INICIAR SESIÓNการขับรถเข้าตัวเมืองใช้เวลาพอสมควร แต่พวกเขาก็มาทันส่งเด็กหนุ่มเข้าเรียนคาบบ่ายจนได้ จากนั้นเสี่ยวหลงที่ตามติดอยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นอย่างเสนอแนะ
"แถวนี้มีสวนสาธารณะกับคาเฟ่ใกล้ ๆ อยากไปไหนไหมครับ?" จางหยุนจึงตัดสินใจเลือกไปเดินเล่นในสวนก่อน แล้วเนื่องจากพี่ชายคนขับรถแสดงจุดประสงค์ในการที่จะอยู่เฝ้ารถอย่างแน่วแน่ จึงมีเพียงแค่เขากับเสี่ยวหลงที่ไปกัน บรรยากาศภายในสวนสาธารณะค่อนข้างร่มรื่น อาจจะเพราะไม่ใช่วันหยุดจึงมีคนว่างงานอย่างเขาไม่มากนัก ขณะชมนกชมไม้สมองก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดถึงวันคืนเก่า ๆ จะว่าไปแล้วชีวิตของตัวเขาก็มีจุดพลิกผันอยู่หลายรอบน่าดูเหมือนกัน สิบปีก่อนยังปากกัดตีนถีบอยู่ที่ไทยอยู่เลย พอได้รับชีวิตใหม่ก็ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับกำแพงทางด้านภาษา แล้วพอคิดว่าชีวิตนี้คงอยู่ตัวมั่นคงดีแล้วกลับกลายเป็นว่าต้องมาอยู่ใต้อาณัติของไป๋ลู่เสียนเสียอย่างนั้น ทั้งที่ไม่กี่อาทิตย์ก่อนเขายังมีชีวิตที่เป็นอิสระ เป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา ๆ อยู่แท้ ๆ มาวันนี้กับแค่การจะออกไปไหนมาไหนยังแบบไม่มีคนคุมไม่ได้เลย บางทีเขาก็แอบคิด ถ้าหากพ่อกับแม่ไม่ได้ก่อหนี้ บางที... ตัวเขาในตอนนี้อาจจะนั่งอยู่ในห้องเลคเชอร์ของอาจารย์สักคน ไม่ก็สอบควิซที่มักมาแบบไม่บอกกล่าวอยู่ก็เป็นได้... เฮ่อ... คิดไปคิดมาอะไรที่เป็นไปไม่ได้ก็คือเป็นไปไม่ได้นั่นแหละ เขาควรจะเลิกคิดมากเสียที "เหนื่อยเหรอครับ? หาร้านนั่งพักกันดีไหม ช่วงนี้ลมแรงแถมอากาศก็เริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะครับ" สงสัยว่าเสียงถอนหายใจของจางหยุนจะไปรบกวนจิตใจใครบางคนเข้า เมื่อมองลมพัดกิ่งไม้ไหวเบา ๆ นี่มันยังคงห่างไกลจากคำว่าลมแรงอยู่มาก "เอางั้นก็ได้" ช่างเถอะ... เปลี่ยนที่ก็ดีเหมือนกัน การใช้เวลาอยู่กับตัวเองบางครั้งก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป ไม่รู้เพราะคำพูดของอีกฝ่ายหนืออะไร แต่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกหนาวขึ้นมา จึงกระชับเสื้อที่สวมใส่อยู่เล็กน้อย ก่อนตกลงไปยังร้านที่อีกฝ่ายเคยพูดถึง กริ้ง~ เมื่อเข้ามาถึงได้รู้ว่าเป็นคาเฟ่หนังสือ คนไม่มีมือถืออย่างเขาจึงสามารถได้นั่งที่นี่ได้ยาว ๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามก็ส่งเสียงขึ้น "กว่าที่เด็กมัธยมจะเลิกก็ตั้งหกโมงเลยนะครับ จะรอจริง ๆ เหรอ?" จางหยุนได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นพลางพยักหน้า แต่ก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายวางหนังสือที่เลือกมาไว้ข้างตัว อาจจะเพราะเกิดเบื่อ เขาจึงเอ่ยปากแหย่ไป "จะกลับก่อนก็ได้นะ" "กลับก่อน... ไม่ได้สิครับ" คนตัวใหญ่มีสีหน้าปั้นยากพลางเอ่ยเสียงอ่อย ท่าทางแหย่ง่ายผิดกับความประทับใจจแรกที่ดูเงียบขรึม ทำเอาจางหยุนหลุดหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเลิกสนใจ แล้วเวลาก็ค่อย ๆ ไหลผ่านไป จวบจนกระทั่งถึงช่วง 5 โมงเย็น เหลืออีกเพียงชั่วโมงเดียวก็จะถึงเวลาเลิกเรียนของเด็กนั่นแล้ว จางหยุนปิดหนังสือลง ตัดสินใจออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ขับไล่ความเมื่อยขบที่เกิดจากจากการนั่นท่าเดิมเป็นเวลานาน ตอนเดินผ่านร้านรถเข็นที่ขายพวกของปิ้งย่างก็นึกขึ้นมาได้ว่าเริ่มจะหิวหน่อย ๆ แล้ว เลยว่าจะหาอะไรกินรองท้องไปพลางระหว่างรอ ตอนเลือกของก็แวะถามคนข้างกาย "เอาอะไรไหม" "ผมทานในเวลางานไม่ได้ครับ" คำตอบที่ได้ทำเอาจางหยุนนิ่งไปชั่วครู่ นัยน์ตาคมเบนออกจากของกินไปยังตัวคนพูด "แต่นี่เย็นแล้วนะ ตอนเที่ยงก็ไม่ได้กินอะไรไม่ใช่รึไง?" จริง ๆ แล้วเขาแอบรู้สึกผิดอยู่หน่อย ๆ ที่อีกฝ่ายต้องตามตนไปไหนมาไหนทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่หลัก จึงเม้มปากครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก็ตัดสินใจยื่นของที่เลือกทั้งหมดให้กับป้าคนขายเอาไปย่าง สักพักก็รับกล่องกระดาษใส่ของกินกลิ่นหอมฉุยกลับคืนมา เขาหมุนกายไปเผชิญหน้ากับร่างสูงกว่า พลางเอื้อมมือขวาแตะเบา ๆ ที่ชายแขนเสื้อ "งั้นช่วยชิมหน่อย ถ้าไม่อร่อยผมจะได้ไม่กินไง นี่ถือเป็นงานนะ" จางหยุนพูดด้วยเสียงอันเบาราวกับกระซิบ เพราะกลัวว่าป้าแม่ค้าจะได้ยิน เสี่ยวหลงที่ตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อยก่อนทำท่าเหมือนกับว่าจะปฏิเสธ แต่พอถูกจ้องตาตรง ๆ ก็ยอมใจอ่อน หยิบชิมอย่างละชิ้น ไม่รู้เพราะไม่ได้กินข้าวเที่ยงหรือเปล่าถึงได้รู้สึกว่านี่มันอร่อยมาก "อะ... อร่อยครับ" ได้ยินดังนั้นจางหยุนก็ยอมรามือไปอย่างพอใจ เดินไปยืนพิงกำแพงรั้วบริเวณด้านข้างร้าน กัดกินปีกไก่ในปากพลางเหลือบมองนั่นนี่ไปเรื่อย ก่อนสะดุดตากับบุคคลที่ดูท่าทางแล้วน่าสงสัย ดูแต่งตัวเข้า ทั้งที่อากาศไม่ได้เย็นขนาดนั้นแค่ดันใส่โค้ทมาซะหนา ไหนจะแมสที่ใส่ปิดหน้าปิดตา ทั้งที่ก็ดูไม่เหมือนคนป่วยแท้ ๆ จางหยุนไม่ได้อยากทำตัวเป็นคนนิสัยเสียที่ชอบตัดสินใคร มันอาจจะเป็นสไตล์ของคน ๆ นั้นก็เป็นได้ แต่ว่า... จะว่าเป็นผู้ปกครองของเด็กสักคนก็ออกจะดูลับ ๆ ล่อ ๆ ไปสักหน่อย ไม่รู้ว่าอะไรบางอย่างดลใจ ระหว่างที่ละเลียดกินของเสียบไม้ ก็เฝ้าจับสังเกตคนคนนั้นไปพลางด้วย จนกระทั่งถึงเวลาเลิก รถเข็นปิ้งย่างก็ไม่รู้ถูกเข็นไปไหนแล้ว สงสัยจะไม่ใช่ที่ประจำ จางหยุนก้มมองกล่องขยะในมือที่ไม่รู้จะเอาไปทิ้งไหนดีก็หันไปถามคนด้านข้าง หนุ่มบอดี้การ์ดรับของมาพลางมองซ้ายขวาหาถังขยะใกล้ ๆ แต่ก็ไม่พบ "เดี๋ยวผมหาที่ทิ้งให้ อย่าไปไหนนะครับ…!" พูดจบก็วิ่งเหยาะ ๆ ออกไป จนจางหยุนอดไม่ได้ที่จะกรอกตา ไม่รู้อีกฝ่ายคิดว่าตนจะหนีในสภาพนี้หรือไง ทำเหมือนกับว่าจะหนีรอดไปได้ง่าย ๆ งั้นแหละ ขณะรออีกฝ่าย สายตาของจางหยุนก็จับจ้องไปที่คนน่าสงสัยอีกครั้ง สักพักพอเห็นทางนั้นเริ่มขยับตัว ท่าทางเหมือนกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง ในขณะที่เหล่าเด็กมัธยมต่างทยอยกันเดินออกมา ไปหาถังขยะแถวไหนกัน… ชักเริ่มรู้สึกถึงความลำบากของการไม่มีโทรศัพท์ใช้เป็นครั้งแรกเสียแล้ว อีกทั้งจะส่งของความหาซ่งฉีอันว่าพบเจอคนแปลก ๆ หน้าโรงเรียนนายก็ทำไม่ได้ ที่ทำได้มีแค่การยืนรอ พลางแสร้งทำเป็นเหมือนผู้ปกครองคนอื่น ๆ ที่มารับบุตรหลาน ทั้งชะเง้อคอมองสลับกับลอบสังเกตฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งเห็นเด็กหนุ่มที่กำลังรอคอยเดินออกมา ขณะกำลังจะได้ฤกษ์ถอนหายใจอย่างโล่งอก หางตากลับสังเกตเห็นว่าชายแปลกหน้าเองก็เริ่มขยับแล้วเช่นกัน …! จางหยุนไม่แน่ใจว่าตนตาฟาดไปเองรึไม่ ที่เห็นประกายสีเงินของคมมีด… ด้วยความที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย ฝ่าเท้าจึงขยับออกตัวตามไปโดยสัญชาตญาณ จนกระทั่งคนคนนั้นเริ่มออกวิ่ง หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบราวกับโดนกระชาก สับเท้าวิ่งตามสุดแรงเกิด พุ่งเข้ากระโดดถีบชายคนนั้นที่กลางหลัง จนทางนั้นล้มคะมำไม่เป็นท่า "อะไรอยู่ในเสื้อน่ะ!!" เขาแหกปากร้องตะโกนออกมาสุดเสียง จนรอบข้างแตกฮือเป็นวงกลม ต่อให้นี่จะเป็นแค่การเข้าใจผิดก็ช่างมันปะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้วนี่ เขากลัวแต่ว่ามันจะเกิดแล้วแก้ไขไม่ทันล่ะมากกว่า ไม่รอให้ชายน่าสงสัยมีโอกาสลุก จางหยุนก็เตะเข้าไปที่ข้อพับเข่า ท่ามกลางเสียร้องตกใจของคนรอบข้าง หัวใจของจางหยุนเต้นระรัว เขาขึ้นคร่อมร่างของชายคนนั้นพลางกดตัวไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด แม้จะรู้สึกปวดร้าวบริเวณไหล่ด้านขวาแต่ก็ไม่กล้าผ่อนน้ำหนักลง แต่ชายคนนั้นก็พยายามขัดขืนไม่หยุด เขาจึงต้องตะโกนอีกครั้งให้คนรอบข้างรีบถอยออกไป ซ่งฉีอันเองก็อยู่ในฝูงคนที่มามุง เด็กหนุ่มตกใจจนไม่ทันทัก ในขณะที่จางหยุนคิดว่าตนพอจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว เสี่ยวหลงที่เพิ่งกลับมาก็แหวกฝูงชนจนถึงตรงกลาง ร้องเรียกเขาด้วยความตกใจ จนคนถูกเรียกเผลอผ่อนจังหวะขณะหัน คนด้านใต้จึงสบโอกาสสะบัดร่างของจางหยุนให้หลุดออกจนเขาเกิดเสียหลัก พลางล้วงมือหยิบมีดที่ซ่อนไว้ออกมาฟัน เสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอีกระลอก เสี่ยวหลงรีบพุ่งไปด้านหน้าอย่างสุดแรงแต่ก็ยังช้าไป ฉัวะ! เสียงของมีคมแหวกอากาศตรงหน้าพุ่งเข้าหาจางหยุนราวกับเป็นภาพช้า เขายกมือซ้ายขึ้นบังช่วงอกตามสัญชาตญาณ "กรี้ดดดดด!!!" ท่ามกลางเสียงกรี๊ดแหลมบาดหู เสียดเแทงโสตประสาทรับรู้ยิ่งกว่าใบมีดนี่เสียอีก ที่จางหยุนเบิกตาโพล่ง ในขณะกำลังสับสนเพราะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด ดวงตากลับจับภาพของสีแดงฉานที่สาดกระเซ็น… ที่แท้ก็เพราะมันชาจนไม่รู้สึกนี่เอง สักพัก เมื่อเสียงอื้ออึงรอบข้างเริ่มกลับมา พร้อมกับความรู้สึกเจ็บจี้ดเพราะช่วงแขนซ้ายถูกมีดกรีดเป็นทางยาว ก็เรียกสติของเขาให้กลับโฟกัสคนร้ายตรงหน้า ท่อนขายาวตวัดเตะไปทางข้อมือที่ถือมีดของเจ้านั่นจนกระเด็นหลุด ไอ้เวรนั่นร้องเสียงหลงกอบกุมมือข้างที่น่าจะหักของตัวเองพลางเบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวด เสี่ยวหลงที่เข้ามาประชิดตัวได้ ตกใจมากกับรอยเลือดที่ไหลเป็นทาง จนจางหยุนจึงต้องตะคอกเตือนสติคนที่เกือบเข้ามาประคองตน "จับคนร้ายก่อนสิ!" ชายหนุ่มมองบาดแผลของเขาหน้าเครียด ก่อนตัดใจผละตัวไปจับกุมตัวคนร้ายจนอยู่หมัด เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้ว จางหยุนก็ตัดสินใจนั่งลงกับพื้นเปล่ามันทั้งอย่างนั้นเพราะเริ่มหมดแรง ตอนนั้นเองรปภ.ที่ไม่รู้หายไปไหนก็รีบเข้ามาดูเหตุการณ์ ผู้ปกครองบางคนรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาตำรวจ ส่วนบางคนที่ใจกล้าก็เข้ามาดูอาการของพลเมืองดี ทางด้านซ่งฉีอัน เด็กพยายามแหวกฝูงคนมุงที่พยายามจะห้าม "นั่นพี่ชายผมนะ!" กว่าจะฝ่าเข้ามาจนถึงตัวได้ ร่างเล็กทรุดตัวลงด้านข้างพี่ชายมือซ้ายพลางสะอึกสะอื้น มองดูบาดแผลที่กำลังได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่ไม่ไกล ไม่กล้าแตะต้องอะไรซี้ซั้ว จางหยุนมองใบหน้านองน้ำตาของเด็กหนุ่มที่พยายามฝืนกลั้นเสียงสะอื้นด้วยความจนใจ จึงได้แต่พูดปลอบ "ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ แผลไม่ได้ลึกมากแค่ถากยาวเฉย ๆ เท่านั้น" เด็กหนุ่มเงยขึ้นมองใบหน้าซีดเซียวของคนพูดม่านน้ำตากลับยิ่งไหลหนักกว่าเก่า มือซ้ายเห็นดังนั้นก็รู้สึกจนปัญญา ยกแขนขวาที่ปวดนิด ๆ ขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ ในขณะเดียวกัน คนขับรถหนุ่มที่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติจากด้านนอกก็ตัดสินใจลงมาดู ถึงที่เกิดเหตุก็เผลอหลุดอุทานออกมาว่า ฉิ*หาย คำโต เขารีบเดินฝ่าเข้าไป เห็นคุณชายกำลังนั่งปลอบเด็กอยู่ นัยน์ตาสั่นระริกเหลือบมองรอยเลือด ก่อนจะเห็นอาวุธมีดที่ตกอยู่ไม่ไกล เมื่อหันซ้ายก็จะเจอกับเสี่ยวหลง ที่รายนั้นกำลังพูดคุยกับรปภ.หลังจากอัดคนร้ายจนสลบเหมือด ความรู้สึกอยากจะทึงหัวตัวเองก็เพิ่มขึ้น มือที่สั่นเทายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ติดต่อหาบอสและคนอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องรับรู้… เมื่อวางสายเหงื่อเหยียบเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าของเขาในตอนนี้นั้นซีดเผือด ยิ่งกว่าคนเจ็บเสียเลือดเสียอีก โอ๊ยยย ตายห่*กันหมดแน่! TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จางหยุนพาน้องสาวลัดเลาะมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับห้อง ๆ หนึ่ง ที่ด้านหลังประตูบานนั้นมีเสียงดังโครมคราม ทำเอาผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้าไม่กล้าไปต่อ แต่เบื้องหน้านั้นเป็นตันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังลังเลแว่วเสียงคุ้นเคยพลันลอดออกมาให้ยินหู ทำเอาเจ้าตัวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างไม่กล้าเชื่อใจหูของตัวเอง "พี่ชาย...?" จางหยุนกระพริบดวงตาเพื่อเรียกสติ ขณะก้มลงมองน้องสาว เขาปล่อยมือพลางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกัน "รอพี่แป๊บนึงนะ" หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่เพื่อเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเอง ห้องนี้เป็นทางเชื่อมไม่ผิดแน่ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้ว ตลอดทางที่มาก็ปลอดคน หากจะมีใครโผล่มาด้านหลังได้ ก็มีแต่ต้องปีนหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น เขาจึงวางใจที่จะปล่อยน้องสาวให้อยู่คนเดียวเป็นการชั่วคราว มือขวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ค่อย ๆ ผลักประดูเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง เห็นกลุ่มคนที่กำลังปะทะกัน และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมองไปยังใจกลางห้อง ภาพตรงหน้าทำเอาจางหยุนแทบจะไม่เชื่อสายตา !? บานประตูถูกผลักเปิดอ้า เขาเผลอก้าวเท้
"พี่ชาย!"ร่างเล็กผลุนผลันเข้าหาอ้อมอกของคนพี่ ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงให้เธอกอดได้ถนัดถนี่ ส่วนตัวเองเพียงนำมือข้างที่ยังพอเหลือแรงโอบประคองหัวทุยน้อย ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม แนบเรียวปากจูบประโลมขวัญผมคนตัวเล็ก เป็นการปลอบที่ได้ผลทั้งตัวเองและคนตรงหน้าเมื่อสำรวจแบบคร่าว ๆ แล้วว่าน้องสาวของตนไม่เป็นอะไร น้ำหนักที่ถ่วงเอาไว้ภายในอกถึงค่อยเบาบางลง"ซินเอ๋อร์ของพี่ไม่เป็นไรแล้วนะ... พี่ชายมาช่วยเธอแล้ว... เห็นไหม?"จางหยุนพูดช้า ๆ ในขณะเดียวกันก็ฝืนกลืนก้อนบางอย่างที่ถูกดันมาจุกอยู่บริเวณลำคอ ความรู้สึกของกระบอกตาที่ค่อย ๆ ร้อนผ่าว ทำให้เขาต้องหยุดแล้วสูดลมหายใจ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่อารมณ์อ่อนไหว พลางเม้มปากแน่นเพราะหากหลุดแสดงความอ่อนไหวออกมาตอนนี้ ที่ปลอบเหยาซินไปจะไม่มีความหมาย หลังจากย้ำกับตัวเองเสร็จแล้วจึงผละออก สองพี่น้องที่ไม่ได้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมองหน้ากันตาแดงก่ำ!!จางเหยาซินมองเห็นสภาพอาภัพของพี่ชายเธอแล้วก็เม้มปากแน่น อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่เพราะกลัวว่าพี่จะเหนื่อยต้องค่อยปลอยเธออีก เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์จนหน้าแดง เค้นเสียงพูดได้ไม่กี่คำก็ต้องแบะปาก ก่อนจะฮึบ ๆ ไว้"หยุนหยุ


![สิงขร [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




