LOGINหลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับฉาย มันก็ยังเหมือนเดิม เรายังคบกัน คุยกัน เขายังมาที่บ้านของฉันอยู่บ่อยครั้ง
ความสัมพันธ์มันเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่ง เราเรียนจบมัธยมพร้อมกัน มีการสอบเข้ามหา'ลัย แน่นอนว่า เรายังเลือกที่จะเข้า มหา'ลัยเดียวกัน บ้านฉันไม่ได้รวย เอาเข้าจริง การส่งเสียฉันและน้องเรียนทุกวันนี้ แม่ฉันลำบากมาก แต่ทว่า แม่ก็ไม่เคยบอกให้ฉันหยุดเรียน หรือกระทั่งทิ้งการศึกษา แม่ยังยืนยัน ว่าจะส่งฉันเรียนต่อไปเรื่อยๆ เหมือนทุกอย่างมันจะดีมาก พ่อแม่ของฉัน ไม่ขัดเรื่องที่ฉันจะเรียนต่อ และแม้ว่าระหว่างรอเข้าเรียน มหา'ลัย ฉันกับฉายจะไม่ได้เจอกัน แต่เรายังคุยกันทางโทรศัพท์เสมอ จนกระทั่ง ชีวิตของฉันมันเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะความชิงสุกก่อนห่าม เพราะความมักง่ายในวันนั้น เพราะความไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ของตัวฉันเอง [ท้องเหรอปาย แน่ใจแล้วอย่างนั้นเหรอ] "อื้อ ฉันรู้สึกแปลกๆ มาหลายวัน เวียนหัว อาเจียน เหม็นอาหาร อยากกินของเปรี้ยวๆ อาการมันชัดเจนมาก และฉันก็กังวลมาก จนต้องไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ คำตอบคือฉันท้องฉาย ฉันท้องจริงๆ" น้ำตาของฉันไหลพราก ความผิดพลาดครั้งนี้ มันส่งผลหนักต่อฉันมาก ฉันยังเรียน ฉันยังไม่แต่งงาน มันไม่ใช่วัยที่ควรเกิดเรื่องแบบนั้น ครอบครัวของฉันต้องผิดหวัง พ่อแม่ของฉันต้องเสียใจ มันรู้สึกแย่จนทำให้ฉันเกลียดตัวเอง [ใจเย็นๆ ก่อนดิปาย อย่าร้อง] "ไม่ร้องได้เหรอฉาย นี่มันเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตฉันเลยนะ ชีวิตฉันพังไปหมดเลยนะ ฉันจะสู้หน้าแม่แบบไหน ฉันจะบอกแม่ยังไง" [ฉันไม่ให้เธอรับผิดชอบคนเดียวอยู่แล้ว ขอร้อง อย่าร้องสิปาย ใจเย็นๆ ก่อน] "ฮึก ฮื่อ..." เป็นครั้งแรก ที่ฉันร้องไห้หนักมาก ฉันเสียใจสุดๆ โกรธ เกลียดตัวเองมากๆ หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้น ไม่มีวันทำตัวแย่ๆ แบบนี้ ไม่มีทางทำให้คนที่รักฉันต้องผิดหวังและเสียใจในตัวฉันแบบนี้แน่ๆ [ฉันจะคุยกับแม่ของฉัน เรื่องของเรา] คำพูดนั้นที่ฉันได้ฟัง ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะได้ยินมันออกมาจากปากของตะวันฉาย [ฉันจะบอกแม่ ว่าฉันทำเธอท้อง!] "ทั้งๆ ที่นายเป็นคนบอกฉันเองนะเหรอ ว่าครอบครัวของนาย พ่อแม่ ญาติพี่น้องของนาย ไม่ชอบเรื่องแบบนี้ นายบอกเองว่าพ่อกับแม่และพี่น้องของนายไม่มีทางรับได้" เราเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่มันไม่ใช่กรณีของฉันกับฉาย แต่มันเป็นเหตุการณ์ของลูกพี่ลูกน้องของฉาย ที่เกิดพลาดแล้วท้อง ทั้งๆ ที่ยังเรียนอยู่ ครอบครัวของฉาย เป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนต่างทำตัวดี และอยู่ในกรอบกันทั้งนั้น เรื่องการชิงสุกก่อนห่าม จนพลาดมีลูกเข้า ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนชื่นชมหรือว่ายินดี แต่พวกเขาตำหนิ และพูดถึงเรื่องแบบนี้ ย้ำเตือนกับลูกหลานในเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าอย่าให้พลาดในเรื่องนี้เป็นอันขาด ในเมื่อครอบครัวของเขาเคร่งครัดในเรื่องนี้มาก หากรู้ว่าตะวันฉายแหกกฎ พลาดทำในเรื่องที่ไม่สมควร พวกเขาก็คงจะเสียใจไม่ได้ต่างกัน [แล้วไงอ่ะปาย ต่อให้พ่อกับแม่จะไม่ชอบ หรือโกรธเกลียดฉัน แต่สุดท้ายแล้ว ปัญหามันก็เกิดขึ้นแล้ว ฉันพร้อมที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำ] อย่างน้อยๆ ในความโชคร้ายที่ถือว่าโชคร้ายมาก มันก็ยังพอมีเรื่องดีอยู่บ้าง ที่อีกคนที่ร่วมทำความผิดกับฉัน ไม่ได้คิดที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือโยนความผิดให้ฉันแค่เพียงฝ่ายเดียว ทุกคำที่ตะวันฉายคุยกับฉัน คือเขาพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำ หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้น เพี๊ยะ! ใบหน้าของฉันหันไปตามแรงมือ ในขณะที่น้ำตาของฉันไหลพราก วันนี้พ่อกับแม่ของตะวันฉายจะเข้ามาคุยกับพ่อแม่ของฉัน มันจึงเป็นความจำเป็นที่ฉันจะต้องคุยกับพ่อแม่ของฉันก่อน อย่างน้อยๆ ให้ท่านรู้เรื่องราวนี้จากปากของฉันก่อน ก่อนที่ท่านจะไปได้ยินจากปากของคนอื่น "แม่จน แล้วแม่เลี้ยงแกไม่ดีเหรอปาย ทำไมแกทำตัวแบบนี้ เคยคิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่บ้างไหม พ่อกับแม่ลำบากทุกวันนี้เพื่อใคร แล้วทำไมแกถึงทำตัวแบบนี้" เป็นวินาทีที่บีบหัวใจของฉันมาก แม่ของฉันร้องไห้ พ่อของฉันที่แม้ว่าตอนนี้จะเมา ก็นั่งเงียบโดยไม่พูดสิ่งใด ฉันรู้ว่าพ่อกับแม่ของฉันเสียใจมาก ฉันบาปมหันต์ ฉันผิดมาก จนไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ "หนูขอโทษค่ะพ่อ ขอโทษค่ะแม่ หนูผิดไปแล้ว" หัวใจของฉันคล้ายกับถูกบีบรัดจนมันเจ็บปวดไปหมด แม่ของฉันรัวกำปั้นของตัวเอง ทุบทึ้งที่ต้นขาของตัวเอง พลางพร่ำพูด ในสิ่งที่เกือบทำให้ใจของฉันแทบแตกสลาย "แม่เลี้ยงแกไม่ดีตรงไหน แม่สอนแกผิดพลาดตรงไหน ทำไมคำพูดของแม่ถึงไม่มีความหมาย ทำไมทุกคำสั่งสอนที่อยากให้ลูกได้ดีถึงไม่มีค่าอะไร ทำไมเหยียบหัวใจแม่ขนาดนี้ ทำไมถึงทำกับแม่แบบนี้!" ทุกๆ คำพูดของคนเป็นแม่ มันทำให้ฉันรู้สึกแย่ จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ฉันรับรู้ถึงความผิดของตัวเอง ทุกอย่างมันเป็นความผิดของฉัน ทั้งที่แม่ของฉันสอนฉันมาดีมาก แต่คนที่เลว คนที่ทำร้ายหัวใจพ่อแม่ มันคือตัวของฉันเอง วันนั้นทั้งวัน แม่ของฉันไม่ยอมคุยกับฉันเลย ดวงตาของท่าน ที่เคยเข้มแข็ง เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เศร้าหมอง เสียใจ ฉันไม่สามารถหยุดน้ำตาของฉันเอาไว้ได้ แม่ของฉันหยุดงาน พ่อของฉันไม่ได้ออกไปไหน บ้านทั้งบ้านถูกปกคลุมด้วยความเงียบ แม้แต่น้องชายของฉันเอง ก็ไม่กล้าเข้าหน้าใครเลยเช่นกัน เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตกเย็นของวันนั้น ที่พ่อกับแม่ของตะวันฉายมาที่บ้านของฉัน แม่ของฉายเป็นคุณครู พ่อของฉายเองก็เช่นกัน ขึ้นชื่อว่าแม่พิมพ์ของชาติ พอเรื่องแบบนี้เกิดกับลูกของตัวเอง ฉันเข้าใจว่าท่านเองก็ผิดหวังและเสียใจไม่ได้ต่างกัน "ทางเราพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง ไหนๆ เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว เรามาหาทางแก้ไขร่วมกันดีกว่านะคะ" นั่นคือคำพูดของแม่ของตะวันฉาย ท่าทางที่ดูเกรงขาม และบุคลิกที่ดูเรียบร้อยของท่าน สมกับคำพูดของท่านทุกอย่างเลย "คนเป็นพ่อเป็นแม่ ใจมันจะขาดที่ลูกเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ยังเรียนกันไม่จบด้วยซ้ำ ทำไมถึงใจเร็ว ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ เสียใจแบบนี้" คำพูดของแม่ฉัน ทำให้ทั้งฉันและตะวันฉายต่างก้มหน้า ยอมรับความผิดในสิ่งที่พวกเราทำโดยไม่ต้องตอบอะไรออกมา "มันไม่มีทางเลือกหรอก มันไม่มีทางเลือกใดๆ แล้ว สุดท้ายแล้วก็แล้วแต่ฝั่งนั้นจะเมตตา" "แม่น้องปายไม่ต้องกังวลนะ ทางเราพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง จะไม่ให้อายใคร จะแก้ปัญหาทุกอย่างร่วมกัน" หลังจากนั้น พ่อกับแม่ของเราทั้งสองฝ่าย ก็ต่างตกลงเจรจากันว่าจะทำแบบไหนบ้าง ความคิดเห็นทุกอย่างล้วนมาจากฝ่ายของตะวันฉายทั้งนั้น พ่อกับแม่ของฉัน แทบพูดไม่ออก เห็นจะมีก็แต่น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นระยะ แล้วสุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่า ฤกษ์สะดวกที่เร็วที่สุด เป็นวันที่ฝ่ายนั้น จะเข้ามาทำพิธีสู่ขอฉัน ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ในวัยสิบเก้าปีของฉัน ฉันได้เข้าสู่พิธีหมั้นหมายที่เรียบง่าย เหมือนจะเป็นพิธีผูกข้อไม้ข้อมือ เชิญเฉพาะแขกและญาติพี่น้องที่สนิทสนมจริงๆ เสียมากกว่า ฝ่ายนั้นมาสู่ขอฉันตามประเพณีทุกอย่าง ซ้ำแม่ของตะวันฉายยังย้ำกับฉันอีกว่า หากเวลาผ่านไป แล้วทั้งฉันและฉายพร้อมกว่านี้ แม่จะจัดพิธีแต่งงานให้ใหม่ ให้ดีกว่านี้ และให้น่าจดจำกว่านี้อย่างแน่นอน หลังจากวันนั้น การเรียนของฉันเป็นต้องหยุดชะงัก หลังจากที่ฝั่งนั้น ทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันก็ยังอยู่ที่บ้านของฉัน ในขณะที่ตัวของฉายเอง ก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่บ้านของเขาเช่นกัน มีบ้าง ที่เขามาหาฉันที่บ้าน แต่ไม่มีการมาค้างคืนที่นี่ เหมือนเราเพียงแต่คบกัน ทั้งที่กำลังจะมีลูกด้วยกัน แม่ของฉันเองก็ยังโกรธฉัน แต่ฉันเข้าใจว่าความรู้สึกที่ท่านมี อาจจะเป็นเพราะความผิดหวังเพราะก่อนหน้านี้คาดหวังในตัวฉันมากกว่า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ฉันกดดันมาก การตั้งครรภ์ ในเวลาที่ไม่เหมาะสม มันทำให้ความเครียดของฉันมีมากกว่าปกติ มีความกังวลที่ทำให้แม่เสียใจ เหมือนฉันต้องกลายเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่งไปเลย ในขณะที่ฉันต้องหยุดเรียน เพราะต้องรอคลอดก่อน ฉายจึงต้องเข้าเรียนก่อนฉัน นั่นเป็นเวลาที่เราห่างกัน วันเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนที่ฉันกับฉาย เราห่างกันเรื่อยๆ --------- ใครอ่านบ้าง คอมเมนต์ให้น้องหน่อยนะคะ 💜💜[ PART น้ำหวาน ]หกเดือนต่อจากนั้น..ฉันค่อยๆ ก้าวขาที่สั่นเทาลงจากเตียง อยู่ดีๆ พี่ฉลามที่แสนจะอบอุ่นของฉัน ก็กลายเป็นพี่ฉลามที่แสนจะดุร้าย ดุทุกเรื่อง โดยเฉพาะเวลาที่อยู่บนเตียง เขากินไม่หยุด กินไม่เคยอิ่ม กินไม่เคยพอ ในขณะที่ฉันขาสั่นเพราะเขาเล่นบทรักที่แสนจะร้อนแรงนานนับชั่วโมง แต่ทว่า เขากลับทำตัวสบายๆ ใส่กางเกง แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหาโยเกิร์ตเย็นๆ กินอย่างสบายใจ "ไม่ไหวก็กลับไปนอนด้วยกัน วันหลังค่อยไป" วันหลังไม่เคยมีอยู่จริง! ฉันเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เวลาที่ฉันจะออกไปข้างนอก เขามักจะทำแบบนี้ทุกครั้ง จัดหนัก เพื่อที่ฉันจะไปไหนไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จะหาวิธีหว่านล้อม เพื่อให้ฉันกลับขึ้นไปนอนบนเตียง ยอมรับว่าที่ผ่านมา ฉันทำแบบนั้นมาโดยตลอด แต่มันต้องไม่ใช่ครั้งนี้ เพราะครั้งนี้ฉันไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจเป็นอันขาด ต่อให้เหนื่อย ต่อให้จะเดินแทบไม่ไหว ฉันก็จะไป"วันนี้วันเกิดเพื่อนฉันนะ ฉันเตรียมของขวัญไว้แล้ว รับปากเพื่อนไว้แล้วด้วย" "อ้างว่าป่วย หรือไม่ก็เมนส์มา" "ไม่ดีกว่า ขอไปเปิดหูเปิดตาบ้าง" ฉันสรุปออกมาสั้นๆ ก่อนจะก้าวขาที่สั่นๆ เดินเข้าห้องน้ำในเวลาต่อมาหลังจากที่อาบ
@บนห้อง"พี่วานพี่บาสไปซื้อสตอเบอรี่มาให้ฉันเหรอ บอกตอนไหนอ่ะ หรือว่าบอกตอนที่ฉันหลับ แล้วทำไม..." "ไหนบอกว่าอยากกิน?" ผมหมุนตัวกลับไปถาม จนคนที่เดินตามหลังเกือบจะเข้ามาชนผมอยู่รอมร่อ"หรือไม่อยากกิน? ถ้าอย่างนั้นก็เอาคืนมา" "ไม่ให้ กินสิ กินตอนนี้แหละ" แล้วเธอก็รีบเดินหนีโดยการไปทิ้งตัวลงบนโซฟา ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ ไอ้เพื่อนเวรมันก็เล่นใหญ่ ป่านนี้น้ำหวานคงได้ใจที่ได้ยินอะไรแบบนั้นขึ้นมา ผมเดินไปคว้ารีโมทก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศ จากนั้นก็คว้าผ้าขนหนู แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป"อยากกินอะไรหรือเปล่า" ผมถูกถาม เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีผ้าขนหนูผืนเดียวพันที่ท่อนล่าง ตอนนี้น้ำหวานเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ใส่เสื้อยืดสบายๆ กับกางเกงขาสั้น เปิดทีวี เปิดกระป๋องน้ำอัดลม ซ้ำยังเทผลไม้ใส่จาน แยกพริกเกลือต่างหาก นั่งกินที่หน้าทีวีสบายใจเหมือนว่า ผลไม้ที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้มันสำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้น"ไม่อ่ะ ง่วงนอนมากกว่า เธออยากกินอะไรก็สั่ง กระเป๋าตังค์อยู่บนโต๊ะกระจก" "งั้นขอพันหนึ่งนะ จะซื้อของมาใส่ตู้เย็น" "อือ จะเอาอะไรก็สั่ง จะใช้เงินเท่าไหร่ก็เปิดเอา" ผมบอกแค่นั้น ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
[ PART น้ำหวาน ]สุดท้าย คำว่ารักมันก็หลุดออกมาจากปากของอีกคนจนได้ ต่อให้ฉันจะได้คำนั้นมาด้วยวิธีไหน แต่มันชื่นใจที่สุดเลย สามเดือนที่คบกัน ใครจะมองว่ามันสั้นเกินกว่าจะเก็บมาจริงจังก็ช่างเขา ฉันไม่แคร์ แค่เราใจตรงกัน แค่ทุกวันนี้ ฉันมองแบบไม่เข้าข้างตัวเองแล้วมีความรู้สึกว่ามันมีความสุขมาก เท่านั้นก็เพียงพอ "ขอจับมือหน่อยค่ะ" ฉันตวัดแขนไปด้านข้างในทิศทางที่อีกคนนั่งอยู่ ขยับมือเพื่อขอให้อีกคนเลื่อนมือมาประสานกันเป็นหนึ่งเดียว พี่ฉลามยอมเลื่อนมือมาจับมือฉัน ความอบอุ่นในตอนที่ได้สัมผัสกัน มันดีมากๆ เลย "พรุ่งนี้ เรากลับกรุงเทพฯ กันนะคะ""อือ""อดทนหน่อยนะ ไว้กลับไป..." ฉันเอียงคอมอง พลางเว้นช่องว่างอย่างจงใจ ใบหน้าแดงขึ้นมาเรื่อยๆ รอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ "ไว้กลับไป ...เดี๋ยวจัดเต็มให้เลย""เดี๋ยวเถอะ!" พี่ฉลามหันมาถลึงตาใส่ แต่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่สนใจหน้าดุๆ ของเขาสักนิดเลย "พรุ่งนี้อยากกินอะไรคะ เดี๋ยวตื่นมาทำให้กิน""เธอทำอาหารเป็น?""เป็นสิคะ""แต่ฉันไม่กินส้มตำ ไม่กินก๋วยเตี๋ยว ไม่กินขนมจีนหรืออะไรก็ตามที่เป็นเส้นๆ ในตอนเช้านะ""เดี๋ยวเถอะ" ฉันมองค้อนใส่เขาบ้าง เขาชอบเอาเรื่องนี้มาแซ
"คะ คุณป๋าจะยิงหัวเอานะ" น้ำหวานดันอกผม พลางร้องบอกด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ผมเหลือบตามองใบหน้าที่แดงก่ำ นึกถึงความหวงลูกสาวของคุณป๋า ผมจำต้องละมือออกจากอกอวบ แล้วยกแขนทั้งสองข้างโอบกอดอีกคนเอาไว้แทน"คุณป๋าของเธอโหดชะมัด" "ก็ลูกสาวคุณป๋าสวยนี่นา" "เหอะ..." ผมเค้นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ หลงตัวเองชะมัดเลย"หัวเราะอะไรอ่ะ หรือว่าไม่จริงล่ะ" "อือ จริงมั้ง" ผมตอบพลางๆ ก่อนจะแนบปลายจมูกลงที่ขมับบาง สัมผัสได้ถึงความหอมของแชมพูสระผม ทุกกลิ่นบนตัวเธอ ผมชอบชะมัดเลย"เรากลับกรุงเทพฯ กันไหมอ่ะ" "วะ ว่าไงนะ" "กลับกรุงเทพฯ ไง กลับคอนโดของเรา" "รีบอะไรขนาดนั้นเล่า" น้ำหวานกอดผมตอบ ปล่อยร่างของเราแนบชิดกันโดยไม่คัดค้านอะไร"คิดถึง" ผมรับรู้ถึงจังหวะการเต้นแรงของหัวใจอีกคน แต่ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพึ่งเอ่ยออกไป มันออกมาจากความรู้สึกที่อยู่ในใจจริงๆ"ไม่เห็นเคยบอกแบบนี้เลย อยู่ดีๆ ทำไมวันนี้ถึงคิดที่จะพูดล่ะ" "เวลาที่ไม่ได้เจอเธอ มันไม่สนุกไงล่ะ รู้หรือเปล่า ว่าตอนที่คุณป๋าของเธอ แยกตัวเธอออกจากฉัน ตอนนั้นฉันรู้สึกแย่ชะมัดเลย ...คิดถึงเด็กปอ.สามที่สุด" มันจุกในใจแปลกๆ หากผลลัพธ์สุดท้ายแล้วเรายังถ
ฝั่งทางด้านของผู้ใหญ่.."ไม่คิดเลยนะคะ ว่าคนที่เคยเป็นเพื่อน เคยรู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผ่านมาเป็นยี่สิบปี วันนี้จะกลับมาพบกันอีกครั้ง" มารดาของน้ำหวานเอ่ยขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม จริงๆ เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรมาตั้งแต่ต้น ด้วยความสัมพันธ์แม่ลูกที่สามารถเปิดใจ คุยกับบุตรสาวได้ทุกเรื่อง ยัยหนูน้ำหวานย่อมเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง โดยไม่ปิดบังสิ่งใดน้ำหวานเคยคบกับแฟนคนก่อนหน้านี้ คำแรกที่เอ่ยถึง คือคำว่าพี่คนนั้นหล่อมาก ทว่าแตกต่างจากกรณีของฉลาม ซึ่งน้ำหวานเล่าถึงเป็นประโยคแรกด้วยคำว่า พี่ฉลามนิสัยดี ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้ จะมีผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษได้ถึงขนาดนี้ ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ แม้จะประเมินจากสิ่งที่ลูกเล่า แต่ทว่า กลับเดาออก ว่าคนไหน คือคนที่ลูกจะคบได้นาน และหากย้อนไทม์ไลน์ที่น้ำหวานเล่าเรื่องผู้ชายที่ชื่อฉลามให้แม่ฟังทุกครั้ง บอกได้คำเดียว ว่าระหว่างที่คบหากับผู้ชายคนนี้ น้ำหวานมีความสุขมากจริงๆด้วยความเป็นแม่ เธอไม่ได้จะคัดค้าน แต่ด้วยความที่คุณอาของน้ำหวาน ซึ่งเป็นน้องชายที่รักเพียงคนเดียวของพ่อผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูน้ำหวานมาตั้งแต่วันแรกที่น้ำหวานสูญเสียพ่อไป ก็เข้าใจและรับรู้ได
อยู่ดีๆ เบอร์โทรศัพท์ของน้ำหวานก็ไม่สามารถติดต่อได้ แม้จะพอรู้คำตอบ ว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้มันเป็นเพราะใคร แต่สุดท้าย ความห่วงใยที่มีต่ออีกคน มันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ในเมื่อคุยกับคุณป๋าของน้ำหวานเรียบร้อยแล้ว ความหวังของผมต่อจากนี้ก็คือการรอพ่อกับแม่มาหา ผมเองก็ยังไม่รู้ ว่าจริงๆ แล้ว คุณป๋าของน้ำหวานไม่ชอบหน้าผมเพราะเรื่องอะไรหรือเปล่า แต่ยังเชื่อมั่นว่าการเข้าตามตรอกออกตามประตู จะทำให้ผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายเข้าใจ ว่าผมจริงใจจริงๆ ข้าวเช้าที่ยังไม่ตกถึงท้อง ยอมรับว่าไม่มีความรู้สึกหิว แต่ผมต้องกินเพื่อที่จะอยู่ที่นี่ต่อ ร้านอาหารที่อยู่ในระแวกนั้นคือที่ที่ผมฝากท้อง และต้องกลับไปที่โรงแรมเดิมอีกครั้ง โดยระยะเวลาเหล่านั้น ผมพยายามที่จะติดต่อกลับไปหาน้ำหวานอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังปรากฏว่า ไม่สามารถติดต่อได้แบบเดิม คนที่จะทำให้ผมเจอเธอได้ คงจะมีแต่คุณป๋าของน้ำหวานเพียงคนเดียว ตกเย็นของวันนั้น..ครืด ครืด~ผมคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหน้ามากดรับสายทันที เพราะวินาทีนี้ สิ่งที่ผมจดจ่อมากที่สุดก็คือโทรศัพท์ "ครับแม่"[ แม่กับพ่ออยู่สนามบิน ฉลามมารับแม่หน่อยสิ ]"สนามบิน" ผมทวนคำนั้นออก
ท่าทางดีอกดีใจที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนส่งผลให้ฉันยิ้มตาม แม้มีความจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่เพื่อฉลาม ฉันจะถือว่าฉันทำเพื่อลูกก็แล้วกันหลังจากที่ตกลงกัน ว่าฉายจะพาฉลามมารับฉันที่บ้าน ฉันก็โทรไปหาสกาย เพราะแม้ฉลามจะไปด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากให้การไปด้วยกันครั้งนี้ มันมีแค่เรา..."กายไปด้วยเหร
[ พักนี้โทรบ่อยขึ้นนะ บางวันโทรสองรอบก็มี บ่นคิดถึงลูก อยากกลับบ้านอยู่เหมือนกัน ] ฉันยิ้มรับเมื่อได้ฟัง เอาจริงนะ พักนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลย ฉันไม่ค่อยเห็นเขาเท่าไหร่ มีเห็นแบบผ่านๆ ตาบ้างแต่ไม่ได้คุยกัน"เรื่องเรียน เขาโอเคขึ้นใช่ไหมคะแม่ ปายมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนเขาอยู่บ้าง เห็นว่าตั้งใจกว่าเด
"อื้อ ขอบใจนะ" เขาหันมามองฉันอีกครั้ง ซึ่งฉันมองเขาอยู่ก่อนแล้ว"ร้องไห้ด้วยเหรอนี่ ทำไมต้องร้องด้วยล่ะ เป็นลูกผู้ชายนะ เดี๋ยวลูกมาเห็น""ฉันอยากเข้มแข็งแบบเธอนะปาย ฉันอยากมีชีวิตที่มีความสุขแบบเธอ แต่บาปที่ฉันทำไว้กับเธอ มันทำให้ฉันสุขไม่สุดๆ จริง""...""ฉันยินดีด้วย ที่วันนี้เธอประสบความสำเร็จใน
หลังจากที่การกินอาหารเช้าผ่านพ้นไปสปายพาฉลามไปล้างมือ ส่วนสกายเก็บหม้อข้าว และเก็บจาน ซึ่งผมมีโอกาสที่ได้นั่งอยู่กับพ่อแม่ของปายตามลำพังคำพูดของแม่ที่ต่อว่า เมื่อผมเอ่ยถึงคนที่นี่ทั้งที่ไม่ควรจะพูดถึงแบบนั้น ลึกๆ ความรู้สึกผิดมันก็ประเดประดังเข้ามามันก็จริงนะ ที่สปายท้อง มันก็เป็นความผิดของผม ผม







![สยบรักวิศวะตัวแรง[ ENGINEER'S SECRET ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)