INICIAR SESIÓNเมื่อจางหยุนตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ไป๋ลู่เสียนก็ไม่อยู่แล้ว เขากวาดตามองรอยยับด้านข้างเตียงที่ว่างเปล่า ลูบหลังคอพลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำเมื่อคืน
สัมผัสบนพื้นผิวยังคงติดตรึงอยู่ไม่จางหาย ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่... เขาถอนหายใจพลางลุกไปจัดการตัวเอง วันนี้จางหยุนรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก จึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นแถว ๆ สวนอย่างคนไม่มีอะไรทำ เมื่อก่อนชีวิตของเขาก็ไม่ต่างจากเด็กมหาวิทยาลัยทั่วไป ไปเรียนแล้วก็กลับบ้าน เพราะไม่ได้อยู่หอเมื่อกลับมาก็มักอยู่เล่นเป็นเพื่อนน้องสาว บางทีก็มีนัดเล่นเกมกับเพื่อนบ้าง แต่เนื่องจากตอนนี้ถูกยึดอุปกรณ์สื่อสาร เขาก็เลยมีสถานะเป็นคนที่ว่างงาน ทำได้เพียงเดินเตร่ไปมา “...” แต่พอนึกถึงเรื่องครอบครัวก็ต้องกลับมาถอดถอนใจ ใจหนึ่งก็นึกอยากให้คนของไป๋ลู่เสียนรีบหาตัวพวกเขาเจอเร็ว ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็ดันคิดไปว่าหาเจอแล้วจะทำอะไรได้ ถ้ามีปัญญาใช้หนี้แต่แรกก็คงจะไม่พากันหนีไป ไหนจะยังเรื่องสถานะของตัวเขาในตอนนี้อีก จะเรียกว่าคู่ขาก็ดูจะหรูเกินไปสำหรับการจับตามองทุกฝีก้าวแบบตอนนี้... ทันทีที่เหลือบสายตาไปมอง สาวใช้นามว่าหานจี้อี๋ก็รีบยืดตัวขึ้นพลางก้าวเดินยาว ๆ เข้ามาประชิด ก่อนถามว่ามีอะไรต้องการให้เธอช่วยหรือไม่ จางหยุนตอบปฏิเสธไป ในขณะที่กำลังเดินทอดน่องต่อ คิดโน้นคิดนี่ให้รกสมองไปเรื่อย ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้ต้นหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ภาพที่เห็นก็ทำเอาเกือบจะหลุดอุทานเป็นภาษาบ้านเกิด "...!? ..." จางหยุนตกตะลึง คนที่เกาะตัวเป็นสล็อตอยู่บนกิ่งไม้ก็อึ้งตาม ไม่คิดเลยว่าตนจะถูกจับได้ในสภาพแบบนี้ ซ่งฉีอันเบิกตากว้างร่างทั้งร่างแข็งค้างอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เด็กชายตัวแสบคนนี้เป็นลูกชายของซ่งอี้เฉิงนั่นเอง เด็กหนุ่มกำลังซ่อนจากผู้เป็นพ่อ เพื่อเฝ้ารอการมาถึงของนายใหญ่ไป๋ลู่เสียน ภาพในหัวของเด็กหนุ่มคือหากบอสใหญ่ผ่านทางมา เขาก็กะว่าจะโดด ไปแสดงตัว และเมื่ออีกฝ่ายเห็นถึงศักยภาพอันล้นเหลือของเขาก็จะรับตนเข้าแก๊งในที่สุด ทั้งหมดนั้นควรจะเป็นแผนที่ยอดเยี่ยม (?) จนกระทั่งถูกทำลายโดยคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ทางด้านของจางหยุนเองเมื่อหายจากอาการช็อตก็ต้องหรี่ตามอง ใบหน้านั้นช่างดูคุ้นตาราวกับว่าเพิ่งเคยเห็นที่ไหนมาก่อน กระทั่งร่างนั้นยอมปีนกลับลงมา ก็ค้นเจอความทรงจำนั้นในที่สุด นี่ไม่ใช่เจ้าเด็กแสบตัวดีที่ซ่งอี้เฉิงเคยบ่นถึงหรอกหรือ…? ใบหน้านั่นเป็นคนเดียวกันกับที่ชายวัยกลางคนเปิดให้ดูในมือถือเมื่อวันก่อนไม่มีผิด เป็นใบหน้าที่รับความดีงามจากมารดามาเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มีร่องรอยของความน่าเกรงขามของซ่งอี้เฉิง แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อลูกกันแล้วก็จะรู้สึกว่ามีเค้าโครงของผู้เป็นบิดาอยู่บ้าง ที่ซ่งฉีอันยอมลงมาอย่างง่ายดายเพราะเห็นว่าพ่อของตนออกไปทำงานแล้วหรอนะ ไม่ใช่เพราะว่าถูกจับได้หรืออะไร... หานจิ้งอี๋เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็เดินมาคุย จางหยุนถึงได้รู้ว่าทั้งสองเป็นคนรู้จักและสนิทสนมกันฉันพี่น้องมาตั้งแต่เด็ก และด้วยเหตุนี้เอง เด็กหนุ่มบ้านซ่งจึงใช้มันเป็นข้ออ้างในการร้องขอให้บิดาพาตนมาที่นี่ในฐานะญาติคนงาน ซึ่งนอกจากเรือนพักหลัก ซ่งฉีอันก็มีสิทธิ์เข้าออกเรือนอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา "พี่จิ้งจิ้งคนนั้นใครอะ..." เด็กหนุ่มเลือกที่จะสนทนากับคนที่ตัวเองรู้สึกสนิทใจด้วยก่อน พลางบุ้ยปากมาทางจางหยุน เล่นเอารู้สึกมันเขี้ยวขึ้นนิด ๆ ดูจากทางท่าอายุอานาน่าจะประมาณ 15-16 คงพอ ๆ กับน้องสาวเขา ก็อดที่จะรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาเสียไม่ได้ ไม่รอให้คำตอบหลุดออกมาจากปากสาวใช้ข้างกาย ก็ตัดสินใจพูดแหย่ไปที จางหยุนจัดระเบียบร่างกายให้ดูมีมาด แล้วเชิดหน้ากดสายตาลงต่ำมองเด็กหนุ่ม "ชื่อแซ่ตัวเองก็ไม่ยอมบอกแต่กลับมาถามชื่อคนอื่นเนี่ยนะ? นี่นะเหรอคนที่จะมาเป็นมือขวาของบอสแทนซ่งอี้เฉิง" หากถามว่าจางหยุนรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้เมื่อวันก่อน พ่อของนายบ่นเรื่องนายให้ฟังเยอะเชียว.. ซ่งฉีอันได้ยินดังนั้นก็ชักของขึ้น จึงกระโดดมายืนต่อหน้าจางหยุน ก่อนเริ่มการแนะนำตัวเสียงดังฟังชัด "ผมชื่อซ่งฉีอัน! ผู้ที่ในอนาคตจะได้ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อจากพ่อ เป็นมือขวาที่บอสใหญ่ให้การไว้วางใจ แนะนำตัวเสร็จแล้วนายล่ะเป็นใคร จะบอกได้รึยัง- โอ๊ย! เจ็บนะพี่จิ้งทำอะไรเนี่ย?" "ทำอะไรเหรอ? นายสิทำอะไร นี่คนของนายท่านนะ!" เมื่อโดนพี่ฝ่ามืออรหันต์ของพี่สาวเบิ๊ดกะโหลกไปที อนาคตมือขวาก็ถึงกับร้องโหยหวนเสียแล้ว ชายหนุ่มได้แต่กลั้นขำก่อนพูดแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะออกไปแบบไม่จริงจัง "ฮึ... สวัสดีเสี่ยวอัน ฉันชื่อจางหยุนเป็นมือซ้ายคนใหม่ของบอสนาย ที่เพิ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญน่ะ ฝากตัวด้วยนะ" จางหยุนไม่รู้หรอกว่าไอ้ตำแหน่งมือซ้ายนี่มันมีคนเก่าไหม หรือแท้จริงแล้วมันอาจจะไม่มีตำแหน่งนี้แต่แรกเลยกันแน่ เพียงแค่อยากปั้นเรื่องขึ้นมาเพื่อแกล้งเด็กมันก็เท่านั้น หานจิ้งอี๋ที่เข้าใจอะไรได้อย่างรวดเร็วลอบปิดปากหัวเราะคิกคัก มองซ่งฉีอันที่โดนหลอก็เข้าเต็มเปา จากเด็กหนุ่มตอนแรกที่มองเขม่นเขา ตอนนี้กลับกลายมาเป็นสายตาแวววาวด้วยความนับถือแทน คนอายุน้อยเหลือบมองเฝือกไหล่ที่ด้านขวา ก่อนทำท่าเข้าอกเข้าใจ สมแล้วที่เป็นมือซ้าย! ถ้าความคิดนี้ถูกจางหยุนล่วงรู้เข้า คงไม่ดีต่อการฟื้นฟูซี่โครงเป็นแน่… นัยน์ตาสีนิลกระจ่างใสและปลอดโปร่ง มีชีวิตชีวาอย่างไม่ได้เป็นมานาน อารมณ์ของเขาในตอนนี้นั้นดีมาก มุมปากจึงประดับรอยยิ้มจางอย่างไม่รู้ตัว หานจิ้งอี๋ที่คอยมองอยู่พลันใบหน้าซับสีเลือด เดิมทีจางหยุนเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว พอยิ้มขึ้นมาบรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนแปลง ไหนจะลักยิ้มเล็ก ๆ ที่น่ามองนั่นอีก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าแม้แต่ซ่งฉีอันยังใจเต้นโครมคราม คนอะไรหล่อชะมัด...! ก่อนที่ความคิดของเขาจะถูกขัดขึ้น ด้วยคำถามที่ทำเอาตัวแข็งทื่อ "ว่าแต้วันนี้นายไม่มีเรียนเหรอ ตอนนี้ยังไม่น่าถึงช่วงปิดเทอมของเด็กมัธยมนะ? ลุงซ่งอนุญาตให้นายหยุดเรียนมานี่ได้ยังไงน่ะ" ซ่งฉีอันทำปากยู่ ก่อนไพล่มือไว้ด้านหลังพลางส่งเสียผิวปากหวือ ก่อนพูดเบา ๆ ในลำคอ "ก็… ขู่ตาแก่ไว้นิดหน่อย ..แบบว่าถ้าไม่ให้มาเจอกับพี่จิ้งอี๋ก็จะโดดเรียนอยู่ดีน่ะครับ…" ตามหลังมาด้วยเสียงหัวเราะ แหะ ๆ แสบสมคำร่ำลือจริง ๆ จะอย่างไรจางหยุนก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กนี่มาก เมื่อนึกถึงตอนที่ฟังชายวัยกลางคนนั่งพร่ำบ่นถึงอนาคตของเด็กนี่ให้ฟัง แม้ในตอนแรกเขาไม่ได้คิดอะไร แต่ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็ทำดีกับเขาไว้มาก จึงตัดสินใจว่าอยากจะลองช่วยดูสักตั้ง "นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงได้มาเป็นมือซ้าย" คำถามที่ถูกยิงมาอย่างกระทันหันเล่นเอาซ่งฉีอันทำหน้าฉงน แต่เพียงครู่เดียว สายตาของเด็กหนุ่มก็เหล่มองที่แขนซ้าย ก่อนเซไปทางเฝือกอ่อนที่แขนขวา จางหยุนที่เริ่มจับสังเกตความคิดได้ ยื่นมือออกไปยีหัวทุยด้วยความมันเขี้ยว "ไม่ใช่อะไรที่อยู่ในหัวนายหรอก" จากนั้นก็ตีสีหน้าจริงจังขณะเริ่มสาธยายถึงข้อดีของการเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาบัณฑิต "เป็นเพราะว่าฉันได้เรียนมหาวิทยาลัยต่างหาก ยิ่งเราเรียนสูงเราก็จะมีความรู้มากขึ้น เมื่อมีความรู้มากขึ้นก็จะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานตำแหน่งสำคัญในองค์กรไง" "แต่ว่าพ่อของผมเขาจบแค่ม.ต้นเองนะ ที่พูดมาไม่เห็นจะเกี่ยว..." แม้จะถูกเห็นแย้งแต่จางหยุนก็ยังพูดต่ออย่างมั่นคงและไม่มีสะดุด "นั่นเป็นเพราะ พ่อนายน่ะโชคดี แถมยังอยู่กับองค์กรมานานจนได้ตำแหน่งสำคัญมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก นายคิดว่านายมีโชคแบบพ่อนายไหมล่ะ? แล้วดูฉันสิ... ฉันเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานก็ได้เป็นถึงมือซ้ายแล้ว อยู่นานกว่านี้จะต้องไปได้ไกลกว่าพ่อนายแน่ล่ะ เพราะว่าฉันเรียนสูงไง" แม้ว่าในความจริงแล้วเขาจะยังเรียนไม่จบ แถมเมื่อวานก็เพิ่งไปทำเรื่องดรอปมาก็ตาม… ซ่งฉีอันได้ยินดังนั้นก็เริ่มหวั่นไหว หากซ่งอี้เฉิงได้มาเห็นภาพนี้ก็คงมีน้ำตาตกในกันบ้าง เพราะในขณะที่คนพ่อพูดปากเปียกปากแฉะแต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลสนใจ กลับกันกับจางหยุนที่เพิ่งมาเจอได้เพียงไม่ถึงชั่วโมง ดันสามารถทำเด็กนี่คล้อยตามโดยง่าย ซ่งฉีอันที่เริ่มคิดได้ก็เริ่มร้อนใจ เพราะวันนี่ก็เท่ากับเขาโดดไปแล้ว “ผมควรจะทำยังไงดี” เด็กหนุ่มส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้กับมือซ้าย ที่ตอนนี้ภายในใจนับถืออีกฝ่ายเป็นลูกพี่เรียบร้อยแล้ว "แล้วนายได้ลาหรือเปล่า?" คนเป็นลูกพี่ไม่รู้ตัวค่อย ๆ ถามกลับ ก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้า ใบหน้าของเด็กหนุ่มหม่นหมองลงไม่น้อย จนจางหยุนต้องขบคิดหาไอเดีย “รอนี่นะ” อืมม เขารู้ว่าความคิดในหัวตอนนี้มันดูบ้า ๆ แต่อย่างไรก็ต้องลองดูสักที จางหยุนที่พูดจบก็เดินหน้าเข้าหาคนใส่สูทที่ยืนประจำจุดอยู่ไม่ไกลมาก "ผมสามารถออกไปข้างนอกได้รึเปล่า?" คนถูกทักหลุดมาดหน้าทำเหลอหลา พลางชี้นิ้วเขาหาตัวประหนึ่งจะถามว่า นี่คุณพี่พูดกับผมเหรอครับ อย่างไรอย่างนั้น “ใช่ ผมพูดกับคุณนั่นแหละ” จางหยุนไม่ได้สนใจสีหน้าคาดไม่ถึงของอีกฝ่าย ในใจเพียงคิดว่าไป๋ลู่เสียนคงไม่ถึงขั้นกักขังตนไว้แต่ในบ้าน? แต่เพราะความไม่แน่ใจจึงใช้โอกาสนี้ยืนยันสมมุติฐานให้แน่ชัด หลังจากหายอึ้งชายตรงหน้าก็เริ่มทำสีหน้าลำบากใจ “ผมไม่มีอำนาจในการตัดสินใจครับ” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช่วยติดต่อใครสักคนให้ จางหยุนยืนคอยอยู่ด้านข้าง ไม่นานเรื่องที่เขาต้องการลักลอบ (?) ออกจากบ้านก็ถูกทางนั้นคอนเฟิร์มกลับมา ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีบอดี้การ์ดไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งหน้าที่นั้นก็ตกเป็นของชายหนุ่มตรงหน้าเขาในทันที เมื่อได้ธุระก็กลับมาบอกข่าวคราวกับซ่งฉีอัน ก่อนหน้านั้นเขาได้เตี๊ยมเรื่องราวมือซ้ายกับเสี่ยวหลงไปก่อนแล้ว แม้คุณบอดี้การ์ดจะมีท่าทีเลิ่กลั่กอยู่บ้างแต่ก็ยอมตามน้ำให้แต่โดยดี ทั้งหมดที่ไปได้จึงเฮโลไปขึ้นรถ โดยมีจางหยุนเป็นหัวหอกกอดคอลูกสมุนหมาด ๆ นั่งข้างกัน ก่อนขึ้นรถเขาเหลือบมองคนขับเพศชายคนหนึ่งที่ตนไม่รู้จัก จากนั้นสี่ชีวิตบนรถยนต์ที่ติดเครื่องก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ไป๋ลู่เสียนในฐานนะ CEO บริษัทก็เข้ามาทำงานแล้ว แม้จะเป็นแค่ตำแหน่งหัวโขน แต่งานที่ต้องสะสางก็จำเป็นต้องจัดการ อย่างช่วงเช้านี้ที่มีการประชุมของระดับผู้บริหาร ชายหนุ่มเองก็ต้องเข้าพอเป็นพิธี พอจบงานก็กลับเข้าห้องทำงานส่วนตัว ไม่นานเลขาเว่ยก็เดินเข้ามา นำเอกสารสรุปการประชุมมาให้พร้อมชี้แจงตารางชีวิตในช่วงบ่ายซึ่งไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญ ก่อนหน้านี้ในที่ประชุม เลขาเว่ยผู้จับสังเกตสีหน้าของเจ้านายตัวเองแทบตลอด รู้สึกได้อยู่นิด ๆ ว่าวันนี้ไป๋ลู่เสียนดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ โดยปกติรอยยิ้มของเจ้านายจะดูสวยงามมากก็จริง แต่ในวันนี้มันออกจะ.. ดูเปล่งปลั่ง (?) นุ่มนวลไร้สิ่งเคลือบแฝงจนเป็นที่สังเกตได้ รวมทั้งบรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เท่านั้นก็เพียงพอจะเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจ ของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศขี้เบื่อทั้งหลายยามพักเที่ยง “...” เมื่อรู้ตัวว่าเผลอคิดนอกเรื่องไปไกล เว่ยซื่ออวี่ก็บังคับตัวเองให้กลับมาจดจ่อกับงาน เลิกคิดถึงเรื่องเมาท์ไร้สาระ ครืน~ ครืน~ เลขาหนุ่มเหลือบมองเครื่องโทรศัพท์ที่กำลังสั่น ก่อนทันเห็นอาการหยุดชะงักที่แปลกไปจากทุกทีของผู้เป็นนาย เสียงบรรยายของเขาจึงสะดุดไปเล็กน้อย ทุกการขยับของกล้ามเนื้อบนใบหน้า บ่งบอกว่ารายงานของเขาคงไม่ได้รับสนใจอีกต่อไปแล้ว เว่ยซื่ออวี่ยกมือขึ้นขยับแว่น ปากอ้าค้างงับปิดลง เขาตัดสินใจวางเอกสารสำคัญไว้บนโต๊ะ บอกขอตัวแล้วเดินออกจากห้องมาโดยไร้สุ้มเสียง ภาพที่เห็นก่อนงับประตู คือดวงตาเรียวหงส์ที่โค้งขึ้นจนแทบเป็นสระอิ ใบหน้างดงามแสดงท่าทีสนอกสนใจ… ก่อนที่จะเห็นอะไรไปมากกว่านี้เว่ยซื่ออวี่ก็ไม่กล้ามองต่อแล้ว TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จางหยุนพาน้องสาวลัดเลาะมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับห้อง ๆ หนึ่ง ที่ด้านหลังประตูบานนั้นมีเสียงดังโครมคราม ทำเอาผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้าไม่กล้าไปต่อ แต่เบื้องหน้านั้นเป็นตันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังลังเลแว่วเสียงคุ้นเคยพลันลอดออกมาให้ยินหู ทำเอาเจ้าตัวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างไม่กล้าเชื่อใจหูของตัวเอง "พี่ชาย...?" จางหยุนกระพริบดวงตาเพื่อเรียกสติ ขณะก้มลงมองน้องสาว เขาปล่อยมือพลางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกัน "รอพี่แป๊บนึงนะ" หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่เพื่อเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเอง ห้องนี้เป็นทางเชื่อมไม่ผิดแน่ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้ว ตลอดทางที่มาก็ปลอดคน หากจะมีใครโผล่มาด้านหลังได้ ก็มีแต่ต้องปีนหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น เขาจึงวางใจที่จะปล่อยน้องสาวให้อยู่คนเดียวเป็นการชั่วคราว มือขวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ค่อย ๆ ผลักประดูเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง เห็นกลุ่มคนที่กำลังปะทะกัน และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมองไปยังใจกลางห้อง ภาพตรงหน้าทำเอาจางหยุนแทบจะไม่เชื่อสายตา !? บานประตูถูกผลักเปิดอ้า เขาเผลอก้าวเท้
"พี่ชาย!"ร่างเล็กผลุนผลันเข้าหาอ้อมอกของคนพี่ ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงให้เธอกอดได้ถนัดถนี่ ส่วนตัวเองเพียงนำมือข้างที่ยังพอเหลือแรงโอบประคองหัวทุยน้อย ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม แนบเรียวปากจูบประโลมขวัญผมคนตัวเล็ก เป็นการปลอบที่ได้ผลทั้งตัวเองและคนตรงหน้าเมื่อสำรวจแบบคร่าว ๆ แล้วว่าน้องสาวของตนไม่เป็นอะไร น้ำหนักที่ถ่วงเอาไว้ภายในอกถึงค่อยเบาบางลง"ซินเอ๋อร์ของพี่ไม่เป็นไรแล้วนะ... พี่ชายมาช่วยเธอแล้ว... เห็นไหม?"จางหยุนพูดช้า ๆ ในขณะเดียวกันก็ฝืนกลืนก้อนบางอย่างที่ถูกดันมาจุกอยู่บริเวณลำคอ ความรู้สึกของกระบอกตาที่ค่อย ๆ ร้อนผ่าว ทำให้เขาต้องหยุดแล้วสูดลมหายใจ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่อารมณ์อ่อนไหว พลางเม้มปากแน่นเพราะหากหลุดแสดงความอ่อนไหวออกมาตอนนี้ ที่ปลอบเหยาซินไปจะไม่มีความหมาย หลังจากย้ำกับตัวเองเสร็จแล้วจึงผละออก สองพี่น้องที่ไม่ได้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมองหน้ากันตาแดงก่ำ!!จางเหยาซินมองเห็นสภาพอาภัพของพี่ชายเธอแล้วก็เม้มปากแน่น อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่เพราะกลัวว่าพี่จะเหนื่อยต้องค่อยปลอยเธออีก เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์จนหน้าแดง เค้นเสียงพูดได้ไม่กี่คำก็ต้องแบะปาก ก่อนจะฮึบ ๆ ไว้"หยุนหยุ







