Se connecter“เมื่อเช้าแม่ไปตลาดมา เลยได้โจ๊กหมูใส่ไข่มาให้”
หญิงสาวเพียงส่งยิ้มแทนคำขอบคุณ ก่อนจะเหลือบไปเห็นร่องรอยข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ถูกกินไปแค่ครึ่งเดียว
“ยัยซาไปแล้วเหรอคะแม่”
“อืม เพื่อนมารับแต่เช้าแล้วแหละ ช่วงนี้ทั้งใกล้สอบ ทั้งมีกิจกรรมกองเชียร์คงออกจากบ้านแต่เช้ากลับดึก”
ฟาริศาพยักหน้ารับรู้ เพราะก่อนหน้านี้น้องสาวก็บอกเอาไว้บ้างแล้ว พอจัดการมื้อเช้าเสร็จ เธอก็รีบเดินตรงไปขึ้นรถเมล์รอบเจ็ดโมง
“มาแล้วเหรอจ๊ะคุณน้อง”
สุริยา หรือ ใคร ๆ ก็เรียกว่าสุริหนุ่มหล่อวัยเกือบสี่สิบ แต่ไม่หมายปองสตรีใดนอกจากผู้ชายเท่านั้นที่จะอยู่ในสายตา
“แล้วเห็นไหมล่ะ ถ้าพี่สุริเห็นก็แสดงว่าน้องมาแล้ว”
เธอหันไปต่อปากต่อคำก่อนจะย่อตัวนั่งลงเก้าอี้ทำงานที่อยู่ใกล้กัน สุริยาเบะปากให้แล้วโยนแฟ้มอันใหญ่ เสียงดังโครม
“เฮ้ย! อะไรคะเนี่ย”
“ข้อหาต่อปากต่อคำเก่ง แกเอารายงานไปนั่งอ่าน แล้วก็เตรียมสรุปส่งให้กับเลขาฯ ท่านประธาน”
“สั่งเก่งยิ่งกว่าอาหารตามสั่ง ชิ” หันไปค้อนวงใหญ่ให้กับเพื่อนร่วมงานที่มีตำแหน่งสูงกว่าคือเป็นหัวหน้างาน
ฟาริศาอายุย่างเข้า 29 ปี ทำงานที่นี่มาเกือบห้าปี เธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดที่ทุกคนในทีมรักและไว้ใจ เพราะเธอไม่เคยปฏิเสธงาน ไม่เคยขัดคำสั่ง และที่สำคัญ ... ยิ้มได้แม้ในวันที่ถูกกดดันมากที่สุด
เพื่อนผู้ชายที่ทำงานร่วมกันมักล้อเลียนหญิงสาวอยู่บ่อย ๆ เรื่องรูปร่างหน้าตาทว่าเธอก็ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร แถมยังมองข้ามไปเพราะไม่อย่างนั้นคงได้เป็นบ้ากันพอดีหากเก็บมาคิด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีคำพูดบาดใจ บางครั้งเธอก็ยินคำนินทาจากพนักงานแผนกอื่นว่าหน้าตา และรูปร่างเธอไม่เหมาะกับแผนกการตลาด เพราะบุคลิกไม่ได้ดึงดูดลูกค้า
เธอเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ตั้งใจทำงานให้ดีกว่าที่เคย เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีภาพลักษณ์ให้ขาย เธอจึงเลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานแทน
“บ่ายนี้มีประชุม คุณธีรณัฐเข้าร่วมประชุมด้วยนะ”
“ฮะ!”
ใบหน้ากลมหันขวับไปมอง ดวงตาคู่สวยเบิกขึ้น สุริยาส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ เขารู้ดีว่าฟาริศานั้นเลี่ยงเข้าประชุมเวลาที่ประธานบริษัทเข้าร่วมประชุมด้วย
แต่ครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้เพราะโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ได้รับมานั้น ฟาริศาเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำ และแน่นอนว่าต้องเป็นคนสรุป และนำเสนอให้กับผู้บริหารฟังด้วย
แค่ได้ยินว่าต้องเข้าประชุมกับท่านประธาน หัวใจของฟาริศาก็เต้นแรง รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นมุมปาก ไม่รู้ว่าฝันสูงเกินไปไหมที่เธอตกหลุมรักเขาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานบริษัท
เธอไม่รู้ว่าเขาชอบผู้หญิงแบบไหน แต่ที่รู้แน่ ๆ คือไม่ใช่ผู้หญิงแบบเธอ ทั้งด้วยรูปร่างอวบอ้วน หน้าตาบ้าน ๆ ไม่เคยได้เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในสายตาใคร โดยเฉพาะในบริษัทที่เต็มไปด้วยผู้หญิงสวย หุ่นดี แต่งหน้าจัดจ้าน
บ่ายวันนั้นในห้องประชุมใหญ่ ธีรณัฐเข้าร่วมฟังการพรีเซนต์แผนการตลาดประจำไตรมาส ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ผู้หญิงตัวอ้วนนั่งอยู่มุมสุดท้ายของโต๊ะประชุม
‘พนักงานใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน’
เขาเพ่งพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกวาดสายตาไปที่อื่น ซึ่งเขาไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาเมื่อครู่นั้น ทำเอาฟาริศารู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมานอกหน้าอก
ร่างสูงโปร่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ เสื้อสูทเรียบเนี้ยบ ผมดกดำเสยขึ้นอย่างมีระเบียบ ใบหน้าเรียบนิ่งไม่มีรอยยิ้ม มีแต่ความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกว่าทั้งห้องเย็นยะเยือก
โปรเจ็กต์ของคนอื่นนำเสนอไปจนหมดแล้ว เมื่อถึงสไลด์ที่เป็นผลงานของเธอโดยตรง สุริยาจึงเอ่ยเรียกให้เธอช่วยอธิบาย
บริษัท Siam Golden Spoon เป็นบริษัทอาหารไทยแช่แข็งที่ส่งขายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แน่นอนว่าช่วงหลายปีมานี้ไม่ได้มีบริษัทผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
หากบริษัทไหนยังย้ำอยู่ที่เดิมอยู่ได้ไม่นาน ก็จำต้องปิดตัวไปแล้วก็มี แน่นอนว่าไม่ใช่กับบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่อย่าง Siam Golden Spoon เพราะมีฝ่ายการตลาดค่อนข้างแข็ง สามารถผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ มาตีตลาดได้อยู่เสมอ
“ฟา...”
สุริยาเอ่ยเรียกเบา ๆ แล้วส่งสัญญาณให้เธอเดินออกไปรายงาน หญิงสาวมีท่าทีลังเลเล็กน้อย และหวั่นใจที่ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชายที่ตนเองแอบมีใจให้
ฟาริศาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะจะลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นไหวอยู่บ้างแต่เธอก็ควบคุมมันได้เป็นอย่างดี
“ยุคสมัยใหม่ หนุ่มสาวไม่ค่อยทำอาหารกันสักเท่าไร แน่นอนว่าอาหารง่าย ๆ อย่างผัดกะเพราก็ยังคงเป็นที่นิยมในประเทศไทย จากการที่ฟาได้ทำแบบสำรวจมา อาหารเมนูนี้ยังไม่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ มีชาวต่างชาติหลายคนที่มาเที่ยวแล้วติดใจจนเอาไปบอกต่อ จึงทำให้ตลาดต่างประเทศเป็นที่ต้องการ หากเราลงมือก่อนบริษัทคู่แข่งน่าจะดีกว่า”
ระหว่างที่พูด สัมผัสได้ว่าธีรณัฐมองมาที่เธอ สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งทำให้รู้นึกเหมือนยืนอยู่กลางเวทีที่มีสปอร์ตไลฟ์ส่องมา
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







