INICIAR SESIÓNเวลาหนึ่งวันผันผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานก็ล่วงเข้าสู่วันใหม่ จางหยุนตื่นขึ้นมาพร้อมกับห่อชุดใหม่เอี่ยม ในที่สุดก็ได้ใส่ชุดอื่นนอกจากชุดนอนเสียที เขาหยิบมันเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองโดยไม่ต้องถามใคร
เมื่อคืนไป๋ลู่เสียนไม่ได้กลับมาที่ห้อง ชายหนุ่มจึงได้คืนที่สามารถพักผ่อนอย่างสงบสุขมาหนึ่งคืน " ... " ในห้องน้ำ นิ้วมือของจางหยุนแตะไปที่พื้นผิววัสดุของเฝือกอ่อน เมื่อเย็นวานนี้ได้มีพยาบาลมาสอนวิธีใส่ให้ ทั้งชี้แจงอาการบาดเจ็บพร้อมข้อควรระวังให้ฟังโดยละเอียด เริ่มจากไหล่ขวาที่หลุด ซึ่งได้หมอใส่กลับคืนให้ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึง กระดูกซี่โครงร้าวเป็นบางจุด (ถึงว่าทำไมบางจังหวะที่หายใจถึงได้เจ็บนัก) ซึ่งที่กล่าวมาไม่ได้มีปัญหาต่อการใช้ชีวิตมากมายอะไร นอกจากนี้ก็มีแผลฟกช้ำที่อื่น ๆ บ้างประปราย ที่พอจะเป็นปัญหาใหญ่ก็คือกระดูกนิ้วมือโดยเฉพาะที่ข้างขวา เห็นบอกว่าการรักษาทำได้แค่ค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้องก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับมาหายสนิท เพียงแต่ต้องใช้เวลากายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ… “… “ เหม่อมองนิ้วมือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ทำได้แค่ปล่อยให้เวลาเยียวยารักษามัน ในส่วนของขาที่เดินกะเผลก โชคยังดีที่ไม่ได้มีอะไรเสียหายร้ายแรง ผ่านไปสักอาทิตย์ก็คงแทบไม่เจ็บแล้ว ฟืบ… จางหยุนตัดสินใจสวมเสื้อผ้าทับเฝือกไหล่ ยืนตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกสักพัก ภาพลักษณ์ในตอนนี้ดูสุภาพเรียบง่ายไม่ต่างจากนักศึกษาทั่ว ๆ ไปนัก เขายกมือแตะหางคิ้วซ้ายที่มีร่องรอยของบาดแผลให้เห็นจาง ๆ ถ้าไม่เข้าใกล้ก็คงจะไม่มีใครสังเกตหรอก… ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือนิ้วมือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลนี่เสียมากกว่า คงต้องขอยืมถุงมือมาใช้… แม้ว่านี่จะยังห่างจากเดือนของฤดูหนาว แต่คงพอกลบเกลื่อนว่าเป็นแฟชั่นได้กระมัง? เมื่อแน่ใจว่าตนเองอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าเกือบจะเรียบร้อยจึงเดินออกมา เขานึกถึงสิ่งที่ไป๋ลู่เสียนพูดเอาไว้เมื่อวาน เห็นว่าจะออกไปทำธุระ จนถึงเช้าก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา… ความคิดของจางหยุนชะงักไปก่อนจะเลิกสนใจมัน อย่างไรเสียจากข้อตกลงเมื่อวันก่อน ก็พอจะวางใจเรื่องครอบครัวไปได้เปราะหนึ่ง เพียงเท่านั้นก็พอเหลือพื้นที่ให้หายใจหายคอแล้ว " ... " รถคันหรูที่ผ่านการปรับแต่งมาอย่างเนียนกริบ แล่นไปตามท้องถนนมุ่งสู่เส้นทางของมหาวิทยาลัย Q ด้วยความเร็วที่มั่นคง ภายในรถประกอบด้วยจางหยุน ซ่งอี้เฉิง และคนขับรถสาววัย 25 นามเสี่ยวลี่ เสี่ยวลี่เป็นคนร่าเริงและช่างพูดจา ทำให้บรรยายภายในไม่ค่อยเงียบเหงา แต่ก็ไม่ถึงกับน่ารำคาญจนเกินไป ออกจะดีเสียด้วยซ้ำเพราะมันทำให้จางหยุนรู้สึกสมองโล่ง เมื่อถึงที่หมายคนขับสาวก็บอกว่าจะรออยู่เฝ้ารถ คนที่จะตามเขาไปจึงมีแค่ซ่งอี้เฉิงที่แสร้งเป็นผู้ปกครอง แม้ว่าปีนี้จางหยุนจะอายุ 23 ปีแล้วก็ตาม... กว่าเคลียร์เรื่องต่าง ๆ ภายในเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายแล้ว จากนั้นก็ถึงเวลาไปเคลียร์เรื่องเงินกับเพื่อน ๆ โดยมีผู้ปกครองจำเป็นคอยอยู่ช่วย เนื่องจากจางหยุนไม่ได้รับอนุญาตญาติให้ถือโทรศัพท์ ส่วนสาเหตุที่ยืมก็เป็นเพราะต้องการโปะหนี้ก้อนที่อาจมีปัญหาก่อน ซึ่งยังไม่ทันทำอะไรผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น… เดิมทีจางหยุนไม่ใช่คนมีเพื่อนเยอะ ในช่วงแรกของการเข้ามหาวิทยาลัยเขาค่อนข้างเป็นคนเงียบ เนื่องจากความไม่ชินทางภาษาและการสื่อสาร กว่าจะปรับตัวได้คนอื่น ๆ ก็มีเพื่อนมีกลุ่มก้อนเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาในการใช้ชีวิตอะไร พอนานไปก็เริ่มมีเพื่อนมีคนรู้จักมากขึ้น ซึ่งมันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ เหล่าเพื่อน ๆ ที่ถูกจางหยุนของยืมเงินในคราแรกนั้นค่อนข้างตกใจ แต่ก็เพราะเห็นว่าทางบ้านของอีกฝ่ายก็ค่อนข้างมีฐานะดี จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการใช้คืน จนกระทั่งข่าวว่าจางหยุนหายตัวไปในวันต่อมาทำให้พวกเขาเริ่มใจแป้ว ดังนั้นพอวันนี้อีกฝ่ายมาตามหาถึงได้ค่อยพากันทำหน้าโล่งอก บางคนพอได้เห็นสภาพผอมลงและโรยแรงก็ถึงขั้นถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ซึ่งจางหยุนทำได้แค่ตอบเลี่ยงไป คนแล้วคนเล่าจนมาถึงคนสุดท้ายที่ค่อนข้างสนิทกัน ฝ่ายนั้นดูตกใจค่อนข้างมาก อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นรอยแผลเย็บตรงหางคิ้วแล้วถามไถ่ด้วยใบหน้าตาตื่น จนซ่งอี้เฉิงที่ยืนรออย่างสงบอยู่ด้านหลังปรายตามองและทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง ไม่ติดว่าต้องจัดการรับมือถือที่กำลังสั่น… อีกด้านหนึ่ง ไป๋ลู่เสียนที่เพิ่งเสร็จธุระและเตรียมจะเดินทางกลับ กำลังนั่งฟังรายงานรายละเอียดยิบย่อยจากลูกน้อง พลางรับผ้ามาเช็ดคราบเลือดที่ไม่ใช่ของตนบนลำคอ เมื่อมองออกไปนอกกระจกก็นึกได้ว่าถนนเส้นนี้กับทางเชื่อมไปมหาวิทยาลัย Q นั้นค่อนข้างใกล้กันจึงเอ่ยปากแทรกบอกเปลี่ยนทิศทางจุดหมายกับคนขับ จากนั้นจึงหลับตา ปล่อยให้เสียงพูดพร่ำของลูกน้องไหลผ่านหู ขณะที่ภายในหัวกลับนึกถึงแต่ภาพของเจ้าของนัยน์ตาสีลูกปัดนิลนั่น นำพาให้ใจหวนนึกถึงภาพในคือนั้น ซึ่งเป็นคืนแรกที่พวกเขาได้แนบชิด ทุกรสสัมผัสยังคงประทับคาอยู่ภายในใจ ทั้งกลิ่นเหงื่อจากผิวกาย ความเปียกชื้นและฉ่ำแฉะ รวมไปถึงอุณหภูมิในร่างที่สัมผัสได้จากฝ่ามือค่อย ๆ ร้อนรุ่มขึ้น… ในทุกครั้งที่ออกแรงขยับกาย แว่วเสียงกลั้นสะอื้นจะครวญครางอย่างผะแผ่ว ปลุกเร้าเส้นเลือดในร่างกายทุกเส้นให้ตอบสนอง ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจยามเรือนกายได้แนบชิด ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวยังคงประทับอยู่บนเนื้อหนัง… โดยเฉพาะดวงตาคมรืนน้ำที่จับจ้องมาอย่างไม่มีหลบเลี่ยง ราวกับกำลังร่ายมนต์สะกด… ทำเขาหมกหมุ่นโหยระลึกถึงกระทั่งยามหลับฝัน... จนไม่อาจให้ใครมาทับรอย หากไม่ใช่เพราะหมอเจ้าของไข้พยายามพูดเตือนแกมขอร้อง เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บของเด็กหนุ่มแล้วละก็ บางที… เขาก็คงอยากจะเอาแต่ใจและเรียกร้องให้เต็มที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแท้ ๆ คงจะไม่จำเป็นต้องมาระบายอารมณ์งุ่นง่านเอาด้วยวิธีแบบนี้... อ่า... อยากทำจัง... "นี่ บอกฉันมาตามตรงนะ คุณลุงหน้าตาน่ากลัวข้างหลังนั่นเป็นญาตินายจริงเหรอ นายไม่น่ามีญาติไม่ใช่รึไง…?" หยางหาวดึงจางหยุนเข้ามาใกล้พลางลอบกระซิบกระซาบ จนชายหนุ่มนึกอยากจะหัวเราะให้กับความช่างสังเกตที่ไม่ค่อยจะถูกที่ถูกเวลานักของอีกฝ่าย แต่ก็ทำได้แค่อ้างโน้นอ้างนี่ไปตามเรื่องตามราว และแอบเปลี่ยนเรื่องไปชวยคุยอย่างอื่นแทน สำหรับหยางหาวแม้จะสนิทจนถึงขั้นรู้ว่าจางเสี่ยวหยุนไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของที่บ้านและไม่ใช่คนจีนด้วย แต่รายละเอียดปลีกย่อย ๆ อื่น ๆ ก็ไม่ได้รู้ลึกมากมายอะไรขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อข้อสงสัยถูกอีกฝ่ายเบี่ยงประเด็น ชายหนุ่มก็เผลอไหลตามการชักจูงของเพื่อนรักอย่างง่ายดาย พวกพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอีกสักพัก จึงไม่ทันสังเกตซ่งอี้เฉิงที่เพิ่งส่งข้อความตอบกลับเสี่ยวลี่ พร้อมหัวคิ้วขมวดเป็นปม ขณะรอข้อความตอบกลับมา ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ทำเอาแผ่นหลังเย็นวาบจนต้องหันกลับไปมอง !!? ดวงตาคมกล้าเบิกกว้าง ปากอ้าค้างเกือบจะตัวลืมก้มลงตัวโค้งให้ตามหน้าที่ โชคยังดีที่คนเป็นเจ้านายคว้าบ่าเอาไว้ได้ทัน มิน่า.. เด็กนั่นถึงได้ส่งข้อความมาถามว่าอยู่ไหน "สวัสดีครับคุณลุง" สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาซ่งอี้เฉิงแทบสำลัก เป็นครั้งแรกที่ถูกไป๋ลู่เสียนเรียกด้วยคำนั้น และมันก็ให้ความรู้สึกที่ประหลาดมาก! จนซงอี้เฉิงรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว ทางด้านของจางหยุนที่รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างมาได้ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้ตัดสินใจหันไปมองในทันที กระทั่งเสียงเรียกที่เขาจะไม่มีทางลืมได้ดังขึ้น มาพร้อมกับคำเรียกที่ฟังดูแปร่งหู ทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนสีหน้าโดยฉับพลัน "เสี่ยวหยุนทำธุระเสร็จรึยัง... ฉันมารับกลับบ้านแล้วนะ" เมื่อเห็นอารมณ์ของคู่สนทนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหัน หยางหาวก็หน้าฉงน จึงมองเลยลาดไหล่อีกฝ่ายไป ถึงพบกับใบหน้าที่งดงามจนชวนตะลึง “…!” ชายหนุ่มใช้เวลาความหาเส้นเสียงตัวเองอยู่พักหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวแล้วพูดออกไปได้ บ่าของจางเสี่ยวหยุนก็ถูกผู้ชายที่หน้าตาสวยเกินไปนั่นเข้ามาโอบด้วยท่าทีสนิทสนม เล่นเอาเจ้าตัวที่มองอยู่ถึงกับอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก "คะ คุณคือ…???" "ฉันเหรอ.. ฉันเป็นพี่ชายของเสี่ยวหยุนน่ะ" ห๊าาาาา!!! หยางหาวมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมา เท่าที่รู้จักกันมาจางหยุนเคยเล่าเรื่องน้องสาวให้ฟังอยู่บ้าง แต่ไม่ยักกะมีพี่ชายอยู่ในสมการ แล้วผู้ชายแปลกหน้าที่หน้าตาสวยโคตร ๆ นี่มาบอกว่าเป็นพี่ชายเนี่ยนะ ทว่าไม่ทันได้ซักถามให้หายสงสัยเพื่อนเขาก็ถูกคนอีกฝ่ายลากไปเสียแล้ว โดยที่เขาไม่ทันได้บอกลาจางหยุนสักคำ... จางหยุนถูกบังคับพาออกมา เมื่อนึกถึงข้ออ้างที่โคตรจะมักง่ายนั่นแล้ว ก็อยากจะสลัดอีกฝ่ายออก แต่เรี่ยวแรงของทางนั้นดันมีมากเกินไป ทำให้เอาเขารู้สึกประหลาดใจมาก ??? แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ทันสังเกตเพราะไม่ค่อยจะมีสติ แถมตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงกำลังพักฟื้นก็จริง แต่จางหยุนก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีเรียวแรงไม่น้อย ทว่าเจ้าของอ้อมแขนนี้ที่ก็ดูจะไม่ได้ตัวใหญ่กว่าเขาสักเท่าไหร่กลับไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อน เขาหันมองใบหน้าขาวเนียนละเอียดละออ ราวกับคุณหนูในห้องหอผู้ไม่เคยต้องแสงแดด นัยน์ตาเรียวหงส์ที่หลุบลงยิ้มให้น้อย ๆ ดูบอบบาง ราวกับดอกฝ้ายต้องฝนพรำ… นี่มันต้องล้อเขาเล่นแน่ ๆ ในขณะที่กำลังสับสนจนหัวหมุน ก็ถูกไป๋ลู่เสียนพามาถึงที่จอดรถเสียแล้ว โดยมีเสี่ยวลี่รอคอยเปิดประตูให้ด้วยท่าทางเกร็ง ๆ สังเกตุได้จากใบหน้าที่แข็งค้าง หากจะถามว่ารถคันเก่าของไป๋ลู่เสียนล่ะไปไหน ก็ต้องขอบอกว่ามันถูกสั่งให้ขับกลับไปก่อนหน้าแล้วตามระเบียบ ตำแหน่งภายในรถตอนนี้ก็ถูกโยกย้าย กลายเป็นซ่งอี้เฉิงต้องย้ายมานั่งข้างคนขับแทน ส่วนไป๋ลู่เสียนก็ยึดครองเบาะหลังข้างจางหยุนตามสมควร ในรถ มือไป๋ลู่เสียนเปลี่ยนท่าจากโอบบ่ามาเป็นโอบเอวแทน ซ้ำยันผินหน้าเข้าจูบหอม คลอเคลียใบหน้าด้านข้างของจางหยุนอยู่ไม่ห่าง ท่ามกลางเสียงร้องห้าม จางหยุนเผลอสบตากับเสี่ยวลี่ผ่านกระจกมองหลังใบหน้าตื่นตระหนกพลันร้อนวาบ "ไป๋ลู่เสียน! หยุดนะ-" เสียงของเด็กหนุ่มหายไปกระทันหันจากการกัดริมฝีปาก มือไม้ของอีกฝ่ายก็เริ่มจะอยู่ไม่สุข มันเลื่อยไล่ลงด้านล่างจนจางหยุนเกือบจะคว้าเอาไว้ไม่ทัน ความอับอายแล่นวาบสู่ใบหน้า แต่ไม่ว่าจะผลักจะดันอย่างไรกลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่มิลเดียว ในขณะที่ในหัวร้องเตือนว่าแย่แล้ว! เสียงสวรรค์ราวกับระฆังลั่นหมดยกก็ดังยื้อชีวิตของเขาไว้ "อะแฮ่ม... คือว่านะ นี่มันก็จะบ่ายสองแล้วเจ้าเด็กแซ่จางคงจะหิวแล้วรึเปล่า…" เป็นซ่งอี้เฉิงออกความเห็นแทรกบรรยากาศอีหลักอีเหลื่อที่ก่อตัวขึ้น ใบหน้าของคนอายุน้อยดูกระดากอาย ฝ่ายหนึ่งก็เป็นเจ้านายส่วนอีกฝ่ายก็เป็นเด็กที่ตนค่อนข้างจะรู้สึกดีด้วย แถมในรถก็ยังมีผู้หญิงอยู่ การที่ไป๋ลู่เสียนมาทำรุ่มร่ามในที่นี้มันออกจะ... คนมือไวชะงักการกระทำ เขาเหลือบตามองเวลา ลมหายใจร้อนรุ่มค่อย ๆ ผ่อนออกและยอมรามือ กลับมานั่งหลังตรงแต่โดยดี …แม้ว่ามือซ้ายจะยังวางอยู่บนต้นขาของอีกฝ่ายก็ตาม… TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จางหยุนพาน้องสาวลัดเลาะมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับห้อง ๆ หนึ่ง ที่ด้านหลังประตูบานนั้นมีเสียงดังโครมคราม ทำเอาผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้าไม่กล้าไปต่อ แต่เบื้องหน้านั้นเป็นตันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังลังเลแว่วเสียงคุ้นเคยพลันลอดออกมาให้ยินหู ทำเอาเจ้าตัวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างไม่กล้าเชื่อใจหูของตัวเอง "พี่ชาย...?" จางหยุนกระพริบดวงตาเพื่อเรียกสติ ขณะก้มลงมองน้องสาว เขาปล่อยมือพลางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกัน "รอพี่แป๊บนึงนะ" หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่เพื่อเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเอง ห้องนี้เป็นทางเชื่อมไม่ผิดแน่ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้ว ตลอดทางที่มาก็ปลอดคน หากจะมีใครโผล่มาด้านหลังได้ ก็มีแต่ต้องปีนหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น เขาจึงวางใจที่จะปล่อยน้องสาวให้อยู่คนเดียวเป็นการชั่วคราว มือขวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ค่อย ๆ ผลักประดูเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง เห็นกลุ่มคนที่กำลังปะทะกัน และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมองไปยังใจกลางห้อง ภาพตรงหน้าทำเอาจางหยุนแทบจะไม่เชื่อสายตา !? บานประตูถูกผลักเปิดอ้า เขาเผลอก้าวเท้
"พี่ชาย!"ร่างเล็กผลุนผลันเข้าหาอ้อมอกของคนพี่ ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงให้เธอกอดได้ถนัดถนี่ ส่วนตัวเองเพียงนำมือข้างที่ยังพอเหลือแรงโอบประคองหัวทุยน้อย ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม แนบเรียวปากจูบประโลมขวัญผมคนตัวเล็ก เป็นการปลอบที่ได้ผลทั้งตัวเองและคนตรงหน้าเมื่อสำรวจแบบคร่าว ๆ แล้วว่าน้องสาวของตนไม่เป็นอะไร น้ำหนักที่ถ่วงเอาไว้ภายในอกถึงค่อยเบาบางลง"ซินเอ๋อร์ของพี่ไม่เป็นไรแล้วนะ... พี่ชายมาช่วยเธอแล้ว... เห็นไหม?"จางหยุนพูดช้า ๆ ในขณะเดียวกันก็ฝืนกลืนก้อนบางอย่างที่ถูกดันมาจุกอยู่บริเวณลำคอ ความรู้สึกของกระบอกตาที่ค่อย ๆ ร้อนผ่าว ทำให้เขาต้องหยุดแล้วสูดลมหายใจ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่อารมณ์อ่อนไหว พลางเม้มปากแน่นเพราะหากหลุดแสดงความอ่อนไหวออกมาตอนนี้ ที่ปลอบเหยาซินไปจะไม่มีความหมาย หลังจากย้ำกับตัวเองเสร็จแล้วจึงผละออก สองพี่น้องที่ไม่ได้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมองหน้ากันตาแดงก่ำ!!จางเหยาซินมองเห็นสภาพอาภัพของพี่ชายเธอแล้วก็เม้มปากแน่น อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่เพราะกลัวว่าพี่จะเหนื่อยต้องค่อยปลอยเธออีก เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์จนหน้าแดง เค้นเสียงพูดได้ไม่กี่คำก็ต้องแบะปาก ก่อนจะฮึบ ๆ ไว้"หยุนหยุ







