LOGIN07:30 น.
ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยภายใต้กรอบแว่นที่ไม่ได้สวมใส่ เขาเพ่งมองเข็มนาฬิกาอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด
เจ็ดโมงครึ่ง...
เขาหลับไปตั้งแต่ตอนตีสองสิบห้านาที ลากยาวมาจนถึงเจ็ดโมงครึ่ง โดยไม่ตื่นขึ้นมากลางดึก ไม่ฝันถึงเคสผ่าตัด ไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงอะไรเลย
ห้าชั่วโมงกว่าของการหลับสนิทบนพื้นแข็งๆ ในท่านั่งที่ผิดหลักสรีระศาสตร์อย่างรุนแรง
เตติณห์สำรวจสภาพร่างกายและสมองของตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาการตกค้างจากความเครียด พลังงานฟื้นฟูกลับมาเกือบเต็มเปี่ยม นี่เป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพที่สุดนับตั้งแต่เขาเริ่มเรียนแพทย์เฉพาะทาง
สายตาของเขาเลื่อนกลับมามองตัวต้นเหตุที่ทำให้เขามีสภาพแบบนี้
ผู้หญิงซกมกที่นอนน้ำลายยืดใส่แขนเขา
เขามองรอยคราบจางๆ บนแขนเสื้อนอนผ้าไหมของตัวเองแล้วคิ้วกระตุก ทว่าความรำคาญใจกลับมีไม่มากเท่าความสงสัยเชิงทฤษฎีที่กำลังตีรวนในหัว
เป็นไปได้อย่างไรที่กลไกการนอนหลับของเขา ซึ่งดื้อรั้นต่อการบำบัดทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การดื่มนมอุ่น หรือแม้กระทั่งการจัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้มืดสนิทและเงียบกริบ จะพ่ายแพ้ให้กับเสียงลมหายใจและสัมผัสของคนแปลกหน้าที่เมาหลับไม่ได้สติ
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในฐานะหมอ เขาไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ ทุกอย่างมีเหตุและผล มีตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์เสมอ
และตัวแปรที่ทำให้เขานอนหลับ ก็กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ตรงนี้
เตติณห์ค่อยๆ ออกแรงดึงท่อนแขนซ้ายของตัวเองออกจากการกอดรัดอย่างระมัดระวัง ครั้งนี้เขาไม่ได้กลัวเธอตื่น แต่กลัวแขนตัวเองจะใช้งานไม่ได้เพราะเหน็บชา เมื่อแขนหลุดเป็นอิสระ ร่างบางบนโซฟาก็แค่ขยับตัวบ่นพึมพำ คว้าหมอนอิงที่เขาวางไว้บนเก้าอี้ข้างๆ มาดึงไปกอดแทนแล้วหลับต่อ
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ บิดลำคอและสะบัดแขนเพื่อไล่ความเมื่อยล้า เขายืนมองร่างบนโซฟาอีกครั้งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เธอไม่ใช่ผู้บุกรุกที่สร้างความรำคาญอีกต่อไป แต่เธอคือกลไกการรักษาที่เขาเพิ่งค้นพบ
เตติณห์หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอน อาบน้ำชำระล้างร่างกาย จัดการโกนหนวดเคราและแต่งตัวด้วยชุดทำงานอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เขาเลือกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน สวมกางเกงสแล็กสีเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนที่มีเส้นเลือดปูดโปนจากการออกกำลังกาย สวมแว่นตากรอบเงินบางที่ทำให้ใบหน้าดูคมเข้มและสุขุมขึ้นไปอีกระดับ
เมื่อจัดการตัวเองเสร็จ ชายหนุ่มเดินออกไปที่ส่วนแพนทรี จัดการเปิดเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซราคาแพง เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังกระหึ่มขึ้นทำลายความเงียบของห้อง กลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟคั่วบดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เขาตั้งใจทำให้เกิดเสียงดัง
เตติณห์ยกถ้วยกาแฟเซรามิกสีดำขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าเรียกความสดชื่นกลับมาเต็มที่ เขายืนพิงสะโพกกับเคาน์เตอร์หินอ่อน ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นกอดอก สายตาจับจ้องไปยังก้อนผ้าห่มบนโซฟาที่เริ่มขยับตัวเพราะเสียงเครื่องชงกาแฟ
ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นนั่ง ผมดัดลอนของเธอยุ่งเหยิงชี้ฟูไปคนละทิศละทางเหมือนรังนก เธอยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรง หาวหวอดใหญ่โดยไม่เอามือปิดปาก เสื้อยืดตัวโคร่งตกลงมาเปิดเปลือยไหล่ข้างหนึ่ง
ท่าทางของเธอห่างไกลจากคำว่าเรียบร้อย หรือดูดี
เธอหรี่ตาลงมองไปรอบๆ ห้องด้วยความงุนงง คิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อสายตาปะทะเข้ากับโทนสีขาวเทาดำที่ดูเย็นชาและแปลกตา ก่อนที่สายตาของเธอจะเลื่อนมาหยุดที่เคาน์เตอร์ครัว
ร่างสูงโปร่งในชุดทำงานเรียบกริบยืนกอดอกจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาของเขาผ่านเลนส์แว่นนั้นเรียบนิ่ง ทะลุทะลวง และไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้
เดือนหนาวชะงักค้าง มือที่กำลังขยี้ตาหยุดชะงัก อาการแฮงก์โอเวอร์ทำให้สมองของเธอประมวลผลช้าไปหลายจังหวะ เธอจำได้รางๆ ว่าเมื่อคืนมีปัญหาเรื่องคอนโด ป่านลากเธอขึ้นแท็กซี่มาทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง บอกว่าเป็นห้องของเพื่อนหมอที่ไว้ใจได้
และผู้ชายตรงหน้า ที่ยืนจิบกาแฟด้วยท่วงท่าเหมือนกำลังพิจารณาเคสคนไข้หนัก ก็คงจะเป็นเจ้าของห้อง
"เอ่อ..." เดือนหนาวรีบดึงคอเสื้อตัวเองให้เข้าที่ จัดทรงผมลวกๆ ด้วยมือ พยายามส่งยิ้มแห้งแล้งไปให้ "ขอโทษค่ะ ฉันรบกวนคุณหรือเปล่า"
เตติณห์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาวางถ้วยกาแฟลงบนเคาน์เตอร์ ปรายตามองสภาพความยับเยินของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยประโยคที่เขาคิดทบทวนมาตลอดเวลาที่อาบน้ำ
"คุณกำลังหาที่อยู่ใหม่ใช่ไหม"
เดือนหนาวกะพริบตาปริบๆ ความงุนงงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เธอพยักหน้าช้าๆ "ค่ะ พอดีมีปัญหาเรื่องมัดจำคอนโดนิดหน่อย วันนี้ฉันจะรีบเก็บของแล้วรีบออกไปหาที่พักใหม่ทันทีค่ะ จะไม่รบกวน..."
"ย้ายมาอยู่กับผมไหม"
เสียงทุ้มเรียบที่แทรกขึ้นมากระทันหัน ทำให้คำพูดของเดือนหนาวกลืนหายลงไปในลำคอ เธอเบิกตากว้าง จ้องมองผู้ชายหน้าตายตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
"คะ? หมอว่าอะไรนะคะ"
"ผมบอกว่า ให้คุณย้ายมาอยู่ที่นี่" เตติณห์ทวนประโยคด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังสั่งออร์เดอร์ยาพาราเซตามอล ไม่มีร่องรอยของความโรแมนติก ไม่มีการล้อเล่น แววตาของเขาจริงจังและเด็ดขาด
"เดี๋ยวค่ะ"
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบช้าๆ สายตาไล่มองสภาพความยับเยินของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า การกวาดสายตาของเขาไม่ได้มีความคุกคามทางเพศเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่มันทะลุทะลวงจนเดือนหนาวต้องขยับขาที่สวมกางเกงยีนส์ขาดเข่าให้ชิดกันมากขึ้น"คุณกำลังหาที่อยู่ใหม่ใช่ไหม"เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้น เป็นประโยคแรกที่หลุดออกจากปากเขา ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการแนะนำตัว มีเพียงการพุ่งตรงเข้าประเด็นเดือนหนาวกะพริบตาปริบๆ ความงุนงงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เธอพยักหน้าช้าๆ สมองประมวลผลคำตอบอย่างยากลำบาก "ค่ะ พอดีมีปัญหาเรื่องมัดจำคอนโดนิดหน่อย วันนี้ฉันจะรีบเก็บของแล้วรีบออกไปหาที่พักใหม่ทันทีค่ะ จะไม่รบกวน...""ย้ายมาอยู่กับผมไหม"คำพูดของเดือนหนาวถูกตัดฉับและกลืนหายลงไปในลำคอเธอนั่งนิ่ง เบิกตากว้างขึ้น จ้องมองผู้ชายหน้าตายตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ประโยคเมื่อครู่มันสั้น กระชับ และชัดเจนเกินกว่าจะฟังผิด แต่บริบทของมันกลับผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง"คะ? หมอว่าอะไรนะคะ"เขาอาจจะพูดว่า 'ให้ช่วยหาที่อยู่ให้ไหม' หรืออะไรทำนองนั้น เธอคงหูฝาดไปเองเพราะอาการแฮงก์โอเวอร์"ผมบอกว่า ให้ค
"เดี๋ยวค่ะ" เดือนหนาวยกมือขึ้นห้ามความบ้าคลั่งนี้ "เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก หมอรู้ไหมคะว่าฉันเป็นใคร นิสัยยังไง ทำไมถึงมาชวนคนแปลกหน้ามาอยู่ด้วยแบบนี้ หรือหมอ... จีบฉันเหรอคะ" เธอถามออกไปตรงๆ เพราะไม่เห็นเหตุผลอื่นที่ผู้ชายเพอร์เฟกต์ขนาดนี้จะมาชวนผู้หญิงซกมกที่เพิ่งเมาค้างมาแชร์ห้องเตติณห์แค่นเสียงในลำคอ มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเยาะ "ผมไม่มีเวลาว่างพอจะไปจีบใครหรอกคุณ""แล้วทำไม...""คุณทำให้ผมนอนหลับ"ประโยคนั้นหลุดออกมาพร้อมกับสายตาที่จดจ้องมายังเธออย่างเอาแต่ใจ เตติณห์ก้าวเดินออกจากเคาน์เตอร์ครัว เข้ามาหยุดยืนห่างจากโซฟาเพียงไม่กี่ก้าว เขามองเธอด้วยสายตาที่ประเมินคุณค่าเสร็จสรรพแล้ว"ผมมีปัญหาเรื่องการนอนหลับมานาน แต่เมื่อคืน ผมหลับไปห้าชั่วโมงเต็มๆ เพราะเสียงหายใจและการกอดของคุณ" เขาพูดเรื่องน่าอายด้วยใบหน้าตายด้านที่สุด "ผมต้องการการนอนหลับที่มีคุณภาพเพื่อทำงาน และคุณกำลังต้องการที่พักฟรีที่ปลอดภัย"เดือนหนาวอ้าปากค้าง ตรรกะความสมเหตุสมผลของผู้ชายคนนี้พังพินาศจนเธอตามไม่ทัน"หมอจะให้ฉันมานอนแชร์ห้องด้วย... เพราะฉันเป็นเหมือนยานอนหลับของหมองั้นสิ""ถูกต้อง" เขารับคำหน้าตา
07:30 น.ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยภายใต้กรอบแว่นที่ไม่ได้สวมใส่ เขาเพ่งมองเข็มนาฬิกาอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดเจ็ดโมงครึ่ง...เขาหลับไปตั้งแต่ตอนตีสองสิบห้านาที ลากยาวมาจนถึงเจ็ดโมงครึ่ง โดยไม่ตื่นขึ้นมากลางดึก ไม่ฝันถึงเคสผ่าตัด ไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงอะไรเลยห้าชั่วโมงกว่าของการหลับสนิทบนพื้นแข็งๆ ในท่านั่งที่ผิดหลักสรีระศาสตร์อย่างรุนแรงเตติณห์สำรวจสภาพร่างกายและสมองของตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาการตกค้างจากความเครียด พลังงานฟื้นฟูกลับมาเกือบเต็มเปี่ยม นี่เป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพที่สุดนับตั้งแต่เขาเริ่มเรียนแพทย์เฉพาะทางสายตาของเขาเลื่อนกลับมามองตัวต้นเหตุที่ทำให้เขามีสภาพแบบนี้ผู้หญิงซกมกที่นอนน้ำลายยืดใส่แขนเขาเขามองรอยคราบจางๆ บนแขนเสื้อนอนผ้าไหมของตัวเองแล้วคิ้วกระตุก ทว่าความรำคาญใจกลับมีไม่มากเท่าความสงสัยเชิงทฤษฎีที่กำลังตีรวนในหัวเป็นไปได้อย่างไรที่กลไกการนอนหลับของเขา ซึ่งดื้อรั้นต่อการบำบัดทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การดื่มนมอุ่น หรือแม้กระทั่งการจัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้มืดสนิทและเงียบกริบ จะพ่ายแพ้ให้กับเสียงลมหายใจและสัมผัสของคนแปลกหน้าท
“อืม... อย่ากวน” เสียงหวานแหบพร่าพึมพำงัวเงีย ก่อนที่เจ้าตัวจะซุกหน้าลงกับท่อนแขนของเขา ถูไถแก้มไปมาเพื่อหาตำแหน่งที่สบายที่สุด แล้วหลับต่อหน้าตาเฉยเตติณห์ตัวแข็งทื่อผิวแก้มของเธอที่แนบอยู่กับท่อนแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อนอนของเขามีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเล็กน้อย น่าจะเป็นผลจากการดื่มแอลกอฮอล์ ลมหายใจอุ่นจัดเป่ารดผิวเนื้อของเขาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มือสองข้างของเธอกอดรัดแขนเขาไว้แน่นราวกับเป็นหมอนข้างใบโปรดความหงุดหงิดตีตื้นขึ้นมาในอก ชายหนุ่มเกลียดการถูกเนื้อต้องตัวโดยไม่จำเป็น เขาพยายามออกแรงดึงแขนกลับ การสลัดผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังเมาไม่ได้ใช้แรงมากมายอะไรเลยสำหรับผู้ชายสูงร้อยแปดสิบสามเซนติเมตรอย่างเขาแต่ในจังหวะที่เขากำลังจะกระชากแขนออกนั้นเอง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น“อืม... ฮืม...”มันคือเสียงฮัมเพลงผู้หญิงที่กอดแขนเขาอยู่ไม่ได้ละเมอพูดเป็นคำ แต่กำลังฮัมทำนองเพลงป๊อปจังหวะช้าๆ ออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นไม่ได้ไพเราะอะไรมากมาย ติดจะแหบและขาดห้วงด้วยซ้ำ แต่มันกลับเป็นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ เป็นคลื่นเสียงรบกวนต่ำๆ ที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบสงัดของห้องเตติณห์ชะงักการออกแรงดึงแขนตัวเอง
อาการปวดหนึบที่ขมับขวาลามไปถึงท้ายทอยรบกวนระบบประสาทจนไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไปเตติณห์ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องนอนกว้าง เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเทาเข้มเนื้อละเอียด การขยับตัวเพียงนิดเดียวอาจทำให้เส้นเลือดในสมองที่กำลังเต้นตุบเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกำหนดจังหวะการสูบฉีดเลือดของตัวเองให้ช้าลง แต่มันไม่ได้ผลความเงียบในเพนต์เฮาส์ชั้นสี่สิบแปดไม่ได้ช่วยให้สมองของศัลยแพทย์กระดูกและข้อหยุดทำงาน ภาพฟิล์มเอ็กซ์เรย์กระดูกสันหลังคดงอของคนไข้เคสเมื่อเย็นยังคงฉายซ้ำไปมา สลับกับรายชื่อยาและขั้นตอนการผ่าตัดที่เขารับผิดชอบในฐานะแพทย์ประจำบ้านต่อยอด พรุ่งนี้เขามีเคสผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าตอนเก้าโมงเช้า ต่อด้วยการเข้าเวรยาวไปจนถึงเช้าอีกวัน มือของเขาต้องนิ่ง สติของเขาต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียวบนโต๊ะผ่าตัดหมายถึงชีวิตที่เหลือของคนไข้เตติณห์รู้ข้อเท็จจริงนั้นดี และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เซลล์ประสาทของเขาตื่นตัวตลอดเวลาสิบนาทีผ่านไปโดยไม่มีทีท่าว่าความง่วงจะมาเยือน ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่ง อาการปวดหัวเล่นงานจนต







