Masukบทที่ 5 ห้ามได้ด้วยเหรอ
บริษัท PT Group
ฉันยืนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินเข้าไปในบริษัท ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ลุงยามที่ยืนรักษาการ แล้วเดินไปหาคุณวาเมื่อเห็นเธอยืนรออยู่ตรงที่เดิมที่เคยยืนรอฉันวันนั้น
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณฝัน” เธอยิ้มให้พร้อมผายมือไปที่ผู้หญิงอีกคน “นี่คุณฟ้าเป็นหัวหน้าแผนกของคุณฝันค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณฟ้า”
“สวัสดีค่ะ เด็กกว่าที่พี่คิดไว้นะคะเนี่ย” คุณฟ้าเอ่ยยิ้ม ๆ ในขณะที่ตายังคงพิจารณาหน้าฉัน
“ยังไงวาฝากคุณฟ้าดูแลคุณฝันด้วยนะคะ”
“ท่านประธานส่งคนมาฝากฝังแบบนี้ ฟ้าแอบเกร็งนะคะเนี่ย” ฉันเหลือบตามองคุณฟ้าด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
อย่าบอกนะว่าความลับของฉันรั่วไหลแล้ว
“เดี๋ยวคุณฝันเดินตามคุณฟ้าไปที่แผนกนะคะ งานต่อจากนี้ คุณฟ้าจะเป็นคนดูแลคุณฝันค่ะ”
“ค่ะคุณวา”
“ไปค่ะ เดี๋ยวพี่จะพาขึ้นไปเจอเพื่อน ๆ” คุณฟ้าว่าพร้อมพาเดินไปที่ลิฟต์ตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เรายืน ส่วนคุณวาเดินแยกไปอีกทาง
ด้วยความที่ไม่สนิทจึงเกิดความเงียบภายในบริเวณนี้ ฉันที่ไม่รู้จะทำอะไรจึงเลือกที่จะสังเกตหัวหน้าแผนกของตัวเอง คุณฟ้าเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ซึ่งไม่รู้ว่าสวย ๆ แบบนี้จะโหดหรือเปล่า เพราะคนสวยส่วนมากมักโหดด้วยกันทั้งนั้น
“ทำไมยืนจ้องพี่แบบนั้น” คนที่มีใบหน้าสวยหันมาถามจนฉันสะดุ้งตกใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไร พี่แค่ถามเฉย ๆ” เธอระบายยิ้มกว้างออกมา “ดูเป็นคนตกใจง่ายนะเรา”
“ก็นิดนึงค่ะ” ฉันยิ้มแห้ง ๆ ไปให้อีกฝ่ายแม้เธอจะไม่เห็นก็ตาม “ว่าแต่คุณฟ้าเป็นหัวหน้าแผนกคนเดียวเหรอคะ”
“ใช่แล้ว มีอะไรถามพี่ได้เลย พี่ไม่โหด” ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อคุณฟ้าพูดจบพอดี “อีกอย่างเรียกพี่ฟ้าก็ได้ ไม่ต้องถึงกับเรียกคุณหรอก”
“ค่ะพี่ฟ้า”
บทสนทนาของเราเงียบลงเมื่อพี่ฟ้าพาฉันเดินมาถึงโซนหนึ่งของบริษัท ‘ฝ่ายบัญชี’ ถ้าให้เดานี่คงเป็นแผนกทำงานของฉัน
“นี่คือโต๊ะของฝันนะ ถ้ามีเอกสารอะไร เดี๋ยวฝ่ายอื่น ๆ จะเอามาวางไว้ให้ในตะกร้าตรงนี้” มือบางแตะตะกร้าที่ว่าเบา ๆ “ส่วนเรื่องคิดคำนวณรายรับรายจ่ายหรือกำไรอะไรต่าง ๆ เดี๋ยวพี่จะสอนอีกที”
“ได้ค่ะ”
“ส่วนตอนนี้พี่จะสอนการใช้โปรแกรมอะไรต่าง ๆ ก่อนแล้วกัน”
ฉันเหลือบตามองนาฬิกาเมื่อพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว เอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกว่าการลงสนามวันแรกยังไหวอยู่ ฉันยังรอด ยังไม่โดนพี่ฟ้าด่าหรือตำหนิเรื่องงานอะไร ก็ต้องคอยดูต่อไปว่าจะรอดไปได้สักกี่น้ำ
“ท่านประธานมา!” เสียงที่ดังเอะอะโวยวายมาพร้อมกับการวิ่งหน้าตั้งมาทิ้งตัวนั่งลงตรงโต๊ะทำงานของตัวเอง เรียกเสียงฮือฮาและเรียกสายตาของคนในแผนกให้มองไปยังหน้าประตูอย่างสนอกสนใจ ไม่ต่างจากฉันที่อยู่ดี ๆ ก็ยืดตัวนั่งตรง ใจจดใจจ่อรอว่า ‘ท่านประธาน’ จะเดินเข้ามาตอนไหน สมองพลันคิดไปว่า ‘พี่ภัทรมาทำอะไร’
“สวัสดีค่ะท่านประธาน” และคนที่ออกไปรับหน้าก็คือพี่ฟ้าที่เป็นหัวหน้าแผนกนี้นี่แหละ ฉันที่นั่งตัวลีบคอแข็งจ้องหน้าจอแอบเหลือบมองกลุ่มคนที่กำลังยืนคุยกัน ซึ่งมันเป็นจังหวะที่พี่ภัทรมองมาทางนี้พอดี เขาสบตาฉันเล็กน้อยก็หันกลับไปคุยกับพี่ฟ้าเหมือนเดิม และไม่นานก็เดินจากไป
“เห้อ นึกว่าจะโดนเฉ่งซะแล้ว”
“ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะโผล่มาที่แผนกนี้ ทำไมวันนี้ถึงโผล่มาได้”
“อยากรู้ก็ถามพี่ฟ้าสิ”
“เรื่องของเจ้านายให้มันเบา ๆ หน่อย” พี่ฟ้าที่เพิ่งเดินกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะตำหนิ แต่มันออกไปทางพูดเล่นมากกว่า
“แล้วท่านประธานมาทำไมอะพี่ฟ้า”
“เดินตรวจดูว่าพวกแกอู้หรือเปล่า”
“โห่ ไรอะ” คนข้างกายฉันร้องออกมาก่อนที่จะหันหน้ามามองฉัน “ว่าแต่ฝันมีเพื่อนกินข้าวยัง ไปกินกับเราก็ได้นะ”
“ยังเลย” ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ที่จริงก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไงกับการกินข้าวเที่ยงดี
“ดี ๆ งั้นไปกินกับเรา จะได้มีเพื่อนเยอะ ๆ”
“ถ้าฝันไปกับแอ้ม พริ้งไม่ไปด้วยนะ” อีกเสียงหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยแทรก “เราไม่ได้รังเกียจฝันนะ แต่หน้าฝันมีผื่นแดงเต็มหน้าขนาดนั้น เรานั่งกินข้าวด้วยไม่ได้จริง ๆ”
เกิดความเงียบหลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบ มีเพียงแอ้มเท่านั้นที่มองมาอย่างเป็นห่วง ส่วนฉันได้แต่นั่งกำมือแน่นเพราะสิ่งที่กลัวมันได้เริ่มขึ้นแล้ว
“ถ้าพริ้งไม่ไปกับแอ้มก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวแอ้มไปกับฝันก็ได้ แอ้มไม่ได้คิดมากเรื่องนี้อยู่แล้ว”
“…”
“แอ้มเข้าใจนะว่าพริ้งมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่การพูดให้คนอื่นรู้สึกแย่มันไม่ควรทำ”
รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดเพราะฉันเป็นต้นเหตุ จึงต้องรีบพูดก่อนที่เพื่อนจะทะเลาะกันเอง
“วันนี้ฝันว่าจะออกไปหาอะไรกินที่เซเว่นน่ะ แอ้มไปกับเพื่อนเถอะ”
“ฝัน”
“ไป ๆ เดี๋ยวให้ฝันไปกินข้าวกับพี่ พวกแกไปพักได้แล้วไป” พี่ฟ้ายุติการเจรจาโดยการโบกมือไล่คนในแผนกที่กำลังจ้องมาทางนี้ “อย่าเข้างานช้าล่ะ”
“งั้นแอ้มไปก่อนนะ”
“อืม” ฉันพยักหน้ารับ ไม่นานอีกฝ่ายก็เดินออกไป จนตอนนี้เหลือแค่ฉันกับพี่ฟ้าสองคนที่ยังอยู่ภายในแผนก
“เอาไงเรา จะกินอะไรดี”
“วันนี้ฝันไม่หิว พี่ฟ้าไปกินเถอะค่ะ” ว่าแล้วเงยหน้ามองอีกคน “ฝันขอบคุณพี่ฟ้ามากนะที่ช่วยฝัน”
ช่วยไม่ให้ฉันอับอายขายขี้หน้ามากกว่านี้…
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก” มือบางตบลงที่ไหล่อย่างปลอบใจ “งั้นพี่ไปก่อนนะ จะได้รีบกลับมาเคลียร์เอกสาร”
“ค่ะ”
พี่ฟ้าเดินออกไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม มองไปรอบ ๆ แผนกแล้วถอนหายใจออกมา แม้จะทำใจยอมรับในเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่พอโดนพูดตอกหน้าตรง ๆ มันก็อดที่จะคิดมากไม่ได้จริง ๆ
หนักกว่าการคิดมากคือน้ำตามันไหลออกมาราวกับว่าฉันเป็นคนอ่อนแอและขี้แยนี่แหละ
ไม่ได้ตั้งใจร้องสักหน่อย แต่มันอดไม่ได้จริง ๆ
“ทำไมไม่ไปกินข้าว” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในขณะที่ฉันกำลังใช้ทิชชูซับน้ำตาออกจากหน้า จากตอนแรกที่ว่าจะหยุดร้องได้แล้ว พอได้ยินเสียงของเขาที่ถามไถ่อย่างห่วงใย น้ำตามันดันไหลออกมามากกว่าเดิม
“ร้องไห้ทำไม” มือหนาจับหน้าฉันเงยขึ้นก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งยอง ๆ บนพื้น “เป็นอะไร”
“ฝันเปล่า”
“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วร้องไห้ทำไม”
“…”
“ฝัน”
“มีคนรังเกียจหน้าฝัน” ฉันเอ่ยบอกในที่สุดเพราะไม่สามารถทนเก็บความรู้สึกนี้ไว้ได้อีกต่อไป “เวลาที่พี่ภัทรนั่งกินข้าวกับฝัน พี่ภัทรรังเกียจผื่นบนหน้าฝันหรือเปล่า”
“เดี๋ยวค่อยมาวอแวฝันนะคะ คืนนี้ยังไงก็ยอมอยู่แล้ว” สาเหตุที่เขาติดแจแบบนี้ก็เพราะหลายวันที่ผ่านมาไม่ได้วอแวนั่นแหละ ช่วงนี้ลูกนอนดึกทุกวัน และเป็นฉันเองที่หลับก่อนทุกที พี่ภัทรก็เลยค้างเติ่งบนดอยมาหลายวันแล้ว และดูเหมือนว่าวันนี้จะทนไม่ไหวแล้วล่ะ“ฝันหลับก่อนพี่ทุกคืน”“คืนนี้ไม่หลับค่ะ สัญญา”“ถ้าฝันหลับพี่ก็จะปลุกฝันอยู่ดี” พี่ภัทรหอมแรง ๆ ที่แก้มของฉันก่อนที่จะผละตัวออกไปเมื่อพูดจบ เขาทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องครัวแล้วหยิบงานขึ้นมาทำเงียบ ๆ ฉันจึงหันมาสนใจกับการทำอาหารต่อเราต่างอยู่ในภวังค์หน้าที่ของตัวเองจนกระทั่งฉันทำอาหารเสร็จ และเจ้าพีก็ลงมาข้างล่างพอดี“แม่ครับ”“ครับ” ฉันตอบรับในขณะที่มือกำลังจัดแจงอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ โดยมีคุณพ่อช่วยอีกแรง “มีอะไรครับ”“พีอยากแยกห้องนอนครับ”“แยกทำไมครับ ไม่อยากนอนกับแม่และพ่อแล้วเหรอ” แม้ปากจะเอ่ยถามลูก แต่ตาก็ไม่วายเหลือบไปมองพ่อของลูก ซึ่งเขาก็ยังทำหน้าเดิม ๆ ไม่เปลี่ยน“อยากนอนครับ แต่พีอยากนอนคนเดียว”“มีใครบอกให้น้องพีมาพูดเรื่องนี้กับแม่ไหมครับ”“…” ลูกไม่ตอบ แต่ทำท่าทางอึกอักอยู่นาน มากกว่านั้นยังแอบเหลือบตามองคนเป็นพ่ออีกต่างหาก“
เมียลับท่านประธานจบตอนพิเศษสามปีต่อมา“แม่ครับ”“ครับ”“กลับมาแล้วครับ” เสียงเล็ก ๆ มาพร้อมกับการสัมผัสหอมแรง ๆ ที่แก้มทำให้ฉันละมือจากงานตรงหน้าแล้วจับลูกชายมาหอมคืนบ้างและเมื่อหอมเสร็จ คนเป็นสามีที่กลัวว่าจะเสียเปรียบลูกก็เดินเข้ามาหอมฉันแรง ๆ เหมือนที่ลูกชายทำ มากกว่านั้นยังจูบลงที่ปากของฉันเบา ๆ อีกต่างหาก“พี่ภัทร!”“หืม”“ไม่อายลูกหรือไงคะ ลูกมองอยู่ไม่เห็นเหรอ” เพราะหมั่นไส้คนมึนก็เลยหยิกเขาไปหนึ่งที แต่ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร แถมยังทำหน้าอารมณ์ดีอีกต่างหาก“ให้พ่อจุ๊บแม่ตามสบายเลยครับ” คนเป็นลูกเอ่ยขึ้นด้วยความไร้เดียงสา “วันนี้พีเห็นผู้หญิงเข้ามาอ่อยพ่อด้วย”ฉันขมวดคิ้วกับคำบอกกล่าวของลูกชาย โดยเฉพาะคำนี้ ‘อ่อย’ ลูกไปได้ยินมาจากไหน แล้วรู้ได้ไงว่ามันแปลว่าอะไร“พีอยากให้พ่อกับแม่รักกันมาก ๆ ครับ”“เดี๋ยวครับ” ฉันอุ้มเจ้าพีมาวางไว้บนตักในขณะที่พี่ภัทรทิ้งตัวนั่งลงข้างฉัน “น้องพีรู้จักคำว่าอ่อยได้ไงครับ”“ป้าพริ้งสอนครับ วันนี้พีอยู่กับป้าพริ้งทั้งวันเลย”“คุณแม่ต้องจัดการใครดีครับระหว่างป้าพริ้งที่สอนคำพวกนี้ให้น้องพี หรือคุณพ่อที่อยู่ดี ๆ ก็มีสาวมาวนเวีย
“ก็ในข่าว…” มะปรางทำหน้าอึกอัก ตามองหน้าพี่ภัทรสลับกับมือถือไปมาอย่างสงสัย “ในเว็บไซต์นี้ยังบอกอยู่เลยว่าคุณภัทรเป็นทายาทคนโตของเตชะวรวงศ์”“สงสัยเว็บไซต์ยังไม่อัปเดตข่าวใหม่น่ะครับ เอาไว้เดี๋ยวผมแจ้งให้เว็บไซต์และสื่อต่าง ๆ อัปเดตใหม่อีกที”สิ้นเสียงของพี่ภัทรหน้าพวกเธอก็เหวอยิ่งกว่าเดิม แต่ดูเหมือนเชอร์รี่จะตั้งสติได้ก่อน จากหน้าเหวอ ๆ แปรเปลี่ยนเป็นระบายยิ้มกว้างออกมา“แล้วตกลงยังไงอะฝัน พี่ก้องเทงานแต่งแกจริงเหรอ”“จริง เล่าให้พวกเล่าฟังหน่อยสิ อยากรู้อะว่าจริงหรือเปล่าที่พี่ก้องเทงานแต่งแกเพราะหน้าแกเหมือนผี…”“…”“อุ๊ยซอรี่ หน้าพังน่ะ”“ที่ลีน่าว่าก็ถูก พี่ก้องเทงานแต่งเพราะหน้าฝันเหมือนผีจริง ๆ แต่พูดตรง ๆ ฝันก็ไม่ได้เสียใจอะไรนะ ดีซะอีกที่พี่ก้องทำแบบนั้น”“…”“ถ้าวันนั้นพี่ก้องไม่เทงานแต่ง ฝันก็คงไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายดี ๆ อย่างพี่ภัทร” ฉันระบายยิ้มกว้างออกมาก่อนที่จะซบหน้าลงบนแขนกำยำ “พี่ภัทรทั้งหล่อขนาดนี้ เป็นถึงผู้บริหารบริษัท PT Group รวยมากอีกต่างหาก แถมยังดูแลฝันดีสุด ๆ ต้องขอบคุณพี่ก้องจริง ๆ ที่ไม่ยอมแต่งงานกับฝัน”“…”“อีกอย่างหน้าผี ๆ มันก็ดีนะ มันช่วยทำให้ฝันรู้อะ
เมียลับท่านประธานตอนพิเศษ 2หนึ่งเดือนต่อมาอาการแพ้ท้องของพี่ภัทรหายดีแล้วหลังจากที่แพ้มาสามสัปดาห์เต็ม ๆ และตอนนี้เป็นฉันเองที่มาแพ้ต่อ แต่การแพ้ท้องของฉันเป็นเพียงแค่อยากทานอะไรแปลก ๆ เท่านั้น จากเมื่อก่อนที่ไม่ทานของเปรี้ยวเลย ตอนนี้ดันชอบมาก รู้สึกว่ายิ่งทานก็ยิ่งอร่อยฉันหยิบต่างหูขึ้นมาใส่เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว และการแต่งตัวที่ว่าคือวันนี้มีงานกินเลี้ยงของเหล่านักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและได้รับการเชิญชวนให้ไปออกงาน ด้วยความที่ฉันเป็นภรรยาของพี่ภัทร วันนี้เขาก็เลยจะหอบฉันไปงานด้วย คงอยากพาไปเปิดตัวแบบจริง ๆ จัง ๆ นั่นแหละเป็นไปได้แทบอยากจะจัดแต่งงานอีกรอบ…“ไหวไหม” น้ำเสียงนุ่มทุ้มมาพร้อมเรียวแขนที่สอดเข้ามาที่เอวของฉัน จมูกโด่งกดลงที่ซอกคอก่อนที่จะกดลงที่แก้ม สูดดมกลิ่นหอมราวกับว่าหลงฉันนักหนาแต่จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ชายคนนี้ดูแลฉันดีทุกอย่าง เราเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันตลอดเวลา พี่ภัทรชอบคลอเคลียและพร่ำสื่อการกระทำที่แสดงออกมาว่ากำลังรักหลงฉันอย่างกับอะไรทำตัวประเจิดประเจ้อแม้กระทั่งในบริษัท จนตอนนี้ฉันแทบจะก้มหน้าเดินแล้วเพราะทนต่อสายตาล้อเลียนขอ
วันต่อมาฉันกับพี่ภัทรมาทำงานตามปกติเช่นเคย และการมาของเราไม่ได้ต่างคนต่างมาแล้ว ตอนนี้เราสามารถมาด้วยกันได้ เดินข้างกันได้ พูดคุยกันในบริษัทได้ เราสามารถทำทุกอย่างร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไปถึงแม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นภรรยาของท่านประธาน แต่ฉันยังคงทำหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายการเงินเหมือนเดิม ไม่ได้ย้ายตำแหน่งหรือลาออกแต่อย่างใดพี่ภัทรบอกฉันว่าเอาไว้ท้องใหญ่ใกล้คลอดค่อยลาออกแล้วเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ซึ่งตอนนี้คนขี้เห่อกำลังดำเนินการซื้อบ้านย่านกลางเมือง เขาบอกว่าต้องการมีพื้นที่ให้ลูกได้วิ่งเล่น และจะจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลอีกสองคน“นึกว่าวันนี้คุณแม่จะไม่มาซะแล้ว”“ไม่มาได้ไง คิดถึงเสียงแอ้มกับเสียงพริ้งจะแย่แล้ว” ฉันเอ่ยว่าก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง“แหม… แต่แอ้มว่าเสียงของคนอยู่ห้องน่าจะดีกว่าน้า”“ไม่มีเสียงอะไรสักหน่อย”“ไม่มีแต่หน้าเริ่มแดง ยังไงนะ ๆ”“แล้วพริ้งไปไหน” เพราะไม่อยากโดนแซวไปมากกว่านี้ก็เลยเปลี่ยนเรื่องหนี แน่นอนว่ามันเรียกสีหน้าล้อเลียนของแอ้มได้เป็นอย่างดี“พริ้งลางานน่ะ เห็นว่าเมื่อคืนตี้หนักก็เลยตื่นไม่ทัน”“แล้วแอ้มไม่ได้ไปตี้กับพริ้งหรือ
เมียลับท่านประธานตอนพิเศษ 1บางครั้งฉันก็รู้สึกโชคดีที่มีพี่ภัทรรักและคอยดูแล มากกว่านั้นยังมี ‘ลูก’ ที่ใจดีกับฉัน ใจดีชนิดที่ว่าไม่ปล่อยให้ฉันแพ้ท้องเลยแต่ให้พี่ภัทรแพ้แทนต่างหาก…“ดีขึ้นไหมคะ” ไม่รู้ว่าจะดูแลคนป่วยหน้าซีดยังไง ทำได้แค่เอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้เขาเท่านั้น ส่วนมืออีกข้างก็จับยาดมจ่อไปที่จมูกของพี่ภัทรพร้อมปัดป่ายไปมาตอนแรกฉันก็เอะใจว่าทำไมถึงไม่แพ้ท้องเหมือนคนอื่น ไม่มีอาการใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พอนานเข้าพี่ภัทรก็เริ่มมีอาการขึ้นมา ค่อย ๆ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหม็นกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิง เหมือนที่ฉันเหม็นกลิ่นน้ำหอมของคุณแตในคราวนั้น เหม็นชนิดที่ว่าหากใครฉีดน้ำหอมเข้ามาใกล้เขา พี่ภัทรจะเหม็นจนอาเจียนออกมาทันทีเพราะแบบนี้ฉันก็เลยสรุปว่าพี่ภัทรอาจจะแพ้ท้องแทนฉันนั่นเอง“รู้สึกยังไงบ้าง”“ดีขึ้นแล้ว” พี่ภัทรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะลืมตา “ฝันมานอนเถอะ ไม่ต้องดูแลพี่แล้ว”“ฝันยังไม่ง่วงเลย สงสัยเจ้าตัวเล็กยังไม่อยากนอน”“กวนไม่พักเลยนะเราน่ะ” คนแพ้ท้องแทนเมียบ่นพึมพำอยู่ที่หน้าท้องของฉัน “กวนทั้งพ่อทั้งแม่เลยหรือไงฮึ”“ลูกคงไม่รู้เรื่องที่พี่ภัทรพูดหรอกค่ะ” ได้แต่บอกด้วย
“แล้วเห็นพี่รังเกียจฝันหรือเปล่า”“…”“อะไรที่พี่ไม่ชอบพี่จะไม่ทำ” พี่ภัทรเอ่ยว่าเท่านั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยที่ไม่ลืมดึงฉันให้ลุกขึ้นยืนตามด้วย “ไปกินข้าว”“เดี๋ยวมีคนเห็น”“ไม่มีใครอยู่ในบริษัทแล้ว”“แต่…”“ไม่มีแต่ ลุกขึ้น” ทั้งน้ำเสียงและสายตาทำให้ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ รีบลุกขึ้นยืนในขณะที่ม
“โอเค ตอนกลับฝันจะไปรอพี่ภัทรที่หน้าบริษัทแล้วกัน” รีบพูดแทรกเพราะกลัวอีกคนจะทำจริง ๆ “หรือต้องให้ฝันไปรอที่ไหน”“ไม่ต้องรอที่ไหน รอที่โต๊ะทำงานของตัวเองนั่นแหละ”“แล้วพี่ภัทรเป็นถึงท่านประธาน พี่ภัทรเลิกงานกี่โมงเหรอ” ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย “ได้เลิกพร้อมกันกับพนักงานในบริษัทหรือเปล่า”“เปล่า ก
บทที่ 4 ไม่ชอบคนขัดคำสั่ง“เสร็จแล้วค่ะ” ฉันยื่นเอกสารที่กรอกข้อมูลใหม่ให้คนที่นั่งทำงานอยู่ต่อหน้าพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเขาก็รับไปอ่านเงียบ ๆ แล้วพยักหน้าลง สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกอะไรใด ๆ ออกมา“เดี๋ยวเย็นนี้พี่พาไปซื้อชุดทำงาน” หลังจากที่นั่งเกร็งก็ต้องผ่อนตัวลงเมื่ออีกฝ่ายกลับเข้าสู่โหมดปกติ“ฝ
บทที่ 1 หน้าผี“พี่ขอโทษนะฝัน แต่พี่คงแต่งงานกับฝันไม่ได้จริง ๆ”ทั้งโต๊ะอาหารไร้เสียงการพูดคุยหลังจากที่ ‘ก้องเกียรติ เตชะวรวงศ์’ เอ่ยประโยคนั้นออกมา หลายสายตาจับจ้องไปที่ ‘ปลายฝัน’ อย่างกระอักกระอ่วน เพราะไม่คิดว่าก้องเกียรติที่เป็น ‘ว่าที่เจ้าบ่าว’ จะพูดออกมาแบบนี้ทุกคนต่างมึนงง โดยเฉพาะคนที่เป







