LOGIN"นายลืมอะไรไปรึเปล่า ตั้งแต่เด็กในอุปการะของฉันเรียนจบ ก็ไม่เห็นมีจดหมายมาสักฉบับเลยนะ นี่ก็ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว นายลืมเอาจดหมายมาให้ฉันรึเปล่ากวิน"
"ไม่ใช่นะครับบอส จดหมายของวันนี้เพิ่งจะมาถึงเมื่อกี้นี้เอง ผมก็เลยยังไม่ได้เอามาให้บอสครับ ก็บอสบอกจะมีประชุมผู้บริหารในช่วงบ่าย ผมก็เลยจะเอามาให้บอสหลังจากที่ประชุมเสร็จน่ะครับ"
"นี่นายลำดับความสำคัญผิดไปรึเปล่า ไปเอาจดหมายนั่นมาเดี๋ยวนี้!" เสียงออกคำสั่งที่ดุดันของเจ้านาย ก็ทำให้กวินรีบรับคำเสียงสั่น ก่อนออกรีบออกไปเอาจดหมายตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงสามนาที กวินก็นำซองจดหมายสีชมพูหวานไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้านาย ราล์ฟ ชายหนุ่มในวัย 34 ปี เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์ในด้านโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่ชื่อว่า Miller (มิลเลอร์) ที่มีมากกว่า 15 โครงการในประเทศไทย
"มีแค่ฉบับเดียวเนี่ยนะ ฉบับนี้คือล่าสุดสินะ แล้วฉบับก่อน ๆ ล่ะ? นายไม่ได้เก็บไว้รึไง มันตั้งสองเดือนแล้วทำไมถึงมีแค่ฉบับเดียวเองล่ะ"
"บอสครับ คือว่าผมเคยให้จดหมายไปหนึ่งฉบับก่อนหน้านี้แล้วนะครับ"
"นี่นายอย่ามามั่วนะ นายจะเอามาให้ก่อนหน้านี้ได้ยังไง ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้นเรียนจบไป ฉันก็ยังไม่เคยได้แตะต้องหรือเห็นจดหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะฉบับสุดท้ายที่ได้รับก็เป็นตอนก่อนที่จะเรียนจบ เด็กคนนั้นยังบอกฉันอยู่เลย ว่าจะส่งรูปถ่ายตอนที่จบการศึกษามาให้น่ะ"
"แต่ตอนนั้นผมเอามาให้บอสแล้วจริง ๆ นะครับ ก็ตอนนั้นบอสกำลังคุยกับเลขาเดียอยู่ ผมก็เลยนำจดหมายไปวางไว้บนโต๊ะทำงานให้แล้วนะครับ"
"ถ้าเป็นจดหมายแล้วทำไมฉันถึงไม่เห็นเลยล่ะ ถ้านายวางไว้จริง ๆ ฉันก็ต้องเห็นมันสิ"
"ก็ตอนนั้นบอสพยักหน้าแล้วนะครับ ผมก็คิดว่าบอสรู้แล้ว"
"จดหมายสีชมพูแบบนั้น ถ้าวางอยู่บนโต๊ะจริง ๆ ฉันก็ต้องเห็นสิ แล้วนี่มันหายไป แล้วนายจะรับผิดชอบยังไงกวิน!"
"รอบนั้นมันก็ผ่านมาสองเดือนแล้วนะครับบอส แต่ที่ส่งมามันไม่ใช่ซองจดหมายนะครับ แต่เป็นซองสีน้ำตาลต่างหาก"
"อะไรนะ ซองสีน้ำตาล?"
"ครับ แถมก็ยังค่อนข้างหนาด้วย คุณหนูน่าจะส่งอะไรมาแน่ ๆ เลยครับ"
"นายนี่สะเพร่าจริง ๆ ถ้านายไม่อยากโดนฉันปลดออกจากตำแหน่งผู้ติดตาม ภายในหนึ่งชั่วโมงต้องไปหาซองสีน้ำตาลมาให้เจอให้ได้! ถ้ามันไม่มีใครหยิบไปก็อยู่ในห้องนี้นั่นแหละ แต่ถ้านายหาไม่เจอก็รับผิดชอบในการกระทำของตัวเองซะ ถึงแม้นายจะเป็นคนที่ฉันไว้ใจมากก็ตาม แต่เรื่องสำคัญขนาดนี้นายยังทำพลาด แล้วคิดว่าฉันควรจะจัดการยังไงกับนายดี"
"ซองนั้นมันตั้งสองเดือนแล้วด้วย ผมจะหาเจอได้ยังไงครับบอส แล้วถ้าอยู่ในห้องนี้ ก็ไม่แน่ว่ามันจะยังอยู่ในห้องอีกรึเปล่า อาจจะมีคนอื่นหรือแม่บ้านมาหยิบออกไปแล้วก็ได้นะครับ"
"นั่นมันเป็นปัญหาของนาย ไม่ใช่ปัญหาของฉัน แล้วนายก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย โทษฐานที่นายเป็นคนรับจดหมายกับมือ แต่กลับส่งมาไม่ถึงมือฉัน ฉันก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมถึงเงียบขนาดนี้ แล้วนั่นก็เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายด้วย ถ้าไม่นับจดหมายฉบับล่าสุดวันนี้ ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ตอบจดหมายไปเลยแบบนั้น แล้วเด็กคนนั้นจะคิดยังไง!"
"ขอโทษจริง ๆ ครับบอส เดี๋ยวผมจะลองพยายามหาในห้องของบอสให้เจอนะครับ ผมคิดว่าถ้าบอสไม่เห็นก็คงไม่มีใครหยิบไปแน่ ๆ เพราะของทุกอย่างไม่ว่าใคร ๆ ก็ไม่สามารถหยิบอะไรออกไปจากห้องนี้โดยพลการได้อยู่แล้ว"
"งั้นวันนี้นายก็ไปบอกให้เลขายกเลิกการประชุมผู้บริหารตอนนี้เลย วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะพบกับใครทั้งนั้น เดี๋ยวฉันจะรอจดหมายฉบับก่อนหน้าอยู่ที่นี่แหละ เพราะฉันจะยังไม่เปิดฉบับล่าสุดอ่าน จนกว่าจะได้อ่านฉบับก่อนหน้า แล้วนายบอกว่าเป็นซองสีน้ำตาลด้วย คงจะต้องมีของอะไรอยู่ในนั้นแน่ ๆ อาจจะเป็นรูปถ่ายตอนที่จบการศึกษา เพราะฉะนั้นแล้ว นายก็รู้คงรู้สินะว่านายควรจะทำยังไง"
"ครับบอส ของสำคัญขนาดนั้นผมต้องหาให้เจอให้ได้แน่นอนครับ งั้นผมขอรบกวนให้บอสออกไปข้างนอกก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวผมจะให้แม่บ้านมาช่วยตามหาด้วยอีกแรง เผื่อว่าตอนทำความสะอาด อาจจะเก็บเอาไว้ที่อื่นที่มองไม่เห็นน่ะครับ"
"เอาแบบนั้นก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันจะไปรออยู่ที่ห้องรับรองแขกก็แล้วกัน ถ้าได้แล้วก็เอามาให้ฉันทันทีเลยด้วย"
"ได้ครับบอส" กวินก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากที่เจ้านายออกไปแล้ว ปกติถ้าไม่ใช่เวลาประชุมงาน เจ้านายของเขาแทบจะพูดนับคำได้ด้วยซ้ำ แต่พอเป็นเรื่องของเด็กที่อุปการะแล้ว เจ้านายก็มักจะเป็นแบบนี้อยู่ประจำ จนเขารู้สึกหวั่นใจไม่น้อยเลย
"บอสครับ ผมเจอซองจดหมายแล้วครับ" กวินก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ห้องรับรองแขก ก่อนจะกอดซองสีน้ำตาลแน่น ราวกับกลับกลัวจะหลุดมือไป ถ้าหากเขาจับไว้ไม่มั่นคงพอ
"เจอสักทีนะ งั้นก็ออกไปได้แล้วล่ะ เดี๋ยวมีอะไรฉันจะโทรเรียกเอง"
"ครับบอส" กวินก็รับคำแล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที กวิน เป็นผู้ติดตามของราล์ฟ ซึ่งกวินเป็นลูกชายของพ่อบ้านคนเก่าแก่ที่ทำงานอยู่ในบ้านของตระกูลมิลเลอร์ กวินเป็นคนที่ราล์ฟไว้วางใจมากที่สุด เพราะทั้งสองคนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แถมยังเติบโตมาด้วยกันอีกด้วย เวลาที่ราล์ฟไปที่ไหน ก็มักจะมีกวินที่คอยตามติดเป็นเงาอยู่เสมอ
มือแกร่งของราล์ฟก็หยิบซองสีน้ำตาลอย่างเบามือ เขาค่อย ๆ เปิดซองจดหมายขนาดใหญ่ออกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหยิบดูรูปถ่ายของเด็กที่เขาอุปการะมาตลอด 12 ปี เป็นรูปถ่ายของมาลินที่จบการศึกษา จากโรงเรียนสตรีระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ใบหน้าใสที่ไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม กำลังยิ้มออกมาเล็กน้อย โดยข้างกายก็มีเพื่อนสนิทสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย
ราล์ฟจ้องมองดูรูปถ่ายใบแล้วใบเล่าด้วยความตั้งใจ สิบสองปีที่เขาได้แต่มองดูรูปถ่ายของเธอในทุกช่วงชีวิต โดยที่ไม่เคยเจอหน้ากัน แต่เขาก็รู้สึกเหมือนได้รับรู้เรื่องราวของผู้หญิงในจดหมายทุกอย่าง เพราะคนในจดหมายมักจะบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของตัวเองที่มักจะทำในชีวิตประจำวัน บอกถึงเรื่องราวในแต่ละวันที่ตัวเองได้พบเจอกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งก็มีแต่เรื่องราวในรั้วโรงเรียน เรื่องเพื่อนสนิท เรื่องของครูที่สอนและเรื่องของตัวเองเพียงเท่านั้น
ราล์ฟหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนจะยาวที่สุดตั้งแต่ที่เขาเคยอ่านมาเลยก็ว่าได้ ก่อนที่ราล์ฟจะหยิบแว่นตาขึ้นมาสวม แล้วจดจ่อกับตัวหนังสือลายมือน่ารักทุกตัวอักษรด้วยความตั้งใจ
"กำลังจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยแล้วสินะ นี่เราสามารถส่งเสียเด็กคนหนึ่งให้ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่สิบสองปีนี่มันก็ผ่านไปไวเหมือนกันนะ"
หลังจากที่ราล์ฟได้อ่านจดหมายที่เขียนมายาวเหยียด ใบหน้าคมก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ตลอดนั้น ก็คือคำขอบคุณของคนในจดหมาย ที่มักจะทำให้เขายิ้มออกมาได้เสมอ เขารู้สึกดีใจที่เธอยังมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ถึงแม้ว่าต่อจากนี้ไป เขาจะไม่ได้อุปการะต่อแล้วก็ตาม แต่เขาก็ได้ช่วยปูทางชีวิตให้เด็กด้อยโอกาสคนหนึ่งได้ต่อยอดความรู้ไปสู่เส้นทางในอนาคตได้
ราล์ฟหยิบจดหมายฉบับล่าสุดออกมาเปิดอ่าน จากใบหน้าที่อมยิ้มอยู่ก่อนหน้านี้ ใบหน้าหล่อเหลากลับทำสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที ก่อนจะพยายามอ่านทวนอีกสองครั้งว่าสิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่มันไม่น่าจะใช่ความจริง
"อะไรกัน จู่ ๆ ก็มาบอกว่าจะทำงานแล้ว แถมยังบอกว่าจะไม่เรียนต่ออีกเนี่ยนะ ทั้ง ๆ ที่ฉบับก่อนหน้ายังดีใจ จนเขียนสาธยายออกมามากมายว่าดีใจที่ได้เรียนต่ออยู่เลยแท้ ๆ"
หลังจากที่ได้อ่านจดหมายฉบับนั้นจบ ก็ทำให้ราล์ฟได้แต่เกิดความสงสัย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ธุระอะไรของตัวเองอีกต่อไปแล้วก็ตาม เพราะตั้งแต่ที่เธอได้จบการศึกษา หน้าที่ของเขาในการอุปการะก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาจึงได้แต่สงสัยว่ามีเหตุผลอะไรถึงได้ทำให้เธอตัดสินใจแบบนั้น
"ครับบอส" กวินก็รีบเข้ามาในห้องทันที หลังจากที่เจ้านายเรียกให้เข้าไปหาอย่างเร่งด่วน
"ไปตามสืบประวัติทั้งหมดของเด็กที่ฉันอุปการะหน่อย แล้วก็ขอที่อยู่ปัจจุบันด้วยนะ"
"ได้ครับบอส เดี๋ยวผมจะรีบจัดการให้เลย"
"ไม่ต้องเดี๋ยว เพราะฉันสั่งให้ไปทำเดี๋ยวนี้! เข้าใจหรือยัง"
"ครับบอส เข้าใจแล้วครับ"
"งั้นก็ขอให้ได้ภายในสองชั่วโมงด้วย เพราะฉันจะไปที่นั่นภายในวันนี้"
"อะไรนะ! เธอคือคนที่อุปการะยัยมาลินจริง ๆ เหรอเนี่ย" มาลีกวาดสายตามองดูผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่จะมาหลอกอะไรฉันรึเปล่า คนที่ส่งเสียยัยมาลินเรียนไม่ใช่คนแก่ ๆ คราวพ่อรึไง ดูจากหน้าตาก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนี่""กรุณาเรียกบอสอย่างสุภาพด้วยนะครับคุณ แล้วก็กรุณาพูดจาให้มีมารยาทด้วย...""ไม่ต้องกวิน นายปล่อยมือออกจากผู้หญิงคนนั้นซะ ถ้าเธออยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ""แต่บอสครับ...""ฉันบอกให้เงียบไง!" ราล์ฟก็หันไปดุผู้ติดตาม ก่อนจะหันไปคุยกับมารดาของมาลินต่อ "ว่าแต่ทำไมคุณถึงคิดว่าคนที่อุปการะไม่น่าจะเป็นผมล่ะครับ" กวินก็ไม่ค่อยพอใจเจ้านายของตัวเองมากนัก เพราะเขาต้องยอมให้ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาพูดจาห้วน ๆ ใส่ แถมยังแทนตัวเองว่าผมและพูดอย่างสุภาพอีกด้วย"ถ้าสิบสองปีมันก็ไม่สมเหตุสมผลน่ะสิ คนที่ส่งเสียยัยมาลินก็ส่งแต่ของดี ๆ มาให้ตลอด แถมยังส่งเสียให้เรียนโรงเรียนประจำสตรีที่มีชื่อเสียงด้วย ค่าใช้จ่ายต่อปีมันก็ไม่ใช่น้อย ๆ แถมค่าเทอมของที่นั่นก็แพงมากนี่ ถ้าเมื่อสิบสองปีก่อนเป็นเธอจริง ๆ งั้นตอนนั้นเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ไม่ใช่หรือไง อายุไม่ถึง เขาให้อ
"บอสครับ นี่เอาจริงเหรอครับที่คืนนี้จะพักอยู่ที่นี่น่ะ""ก็แน่ใจน่ะสิ ถ้าไม่แน่ใจ แล้วจะมาอยู่ที่นี่ตรงนี้รึไงกันล่ะ แถมเจ้าของห้องก็อนุญาตแล้วด้วย""ก็บอสเล่นให้เงินไปตั้งสามแสนเพื่อเช่าห้องนี้ต่อ ไม่ว่าใครก็ต้องยอมอยู่แล้วล่ะครับ""งั้นนายก็รีบให้บริษัททำความสะอาดมาจัดการห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ของเก่า ๆ ก็ทิ้งไปให้หมดเลยนะ พอเสร็จแล้วนายก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง""จะดีเหรอครับบอส นี่มันไม่เสี่ยงเกินไปเหรอครับ บอสไม่เห็นจำเป็นต้องลงมาจัดการทุกอย่างเองเลยนี่ครับ""เสี่ยงอะไร? ฉันแค่อยากรู้ความเป็นอยู่ของเด็กที่ฉันเคยอุปการะ แล้วมันเสี่ยงอะไรตรงไหน""ผมรู้ครับว่าบอสเป็นห่วง แต่ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องลงทุนมาเช่าอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เลยนี่ครับ""นายเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาออกความเห็น ฉันบอกให้จัดการก็รีบจัดการเดี๋ยวนี้! แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนที่เด็กคนนั้นจะกลับจากที่ทำงานด้วย""ดะ...ได้ครับบอส แล้วบอสจะอยู่ที่นี่กี่วันครับ""ก็จนกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ส่วนเจ้าของห้องนี้ก็จัดการโอนเป็นชื่อนายแล้วนี่ ฉันใช้ชื่อนายในการเช่าห้องนี้ แล้วฉันก็จะรอดูสถานกา
"นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่หามาได้ครับบอส""แต่นายมาช้าไปสามชั่วโมงนะกวิน" ราล์ฟเปิดดูข้อมูลที่คนสนิทยื่นส่งให้ ผ่านไปสิบนาที ราล์ฟก็วางเอกสารลงด้วยความคาดไม่ถึง"ข้อมูลมีแค่นี้เองหรือไงกวิน แล้วที่ในข้อมูลบอกว่าอยู่กับแม่สองคน เรื่องนั้นฉันก็รู้อยู่แล้วไหม ข้อมูลที่มันลงลึกมากกว่านี้ไม่มีแล้วหรือยังไง""นั่นแหละครับ เหตุผลที่ผมมาช้าก็เพราะเรื่องนี้แหละ พอดีว่าผมได้ไปสอบถามคนในพื้นที่มา เขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่ของคุณหนูตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจครับ ซึ่งเธอชอบเที่ยวกลางคืน ใช้ชีวิตสนุกสนานและเข้าบ่อนเล่นการพนัน แต่พอรู้ว่าตั้งครรภ์ ผู้ชายที่รู้จักก็หนีหายหมดครับ จนไม่รู้ว่าพ่อของคุณหนูคือใคร แล้วผู้ชายที่เกี่ยวข้องในตอนนั้นก็ไม่มีใครอยากรับผิดชอบด้วย""งั้นหนี้มหาศาลในตอนนี้ ก็เกิดจากการที่แม่ของเด็กคนนั้นเข้าบ่อนสินะ? แล้วแบบนี้เด็กคนนั้นจะต้องรู้สึกยังไง ที่ไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครแบบนี้น่ะ""เรื่องที่ผมได้ไปสอบถามคนที่อยู่แถวนั้นยังมีอีกนะครับบอส เพราะคนแถวนั้นต่างก็รู้จักเธอดี เธอเป็นคนที่ชอบเมาและโวยวายเป็นประจำ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับที่อาศัยอยู่ข้างห้องและคนในอะพาร์ตเม
"นายลืมอะไรไปรึเปล่า ตั้งแต่เด็กในอุปการะของฉันเรียนจบ ก็ไม่เห็นมีจดหมายมาสักฉบับเลยนะ นี่ก็ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว นายลืมเอาจดหมายมาให้ฉันรึเปล่ากวิน""ไม่ใช่นะครับบอส จดหมายของวันนี้เพิ่งจะมาถึงเมื่อกี้นี้เอง ผมก็เลยยังไม่ได้เอามาให้บอสครับ ก็บอสบอกจะมีประชุมผู้บริหารในช่วงบ่าย ผมก็เลยจะเอามาให้บอสหลังจากที่ประชุมเสร็จน่ะครับ""นี่นายลำดับความสำคัญผิดไปรึเปล่า ไปเอาจดหมายนั่นมาเดี๋ยวนี้!" เสียงออกคำสั่งที่ดุดันของเจ้านาย ก็ทำให้กวินรีบรับคำเสียงสั่น ก่อนออกรีบออกไปเอาจดหมายตามคำสั่งอย่างรวดเร็วไม่ถึงสามนาที กวินก็นำซองจดหมายสีชมพูหวานไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้านาย ราล์ฟ ชายหนุ่มในวัย 34 ปี เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์ในด้านโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่ชื่อว่า Miller (มิลเลอร์) ที่มีมากกว่า 15 โครงการในประเทศไทย"มีแค่ฉบับเดียวเนี่ยนะ ฉบับนี้คือล่าสุดสินะ แล้วฉบับก่อน ๆ ล่ะ? นายไม่ได้เก็บไว้รึไง มันตั้งสองเดือนแล้วทำไมถึงมีแค่ฉบับเดียวเองล่ะ""บอสครับ คือว่าผมเคยให้จดหมายไปหนึ่งฉบับก่อนหน้านี้แล้วนะครับ""นี่นายอย่ามามั่วนะ นายจะเอามาให้ก่อนหน้านี้ได้ยังไง ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้
INTRO12 ปีก่อนมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เป็นมูลนิธิที่คนมีชื่อเสียง คนในวงการบันเทิง คนในวงการไฮโซหรือเซเลปดารามักจะสนับสนุนทุนให้เด็กที่ด้อยโอกาสและขาดทุนทรัพย์ได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งตระกูล มิลเลอร์ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนมูลนิธิแห่งนี้ด้วยเพียงแวบแรกที่บิดาของราล์ฟได้วางรูปถ่ายของเด็กด้อยโอกาสบนโต๊ะ เขาก็สะดุดตากับรูปของเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะรีบคว้ารูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติเด็กสาววัย 7 ปี หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ถึงใบหน้าจะดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แววตากลับดูเศร้าจนน่าใจหาย อาจจะเป็นเพราะดวงตาเศร้าคู่นั้นที่ทำให้เขาสะดุดตา จนต้องคว้ารูปใบนั้นขึ้นมาท่ามกลางรูปมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทายาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวัย 22 ปี ก็หยิบประวัติของเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะเอ่ยประโยคบางอย่างออกมา"แด๊ดครับ ถ้าครอบครัวเราอุปการะเด็กคนนี้จะได้ไหม""ฉันเลือกเด็กที่จะอุปการะได้แล้วล่ะ นี่ไง""ครบ 20 คนแล้วหรือครับแด๊ด ถ้าเพิ่มคนนี้ไปอีกสักคนได้ไหม""ไม่ได้หรอก ฉันเลือกคนที่จะอุปการะแล้ว แล้วทางมูลนิธิก็ไม่ให้รับเกิน 20 คนด้วย เดี๋ยวก







