INICIAR SESIÓNซ่งอี้เฉิงไม่ปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปนาน รีบพูดเสนอร้านที่ตนรู้จักขึ้นมาทันที
ทางด้านของจางหยุนที่เพิ่งจะถูกลวนลามมาหมาด ๆ สีหน้าจึงไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก แต่ก็แอบขอบคุณซ่งอี้เฉิงอยู่ในใจ ด้วยความที่อยากจะลดความรู้สึกประหม่าบวกกับที่ว่าก็รู้จักร้านนี้เช่นกันจึงพูดต่อประโยคไป "ร้านนั้นผมก็รู้จักเคยไปกินกับเพื่อนบ่อย ๆ ตอนเรียนอยู่... ร้านมันใกล้ ๆ นี้เองด้วย..." ซ่งอี้เฉิงที่เห็นดังนั้นก็รับลูกโต้ของเด็กหนุ่มเอาไว้ได้อย่างสวยงาม "งั้นดีเลยถ้าไม่มีใครค้านก็ตกลงตามนี้!" ทึกทักเอาเองเสร็จสรรพโดยไม่ถามผู้เป็นนายเลยสักนิด แต่จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกันมาหากไม่ตอบส่วนใหญ่ก็คือได้นั่นแหละ จึงหันไปบอกเส้นทางกับเสี่ยวลี่ที่กลั้นใจรอจังหวะนี้อยู่นานแล้ว เธอตอบรับอย่างแข็งขันพลางก็หักพวงมาลัยเลี้ยวไปตามทิศทางดังกล่าวทันที ท่ามกลางบรรยากาศที่กลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง ไป๋ลู่เสียนเหลือบมองคนด้านข้าง เมื่อเห็นว่ามีสีหน้าผ่อนคลายลงแล้ว ก็ไม่ได้เปิดปากพูดค้านอะไรออกไป เมื่อมาถึง ตัวร้านก็ไม่ใช่ร้านอาหารหรูหราอะไรออกไปทางแนวมีประวัติยาวนาน แต่ภายในยังคงความสะอาดสะอ้านเรียบง่ายเป็นสัดเป็นส่วนดี เพราะเวลานี้เลยช่วงพักกลางวันมาพอสมควรแล้ว ภายในจึงค่อนข้างโล่ง ซ่งอี้เฉิงเดินนำทุกคนเข้ามาอย่างคุ้นเคย เลือกที่นั่งเป็นมุมหนึ่งของร้านที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหน่อย จางหยุนเห็นอย่างนั้นก็อดเอ่ยปากถามออกมาไม่ได้ "ลุงมาบ่อยเหรอ.." เพราะจะว่าไปเขาก็เรียนมหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร มาร้านนี้ก็ออกบ่อยแต่ไม่ยักกะนึกออกว่าเคยเจอกัน "แกก็มาบ่อยเรอะ?" จากนั้นก็เริ่มยาว ด้วยความที่โลกกลมและคาดไม่ถึงในหลาย ๆ ความหมาย ทั้งสองเป็นตัวตั้งตัวตีในการสั่งอาหาร พูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันตั้งแต่เมนูที่ชอบจนกระทั่งอาหารมาก็ยังจ้อกันไม่หยุด แรก ๆ ก็เป็นเรื่องทั่วไปอาจจะเพราะคุยกันถูกคอ บทสนทนาจึงไหลลื่นไปต่อได้ง่าย "อีกไม่กี่ปีเด็กนั่นก็ต้องเข้ามหา’ ลัยแล้วแท้ ๆ ... ยังทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่พอได้เห็นเสี่ยวหยุนที่เพิ่งจะมาอยู่จีนได้ไม่กี่ปีเริ่มจากศูนย์ยังมาได้ไกลขนาดนี้ ข้าก็ชักจะเริ่มมีความหวัง ว่าก็ว่าเถอะ เกรดของเจ้าเด็กนั่นก็พอไปวัดไปวาได้แท้ ๆ ทำไมกัน..." แล้วตอนนี้ก็มาลงเอยด้วยการบ่นลูกชายแทน แต่จางหยุนกลับยิ่งผ่อนคลายมีชีวิตชีวาขึ้นมาผิดหูผิดตา ไป๋ลู่เสียนหรี่ตามองบรรยากาศที่เรียกได้ว่า 'ไม่อาจแทรกกลางได้' ของทั้งคู่อยู่เงียบ ๆ พลางตักอาหารเข้าปากพอเป็นพิธี จางหยุนในตอนนี้ราวกับดอกไม้เฉี่ยวเฉาที่ได้รับการรดน้ำ จึงไม่ได้เอ่ยแทรกอะไรออกไปพลางคิดว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่เลวนัก ในส่วนของเสี่ยวลี่ที่ทำตัวเป็นอากาศมาตั้งแต่บนรถแล้วก็ยังคงทำเช่นนั้นต่อไป ลุงอี้เฉิงที่เป็นญาติห่าง ๆ ของเธอซ้ำยังเป็นคนสนิทของบอส การได้ร่วมโต๊ะอาหารด้วยก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนตัวเธอนั้นเป็นแค่คนขับรถ เดิมทีแล้วไม่ควรจะมานั่งอยู่ตรงนี้เสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะคุณชายจางเรียกเธอเอาไว้ตอนกำลังจะปลีกตัวไป ทำให้ตอนนี้เธอกำลังตักข้าวเข้าปากอย่างไม่รู้รสเลยสักนิด ทั้งสองที่อยู่ร่วมโต๊ะกับเจ้านานแล้วยังทำตัวปกติอยู่ได้ ซ้ำยังทำเหมือนกับเจ้าไม่มีตัวตนนี่ช่างน่านับถือจริง ๆ ขากลับซ่งอี้เฉิงก็มาขอตัวแยกออกไปก่อน เพราะทางโรงเรียนติดต่อมาว่าลูกชายตัวดีดูเหมือนจะก่อเรื่องอะไรอีกแล้ว ทำให้ในรถเหลือกันแค่สามคน คือจางหยุน ไป๋ลู่เสียนแล้วก็เสี่ยวลี่ ซึ่งคนหลังนั้นฝึกวิทยายุทธไร้กายาจนชำนิชำนาญแล้ว... เมื่อกลับขึ้นรถจางหยุนเริ่มกลับมานั่งตัวเกร็งอีกครั้ง แต่คราวนี้ไป๋ลู่เสียนไม่ได้ลงมือทำอะไรหยาบคายอีก เพียงปล่อยให้เขาระแวงไปตลอดทาง... จนกระทั่งกลับถึงบ้าน ไป๋ลู่เสียงก็จัดการวาดวงแขนโอบรอบบ่า พาคนข้างกายกลับเข้าเรือนหลักไป จางหยุนเดินตามอย่างอึดอัด กลับถูกพามาห้องห้องหนึ่ง ที่ภายในเต็มไปด้วยชั้นหนังสือตั้งเรียงราย คาดว่าคงเป็นห้องหนังสือที่เจ้าตัวเคยพูดถึงนั้นเอง และเป็นครั้งแรกที่จางหยุนได้มาเยือน อีกฝ่ายได้ฤกษ์ปล่อยตัวเขา แล้วเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะทำงานประจำตน ทิ้งให้จางหยุนที่เพิ่งเตรียมใจยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น ไอ้... เชี่ยนี่... เขาเม้าปากแต่แผ่นหลังก็เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียด ร่างปราดเปรียวหันซ้ายแลขวาอย่างคนไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี จากนั้นจึงชำเลืองมองทางคนนำทาง ที่ตอนนี้เข้าโหมดทำงานโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะลองหาหนังสืออ่าน เขามองดูชั้นหนังสือทำจากไม้ที่ดูมีอายุพอสมควร แต่ก็ยังสะอาดสะอ้าน ปลายนิ้วไล่ตามสันปกที่มีป้ายเขียนบอกประเภทไว้อย่างชัดเจน แทบไม่ต่างไปจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัย Q เลยสักนิด ต่างกันแค่ขนาดกระทัดรัดกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยทีเดียว ดูไปดูมาก็สะดุดตาเข้ากับปกหนังสือที่ไม่เข้าพวก เมื่อหยิบออกมาดู ปรากฏว่าเป็นประเภทหนังสือนิทานภาพก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดไม่ถึง… เขาสอดส่ายสายตามองไปทางทิศที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ก่อนเปิดหนังสือภาพ ภายในเป็นเนื้อหาแนวนิทานเด็กลายเส้นดินสอดูน่ารัก ช่างไม่เข้ากับภาพลักษณ์มาเฟียใหญ่เอาเสียเลย… ฮึ.. จางหยุนหลุดยิ้มขำอย่างอดไม่ได้ แล้วส่ายหน้า ก่อนกลับมาสนแค่หนังสือภาพที่อยู่ในมือ… แต่สงสัยความล้าสะสมจะเข้าเล่นงาน พอจิตใจได้ผ่อนคลายร่างกายก็เริ่มเข้าสู่โหมดพักตามระเบียบ จางหยุนเอนตัวลงบนเก้าอี้ไม้บุนวมนุ่ม ๆ ตัวหนึ่ง ไม่นานเสียงลมหายใจเขาก็กลายเป็นสม่ำเสมอ... ไป๋ลู่เสียนนั่งจัดการพวกงานเอกสารตั้งแต่บ่ายจรดเย็น เมื่อเขาเงยหน้า ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว สายตาของเขาเริ่มสอดหา แต่กลับไม่พบคนที่ควรจะอยู่ในครรลองสายตา ความสงสัยปะทุขึ้น ณ กลางอก แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางออกไปไหนโดยที่ตนไม่รู้ตัวได้อยู่แล้ว จึงหยัดตัวขึ้นแล้วออกตามหา ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอ ร่างของจางหยุนทอดตัวตามแนวโค้งของเก้าอี้ราวกับแมวนอนหวด ดูไร้กระดูกและผ่อนคลาย บนอกยังมีหนังสือปกคุ้นตาเล่มหนึ่งวางพาดอยู่ เขาหลุบตามองมันสักครู่ ไม่จำเป็นต้องค้นหาในความทรงจำ ภาพของอดีตก็ถูกกระทุ้งขึ้น ช่างเป็นร่องรอยความทรงจำอันน่าขยะแขยง ‘แม่รักลูกนะ…’ มุมปากเรียบสนิทค่อย ๆ ยกเหยียดเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เพียงไม่นานก็กลับมาเรียบเฉย " ... " ไป๋ลู่เสียนในตอนนี้ไม่ได้ทำหน้าแบบไหนเป็นพิเศษ สองนิ้วคีบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอย่างเบามือแล้วนำมันกลับคืนที่ อีกฝ่ายยังคงไม่มีท่าทีว่าจะตื่นแต่อย่างใด ไร้วี่แววที่จะสะดุ้งขึ้นมาแบบในคืนนั้น... เข้าใกล้ตั้งขนาดนี้ก็ยังไม่ตื่นช่างไม่รู้จักระวังตัว... ไม่นานสายตาก็เลื่อนมายังแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บ เขายืนนิ่งไปสักครู่... หานจิ้งอี๋เดินยกถาดของว่างมาให้ เธอเคาะประตูห้องหนังสือพลางเบี่ยงกายมารอด้านข้าง มองถาดที่มีปริมาณมากกว่าปกติพลางยิ้มอย่างสดใสกับตัวเอง เห็นว่าคุณชายชอบคุกกี้ที่เธออบคราวนั้นมาก คราวนี้เธอจึงตั้งใจนำมาให้เขาโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่กล้าข้ามหน้าข้ามตาเจ้านาย จึงได้แต่ทำมาเพิ่มให้เยอะหน่อย โดยปกติแล้วห้องสมุดจะเป็นเขตหวงห้าม หากไม่ใช่คนที่ได้รับอนุญาตก็ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้โดยพละการ ผู้ที่มีสิทธิเข้าห้องนี้เป็นปกติจะมีเพียงนายท่าน ลุงซ่ง แล้วก็แม่ของเธอยามถึงเวลาทำความสะอาดเท่านั้นเอง อืม.. ตอนนี้ก็ต้องเพิ่มคุณชายเข้าไปด้วยอีกหนึ่งคนสินะ สาวน้อยขบคิดพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่ต้องรอนานแต่อย่างใด… แต่สงสัยจะคิดอะไรเพลินไปหน่อย เมื่อประตูเปิดออก ร่างของสาวน้อยจึงสะดุ้งโหยงเพราะไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่ยังประคองถาดเอาไว้ได้ แม้หัวใจใกล้แล้วจะหลุดออกมาเต้นแซมบ้าข้างนอกไปวูบหนึ่งก็ตามที หญิงสาวโค้งคำนับอย่างลุกลี้ลุกลน จากนั้นจึงทำท่าจะยื่นถาดไปให้ก่อนสังเกตเห็น… ร่างในอ้อมแขนของนายท่านกำลังหลับปุ๊ยถึงอ้าปากค้าง กระทั่งไป๋ลู่เสียนส่งยิ้มสวยงามมาให้ หล่อนถึงได้สติกระวีกระวาดเดินนำไปเปิดประตูห้องนอน ด้วยความที่กลัวว่าจะเผลอทำเสียงดังจนคุณชายในอ้อมแขนสะดุ้งตื่น จึงพยายามก้าวเท้าให้ไร้เสียงอย่างที่สุด ท่าทางที่แสดงออกจึงดูตลกเล็กน้อย ไป๋ลู่เสียนเดินเข้าห้องนอนมาด้วยฝีเท้าอันมั่นคง ก่อนวางร่างที่ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะคืนสติลงบนเตียง เสร็จแล้วจึงหันมารับถาดของว่างจากหญิงสาว นำมาวางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง สาวรับใช้ที่รู้ตัวว่าหมดหน้าที่ก็รีบร้อนจากไปอย่างรู้งาน อือ... อ จางหยุนตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกวูบหวิวบริเวรท้องน้อย เนื่องจากร่างกายกำลังถูก 'เล็มเลีย' เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก สักพักความทรงจำสุดท้ายก่อนภาพจะตัดไปก็แล่นกลับเข้ามา... ไป๋ลู่เสียนที่กำลังจูบซับไปตามต้นขาด้านใน เหลือบมาเห็นร่างด้านใต้ที่กำลังสะลึมสะลือตื่นจึงผละออก วางท่อนขาของเด็กหนุ่มลงกันเตียง พลางกระเถิบตัวขึ้นคร่อมตรงช่วงอก แต่ไม่ได้ลงน้ำหนักทับลงไป ทำเพียงยกกายจ่อแท่งเนื้อไร้สิ่งปกปิดตรงหน้าของจางหยุนก็เท่านั้น "เลียมันทีสิ" เมื่อสติกลับมาครบถ้วนภาพตรงหน้าจึงกระจ่างชัดเต็มสองตา จางหยุนเริ่มการผลักไสอีกฝ่ายทันทีโดยสัญชาตญาณ "ทำบ้าอะไรห๊ะ!? ไอ้คนฉวยโอกาส!" แม้จะพยายามเบือนหน้าหนีแต่ก็ยังถูกปลายหัวร้อนผ่าวทิ่มไถปาดผ่านไปมาบริเวณพวงแก้ม สัมผัสอุ่น ๆ ของเมือกหล่อลื่นทำเอาเส้นขนทั่วร่างพากันลุกชัน "เธอดูไม่น่าใช่คนความจำสั้นนะ ต้องให้ฉันทวนข้อตกลงของเราไหม?" เมื่อถูกตักเตือนจางหยุนจึงกัดฟัน แต่ก็ยอมที่จะหยุดนิ่ง หลังใช้เวลาทำใจอยู่สักพักถึงเบนสายตามาที่ส่วนปลายหัว มองดูเม็ดมุกที่ปลายหัวบานขณะเผลอกลืนน้ำลาย ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาของเจ้าของมัน ใบหน้าหล่อเหลาก็ยิ่งร้อนผ่าว เขาเม้มปากกลั้นใจพูดด้วยเสียงอันเบาหวิว... "ฉันทำไม่เป็น..." พลางเบือนหน้าหนี ไป๋ลู่เสียนกลับทำเพียงหัวเราะแผ่วอย่างไม่ถือสา แล้วพูดแนะนำด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "งั้นค่อย ๆ เริ่มจากส่วนปลายก่อน แลบลิ้นเธอออกมาสิ... แบบนั้น... อ่าา อย่าให้โดนฟัน... ห่อลิ้นด้วย อืมม อย่างนั้น ...ดี... " จางหยุนค่อย ๆ เผยปลายลิ้นตามคำแนะนำ เริ่มจากส่วนหัว... รสชาติฝาดลิ้นและกลิ่นคาวประหลาดทำเอาเขารู้สึกเวียนหัว แต่ก็พยายามกล้ำกลืนฝืนมันลงไป ลิ้นนุ่มห่อตัวตามคำพูด ออกแรงดูดอย่างเงอะงะและไม่ประสา ช่างน่ารักจนไป๋ลู่เสียนนึกอยากจับกระแทกเสียให้หนำใจ.. ชายหนุ่มค่อย ๆ ผ่อนคลาย สอดมือประคองส่วนหัวก่อนยกตัวสอดสะโพกแทรกแก่นกายเข้าลึกจนถึงคอ อ๊อก-! คนด้านใต้เริ่มกลายเป็นสำลัก หางตาเปียกชื้นหลังรินหยาดน้ำใส่ด้วยความทรมาน ในอกเต็มความอึดอัดจากอาการขาดอากาศ จึงเริ่มทุบฟาดไปที่ต้นขาของอีกคน อึก.. ค่อก- ไป๋ลู่เสียนถอดถอนใจพลางถอนแก่นกายออก ร่างตรงหน้าจึงไอโคลกคลากน้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด "แค่ก-!" กว่าจะหายจากอาการสำลักไอชายหนุ่มกลับถอยร่นไปตรงหน้าขา ไม่ทันได้ตั้งตัวเตรียมใจ อีกฝ่ายกลับเริ่มรวบท่อนขาของตนขึ้น หางตาฉ่ำชื้นสั่นระริก เมื่อร่างกายดันจดจำความรู้สึกที่ยังคงฝังใจ ปากสั่นกลืนคำด่า ทว่าแม้แต่คำร้องห้ามก็กลับหายไปด้วยเช่นกัน "ดะ... " ลมหายใจของจางหยุนสับสนยุ่งเหยิง จนหน้าอกรู้สึกปวดแปล๊บ รู้ดีว่าต้องทำตามข้อตกลงแต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง ใจประหวั่นถึงค่ำคืนนั้น ความรู้สึกราวกับร่างกายแตกเป็นเสี่ยง แจ่มชัดจนพลั้งเผลอปฏิเสธ “ค่อย ๆ หายใจ” เขาทำไมได้.. สมองของจางหยุนเกิดชาหนึบ ร่างกายเครียดเกร็งจนสั่นระริก จนกระทั่งถูกมือใหญ่เชยคางขึ้นมา จางหยุนฝืนปรือตามองตรงหน้ากลับพร่ามัวจนย่ำแย่ “อ่ะ…” เสียงสั่นเครือถูกเรียวปากบางประกบปิดไว้ ด้วยความตกใจ ร่างกายที่สั่นสะท้านถึงกับหยุดนิ่ง เขาเปิดปากเพื่อโกยอากาศเข้าปอด เรียวลิ้นร้อนก็ดันแทรกในนาทีนั้น มันรุกรานแต่ก็แฝงไว้ด้วยความปลอบโยน เม็ดมุกกลิ้งหยดจากหางตา ความรู้สึกชาหลอมเหลวร่างของเขาจนอ่อนยวบ มือของจางหยุนเกาะเกี่ยวลำคอของอีกฝ่ายไว้ราวกับหาหลักยึด ท้องน้อยปั่นป่วนซ่านเสียว เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก เมื่ออีกฝ่ายผละปากออก ตัวเขาก็อ่อนยวบอย่างหมดแรงไปเสียแล้ว แฮ่ก… ฮ่าา จางหยุนทิ้งหัวลงกับหมอน ปากชื้นเผยออกตักตวงอากาศที่เคยขาดหาย ไม่ได้รู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนในตอนแรกแล้ว แต่ในหัวยังคงมึน ๆ ไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกสูบพลัง “เธอยังไม่ฟื้นตัวดี เพราะงั้นฉันจะทำแค่ภายนอกแบบคืนก่อน ไม่ได้จะฝืนตัวเธอแบบวันนั้น” คำกระซิบปลอบที่แม้แต่ตัวไป๋ลู่เสียนเองก็ไม่อาจเข้าใจ แต่เมื่อเห็นร่างตรงหน้าเริ่มผ่อนคลาย ไม่รู้ทำไมหัวใจของเขาถึงได้รู้สึกเบานัก มือแกร่งจัดการรวบเรียวขาตึงแน่นพาดไหล่ซ้าย เห็นคนด้านใต้ขยับหยุกหยิก ใบหน้าซับสีเลือดก็มองตรงมา อ่อยกันหรือ…? ทั้งที่ตัวเขาพยายามแล้วที่จะสะกดความร้อนรุ่ม แต่แท่งเนื้อที่พาดอยู่ตรงร่องอุ่นกลับอยากดุนแทกสอดมันทั้งอย่างนั้น “สายตาของเธอทำฉันลำบากใจจริง ๆ” คนงามทำท่าถอนหายใจ ไม่ได้ไขข้อสงสัยให้แก่คนที่ทำหน้าฉงน สะโพกสอบกดแท่นร้อนใส่ร่องต้นขา หลับตาจิตนาการว่ากำลังทำรักกับรูด้านใต้ จางหยุนถูกอีกฝ่ายกกกอดไว้ ขณะโถมกายเข้าใส่ไม่มียั้ง ทั้งหยาบโลน หื่นกระหายและชวนใจว้าวุ่น ร่างของเขาสั่นคลอนตามแรงกระแทก ผิวหนังอ่อนถูกเสียดสีจนร้อนผ่าว เขาเผลอหนีบขาเข้าหากัน รับรู้ถึงลมหายใจหนักหน่วงของอีกคนที่ยิ่งใส่แรง เกิดเสียงเนื้อกระทบกันดังกังวาน น่าอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ช่วงล่างของจางหยุนเสียววูบวาบ เมื่อเผลอจิตนาการว่ากำลังถูกสอดใส่ ทำเอาแก่นกายเขาเริ่มแข็งตัว ไป๋ลู่เสียนเห็นดังนั้นก็จับกระชับสองแก่นกายเข้าด้วยกัน กระเด้าเอวเสียดสีแท่งร้อนของอีกฝ่าย เรียวนิ้วบีบเค้นสองแท่งเนื้อเป็นจังหวะ เรียกเสียงครางอืออาจากคนด้านใต้ "อึก... อื้อ... " ริมฝีปากของจากหยุนสั่นระริก สองมือกอบกุมมือใหญ่ไว้ บิดเร้าร่างกายตามแรงกระสันซ่านที่ค่อย ๆ ไต่ระดับ ดวงตาวาวน้ำเผลอเงยขึ้นสบมองกันโดยไม่รู้ตัว อ่า... ไป๋ลู่เสียนโน้มตัวป้อนจูบปากเจ่อช้ำอีกครั้ง คราวนี้จางหยุนกลับเป็นฝ่ายเผยปากออกอย่างรู้งาน ให้ตายสิ! "เธอจะทำให้ฉันรู้สึกมักมากไปจนถึงไหน..." เขาไม่ได้ถามใครเพียงก้มลงพึมพัมกับตัวเอง... การร่วมรักนอกร่างกายยังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ มอบความสุขสมจนเปียกแฉะให้คนทั้งคู่ จางหยุนทอดกายนอนหายใจหอบอย่างหมดสภาพ มือขวาก่ายหน้าผากหวังปกปิดความร้อนรุ่มในแววตา จากนั้นก็ถูกอุ้มพามายังห้อมอาบน้ำ ท่ามกลางแสงไฟสีอ่อนนวลตา ใบหน้าแดงซ่านจดจ้องมายังตัวไป๋ลู่เสียน เล่นเอาท่อนล่างของชายหนุ่มแข็งขืนขึ้นมาอีกรอบ ชายหนุ่มโน้มกายลงบดจูบ ฝ่ามือโลมไล้ไปตามเนื้อตัวเรียบลื่น นำพาอุณหภูมิในร่างกายให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น… ไม่นานจางหยุนก็อ่อนเปลี้ยหมดเรี่ยวแรงภายใต้อ้อมแขนที่ตระกองกอดไว้ จุ๊บ... "เธอต้องรีบหายไว ๆ นะ" TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จางหยุนพาน้องสาวลัดเลาะมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับห้อง ๆ หนึ่ง ที่ด้านหลังประตูบานนั้นมีเสียงดังโครมคราม ทำเอาผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้าไม่กล้าไปต่อ แต่เบื้องหน้านั้นเป็นตันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังลังเลแว่วเสียงคุ้นเคยพลันลอดออกมาให้ยินหู ทำเอาเจ้าตัวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างไม่กล้าเชื่อใจหูของตัวเอง "พี่ชาย...?" จางหยุนกระพริบดวงตาเพื่อเรียกสติ ขณะก้มลงมองน้องสาว เขาปล่อยมือพลางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกัน "รอพี่แป๊บนึงนะ" หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่เพื่อเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเอง ห้องนี้เป็นทางเชื่อมไม่ผิดแน่ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้ว ตลอดทางที่มาก็ปลอดคน หากจะมีใครโผล่มาด้านหลังได้ ก็มีแต่ต้องปีนหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น เขาจึงวางใจที่จะปล่อยน้องสาวให้อยู่คนเดียวเป็นการชั่วคราว มือขวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ค่อย ๆ ผลักประดูเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง เห็นกลุ่มคนที่กำลังปะทะกัน และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมองไปยังใจกลางห้อง ภาพตรงหน้าทำเอาจางหยุนแทบจะไม่เชื่อสายตา !? บานประตูถูกผลักเปิดอ้า เขาเผลอก้าวเท้
"พี่ชาย!"ร่างเล็กผลุนผลันเข้าหาอ้อมอกของคนพี่ ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงให้เธอกอดได้ถนัดถนี่ ส่วนตัวเองเพียงนำมือข้างที่ยังพอเหลือแรงโอบประคองหัวทุยน้อย ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม แนบเรียวปากจูบประโลมขวัญผมคนตัวเล็ก เป็นการปลอบที่ได้ผลทั้งตัวเองและคนตรงหน้าเมื่อสำรวจแบบคร่าว ๆ แล้วว่าน้องสาวของตนไม่เป็นอะไร น้ำหนักที่ถ่วงเอาไว้ภายในอกถึงค่อยเบาบางลง"ซินเอ๋อร์ของพี่ไม่เป็นไรแล้วนะ... พี่ชายมาช่วยเธอแล้ว... เห็นไหม?"จางหยุนพูดช้า ๆ ในขณะเดียวกันก็ฝืนกลืนก้อนบางอย่างที่ถูกดันมาจุกอยู่บริเวณลำคอ ความรู้สึกของกระบอกตาที่ค่อย ๆ ร้อนผ่าว ทำให้เขาต้องหยุดแล้วสูดลมหายใจ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่อารมณ์อ่อนไหว พลางเม้มปากแน่นเพราะหากหลุดแสดงความอ่อนไหวออกมาตอนนี้ ที่ปลอบเหยาซินไปจะไม่มีความหมาย หลังจากย้ำกับตัวเองเสร็จแล้วจึงผละออก สองพี่น้องที่ไม่ได้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมองหน้ากันตาแดงก่ำ!!จางเหยาซินมองเห็นสภาพอาภัพของพี่ชายเธอแล้วก็เม้มปากแน่น อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่เพราะกลัวว่าพี่จะเหนื่อยต้องค่อยปลอยเธออีก เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์จนหน้าแดง เค้นเสียงพูดได้ไม่กี่คำก็ต้องแบะปาก ก่อนจะฮึบ ๆ ไว้"หยุนหยุ







