LOGIN
INTRO
12 ปีก่อน
มูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เป็นมูลนิธิที่คนมีชื่อเสียง คนในวงการบันเทิง คนในวงการไฮโซหรือเซเลปดารามักจะสนับสนุนทุนให้เด็กที่ด้อยโอกาสและขาดทุนทรัพย์ได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งตระกูล มิลเลอร์ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนมูลนิธิแห่งนี้ด้วย
เพียงแวบแรกที่บิดาของราล์ฟได้วางรูปถ่ายของเด็กด้อยโอกาสบนโต๊ะ เขาก็สะดุดตากับรูปของเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะรีบคว้ารูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติ
เด็กสาววัย 7 ปี หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ถึงใบหน้าจะดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แววตากลับดูเศร้าจนน่าใจหาย อาจจะเป็นเพราะดวงตาเศร้าคู่นั้นที่ทำให้เขาสะดุดตา จนต้องคว้ารูปใบนั้นขึ้นมาท่ามกลางรูปมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
ทายาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวัย 22 ปี ก็หยิบประวัติของเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะเอ่ยประโยคบางอย่างออกมา
"แด๊ดครับ ถ้าครอบครัวเราอุปการะเด็กคนนี้จะได้ไหม"
"ฉันเลือกเด็กที่จะอุปการะได้แล้วล่ะ นี่ไง"
"ครบ 20 คนแล้วหรือครับแด๊ด ถ้าเพิ่มคนนี้ไปอีกสักคนได้ไหม"
"ไม่ได้หรอก ฉันเลือกคนที่จะอุปการะแล้ว แล้วทางมูลนิธิก็ไม่ให้รับเกิน 20 คนด้วย เดี๋ยวก็มีคนอื่นรับไปอุปการะนั่นแหละ แต่ถ้าแกอยากจะส่งเสริมเด็กด้อยโอกาสมากขนาดนั้นก็ทำเองเลยสิ แกก็เรียนจบแล้วนี่ กลับมาจากเมืองนอกแค่ไม่กี่เดือนก็ดูแลทุกอย่างแทนฉันได้ดีขนาดนี้ แค่ส่งเสริมเด็กด้อยโอกาสสักคน ขนหน้าแข็งแกคงไม่ร่วงหรอกมั้ง"
"ผมสามารถสนับสนุนได้ด้วยหรือครับ"
"ได้สิ แกก็เรียนจบมีหน้าที่การงานมั่นคงแล้ว ทางมูลนิธิก็อนุมัติให้เป็นผู้อุปการะอยู่แล้วล่ะ"
"งั้นผมขออุปการะเด็กคนนี้นะครับแด๊ด"
"ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากจะอุปการะขึ้นมาล่ะ ปกติแกไม่เคยสนใจเรื่องที่ฉันทำการกุศลหรือช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงต้องเป็นเด็กคนนี้ด้วยล่ะ"
"ไม่รู้สิครับแด๊ด แต่พอผมดูรูปถ่ายแล้ว ผมก็รู้สึกได้ว่าเด็กคนนี้น่าสงสาร โดยเฉพาะสายตาที่มองมาคู่นั้น ผมแค่อยากจะสนับสนุนให้ได้รับโอกาสที่ดี อาจจะทำให้เด็กคนนั้นมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างก็ได้ครับ"
โปรย
ฉันอยากให้เธอพูดว่า "ต้องการฉัน" เหมือนอย่างที่ฉัน "ต้องการเธอ"
#รักต่างวัย #เด็กในอุปการะ #เมียเด็ก ราล์ฟ (34) x มาลิน (19) __________________________________ เมื่อ 12 ปีก่อน ราล์ฟในวัย 22 ปี เขาได้รับอุกปาระเด็กสาวคนหนึ่งในวัย 7 ปี ของมูลนิธิแห่งหนึ่ง ซึ่งเพียงแค่เห็นรูปถ่ายก็ทำให้เขาตัดสินใจที่จะอุปการะทันที เพราะความสงสารและอยากจะสนับสนุนให้เด็กคนนั้นได้มีอนาคตที่สดใส ซึ่งผู้อุปการะและเด็กในอุปการะสามารถพูดคุยกันผ่านทางจดหมายเท่านั้น จนผ่านไป 12 ปี ความรู้สึกผูกพันก็ก่อเกิดขึ้นมาในใจของเขาโดยไม่รู้ตัว ________________ ที่ผ่านมาเขาคิดมาตลอดว่าใจของตัวเองอาจจะสับสนที่ไปชอบคนที่ตัวเองอุปการะอยู่ ใจของเขาอาจจะแค่รู้สึกผูกพันกับคนที่ตัวเองส่งเสียมาก็ได้ แต่หลังจากที่ได้เห็นเจ้าของใบหน้าใสที่เขาเฝ้ารอคอยอ่านจดหมายมาตลอดสิบกว่าปี เขาก็เริ่มมั่นใจแล้วว่ามันไม่ใช่ความสับสนอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้หัวใจของเขากำลังตื่นเต้นและเต้นแรง ราวกับตัวเองกำลังกลับไปเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังจีบสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ________________ "งั้นก็ไปกันเถอะ จากนี้ไปก็จงลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ซะ แล้วก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับฉัน" มาลินที่ได้ยินคำพูดของผู้มีพระคุณก็แอบปาดน้ำตาที่ไหลออกมาทันที ถึงคำพูดที่เอ่ยออกมาจะเป็นแค่คำพูดที่แสนธรรมดา แต่สำหรับหัวใจของเธอที่กำลังเคว้งคว้างในตอนนี้ ก็ทำให้มาลินน้ำตาไหลออกมาด้วยความซึ้งใจ 'เขาไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ คำพูดเพียงสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกมีพลังบวกอยู่เสมอ นี่คือคุณราล์ฟที่เธอเคยคุยกันผ่านจดหมายมาตลอดสิบสองปีจริง ๆ ด้วย' ________________ "งั้นคุณราล์ฟก็มานอนที่เตียงด้วยกันเถอะค่ะ" "ฮะ?" "เอ่อ...หนูหมายถึงมานอนคุยกันที่เตียงก็จะได้ไม่เมื่อยไงคะ ไหน ๆ คืนนี้เราก็จะไม่นอนกันแล้ว" "งั้นเธอก็นอนรอไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันอาบน้ำก่อน" "ค่ะ" มาลินก็รับคำด้วยดวงตาเป็นประกาย เพราะเธอมีคำถามมากมายเหลือเกินที่อยากจะถามผู้มีพระคุณมาตลอด สิบสองปีที่ได้แต่คุยกันผ่านทางจดหมาย วันนี้ความฝันที่เธออยากจะมีโอกาสได้คุยกับผู้มีพระคุณก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว ราล์ฟก็เดินเข้าไปในห้องห้องน้ำด้วยอารมณ์ปั่นป่วนไม่น้อย เพราะใครจะคิดว่าคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดจะชวนขึ้นเตียงด้วยท่าทีไร้เดียงสาแบบนั้น ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าคำเชิญชวนของเธอไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร เพราะเธอก็คงอยากจะชวนเขาพูดคุยบนเตียงจริง ๆ แต่เธอจะรู้หรือเปล่าว่าการชวนขึ้นเตียงแบบนี้มันหมายถึงอะไร___ตอนที่ 1___
"มึงคือความอัปยศมากที่สุดในชีวิตกู แค่เห็นหน้า กูก็อยากจะบีบคอมึงให้ตาย ๆ ไปซะ"
"คุณแม่!" มาลินในวัย 19 ปี ก็ลุกพรวดขึ้นมาจากฟูกผืนเก่าที่ใช้ปูนอน "ฝันอีกแล้วเหรอเนี่ย นี่เราฝันแบบนี้อีกแล้ว" มาลินรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าในห้องน้ำตอนกลางดึก เพื่อไล่ความกลัวที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเอง
"วันนี้คุณแม่ก็ยังไม่กลับห้องอีกแล้วสินะ" หลังจากที่มาลินเดินไปเปิดประตูที่ห้องนอนของมารดา บนเตียงก็มีแต่ความว่างเปล่า ซึ่งมาลินก็ทราบดีว่ามารดาต้องไปที่บ่อนอีกแน่นอน
มาลินเดินกลับไปห้องของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งแทบจะเรียกว่าห้องไม่ได้เลย เพราะเป็นแค่ห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่มีแต่ของเก่าและเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้ใช้แล้วเต็มไปหมด ซึ่งที่นอนของมาลินก็มีเพียงแค่หมอนหนึ่งใบ ผ้าห่มหนึ่งผืนและฟูกที่ใช้ปูนอนเท่านั้น
ไม่นานหลังจากที่มาลินเดินกลับเข้าไปในห้องเก็บของ เธอก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของมารดา ที่ตะโกนออกมาดังลั่นตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าห้อง ซึ่งเป็นห้องเช่าเก่า ๆ ที่มีเพียงแค่หนึ่งห้องนอนและหนึ่งห้องน้ำเท่านั้น
"มึงออกมาสิวะอีมาลิน กูกลับมาถึงแล้ว ยังไม่รีบเอาน้ำมาต้อนรับกูอีก" มาลี มารดาของมาลินก็เดินโซเซเข้าไปในห้อง พร้อมกับหนีบขวดสุราไว้ที่ใต้รักแร้ด้วย
มาลินก็รีบเดินออกไปจากห้อง ก่อนจะรีบเตรียมน้ำดื่มไปให้มารดาอย่างรวดเร็ว
"ทำไมถึงชักช้านักวะ มัวแต่โอ้เอ้อยู่ได้!"
"หนูรีบแล้วนะคะคุณแม่ พอคุณแม่เรียก หนูก็รีบเอาน้ำมาให้ทันทีเลยนะคะ"
"มึงนี่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ เรียนจบม.ปลายแล้วก็ยังทำตัวโง่ ๆ อยู่อีก ตอนนั้นกูน่าจะกินยาขับให้มึงตาย ๆ ไปซะตั้งแต่อยู่ในท้องก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องมาเกะกะสายตากูแบบนี้"
มาลินก็ไม่กล้าตอบโต้อะไรมารดานอกจากนั่งอยู่เงียบ ๆ แบบนั้น เพราะตั้งแต่จำความได้ เธอก็ไม่เคยได้ยินมารดาพูดจาดี ๆ กับเธอเลย
"แล้วนี่เรียนจบแล้วยังไม่คิดหางานทำอีกรึไง กลับมาอยู่บ้านตั้งสองเดือนแล้วนะตั้งแต่ที่เรียนจบมาน่ะ พอออกมาจากโรงเรียนประจำก็รีบหางานทำสักทีสิ จะได้รีบ ๆ ออกไปจากที่นี่ กูรำคาญมึงจะตายไม่รู้รึไงวะ ไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งสิบกว่าปี กูนึกว่ามึงจะไปพ้น ๆ จากชีวิตกูแล้วซะอีก มึงยังจะกลับมาอีกทำไม"
"ก็คุณแม่อยู่ที่นี่ จะให้หนูไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ เอ่อ...คุณแม่คะ คือว่าหนูอยากเรียนต่อมหาลัยน่ะค่ะ หนูสอบติดและผ่านเกณฑ์ของทางมหาลัยแล้ว แต่ว่าต้องมีผู้ปกครองไปที่มหาลัยในวันรายงานตัวด้วย เดือนหน้าคุณแม่ช่วยไปที่มหาลัยกับหนูหน่อยได้ไหมคะ"
"จบแค่นี้ได้ก็บุญหัวแล้ว ยังจะไปเรียนต่อมหาลัยทำไมให้เปลืองเงินอีก กูไม่มีเงินให้มึงหรอกนะ"
"หนูพอมีเงินเก็บอยู่ค่ะคุณแม่ ตอนอยู่ที่โรงเรียนประจำ เงินที่ผู้อุปการะส่งให้ใช้ก็แทบไม่ได้ใช้เลย หนูสัญญาว่าจะไม่รบกวนเงินของคุณแม่อย่างแน่นอน ตั้งแต่ที่หนูมาอยู่ที่นี่ หนูก็ทำงานพิเศษตลอดนะคะ หนูไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่เฉย ๆ แต่เพราะคุณแม่กลับดึกทุกวันต่างหาก ก็เลยไม่รู้ว่าแต่ละวันหนูทำอะไรบ้าง"
"ถ้ามีเงินเยอะขนาดนั้น ก็เอาเงินนั่นมาตอบแทนบุญคุณกูซะ แล้วเรียนมหาลัยอะไรนั่นมึงจะเรียนไปทำไม เอาเงินมาให้กูใช้ดีกว่าไหม เพราะไม่ว่ายังไง กูก็ไม่มีทางไปมอบตัวไร้สาระกับมึงหรอกนะ"
"แต่หนูอยากเรียนจริง ๆ นะคะคุณแม่"
"กูอุตส่าห์อุ้มท้องมึงมาตั้งเก้าเดือน ตอนนี้อายุสิบเก้าแล้วยังไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณกูอีกหรือไงวะ หรือจะรอให้กูตายก่อนถึงจะคิดได้"
"หนูจะตอบแทนบุญคุณของคุณแม่แน่นอนค่ะ แต่หนูขอเวลาอีกสักหน่อยได้ไหมคะ ถ้าหนูจบปริญญาตรี อย่างน้อยก็มีวุฒิการศึกษา จะได้หางานได้ง่ายกว่าวุฒิมอหกนะคะ"
"มึงอย่ามาพูดมาก จะไสหัวไปไหนก็ไปเลย แล้วก็อย่าหวังว่ากูจะไปมอบตัวอะไรกับมึงนะ ยากจนขนาดนี้ยังจะคิดใฝ่สูงอยากเรียนปริญญาอีก"
"หนูไม่รบกวนคุณแม่จริง ๆ นะคะ หนูจะหางานเสริมทำด้วยระหว่างที่เรียน ขอแค่คุณแม่พาหนูไปมอบตัวก็พอค่ะ"
"มึงไม่ต้องหวังอยากเรียนสูง ๆ หรอก รีบทำงานหาเงินแล้วออกไปจากที่นี่ซะ เวลามึงอยู่ที่นี่แล้ว กูจะพาใครมาที่ห้องก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่สะดวก อย่ามาอยู่ให้เป็นภาระของกูเลย รีบ ๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นสักที คนไร้ค่าแบบมึง ถ้าตายไปก็ไม่มีใครเสียใจหรอก มึงทำลายชีวิตของกูมามากพอแล้ว มึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนที่กูรักต้องหนีจากกูไป กูเกลียดมึงมาก รีบ ๆ ไปให้พ้น ๆ หน้ากูสักที!"
"ถึงคุณแม่จะเกลียดหนูก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณแม่จะด่าจะว่าหนูยังไงก็ได้ แต่อย่าไล่หนูไปจากคุณแม่เลยนะคะ หนูสัญญาว่าจะไม่รบกวนอะไรคุณแม่เลย จะไม่ทำให้คุณแม่เดือดร้อนด้วย นะคะคุณแม่"
ถึงมาลินจะรู้อยู่แล้วว่าสาเหตุที่มารดาเกลียดเธอเป็นเพราะอะไร ถึงจะรู้สาเหตุมาจากปากของคนอื่น เพราะมารดาไม่เคยเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เธอฟัง ถึงแม้ว่ามารดาจะเกลียดเธอมากแค่ไหน แต่มารดาก็อุ้มท้องและทำให้เธอเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้มารดาเกลียดเธอก็ตาม แต่เธอก็ไม่อยากทิ้งให้มารดาอยู่ตามลำพังแบบนี้
"มึงออกไปให้พ้น ๆ หน้ากูเลย จะไปไหนก็ไปเลยไป"
"ค่ะ" มาลินก็เดินหน้าสลดกลับไปที่ห้องเก็บของ จากนั้นก็หยิบเอาสมุดโน้ตลายสีชมพูหวานออกมากอดเพื่อให้กำลังใจตัวเอง เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่คอยค้ำชูจิตใจของมาลินมาตลอด เวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจ
มาลินค่อย ๆ วางสมุดโน้ตลงบนชั้นวางของอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเปิดดูกล่องจดหมายที่ผู้อุปการะตอบกลับเธอทุกฉบับ ถึงแม้จะไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง เพราะไม่เคยส่งรูปมาเลยก็ตาม แต่จดหมายทุกฉบับก็จะตอบเพียงข้อความสั้น ๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น ซึ่งมาลินก็คาดเดาว่าผู้มีพระคุณจะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแน่ ๆ
สมุดโน้ตที่ผู้มีพระคุณส่งมาให้ กลายเป็นสิ่งของล้ำค่าและเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของมาลินไปแล้ว เพราะคนที่คิดว่าจะสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอได้ กลับไม่เคยใส่ใจหรือคิดว่าตัวเธอเป็นลูกเลยด้วยซ้ำ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้รับตั้งแต่ที่ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำตั้งแต่อายุเจ็ดปี ก็เป็นการช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณของเธอเท่านั้น มารดาของเธอไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมที่โรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม้แต่ตอนที่โรงเรียนปิดภาคเรียนก็ไม่เคยไปรับเธอกลับบ้าน มาลินก็ต้องอยู่อย่างเหงา ๆ ที่โรงเรียนตลอดทุกปี ในขณะที่เพื่อน ๆ ต่างก็มีครอบครัวมารับกลับไปอยู่ที่บ้าน ในชีวิตของมาลินจึงอยู่ในโลกแคบ ๆ เพียงแค่ภายในรั้วโรงเรียนเท่านั้น
"ตั้งแต่ที่เราส่งจดหมายครั้งสุดท้ายถึงผู้มีพระคุณเมื่อเดือนก่อน จนป่านนี้แล้วยังไม่มีการตอบเลย หรือว่าครูที่โรงเรียนยังไม่ได้ส่งให้กันนะ"
มาลินคว้ากระดาษสีชมพูหวานที่ตัวเองมักจะใช้เขียนจดหมายถึงผู้มีพระคุณอยู่เสมอ ก่อนจะลงมือเขียนจดหมายฉบับใหม่ด้วยความตั้งใจ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้ผู้มีพระคุณรับรู้ตลอด
ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา มาลินมักจะเขียนจดหมายและบอกเล่าถึงชีวิตประจำวันของตัวเองทุกอย่างให้ผู้มีพระคุณรับรู้ผ่านทางจดหมายอยู่เสมอ ซึ่งมาลินก็มีความสุขทุกครั้งเวลาที่ได้เล่าเรื่องของตัวเองให้ผู้มีพระคุณรับรู้ ยกเว้นเรื่องที่มารดาเกลียดเธอเท่านั้นที่ไม่ได้บอกออกไป ซึ่งมาลินก็ไม่อยากทำให้ผู้มีพระคุณรู้สึกไม่ดีกับมารดาด้วย เธอจึงไม่เคยเล่าถึงปัญหาครอบครัวที่ตัวเองต้องเผชิญมาตลอด
แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับตัวเอง ทั้งของที่ชอบและไม่ชอบ หรือทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง มาลินก็มักจะบอกเล่าทุกอย่างลงในจดหมายให้รับรู้ทุกอย่าง เพราะเขาคือคนที่เธอให้ความเคารพมากที่สุด
หลังจากที่เขียนในสิ่งที่ต้องการบอกแล้ว มาลินก็เขียนปิดท้ายเป็นความรู้สึกของตัวเองที่รู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจ ซึ่งมาลินก็มักจะเขียนความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเองปิดท้ายจดหมายทุกฉบับ ความรู้สึกที่อยากจะขอบคุณผู้มีพระคุณที่เปรียบเสมือนคนให้ชีวิตใหม่กับเธอนั้น ต่อให้จะเขียนคำขอบคุณอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง มันก็คงไม่เพียงพอกับสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ผู้มีพระคุณได้มอบความสุขและชีวิตใหม่ให้กับเธอเลย
"อะไรนะ! เธอคือคนที่อุปการะยัยมาลินจริง ๆ เหรอเนี่ย" มาลีกวาดสายตามองดูผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่จะมาหลอกอะไรฉันรึเปล่า คนที่ส่งเสียยัยมาลินเรียนไม่ใช่คนแก่ ๆ คราวพ่อรึไง ดูจากหน้าตาก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนี่""กรุณาเรียกบอสอย่างสุภาพด้วยนะครับคุณ แล้วก็กรุณาพูดจาให้มีมารยาทด้วย...""ไม่ต้องกวิน นายปล่อยมือออกจากผู้หญิงคนนั้นซะ ถ้าเธออยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ""แต่บอสครับ...""ฉันบอกให้เงียบไง!" ราล์ฟก็หันไปดุผู้ติดตาม ก่อนจะหันไปคุยกับมารดาของมาลินต่อ "ว่าแต่ทำไมคุณถึงคิดว่าคนที่อุปการะไม่น่าจะเป็นผมล่ะครับ" กวินก็ไม่ค่อยพอใจเจ้านายของตัวเองมากนัก เพราะเขาต้องยอมให้ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาพูดจาห้วน ๆ ใส่ แถมยังแทนตัวเองว่าผมและพูดอย่างสุภาพอีกด้วย"ถ้าสิบสองปีมันก็ไม่สมเหตุสมผลน่ะสิ คนที่ส่งเสียยัยมาลินก็ส่งแต่ของดี ๆ มาให้ตลอด แถมยังส่งเสียให้เรียนโรงเรียนประจำสตรีที่มีชื่อเสียงด้วย ค่าใช้จ่ายต่อปีมันก็ไม่ใช่น้อย ๆ แถมค่าเทอมของที่นั่นก็แพงมากนี่ ถ้าเมื่อสิบสองปีก่อนเป็นเธอจริง ๆ งั้นตอนนั้นเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ไม่ใช่หรือไง อายุไม่ถึง เขาให้อ
"บอสครับ นี่เอาจริงเหรอครับที่คืนนี้จะพักอยู่ที่นี่น่ะ""ก็แน่ใจน่ะสิ ถ้าไม่แน่ใจ แล้วจะมาอยู่ที่นี่ตรงนี้รึไงกันล่ะ แถมเจ้าของห้องก็อนุญาตแล้วด้วย""ก็บอสเล่นให้เงินไปตั้งสามแสนเพื่อเช่าห้องนี้ต่อ ไม่ว่าใครก็ต้องยอมอยู่แล้วล่ะครับ""งั้นนายก็รีบให้บริษัททำความสะอาดมาจัดการห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ของเก่า ๆ ก็ทิ้งไปให้หมดเลยนะ พอเสร็จแล้วนายก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง""จะดีเหรอครับบอส นี่มันไม่เสี่ยงเกินไปเหรอครับ บอสไม่เห็นจำเป็นต้องลงมาจัดการทุกอย่างเองเลยนี่ครับ""เสี่ยงอะไร? ฉันแค่อยากรู้ความเป็นอยู่ของเด็กที่ฉันเคยอุปการะ แล้วมันเสี่ยงอะไรตรงไหน""ผมรู้ครับว่าบอสเป็นห่วง แต่ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องลงทุนมาเช่าอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เลยนี่ครับ""นายเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาออกความเห็น ฉันบอกให้จัดการก็รีบจัดการเดี๋ยวนี้! แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนที่เด็กคนนั้นจะกลับจากที่ทำงานด้วย""ดะ...ได้ครับบอส แล้วบอสจะอยู่ที่นี่กี่วันครับ""ก็จนกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ส่วนเจ้าของห้องนี้ก็จัดการโอนเป็นชื่อนายแล้วนี่ ฉันใช้ชื่อนายในการเช่าห้องนี้ แล้วฉันก็จะรอดูสถานกา
"นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่หามาได้ครับบอส""แต่นายมาช้าไปสามชั่วโมงนะกวิน" ราล์ฟเปิดดูข้อมูลที่คนสนิทยื่นส่งให้ ผ่านไปสิบนาที ราล์ฟก็วางเอกสารลงด้วยความคาดไม่ถึง"ข้อมูลมีแค่นี้เองหรือไงกวิน แล้วที่ในข้อมูลบอกว่าอยู่กับแม่สองคน เรื่องนั้นฉันก็รู้อยู่แล้วไหม ข้อมูลที่มันลงลึกมากกว่านี้ไม่มีแล้วหรือยังไง""นั่นแหละครับ เหตุผลที่ผมมาช้าก็เพราะเรื่องนี้แหละ พอดีว่าผมได้ไปสอบถามคนในพื้นที่มา เขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่ของคุณหนูตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจครับ ซึ่งเธอชอบเที่ยวกลางคืน ใช้ชีวิตสนุกสนานและเข้าบ่อนเล่นการพนัน แต่พอรู้ว่าตั้งครรภ์ ผู้ชายที่รู้จักก็หนีหายหมดครับ จนไม่รู้ว่าพ่อของคุณหนูคือใคร แล้วผู้ชายที่เกี่ยวข้องในตอนนั้นก็ไม่มีใครอยากรับผิดชอบด้วย""งั้นหนี้มหาศาลในตอนนี้ ก็เกิดจากการที่แม่ของเด็กคนนั้นเข้าบ่อนสินะ? แล้วแบบนี้เด็กคนนั้นจะต้องรู้สึกยังไง ที่ไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครแบบนี้น่ะ""เรื่องที่ผมได้ไปสอบถามคนที่อยู่แถวนั้นยังมีอีกนะครับบอส เพราะคนแถวนั้นต่างก็รู้จักเธอดี เธอเป็นคนที่ชอบเมาและโวยวายเป็นประจำ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับที่อาศัยอยู่ข้างห้องและคนในอะพาร์ตเม
"นายลืมอะไรไปรึเปล่า ตั้งแต่เด็กในอุปการะของฉันเรียนจบ ก็ไม่เห็นมีจดหมายมาสักฉบับเลยนะ นี่ก็ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว นายลืมเอาจดหมายมาให้ฉันรึเปล่ากวิน""ไม่ใช่นะครับบอส จดหมายของวันนี้เพิ่งจะมาถึงเมื่อกี้นี้เอง ผมก็เลยยังไม่ได้เอามาให้บอสครับ ก็บอสบอกจะมีประชุมผู้บริหารในช่วงบ่าย ผมก็เลยจะเอามาให้บอสหลังจากที่ประชุมเสร็จน่ะครับ""นี่นายลำดับความสำคัญผิดไปรึเปล่า ไปเอาจดหมายนั่นมาเดี๋ยวนี้!" เสียงออกคำสั่งที่ดุดันของเจ้านาย ก็ทำให้กวินรีบรับคำเสียงสั่น ก่อนออกรีบออกไปเอาจดหมายตามคำสั่งอย่างรวดเร็วไม่ถึงสามนาที กวินก็นำซองจดหมายสีชมพูหวานไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้านาย ราล์ฟ ชายหนุ่มในวัย 34 ปี เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์ในด้านโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่ชื่อว่า Miller (มิลเลอร์) ที่มีมากกว่า 15 โครงการในประเทศไทย"มีแค่ฉบับเดียวเนี่ยนะ ฉบับนี้คือล่าสุดสินะ แล้วฉบับก่อน ๆ ล่ะ? นายไม่ได้เก็บไว้รึไง มันตั้งสองเดือนแล้วทำไมถึงมีแค่ฉบับเดียวเองล่ะ""บอสครับ คือว่าผมเคยให้จดหมายไปหนึ่งฉบับก่อนหน้านี้แล้วนะครับ""นี่นายอย่ามามั่วนะ นายจะเอามาให้ก่อนหน้านี้ได้ยังไง ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้
INTRO12 ปีก่อนมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เป็นมูลนิธิที่คนมีชื่อเสียง คนในวงการบันเทิง คนในวงการไฮโซหรือเซเลปดารามักจะสนับสนุนทุนให้เด็กที่ด้อยโอกาสและขาดทุนทรัพย์ได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งตระกูล มิลเลอร์ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนมูลนิธิแห่งนี้ด้วยเพียงแวบแรกที่บิดาของราล์ฟได้วางรูปถ่ายของเด็กด้อยโอกาสบนโต๊ะ เขาก็สะดุดตากับรูปของเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะรีบคว้ารูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติเด็กสาววัย 7 ปี หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ถึงใบหน้าจะดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แววตากลับดูเศร้าจนน่าใจหาย อาจจะเป็นเพราะดวงตาเศร้าคู่นั้นที่ทำให้เขาสะดุดตา จนต้องคว้ารูปใบนั้นขึ้นมาท่ามกลางรูปมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทายาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวัย 22 ปี ก็หยิบประวัติของเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะเอ่ยประโยคบางอย่างออกมา"แด๊ดครับ ถ้าครอบครัวเราอุปการะเด็กคนนี้จะได้ไหม""ฉันเลือกเด็กที่จะอุปการะได้แล้วล่ะ นี่ไง""ครบ 20 คนแล้วหรือครับแด๊ด ถ้าเพิ่มคนนี้ไปอีกสักคนได้ไหม""ไม่ได้หรอก ฉันเลือกคนที่จะอุปการะแล้ว แล้วทางมูลนิธิก็ไม่ให้รับเกิน 20 คนด้วย เดี๋ยวก







