคที่เรียกว่า “เซียงซื่อ” หรือ “ชิวซื่อ” ได้แล้ว ไม่เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “จวี่เหริน” เขายังสอบได้คะแนนสูงสุดจนได้รับตำแหน่ง “เจี้ยหยวน” หรือ “ผู้เข้าสอบระดับบน” เพราะสอบได้เป็นอันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑลเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว
หลังจากที่เขาได้เป็นเจี้ยหยวน เขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหนานจิง เมืองหลวงของประเทศ เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมสอบที่นี่ เพราะกฎการสอบในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อระบุว่า ผู้ที่จะสอบเป็นบัณฑิต จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนด้วย จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ
ที่จริงแล้วโรงเรียนสำหรับเตรียมสอบเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะการศึกษาด้วยตนเองยังมีความสำคัญมากกว่า แต่ตามกฎระเบียบเขาจำเป็นจะต้องสมัครเรียน เฟิงหลี่เฉียงจึงตัดสินใจย้ายมาเรียนที่เมืองหลวง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่นี่ และสร้างเครือข่ายกับนักเรียนที่เรียนด้วยกัน และในตอนนี้เขามาเรียนที่นี่ได้เกือบปีแล้ว และอีกสองปีกว่า จึงจะเข้าสู่การสอบบัณฑิตในระดับจังหวัดและการสอบในพระราชสำนัก
วันนี้เป็นวันหยุด และเป็นวันที่แม่ทัพจากชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเดินทางกลับเมืองหลวง ถนนหนทางจึงเต็มไปด้วยผู้คนมาจับจองพื้นที่เพื่อรอต้อนรับวีรบุรุษของชาติ ตลอดทางเดิน จะได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารนับพันคน เสียงอาวุธ เสียงม้าร้องที่ดังแว่วมาจากนอกกำแพงเมือง และเสียงผู้คนในเมืองที่พูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น
กองทัพของแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เดินทางมาถึงนอกกำแพงเมืองหลวงในตอนเย็นของเมื่อวาน พวกเขาพักอยู่นอกเมือง และรอที่จะเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้หย่งเล่อ เพื่อทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการรบกับมองโกลที่พวกเขาได้รับชัยชนะมา ทำให้ราษฎรต้าหมิงตื่นเต้นและรอต้อนรับพวกเขาอย่างจริงจัง
เช้าวันนี้ แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานและทหารคนสนิทจำนวน 30 คน เตรียมตัวเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อรายงานตัว โดยกำลังพลส่วนใหญ่ตั้งค่ายชั่วคราวอยู่ด้านนอกกำแพงเมือง เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ยกกำลังพลเข้ามาในเมือง ไม่เช่นนั้นจะถูกตั้งข้อหาก่อการกบฏต่อองค์จักรพรรดิ และที่ยกกำลังพลมาในวันนี้ ก็มีเพียงจำนวน 100 คนเท่านั้น
ตอนที่ 145แต่แล้ว จางไห่เฟิงที่ฟังเงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเฟิงมักจะเจอการทำทุจริตหรือเรื่องร้ายที่เป็นเครือข่ายใหญ่เสมอ”ซึ่งก็ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและคนสนิทของเขาต่างอดหัวเราะไม่ได้ ลู่ปู่และลู่เหยาหลงจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ที่ทำให้พวกเขาตี่นเต้นไปกับประสบการณ์การทำงานที่เสี่ยงอันตรายของใต้เท้าเฟิงตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ใต้เท้ากลับนั่งนิ่ง และไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน เขากำลังนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนการเดินทาง นั่นคือ การที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากข้าราชการ ประชาชน และบัณฑิตบางคน บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เจียงหนานนี้ จนเขาถูกสั่งให้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลี่ปิง ผู้ช่วยของเขา ที่ตอนนี้มีทัศนคติต่อนายใหม่ของตนเองดีขึ้นมาก ก็อดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าพบการทุจริตจริง เราควรจะทำอย่างไรหรือขอรับ”เขาไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินคดีที่นี่ด้วยหรือไม่ หรือเพียงแค่รายงานเหตุการณ์กลับไปยังเมืองหลวง และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจัดการคดีเอง
ตอนที่ 144เฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ ลู่เหยาหลง อินเฉิน และจางไห่เฟิง เลือกร้านขายแป้งทอด ที่ทอดร้อนๆส่งกลิ่นหอม พวกเขากินพร้อมกับน้ำเต้าหู้เข้มข้น“อร่อยมากเลยเถ้าแก้เนี้ย ข้าอยากจะซื้อกลับไปฝากแม่มากๆ เลย” เฟิงหลี่เฉียงพูดกับหญิงเจ้าของร้านที่ยกแป้งทอดมาให้อีกจาน ทำให้นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ ที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ชื่นชมอาหารของนาง“ร้านของข้าใครๆ ก็รู้จัก กินแล้วติดใจทุกคน” นางบอกอย่างภูมิใจจากนั้นก็เดินกลับไปทอดแป้งต่อ และสั่งให้ลูกชายอายุประมาณ 15- 16 ปี รีบยกน้ำเต้าหู้ไปให้ลูกค้าโต๊ะอื่นในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดของข้าราชการประจำอำเภอก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ และสั่งอาหารมากินข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า “เฮ่ออ ข้าหิวจนไส้แทบขาด วันนี้เรือเข้าเทียบท่ามากจริงๆ”“ใช่! แล้วยังต้องรีบขนปลาไปส่งโรงงานอีก ขนาดข้ากินอะไรรองท้องมาบ้าง ยังแทบจะทนไม่ไหว” ข้าราชการอีกคนบ่นเช่นกันกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงตั
ตอนที่ 143พวกเขาใช้เรือเดินทางลงใต้ โดยล่องตามแม่น้ำแยงซีเกียงไปยังเมืองเจิ้นเจียง และผ่านทางแควเล็ก เพื่อไปยังคลองใหญ่หรือคลองต้าอวิ้นเหอ ซึ่งเป็นคลองที่ขุดโดยมนุษย์ มีความยาว 3,200 กิโลเมตร เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของต้าหมิงเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่หางโจวทางตะวันออกและขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เป่ยผิง ซึ่งคณะของเฟิงหลี่เฉียงจะเดินทางจากท่าเรือหนานจิงไปตามคลองนี้ และนำพวกเขาไปยังเมืองสำคัญคือ ซูโจวและหางโจวแห่งภูมิภาคเจียงหนานที่โด่งดังนี้และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง เฟิงหลี่เฉียงจะสอนความรู้ให้กับลู่เหยาหลง และใครก็ตามที่อยากจะฟัง ทำให้ในแต่ละครั้งที่เขาพูดคุย หรือเมื่อเรือแวะจอด และลงไปเดินบนบก จะมีคนในคณะเดินตามเขาไปเพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เล่า และเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวตน จึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดา เพื่อมิให้เป็นที่สะดุดตา เฟิงหลี่เฉียงจะสะพายดาบเอาไว้ที่หลังเล่มหนึ่งเสมอ ที่มีเฉพาะคนในคณะของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์ ที่จักรพรรดิหย่งเ
ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ ยังเผื่อแผ่ให้เด็กคนอื่นที่นั่นด้วยเฟิงหลี่เฉียงพูดกับเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อยว่า เขาจะสร้างบ้านเพื่อรับเลี้ยงพวกเขาเมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ ต่างพากันดีใจ บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก ทำเอาแม่ๆ ที่มาด้วยต่างแอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารชายหนุ่มบอกเด็กๆ ว่า “พวกเจ้าจะต้องเรียนและทำงานไปด้วย เพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น ถ้าคนไหนทนไม่ได้ ก็สามารถออกไปจากบ้านนี้ได้เช่นกัน”เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบชีวิตแบบมีกฎระเบียบนี้ และพวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรือไปได้เช่นกัน“ถ้าจะอยู่กับข้า ก็ต้องยอมรับกฎระเบียบ และยอมรับก
ตอนที่ 141ขันทีหวังกั๋ว ที่เฟิงหลี่เฉียงไม่ได้พบมานาน เป็นผู้เปิดประตูให้ ตอนนี้เขาดูมีอายุมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปขันทีวัยกลางคนยิ้ม และเชื้อเชิญเขาให้เข้ามา “เชิญใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาข้างในได้เลย”ที่นั่น เขาเห็นฮ่องเต้หย่งเล่อกำลังทรงงานอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร เมื่อมายืนตรงหน้าโต๊ะ เฟิงหลี่เฉียงทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ หย่งเล่อที่ตอนนี้มีวัย 52 ปีแล้ว บอกให้เขาลุกขึ้น และอ่านฎีกาในมือต่อ ในขณะที่รองเสนาบดีเฟิงยังคงยืนรออย่างสงบเมื่อฮ่องเต้ลงพระนามและประทับตราเสร็จแล้ว ก็ตรัสกับเฟิงหลี่เฉียงว่า “ข้าได้อ่านฎีกาของเจ้า ที่จะขอการสนับสนุนเงินสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”“พะยะค่ะ” เขายังคงก้มหน้ารอฟังต่อ“จงบอกมาสิว่า ต้าหมิงจะได้อะไรจากการสนับสนุนครั้งนี้” ฮ่องเต้หย่งเล่อพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนนี้เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเฟิงหลี่เฉียงที่ลดสายตาลงมองที่พื้นข้างหน้า หยุดคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้ว
ตอนที่ 140ในวันต่อมา เขาจึงเรียกประชุมแม่ น้องสาว ภรรยาและลูกของลู่ปู่ และแม่กับพี่สาวของลู่เหยาหลงเขาพูดกับทุกคนว่า “ทุกท่าน ข้ามีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากพวกท่านด้วย”เมื่อได้ยินแบบนี้ พวกเขาจึงยิ่งตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้น หัวหน้าครอบครัวของพวกเขาคนนี้ เป็นผู้ให้ และแทบจะไม่เคยร้องขออะไร ทำให้บางครั้งพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับใต้เท้าเฟิงได้เลย เมื่อสบโอกาส พวกเขาจึงตั้งใจฟังเต็มที่“ข้าไปพบเด็กๆ ที่ถูกลักพาตัวมา ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่วัด ซึ่งมีเด็กกำพร้าอาศัยอยู่มากแล้ว ถ้าอยู่ที่นั่นต่อไป วัดคงจะเลี้ยงไม่ไหว และข้าก็ผูกพันกับพวกเขา ถึงจะเจอกันแค่ไม่นาน ข้ากับอาจารย์ทั้งสองจึงคิดจะสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะเลี้ยงดู ยังให้การศึกษาเพื่อให้ใช้ทำมาหากินได้ ตอนนี้ข้าเขียนฎีกาทูลเสนอไปยังองค์พระจักรพรรดิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนและที่ทางในการสร้างหรือไม่”ถึงตอนนี้ หลายคนโดยเฉพาะแม่






