Mag-log inชายหนุ่มอาเจียนอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานพอสมควร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามีอาการเหม็นกลิ่นผู้หญิง ตั้งแต่ที่ขาดการติดต่อกับขนมหวานเขาไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนไหนได้อีก ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปหลงกลิ่นยัยเด็กนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเขาใกล้ผู้หญิงคนอื่นไม่ได้เลย เคยมีความพยายามลองแล้วหลายครั้ง ทั้งเรียกเด็กมานั่งด้วยหรือแม้กระทั่งไซด์ไลน์เพื่อนหามาให้แทบทุกคืน บอกตามตรงว่าเขาไม่มีอารมณ์แถมยังรู้สึกเหม็นกลิ่นน้ำหอมตามตัวพวกเธออีก กลับกันพอเป็นผู้หญิงที่เคยเลี้ยงดูเธอมีกลิ่นเฉพาะของตัวเองซึ่งมันหอมชวนให้หลงใหล ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างเขาพลาดเองแหละชะล่าใจไปหน่อยก็เลยทำให้เราสองคนหายออกจากชีวิตกันและกันนานขนาดนี้
"แฮก...!"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินออกมาบ้วนปากล้างหน้าล้างตาตรงอ่างล้างมือ จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องน้ำตรงไปยังโซน VIP ซึ่งตอนนี้เพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนรวมถึงคุณหมอธิชานั่งรออยู่แล้ว
"เป็นยังไงบ้างวะอาการดีขึ้นไหม"
"กูว่ามึงควรไปรักษานะ เหม็นกลิ่นผู้หญิงไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย พ่อกับแม่มึงต้องการทายาทมาสืบสกุลนะ ถ้าเข้าใกล้ผู้หญิงไม่ได้แบบนี้จะมีลูกได้ยังไง"
เพื่อนรักของเขาทั้งสองคนเอ่ยตักเตือนทันที ไม่รู้ว่ามันเป็นอาการป่วยแบบไหนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนไหนเขาก็ไม่มีอารมณ์อยากจะมีอะไรด้วยเลย ยิ่งเป็นความรักแล้วใหญ่ไม่ได้มีความชอบพอหรือรักใคร่ใครแม้แต่สักคนเดียว
"ไม่รู้ว่ะ ขอน้ำเย็นๆ หน่อยดิไม่ไหวว่ะ"
เขาขอน้ำเย็นจากเพื่อนซึ่งหมอจินต์ได้ยินแบบนั้นก็รีบส่งแก้วน้ำเย็นไปให้เพื่อนทันที จ้องมองใบหน้าด้วยความเป็นห่วง
"อาการหนัก เฮ้อ"
"ตอนนี้ไม่รู้เลยว่ามึงป่วยหรือเปล่า คนเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้ก็คือน้องขนมหวาน มึงต้องเจอน้องเขาก่อนแล้วก็จับกดลงเตียงไปเลย คราวนี้แหละจะได้รู้ว่ามึงเหม็นกลิ่นผู้หญิงทุกคน หรือมึงแค่ยังรักเขาก็เลยไม่มีอารมณ์กับคนอื่น"
และเมื่อหมอเจมส์พูดแบบนั้นเขาก็นิ่งเงียบไปทันทีอย่างคิดไม่ตก คำว่ารักเขาเองก็ไม่กล้าใช้กับเด็กที่เคยเลี้ยงมาก่อนเหมือนกัน ตอนนั้นมันเป็นความสนุกในช่วงวัยรุ่น เราสองคนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและเร่าร้อนมาก เรียกได้ว่าความต้องการของทั้งคู่เข้ากันได้ดีทีเดียวเลยล่ะ
"กูถามจริงนะมันเกิดอะไรขึ้น ถ้ารู้สึกรักแล้วทำไมจะต้องเลิกกันด้วยล่ะ"
หมอจินต์เอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาโดยตลอด เขาไม่รู้เหตุผลว่าทำไมทั้งสองคนถึงตัดขาดการติดต่อกัน ถ้ารักกันขนาดนี้ทำไมไม่พากลับมาด้วยล่ะจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนที่ 3 คนที่ 4
"เรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก ก็แค่เพื่อนมันโง่เกินไปหน่อย นอนกับเขาอยู่ตั้งหลายปีแต่จำไม่ได้แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์"
"ถึงจะจำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้อย่างน้อยก็ต้องมี social หรือว่าช่องทางติดต่ออย่างอื่นสิ"
"มีกับผีอะไรล่ะ ไปแอบแซ่บกับเขาแต่กลัวคนอื่นรู้ก็เลยไม่ติดต่อกันทุกช่องทาง ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศสองคนนั้นคุยกันโดยใช้เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น"
"แล้วทำไมไม่โทรศัพท์ไปหา"
หมอจินต์ยังคงไม่เข้าใจเหตุผลว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ทั้งคู่ถึงขาดการติดต่อกัน อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าติดต่อกันผ่านเบอร์โทรศัพท์ แล้วทำไมถึงไม่โทรไปหาตั้งแต่ก่อนหน้านี้
"กูจำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้"
"สภาพ...! มึงรักเขาจริงปะเนี่ยทำไมถึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฝ่ายหญิงเลย"
"โง่ไหมล่ะเพื่อนมึงอะ"
"เพื่อนมึงเหมือนกันแหละ"
คุณหมอทั้งสองคนหันมามองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็ง ทั้งสามคนนั่งคุยกันจนลืมไปเลยว่าตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ แต่ก็อยากจะฟังว่าทำไมเขาถึงยึดติดกับผู้หญิงคนนั้น ธิชาคือคุณหมอฐานะก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครทำไมเขาถึงไม่หันมามองบ้าง
"พวกมึงจะทะเลาะกันทำไมเนี่ย ตอนนั้นพ่อกูโทรมาบอกว่าแม่ป่วยหนักต้องรีบกลับมาดูใจ โชคดีที่ตอนนั้นการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ช่วงนั้นวุ่นวายอยู่กับเรื่องของที่บ้านจนลืมขนมหวานไปเลย โทรศัพท์ก็หายระหว่างทางเบอร์ของเธอที่เซฟไว้ก็หายไปด้วย ไม่รู้จะติดต่อช่องทางไหนก็เลยให้เพื่อนที่อยู่ต่างประเทศเข้าไปหาที่ห้องพักเพื่อทำการติดต่อ แต่เธอย้ายออกไปก่อนแล้วก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน นี่ก็สามปีแล้วมั้งไม่รู้ข่าวคราวเลย เฮ้อ..."
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ ไม่ใช่ว่าไม่ตามหาแต่ไม่รู้จะตามหายังไงแล้วมากกว่า น่าแปลกที่เธอหายออกจากวงโคจรไปเลยทั้งที่คนปกติน่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้าง
"งั้นก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วมึงมันโง่เองที่ไม่รอบคอบ แม้กระทั่งเป็นเพื่อนกันยังมีช่องทางติดต่อหลายช่องทางเลย มึงก็ละเลยเขาเกินไปจ้องจะกินอย่างเดียวเป็นไงล่ะทีนี้"
"มึงนี่ก็ซ้ำเติมเก่งนะ"
"กูไม่สงสารมึงหรอก หรือว่าตอนนี้กำลังเป็นผลกรรมที่มึงกำลังได้รับอยู่ การกลับประเทศไทยครั้งนั้นอาจจะสร้างความเจ็บปวดให้กับฝ่ายหญิงก็ได้ น้องขนมหวานน่าจะเสียใจมากก็เลยสาปแช่งมึงก็เลยต้องมารับกรรมอยู่นี่ไง"
หมอจินต์ได้ยินเรื่องราวจากปากของเพื่อนก็รู้สึกสงสารฝ่ายหญิงมากกว่า หนีกลับประเทศไทยโดยไม่บอกกล่าวแถมยังไม่ติดต่อไปอีกเป็นใครก็โกรธทั้งนั้นแหละ ถ้าเป็นเขาไอ้หมอเจย์ริวไม่มีทางได้เห็นหน้าอีกตลอดชีวิต นี่ก็ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเป็นยังไงบ้าง 3 ปีที่ผ่านมานี้คงจะเสียใจไม่น้อยเลย
"ขอโทษด้วยนะธิชา เราไม่ได้ตั้งใจแสดงท่าทีแบบนั้น"
หมอเจย์ริวเอ่ยขอโทษหมอธิชาที่นั่งอยู่เงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เขาไม่อยากให้หญิงสาวคาดหวังกับความสัมพันธ์ที่มันเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้มันเหมือนมีแผลในใจบางอย่างและที่สำคัญเขารู้สึกผิดกับขนมหวาน ถ้าตอนนั้นบอกเธอสักหน่อยว่าต้องเดินทางกลับประเทศไทยเพราะมีปัญหาครอบครัว ตอนนี้เราสองคนก็คงไม่ขาดการติดต่อกันแบบนี้
"ไม่เป็นไรหรอกเราเข้าใจ แต่เราจะรอให้เจย์ริวทำใจได้ ถึงตอนนั้นต้องให้โอกาสเราเป็นคนแรกนะ"
เธอยังคงมีความหวังว่าเขาจะมองเธอเป็นตัวเลือกที่หนึ่ง ส่วนเรื่องผู้หญิงที่ฝังใจของเขาคงไม่มีทางกลับมาโคจรเจอกันอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้เธอจะเดินหน้าจีบเขายังเต็มกำลัง และหวังว่าคุณหมอสุดหล่อจะทำใจได้ในเร็ววัน...
หลังจากกลับมาจากฮันนีมูนทั้งสองคนก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างเช่นปกติ ตื่นเช้ามาก็เข้าโรงพยาบาลไปทำงานสลับกับเข้าคลินิกเพื่อเซ็นเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้โดยด่วน ส่วนขนมหวานเริ่มเข้าไปเรียนรู้งานบริหารในคลินิกซึ่งมีคุณพ่อเป็นคนคอยสอนงานทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระงานของเจ้าสองแฝด"ที่เหลือก็ไม่น่ามีอะไรแล้วนะ หนูเป็นคนฉลาดแล้วก็เป็นคนเก่งมาก พ่อแทบไม่ได้สอนอะไรเลยด้วยซ้ำ"คุณพ่อเอ่ยชมลูกสะใภ้ไม่หยุด เธอเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและเป็นคนที่มีความจำดีเลิศ สอนอะไรนิดหน่อยก็สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนแรกที่เห็นประวัติการทำงานก็ยังมีความสงสัยเล็กน้อยว่าผู้หญิงอายุเพียงแค่นี้ทำไมถึงมีประสบการณ์เป็นที่ต้องการจากแบรนด์ดัง แต่พอได้ร่วมงานจริงถึงรู้ว่าเธอเป็นคนที่เก่งไม่แพ้ใคร เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของเขา"ก็คุณพ่อสอนเก่งนี่คะเข้าใจง่ายมากเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะเริ่มคิดการตลาดใหม่ เอาไว้จะไปเสนอคุณพ่อนะคะ""หนูตัดสินใจเองเลยไม่งั้นก็ปรึกษาไอ้สองแฝดนั้นก็พอ พ่ออยากจะวางมือแล้วจะไปเลี้ยงหลานสองแสบ เรียกร้องหาปู่หาย่าทุกวันใครจะอยากมาทำงานกันละ"คุณพ่อนึกไปถึงใบหน้าของเจ้าสองแสบที่ตอนนี้น่าจะกำลังวิ่งวุ่นทั่วบ้
หนึ่งปีต่อมา...หลังจากที่ขนมหวานได้คลอดเจ้าหญิงน้อยออกมาเธอก็ได้คุยกับสามีว่าจะไม่มีอีกคนแล้ว เพราะอยากจะดูแลเจ้าแสบทั้งสองคนมอบความรักให้อย่างเต็มที่ ยิ่งมีลูกมากการดูแลเอาใจใส่ก็จะน้อยลงตามไป เพราะฉะนั้นเราทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่าจะมีลูกเพียงแค่สองคนเท่านั้น"โยนลงไปตรงนั้นเลยค่ะ ปลาตรงนั้นเยอะมากเลยนะ"สามีของเธอถือถังอาหารปลานั่งอยู่ริมแม่น้ำส่วนหญิงสาวในตอนนี้กำลังตักอาหารโยนลงไปในแม่น้ำมองเจ้าปลาตัวใหญ่แหวกว่ายไปมาอ้าปากงับอาหารกระโดดไปมาดูจะมีความสุขเหลือเกิน"นี่คือการมาฮันนีมูนของพี่เหรอคะ คู่อื่นเขาไปเที่ยวต่างประเทศ พาเมียไปช้อปปิ้งซื้อของแบรนด์เนมล่องเรือสำราญ นี่อะไรพามาให้อาหารปลาแคมป์ปิ้งอยู่ในป่า"หญิงสาวถึงกับกุมขมับเมื่อสามีบอกว่าจะพามาฮันนีมูน ดูเอาเถอะตอนแรกคิดว่าจะพาไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินสบายใจเฉิบ สรุปพาเธอมากางเต็นท์อยู่ในป่าลำบากลำบนเสียเหลือเกิน"หนูไม่คิดว่ามันเป็นการฮันนีมูนที่แปลกใหม่เหรอ ตอนกลางคืนนอนฟังเสียงสัตว์ร้อง ดูดาวบนท้องฟ้าแล้วก็เล่นปูไต่กันในเต็นท์"เขาเอ่ยออกมาด้วยความทะเล้นก่อนจะใช้นิ้วไต่ตามตัวของเธอเพื่อหยอกล้อคนรัก ขนมหวานส่ายหน้ายิ้มๆ ก่
เขาเดินทางกลับมาที่บ้านในเวลาต่อมาและเมื่อมาถึงสิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจก็คือภรรยาสุดที่รักแล้วก็ลูกชายจอมแสบ เพียงแค่เดินเข้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องนั่งเล่น ซึ่งน่าจะเป็นลูกชายกำลังเล่นอยู่กับพี่เลี้ยงแล้วก็คุณแม่ของเขา แต่เหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของภรรยาก็เลยตะโกนเรียกแม่บ้านที่อยู่บริเวณนั้น"มีใครเห็นขนมหวานไหมครับ""คุณขนมหวานอยู่ที่สวนหลังบ้านค่ะ น่าจะกำลังปลูกต้นไม้อยู่""โอเคขอบคุณครับ"และเมื่อเขารู้ที่อยู่ของภรรยาก็รีบเดินอ้อมข้างหลังคฤหาสน์ตรงไปยังสวนหลังบ้านทันที และเมื่อมาถึงเขาก็เห็นภรรยากำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ตั้งแต่ที่เธอตั้งครรภ์จนถึงตอนนี้กลายเป็นเจ้าแม่เพาะปลูกต้นไม้มงคลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเขาไม่อยากจะให้เธอทำงานที่เครียดและไม่อยากจะให้ทำงานหนักสิ่งเดียวที่เธอทำได้ก็คือการมานั่งปลูกต้นไม้อยู่ข้างหลังนี้"ท้องโตขนาดนี้แล้วทำไมหนูถึงไม่นอนพักผ่อนคะ แล้วมาอยู่ตรงนี้คนเดียวถ้าเกิดปวดท้องจะคลอดขึ้นมาใครจะเห็น""โทรศัพท์ก็วางอยู่ตรงนี้มีอะไรเดี๋ยวก็โทรเรียกคุณแม่เองค่ะ อยู่ที่ห้องไม่รู้จะทำอะไรก็เลยออกมาหาอะไรทำเล่นข้างล่างดีกว่า"เธอหันไปยิ้มให้กับชาย
หลายเดือนผ่านไป...ในตอนนี้ขนมหวานและเจย์ริวแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเธอก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขาพร้อมกับลูกชายจอมแสบ และช่วงวันหยุดก็จะพาลูกชายไปนอนค้างที่บ้านของเธอเพราะตกลงกับคุณพ่อเอาไว้แล้วว่าถ้าแต่งงานออกไปจะต้องพาหลานกลับมาเที่ยวที่บ้านทุกอาทิตย์ และตอนนี้เธอท้องได้แปดเดือนกว่าแล้ว สามียังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่มีเปลี่ยน คอยดูแลเป็นอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องจึงคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดที่ให้โอกาสเขาได้กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง"หนูเป็นยังไงบ้างลูกปวดท้องปวดตัวอะไรไหม ถ้าเดินไม่ไหวก็นั่งพักผ่อนนะอย่าฝืนตัวเอง"คุณแม่เอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง ช่วงนี้เป็นช่วงที่สามารถคลอดได้ตลอดคุณแม่จึงคอยดูแลเธอเป็นพิเศษ ส่วนลูกชายตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลของตัวเอง นั่งตำแหน่งผู้บริหารไหนจะต้องเป็นคุณหมออีกชีวิตดูวุ่นวายพอสมควร แต่ยังดีที่จัดสรรเวลาได้ดีไม่ให้ภรรยารู้สึกน้อยอกน้อยใจ แบบนี้แหละดีแล้วรู้จักปรับปรุงตัวเองชีวิตคู่จะได้อยู่ยืนยาว"หนูไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะคุณแม่ร่างกายก็ยังโอเคอยู่ ช่วงนี้รู้สึกว่าท้องโตน่าจะใกล้คลอดแล้วค่ะ ท้องนี้เป็นผู้หญิงรู้สึกว่าไม่เหนื่อยเท่าท้องเจ้าแสบ"เธอก้มมอง
หลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างลงตัวเจย์ริวก็กลับมาที่บ้านเพื่อพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับการสู่ขอขนมหวานจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่และก็บอกข่าวดีเกี่ยวกับเจ้าตัวเล็กในท้องอีกคนด้วย และแน่นอนว่าพวกท่านทั้งสองคนดีใจมากในที่สุดลูกชายก็ง้อเมียสำเร็จสักที"ในที่สุดลูกฉันก็ฉลาดสักที""พ่อดีใจด้วยนะในที่สุดก็ง้อเมียสำเร็จสักที ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราหาเวลาเข้าไปคุยกับทางโน้น ต้องหาฤกษ์หายามดีๆ ก่อน เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพ่อจะให้หลวงพ่อช่วยดูให้""ขอบคุณมากเลยนะครับคุณพ่อคุณแม่สำหรับเรื่องทุกอย่าง ยังไงผมฝากจัดการด้วยนะครับ"เจย์ริวยิ้มออกมาก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นธุระเกี่ยวกับงานแต่งงานของเขาในครั้งนี้ให้ ส่วนเจอริคเขามีใบหน้าที่เคร่งขรึมและดูเครียดกับอะไรบางอย่างซึ่งถ้าให้คนในครอบครัวเราก็น่าจะเป็นเกี่ยวกับงานหมั้นที่กำลังจะเกิดขึ้น"แล้วเราล่ะได้ฤกษ์งานหมั้นหรือยัง""ยังเลยครับแม่ผม...""ทำไมลูกดูเหมือนไม่อยากจะหมั้นล่ะ ไม่ได้รักหนูแพรวาเหรอแล้วทำไมถึงจะแต่งงานกันล่ะแม่ไม่เข้าใจ"คุณแม่จ้องมองใบหน้าของลูกชายอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ เธอไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลูกเคยคบหากับใครมาก่อนรู้
เจย์ริวพาว่าที่ภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้งและจะเอาผลอัลตร้าซาวด์ติดมือไปด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะต้องถูกคุณพ่อด่าแต่อย่างน้อยท่านก็น่าจะเห็นแก่หลานตัวเล็กที่กำลังจะคลอดออกมาอีกคน เพราะฉะนั้นนี่เป็นทางเดียวที่จะขอการให้อภัยจากพ่อตาได้"ทำไมต้องมาที่โรงพยาบาลอีกคะ หนูก็ตรวจไปแล้วนี่ผลก็ออกแล้ว""พี่อยากได้ใบอัลตร้าซาวด์ค่ะจะได้เอาไปให้คุณพ่อกับคุณแม่ของหนูดูไง คุณพ่อกับคุณแม่พี่ก็คงดีใจที่จะได้มีหลานอีกคน"ใบหน้าของเขายิ้มออกมาดูมีความสุขซึ่งมันทำให้หญิงสาวรู้สึกมีความสุขเช่นกัน นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับเธอกับลูกแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจย์ริวก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาสามารถดูแลเธอกับลูกได้จึงยอมที่จะให้โอกาสอีกครั้ง"รีบตรวจเถอะค่ะจะได้รีบไป""ได้ค่ะไปห้องอัลตร้าซาวด์เลยเดี๋ยวพี่ทำเอง""ดีเนาะเมียท้องสามีตรวจครรภ์ให้"ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาขำขัน เอาจริงเขาก็ไม่ได้เรียนเฉพาะทางสำหรับแผนกสูตินรีเวชโดยตรงแต่การทำคลอดเป็นพื้นฐานของการเรียนหมออยู่แล้ว คนที่เรียนจบมายังไงก็ต้องผ่านการทำคลอดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะเป็นคนดูแลภรรยาตลอดการตั้งครรภ์ก็ไม่แปลกอะไร แต่บอกต







