LOGIN@มหา'ลัย
วันนี้เป็นวันมาเรียนวันแรกของฉัน จริงๆ ก่อนหน้านี้ ตะวันฉายเล่าให้ฉันฟังมาตลอด ว่าโซนไหนเป็นยังไง และมีอะไรเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของฉันบ้าง เอาจริงๆ เขาเทคแคร์ฉันตั้งแต่วันแรกที่ฉันมาอยู่กับเขาแล้วด้วยซ้ำ "เดี๋ยวปาย" มือหนาเลื่อนมาคว้ามือฉัน ในตอนที่ฉันดึงสายกระเป๋าขึ้นมาคล้องบ่า แล้วตั้งท่าจะลงจากรถ เมื่อฉายมาส่งจนถึงหน้า มหา'ลัย "เวลาโทรหา รับสาย เวลาไลน์ไป ก็ตอบด้วย" "รู้แล้ว" ฉันยิ้มให้คนข้างๆ เขาย้ำคำนี้ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วด้วยซ้ำ "เป็นห่วง มีปัญหาอะไรก็โทรมา ถ้ามีคนแกล้ง ให้รีบบอกทันที" "อื้อ ใครจะมาแกล้งกันล่ะ โตๆ กันแล้วนะ" "ไม่รู้แหละ รู้ใช่ไหมว่าที่ย้ำ เพราะห่วงมาก" "รู้" ฉันรีบพยักหน้ารัวๆ ออกมา อาจจะเป็นเพราะว่า ตอนเรียนมัธยม ฉันเคยถูกเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ชอบหน้ากันกลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง เขาเลยอาจจะกลัวว่าเหตุการณ์แบบนั้นมันจะเกิดซ้ำ ถือว่านี่ก็เป็นความน่ารักของตะวันฉาย ที่ยังเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยนแปลงเลย "ไปแล้วนะ เดี๋ยวสาย" "อื้อ ฉันมีเรียนตอนบ่าย เย็นๆ เจอกันละกัน" "อื้อ" "เดี๋ยว" "อะไร" "นี่ก่อน..." ฉันกระพริบตามองคนที่ทำหน้าออดอ้อน พลางเคาะปลายนิ้วกับแก้มของตัวเอง "ฉาย..." "เร็ว หอมก่อน เมื่อคืนก็อ้างว่าง่วงนอน อย่าใจร้ายแบบนี้นะปาย" "แล้วใช่เวลามางอแงไหม" "ไม่รู้แหละ เร็วๆ หอมแก้มก่อน" สีหน้าที่ออดอ้อน และน้ำเสียงอแงที่อีกคนชอบใช้เวลาที่อ้อนฉัน มันทำให้ฉันใจแข็งได้ไม่นาน สุดท้ายก็ยอมโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วจุ๊บเบาๆ ที่แก้มของอีกคน ฟอดด~ "เมียน่ารัก" ฉายยิ้มกว้าง เขามักเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ "ตั้งใจเรียนนะ ตอนเย็นเดี๋ยวกลับพร้อมกัน" "เค ถ้าว่าง อย่าลืมโทรหาแม่ด้วยนะ" "ครับผม คิดถึงฉลามน้อยเหมือนกัน" ได้ยินแค่นั้น มันก็ทำให้ฉันสุขใจ . . . "สวัสดี เราชื่อเมยี่" "เราชื่อสปาย" คำทักทายจากเพื่อนใหม่ สร้างความโล่งใจให้ฉันเป็นอย่างมาก นี่เป็นเพื่อนคนแรกที่เข้ามาทักฉัน และท่าทางของคนที่เข้ามาทัก ก็ดูเป็นมิตรมากจริงๆ "เราพึ่งมาใหม่ ไม่มีเพื่อนเลย" "เหมือนกัน เราก็พึ่งเข้ามา" "ถ้าอย่างนั้น เราเดินด้วยกันนะ เดินคนเดียวมันเหงาแปลกๆ" คนพูดยิ้มแห้งๆ ให้ฉัน เพื่อนคนแรก ฉันสแกนแล้ว เหมือนจะผ่าน ท่าทางใจดี และเป็นมิตรอยู่พอสมควร ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรหรืออุปสรรคใดๆ ทั้งนั้น เมยี่มาเรียนที่นี่ โดยมีเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักมาก่อนหน้านั้น เรามีโอกาสได้พบกัน ฉันจึงเริ่มรู้จักใครหลายๆ คน เมยี่ อายุจริงๆ คือเป็นน้องฉัน แต่มาเรียนรุ่นเดียวกัน เพราะปีที่แล้วฉันดรอปเรียน นอกเหนือจากนั้น ก็ได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ของเมยี่ ชื่อพี่ฟาง รายนั้นอยู่ปีสาม และมีอีกคน ชื่อใบปออยู่ปีสอง ทุกคนน่ารักมาก ดูเป็นกันเองทุกคนเลย . . . ช่วงที่ฉันเรียนปีหนึ่ง เวลานั้น ทุกอย่างดูราบรื่นมาก ไม่มีอุปสรรคใดๆ เข้ามา ฉันกับฉายในเรื่องความสัมพันธ์มันก็ดีทุกอย่าง เขาไม่เคยทำให้ฉันหนักใจหรือไม่สบายใจไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เราเริ่มรู้จักกันและกันมากขึ้น ฉายรู้จักกับเพื่อนของฉัน ในขณะที่ฉันเอง ก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนของฉาย จนกระทั่งเวลาผ่านไป ฉายเรียนปีสี่ ในขณะที่ฉันเรียนปีสาม ระยะเวลา กับสังคมใหม่ๆ มันทำให้การใช้ชีวิตของเราเริ่มเปลี่ยนไป "วันนี้เพื่อนชวนกินเหล้า ขอใช้พื้นที่ห้องนะ" คนขอเข้ามาออดอ้อนฉันจากทางด้านหลัง เรื่องดื่มเหล้า ฉายดื่มประจำ แต่ฉันก็เข้าใจว่า มันเป็นวัยของเขา คนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อนของฉัน ก็มีพฤติกรรมแบบนี้ มีดื่มแบบนี้ เที่ยวแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว การที่เขาชวนเพื่อนมาดื่มที่ห้อง มันก็ทำให้ฉันสบายใจกว่าการที่เขาออกไปข้างนอกอยู่ดี "อื้อ ได้ดิ แล้วงานที่ส่งอาจารย์พรุ่งนี้ เรียบร้อยยัง" "เรียบร้อยแล้วครับ อยู่ในห้อง ตรวจสอบได้เลย" "ถ้าอย่างนั้นก็โอเค" "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวเพื่อนมา" "อะไรล่ะ ไม่เกี่ยวไหม" "เกี่ยวไง กางเกงสั้นเกินไป เดี๋ยวเพื่อนมอง ไปเปลี่ยนก่อน" "งอแงตลอดเลยฉาย ฉันกำลังจะทำกับข้าวไง ไม่มีเวลาไปเปลี่ยน" "ไม่เอาหรอกปาย ถ้าใส่แบบนี้ พวกนั้นมันก็มองดิ หวงเว้ย" "งอแงตลอด" "ก็หวงเมียไหมล่ะ ไปเปลี่ยนเลย จะผัดผักใช่ไหม เดี๋ยวทำรอ" เห็นความพยายามที่จะให้ฉันไปเปลี่ยนกางเกงของเขาแล้ว ฉันก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา ฉันยอมเข้ามาเปลี่ยนกางเกงตามที่อีกคนร้องขอ ความหวง ความห่วง เป็นที่หนึ่ง เอาจริงๆ กระโปรงนักศึกษาของฉัน หมอนั่นยังไม่ยอมให้ใส่สั้นๆ เลย ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง~ เหมือนเพื่อนของฉายจะมาถึงในตอนที่ฉันเปลี่ยนกางเกงเรียบร้อยแล้ว และเดินออกมาจากห้องนอนพอดี "มาแล้วๆ เหล้าเพียบเลย" "กับแกล้มก็เพียบเลย" กอล์ฟและจีโน่ เพื่อนที่สนิทที่สุดของฉาย เดินหิ้วของเข้ามาในห้อง สองคนนั้นรู้จักกับฉัน และกล้าคุยหยอกล้อ เพราะความที่รู้จักกันมากขึ้นนี่แหละ "ปาย ทำไรอ่ะ มานี่ดิ มาดื่มด้วยกัน" "หยุด นั่นเมียกู ไม่ให้คุยเว้ย" รายนั้นก็ออกอาการใหญ่ เล่นใหญ่ตลอดเลยเช่นกัน "ไอ้บ้าเอ้ย เมียมึง แล้วคิดว่ากูจะจีบเมียมึงหรือไง กูแค่ชวนมากินลูกชิ้นปิ้งเว้ย กูซื้อลูกชิ้นปิ้งมา" กอล์ฟเป็นฝ่ายชวน และพยายามส่งเสียงรบเร้าออกมาอีกครั้ง ฉันจึงต้องวางมือจากการทำอาหาร แล้วเดินไปนั่งในกลุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ "นี่เลย ลูกชิ้นปิ้ง น้ำจิ้มเด็ดมาก ซื้อมาเยอะมาก ฝากปายโดยเฉพาะ" "ขอบใจนะ ทีหลังไม่ต้องลำบากก็ได้" ฉันส่งยิ้มกลับไป เกรงใจในความมีน้ำใจของเพื่อนสามี "แค่ได้รอยยิ้มสวยๆ กลับคืน แค่นั้นก็คุ้มแล้วครับ" "เมียกูครับ!" อีกคนมองแรงใส่ แล้วปากล่องทิชชู่ลอยผ่านหน้าฉันไปโดนอีกคน "โอ๊ย ไอ้ฉาย มึงนะมึง!" ฉันหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ตอบรับความทะเลาะแบบเด็กๆ ของคนทั้งคู่ เขาก็แค่แซวเล่นไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรทั้งนั้น เป็นตะวันฉายมากกว่า ที่เยอะไปเอง เวลาผ่านไป "เมื่อไหร่พวกมึงจะกลับ กูจะไปนอน" "ทำไมต้องไล่ด้วยวะ นี่เพื่อนนะ" "แต่นี่มันเที่ยงคืนแล้วนะ กูจะไปนอน" "ตลอด เอะอะไล่ตลอด" "ถ้าอย่างนั้น พวกมึงจะกลับกันตอนไหน ปิดไฟให้กูด้วยก็แล้วกัน" จบคำ ฉายก็คว้ามือฉัน แล้วพาไปยังห้องนอน โดยไม่สนเสียงของเพื่อนที่เหมือนจะเมาได้ที่ที่ร้องตาม "ไม่รอให้เพื่อนกลับก่อนเหรอฉาย" "ช่างพวกมันเถอะ พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า เดี๋ยวมีเวลาได้อยู่กับเธอแป๊บเดียว" ทันทีที่ประตูห้องปิดลง และถูกล็อคเรียบร้อยด้วยมือของตะวันฉาย ท่อนแขนแกร่ง ก็กอดร่างของฉันเอาไว้ทันที "อยากกอดเมีย" "ก็กอดทุกวัน" ฉันยกมือโอบบนท่อนแขนแกร่งตอบ กลิ่นหอมจากกายของอีกคน เป็นกลิ่นที่ฉันคุ้นเคย "วันนี้ขอนะ" "งอแงตลอด ไหนบอกว่าวันไหนนอนดึกจะไม่กวนไง" "แป๊บเดียวก็ได้ นะครับ..." ริมฝีปากร้อนและปลายจมูกโด่ง เลื่อนเข้ามาซุกไซร้ไปตามลำคอของฉัน จังหวะการหายใจที่เริ่มแรง บ่งบอกว่าค่ำคืนนี้ เป็นอีกคืนที่ฉายจะไม่ยอมปล่อยให้ฉันนอนอย่างง่ายดาย ไม่นานด้วยซ้ำ เสื้อผ้าของฉันก็ถูกถอดออกไป ตามด้วยการหันไปจัดการตัวเอง จนเปลือยเปล่าไปด้วยกัน ที่ผ่านมา ฉันไม่เคยขัด เพราะคิดว่า ยังไงก็สามีภรรยากันอยู่แล้ว นอกจากความรัก เห็นจะเป็นลูก ที่ทำให้ฉันคิดว่า เราจะมีกันและกันแบบนี้ตลอดไป "รักปายนะ รักปายที่สุดในโลก" คนที่คลอเคลียอยู่กับซอกคอของฉันเอ่ยออกมา "ปายเป็นรักแรก และปายก็เป็นรักเดียวของฉาย" และคำพูดนั้น ก็เหมือนจะเป็นคำหวานที่หล่อเลี้ยงหัวใจของฉันได้เป็นอย่างดี "ปายก็รักฉาย ฉายเป็นรักแรก และเป็นรักเดียวเหมือนกัน"[ PART น้ำหวาน ]หกเดือนต่อจากนั้น..ฉันค่อยๆ ก้าวขาที่สั่นเทาลงจากเตียง อยู่ดีๆ พี่ฉลามที่แสนจะอบอุ่นของฉัน ก็กลายเป็นพี่ฉลามที่แสนจะดุร้าย ดุทุกเรื่อง โดยเฉพาะเวลาที่อยู่บนเตียง เขากินไม่หยุด กินไม่เคยอิ่ม กินไม่เคยพอ ในขณะที่ฉันขาสั่นเพราะเขาเล่นบทรักที่แสนจะร้อนแรงนานนับชั่วโมง แต่ทว่า เขากลับทำตัวสบายๆ ใส่กางเกง แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหาโยเกิร์ตเย็นๆ กินอย่างสบายใจ "ไม่ไหวก็กลับไปนอนด้วยกัน วันหลังค่อยไป" วันหลังไม่เคยมีอยู่จริง! ฉันเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เวลาที่ฉันจะออกไปข้างนอก เขามักจะทำแบบนี้ทุกครั้ง จัดหนัก เพื่อที่ฉันจะไปไหนไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จะหาวิธีหว่านล้อม เพื่อให้ฉันกลับขึ้นไปนอนบนเตียง ยอมรับว่าที่ผ่านมา ฉันทำแบบนั้นมาโดยตลอด แต่มันต้องไม่ใช่ครั้งนี้ เพราะครั้งนี้ฉันไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจเป็นอันขาด ต่อให้เหนื่อย ต่อให้จะเดินแทบไม่ไหว ฉันก็จะไป"วันนี้วันเกิดเพื่อนฉันนะ ฉันเตรียมของขวัญไว้แล้ว รับปากเพื่อนไว้แล้วด้วย" "อ้างว่าป่วย หรือไม่ก็เมนส์มา" "ไม่ดีกว่า ขอไปเปิดหูเปิดตาบ้าง" ฉันสรุปออกมาสั้นๆ ก่อนจะก้าวขาที่สั่นๆ เดินเข้าห้องน้ำในเวลาต่อมาหลังจากที่อาบ
@บนห้อง"พี่วานพี่บาสไปซื้อสตอเบอรี่มาให้ฉันเหรอ บอกตอนไหนอ่ะ หรือว่าบอกตอนที่ฉันหลับ แล้วทำไม..." "ไหนบอกว่าอยากกิน?" ผมหมุนตัวกลับไปถาม จนคนที่เดินตามหลังเกือบจะเข้ามาชนผมอยู่รอมร่อ"หรือไม่อยากกิน? ถ้าอย่างนั้นก็เอาคืนมา" "ไม่ให้ กินสิ กินตอนนี้แหละ" แล้วเธอก็รีบเดินหนีโดยการไปทิ้งตัวลงบนโซฟา ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ ไอ้เพื่อนเวรมันก็เล่นใหญ่ ป่านนี้น้ำหวานคงได้ใจที่ได้ยินอะไรแบบนั้นขึ้นมา ผมเดินไปคว้ารีโมทก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศ จากนั้นก็คว้าผ้าขนหนู แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป"อยากกินอะไรหรือเปล่า" ผมถูกถาม เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีผ้าขนหนูผืนเดียวพันที่ท่อนล่าง ตอนนี้น้ำหวานเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ใส่เสื้อยืดสบายๆ กับกางเกงขาสั้น เปิดทีวี เปิดกระป๋องน้ำอัดลม ซ้ำยังเทผลไม้ใส่จาน แยกพริกเกลือต่างหาก นั่งกินที่หน้าทีวีสบายใจเหมือนว่า ผลไม้ที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้มันสำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้น"ไม่อ่ะ ง่วงนอนมากกว่า เธออยากกินอะไรก็สั่ง กระเป๋าตังค์อยู่บนโต๊ะกระจก" "งั้นขอพันหนึ่งนะ จะซื้อของมาใส่ตู้เย็น" "อือ จะเอาอะไรก็สั่ง จะใช้เงินเท่าไหร่ก็เปิดเอา" ผมบอกแค่นั้น ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
[ PART น้ำหวาน ]สุดท้าย คำว่ารักมันก็หลุดออกมาจากปากของอีกคนจนได้ ต่อให้ฉันจะได้คำนั้นมาด้วยวิธีไหน แต่มันชื่นใจที่สุดเลย สามเดือนที่คบกัน ใครจะมองว่ามันสั้นเกินกว่าจะเก็บมาจริงจังก็ช่างเขา ฉันไม่แคร์ แค่เราใจตรงกัน แค่ทุกวันนี้ ฉันมองแบบไม่เข้าข้างตัวเองแล้วมีความรู้สึกว่ามันมีความสุขมาก เท่านั้นก็เพียงพอ "ขอจับมือหน่อยค่ะ" ฉันตวัดแขนไปด้านข้างในทิศทางที่อีกคนนั่งอยู่ ขยับมือเพื่อขอให้อีกคนเลื่อนมือมาประสานกันเป็นหนึ่งเดียว พี่ฉลามยอมเลื่อนมือมาจับมือฉัน ความอบอุ่นในตอนที่ได้สัมผัสกัน มันดีมากๆ เลย "พรุ่งนี้ เรากลับกรุงเทพฯ กันนะคะ""อือ""อดทนหน่อยนะ ไว้กลับไป..." ฉันเอียงคอมอง พลางเว้นช่องว่างอย่างจงใจ ใบหน้าแดงขึ้นมาเรื่อยๆ รอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ "ไว้กลับไป ...เดี๋ยวจัดเต็มให้เลย""เดี๋ยวเถอะ!" พี่ฉลามหันมาถลึงตาใส่ แต่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่สนใจหน้าดุๆ ของเขาสักนิดเลย "พรุ่งนี้อยากกินอะไรคะ เดี๋ยวตื่นมาทำให้กิน""เธอทำอาหารเป็น?""เป็นสิคะ""แต่ฉันไม่กินส้มตำ ไม่กินก๋วยเตี๋ยว ไม่กินขนมจีนหรืออะไรก็ตามที่เป็นเส้นๆ ในตอนเช้านะ""เดี๋ยวเถอะ" ฉันมองค้อนใส่เขาบ้าง เขาชอบเอาเรื่องนี้มาแซ
"คะ คุณป๋าจะยิงหัวเอานะ" น้ำหวานดันอกผม พลางร้องบอกด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ผมเหลือบตามองใบหน้าที่แดงก่ำ นึกถึงความหวงลูกสาวของคุณป๋า ผมจำต้องละมือออกจากอกอวบ แล้วยกแขนทั้งสองข้างโอบกอดอีกคนเอาไว้แทน"คุณป๋าของเธอโหดชะมัด" "ก็ลูกสาวคุณป๋าสวยนี่นา" "เหอะ..." ผมเค้นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ หลงตัวเองชะมัดเลย"หัวเราะอะไรอ่ะ หรือว่าไม่จริงล่ะ" "อือ จริงมั้ง" ผมตอบพลางๆ ก่อนจะแนบปลายจมูกลงที่ขมับบาง สัมผัสได้ถึงความหอมของแชมพูสระผม ทุกกลิ่นบนตัวเธอ ผมชอบชะมัดเลย"เรากลับกรุงเทพฯ กันไหมอ่ะ" "วะ ว่าไงนะ" "กลับกรุงเทพฯ ไง กลับคอนโดของเรา" "รีบอะไรขนาดนั้นเล่า" น้ำหวานกอดผมตอบ ปล่อยร่างของเราแนบชิดกันโดยไม่คัดค้านอะไร"คิดถึง" ผมรับรู้ถึงจังหวะการเต้นแรงของหัวใจอีกคน แต่ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพึ่งเอ่ยออกไป มันออกมาจากความรู้สึกที่อยู่ในใจจริงๆ"ไม่เห็นเคยบอกแบบนี้เลย อยู่ดีๆ ทำไมวันนี้ถึงคิดที่จะพูดล่ะ" "เวลาที่ไม่ได้เจอเธอ มันไม่สนุกไงล่ะ รู้หรือเปล่า ว่าตอนที่คุณป๋าของเธอ แยกตัวเธอออกจากฉัน ตอนนั้นฉันรู้สึกแย่ชะมัดเลย ...คิดถึงเด็กปอ.สามที่สุด" มันจุกในใจแปลกๆ หากผลลัพธ์สุดท้ายแล้วเรายังถ
ฝั่งทางด้านของผู้ใหญ่.."ไม่คิดเลยนะคะ ว่าคนที่เคยเป็นเพื่อน เคยรู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผ่านมาเป็นยี่สิบปี วันนี้จะกลับมาพบกันอีกครั้ง" มารดาของน้ำหวานเอ่ยขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม จริงๆ เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรมาตั้งแต่ต้น ด้วยความสัมพันธ์แม่ลูกที่สามารถเปิดใจ คุยกับบุตรสาวได้ทุกเรื่อง ยัยหนูน้ำหวานย่อมเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง โดยไม่ปิดบังสิ่งใดน้ำหวานเคยคบกับแฟนคนก่อนหน้านี้ คำแรกที่เอ่ยถึง คือคำว่าพี่คนนั้นหล่อมาก ทว่าแตกต่างจากกรณีของฉลาม ซึ่งน้ำหวานเล่าถึงเป็นประโยคแรกด้วยคำว่า พี่ฉลามนิสัยดี ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้ จะมีผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษได้ถึงขนาดนี้ ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ แม้จะประเมินจากสิ่งที่ลูกเล่า แต่ทว่า กลับเดาออก ว่าคนไหน คือคนที่ลูกจะคบได้นาน และหากย้อนไทม์ไลน์ที่น้ำหวานเล่าเรื่องผู้ชายที่ชื่อฉลามให้แม่ฟังทุกครั้ง บอกได้คำเดียว ว่าระหว่างที่คบหากับผู้ชายคนนี้ น้ำหวานมีความสุขมากจริงๆด้วยความเป็นแม่ เธอไม่ได้จะคัดค้าน แต่ด้วยความที่คุณอาของน้ำหวาน ซึ่งเป็นน้องชายที่รักเพียงคนเดียวของพ่อผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูน้ำหวานมาตั้งแต่วันแรกที่น้ำหวานสูญเสียพ่อไป ก็เข้าใจและรับรู้ได
อยู่ดีๆ เบอร์โทรศัพท์ของน้ำหวานก็ไม่สามารถติดต่อได้ แม้จะพอรู้คำตอบ ว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้มันเป็นเพราะใคร แต่สุดท้าย ความห่วงใยที่มีต่ออีกคน มันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ในเมื่อคุยกับคุณป๋าของน้ำหวานเรียบร้อยแล้ว ความหวังของผมต่อจากนี้ก็คือการรอพ่อกับแม่มาหา ผมเองก็ยังไม่รู้ ว่าจริงๆ แล้ว คุณป๋าของน้ำหวานไม่ชอบหน้าผมเพราะเรื่องอะไรหรือเปล่า แต่ยังเชื่อมั่นว่าการเข้าตามตรอกออกตามประตู จะทำให้ผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายเข้าใจ ว่าผมจริงใจจริงๆ ข้าวเช้าที่ยังไม่ตกถึงท้อง ยอมรับว่าไม่มีความรู้สึกหิว แต่ผมต้องกินเพื่อที่จะอยู่ที่นี่ต่อ ร้านอาหารที่อยู่ในระแวกนั้นคือที่ที่ผมฝากท้อง และต้องกลับไปที่โรงแรมเดิมอีกครั้ง โดยระยะเวลาเหล่านั้น ผมพยายามที่จะติดต่อกลับไปหาน้ำหวานอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังปรากฏว่า ไม่สามารถติดต่อได้แบบเดิม คนที่จะทำให้ผมเจอเธอได้ คงจะมีแต่คุณป๋าของน้ำหวานเพียงคนเดียว ตกเย็นของวันนั้น..ครืด ครืด~ผมคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหน้ามากดรับสายทันที เพราะวินาทีนี้ สิ่งที่ผมจดจ่อมากที่สุดก็คือโทรศัพท์ "ครับแม่"[ แม่กับพ่ออยู่สนามบิน ฉลามมารับแม่หน่อยสิ ]"สนามบิน" ผมทวนคำนั้นออก
ท่าทางดีอกดีใจที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนส่งผลให้ฉันยิ้มตาม แม้มีความจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่เพื่อฉลาม ฉันจะถือว่าฉันทำเพื่อลูกก็แล้วกันหลังจากที่ตกลงกัน ว่าฉายจะพาฉลามมารับฉันที่บ้าน ฉันก็โทรไปหาสกาย เพราะแม้ฉลามจะไปด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากให้การไปด้วยกันครั้งนี้ มันมีแค่เรา..."กายไปด้วยเหร
[ พักนี้โทรบ่อยขึ้นนะ บางวันโทรสองรอบก็มี บ่นคิดถึงลูก อยากกลับบ้านอยู่เหมือนกัน ] ฉันยิ้มรับเมื่อได้ฟัง เอาจริงนะ พักนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลย ฉันไม่ค่อยเห็นเขาเท่าไหร่ มีเห็นแบบผ่านๆ ตาบ้างแต่ไม่ได้คุยกัน"เรื่องเรียน เขาโอเคขึ้นใช่ไหมคะแม่ ปายมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนเขาอยู่บ้าง เห็นว่าตั้งใจกว่าเด
"อื้อ ขอบใจนะ" เขาหันมามองฉันอีกครั้ง ซึ่งฉันมองเขาอยู่ก่อนแล้ว"ร้องไห้ด้วยเหรอนี่ ทำไมต้องร้องด้วยล่ะ เป็นลูกผู้ชายนะ เดี๋ยวลูกมาเห็น""ฉันอยากเข้มแข็งแบบเธอนะปาย ฉันอยากมีชีวิตที่มีความสุขแบบเธอ แต่บาปที่ฉันทำไว้กับเธอ มันทำให้ฉันสุขไม่สุดๆ จริง""...""ฉันยินดีด้วย ที่วันนี้เธอประสบความสำเร็จใน
หลังจากที่การกินอาหารเช้าผ่านพ้นไปสปายพาฉลามไปล้างมือ ส่วนสกายเก็บหม้อข้าว และเก็บจาน ซึ่งผมมีโอกาสที่ได้นั่งอยู่กับพ่อแม่ของปายตามลำพังคำพูดของแม่ที่ต่อว่า เมื่อผมเอ่ยถึงคนที่นี่ทั้งที่ไม่ควรจะพูดถึงแบบนั้น ลึกๆ ความรู้สึกผิดมันก็ประเดประดังเข้ามามันก็จริงนะ ที่สปายท้อง มันก็เป็นความผิดของผม ผม







