登入อดีตเลขานุการใหญ่อย่างทักทายรู้ว่าการวางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดังนั้นดวงตากลมโตจึงหรี่ลงอย่างใช้ความคิดหนักหน่วงอีกครั้ง
ชีวิตในโลกก่อนหน้า เกิดในครอบครัวจีนกงสีที่บรรพบุรุษมีหลายเมียหลายบ้าน ทำให้ทักทายผ่านประสบการณ์ลูกเมียหลวงหลานเมียน้อยจนแทบกระอักเลือดมาแล้ว เคยพบเจอความอิจฉาริษยาของเมียแต่ละลำดับ ได้เห็นสมรภูมิการแก่งแย่งชิงความเป็นลูกรักหลานคนโปรด เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายเหล่านั้นจนเลือกออกไปใช้ชีวิตอิสระตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
ออกไปเริ่มต้นใช้ชีวิตทำมาหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานทุกอย่างเพื่อเรียนหนังสือให้จบ จบแล้วก็ก้มหน้าทำงานจนฐานะการเงินดีระดับหนึ่ง เอาว่าอยากกินอะไรได้กิน อยากซื้ออะไรซื้อโลด อยากไปไหนก็ไปได้เลย
จู่ ๆ มาโผล่ในร่างที่ต้องกักตัวอยู่ในเรือนเล็กท้ายจวนใหญ่ คล้ายรับตำแหน่งเมียน้อยก้นครัวนั่งรอส่วนบุญว่าเมื่อไหร่สามีจะย่องมาหาได้เช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่วิสัยคนรักอิสระอย่างทักทาย
สาวโสดที่จะไม่ยอมใช้ผัวร่วมกับใคร ไม่แม้จะลองดูไปพลาง ๆ ก่อนแน่
ดังนั้นคติที่ต้องยึดไว้เพื่อเป้าหมายชีวิตข้างหน้า หลังจากฟังเรื่องราวของฟางหมิงเยว่จบลงแล้ว ก็คือ...
ได้ทองเท่าหัว รีบเอาผัวหนูไปเลยเหอะ
เสียงประทัดรัวดังมาจากหน้าจวนหลัก บ่งบอกว่างานมงคลวันนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นแล้ว และเมื่อเสียงโห่ร้องอย่างยินดีของบ่าวไพร่ดังขึ้นเพื่อส่งบ่าวสาวเข้าหอ ก็ยิ่งทำให้ฟางหมิงเยว่ที่กำลังมองสองสาวใช้ตรวจนับสินเดิมอยู่ในเรือนเล็ก รีบเค้นสมองว่าจะร่างข้อเรียกร้องสำหรับการขอหย่าอย่างไรดีแล้ว
เพราะเมื่อประมวลข้อมูลที่ถามไถ่จากสองสาวใช้คนสนิท ก็สรุปได้ว่า ครอบครัวยุคนี้ สามีมีสามภรรยาสี่อนุนับเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในตระกูลใหญ่ ซึ่งตรงกับที่ทักทายเคยอ่านนิยายจีนโบราณทั้งหลายมา
ดังนั้นการจะลุกขึ้นฟ้องหย่าด้วยเหตุผลว่าสามีนอกใจ รู้เลยว่าจะไม่ส่งผลใดเลย มีแต่จะเสียชื่อเสียง เพราะสตรียุคนี้อยู่ใต้กฎเหล็กเจ็ดข้อที่เรียกว่าเจ็ดขับ นั่นก็คือ หากภรรยาคนใด... ไม่กตัญญูพ่อแม่สามี ไม่มีบุตรชาย คบชู้ อิจฉาริษยา เป็นโรคร้าย นินทาว่าร้าย ลักขโมย สามีเอ่ยหย่าได้ทุกเมื่อ
เรียกว่าตั้งกฎไว้ให้สามีใช้หย่าภรรยาได้อย่างง่ายดายในทันทีนั่นเอง แต่ภรรยาขอหย่าไม่ได้ ต่อให้ถูกสามีซ้อมปางตาย ภรรยาก็ขอหย่าก่อนไม่ได้
ปั๊ดโธ่เว้ยยยยย...
เวลาอ่านนิยายทะลุมิติ ทำไมตัวเอกถึงมาแล้วสนุกสนาน จะมาในร่างใครก็ทำอะไรง่ายดายไปหมดเลยเล่า ยิ่งถ้ามาเป็นนางเอกนะ ทำอะไรก็ผ่านฉลุย
แล้วนี่... ใคร?
นี่ทักทายนะ นางสาวทักทายไง ทำไมมาแล้วถึงงง ๆ มึน ๆ จนนึกอะไรไม่ออกเช่นนี้เล่า
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูให้นับสินเดิมทำไมหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอิ๋วที่กำลังช่วยนับถามอย่างอดใจไม่ได้ในที่สุด
ขณะเสี่ยวจิวที่นั่งนับเงียบ ๆ ก็แอบเงี่ยหูฟังคำตอบด้วยแล้ว
“นับไว้เถอะ”
ฟางหมิงเยว่เลือกจะไม่อธิบายว่านางคิดจะทำอะไร เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองย้อนมาในจีนยุคไหนก็เลยไม่รู้ว่าสตรียุคนี้จะสามารถทำมาหากินในเรื่องใดได้บ้าง ดังนั้นสินเดิมที่มีในมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดหากคิดจะออกไปเริ่มชีวิตใหม่ข้างนอกจวนนี้
เพราะถึงไม่รู้ยุคที่ย้อนมาแต่ก็รู้ว่าต้องเตรียมเงินให้มากเข้าไว้ และอีกเรื่องที่สำคัญพอกับเงิน คือต้องหาคนคุ้มกะลาหัวให้ได้
เพราะฟัง ๆ แล้ว ยุคนี้ยังมีฮ่องเต้ มีราชสำนัก มีขุนนางที่ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว คนพวกนี้ต้องอยู่ให้ห่างถ้าไม่อยากหัวหลุดจากบ่าเร็วกว่ากำหนด
นั่นแปลว่าอาจจะต้องไปอยู่หมู่บ้านไกลเมืองใหญ่ และที่นั่นก็จะต้องมีนักเลงท้องถิ่น ระหว่างทางก็ต้องเจอโจรดักปล้นบ้างพอกรุบกริบ แปลว่าเวลาจะไปไหนก็ต้องมีคนคุ้มภัย หรืออย่างน้อย ๆ ต้องมีคนช่วยเหลือในเรื่องที่ทางทำมาหากิน
หากดูจากการที่สามีของร่างนี้ยังต้องแต่งภรรยาใหม่ตามคำสั่งของบิดา เช่นนั้นก็ตัดสามีของร่างนี้ออกจากบัญชีขาทองคำได้เลย
ส่วนจะหาใครมาคุ้มครองชีวิตในช่วงแรก
...จ้างคนก็น่าจะพอไหว
หลังจากคิดหาทางหย่าอยู่ครึ่งค่อนวันที่สุดทักทายก็ได้ข้อสรุปถึงวิธีดำเนินการหย่าร้างแล้ว
ยามนี้สองสาวใช้จึงเห็นหญิงสาวใบหน้างดงาม นั่งไขว่ห้าง ยกมือขึ้นลูบริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้ม...
ที่ทักทายเรียกว่า ยิ้มแบบนางร้ายละครทีวี
เอาเหอะ คนอื่นย้อนเวลามาเป็นนางเอก ทักทายย้อนมาเป็นนางร้ายให้ละกัน แล้วจะร้ายให้หนักหนาสาหัสด้วย จะร้ายจนกว่าสามียอมมอบหนังสือหย่าให้เลยเชียว
ตามแผนที่คิดการได้ แม้ว่าวันมงคลของสามีกับฮูหยินเอกคนใหม่จะเหมาะสมที่สุดในการก่อเรื่องร้าวฉานระดับเบื้องต้น แต่ตอนนี้มืดค่ำแล้ว ไฟฟ้าก็ไม่มีอีก สำหรับคนมาใหม่ย่อมไม่สะดวกที่จะออกไปเดินดุ่ม ๆ ท่ามกลางความมืด
คิดจะทำการร้าย ต้องใช้สติให้มาก
ดังนั้นจึงตัดสินใจจะพักร่างก่อน แต่เมื่อหันไปเห็นหีบสินเดิมไม่กี่ใบก็เลยคิดขึ้นได้อีกข้อว่า ถ้าออกไปแล้วคิดจะเอาตัวรอดได้ยาว ๆ ก่อนจะก่อเรื่องร้าวฉาน ต้องปอกลอกเงินทองจากสามีให้ได้มากกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยสร้างเรื่องเพื่อหย่าก็น่าจะทัน
...ได้เงินเพิ่มแล้ว ยังไงก็ดีกว่ารีบหย่าไปแต่ตัว
“เสี่ยวอิ๋ว เจ้าไปเอาแตงกวามาให้ข้าสักลูกเถอะ” ฟางหมิงเยว่เอ่ยหลังปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องนี้นานพอสมควรแล้ว
“คุณหนูหิวหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอิ๋วเอ่ยถาม
นางจำได้ว่าเมื่อหัวค่ำคุณหนูกินข้าวน้อยมาก แต่หากหิวอีก คุณหนูควรจะกินข้าวมากกว่ากินแตงกวานะ
“ไม่ได้หิว แค่จะเอามาทำอะไรสักอย่าง รีบไปเอามาก่อนครัวปิดเถอะ อ้อ ช่วยเอามีดคม ๆ มาด้วยนะ”
...หลายวันมานี้ทักทายในร่างฟางหมิงเยว่ร้องไห้จนตาบวมเป่ง ดังนั้นต้องแก้ไขอาการไม่สวยก่อนอื่นเลย
และแตงกวาช่วยได้
สาวใช้สองคนยืนจับจ้องใบหน้าผู้เป็นนายอย่างไม่เข้าใจหลังจากเห็นนางฝานแตงกวาเป็นแว่นบางแล้ววางลงบนเปลือกตาสองข้าง
“คุณหนูทำเช่นนี้ทำไมหรือเจ้าคะ”
“แค่จะลดอาการตาบวมเท่านั้น พวกเจ้าไม่ต้องสงสัยมาก รีบไปนอนพักเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้ามืดอีก”
ฟางหมิงเยว่ไม่ชอบอธิบายอะไร แต่ชอบทำให้เห็น และเมื่อเห็นแล้วก็ต้องสังเกตกันเองหากจะติดตามรับใช้กันต่อไป
ในชีวิตเดิมทักทายเป็นคนนอนดึก เพราะเมื่อเลิกงานกลับถึงห้องแล้วก็มีอะไรส่วนตัวให้ทำอีกมากโดยเฉพาะการอ่านนิยาย การดูซีรีส์หลากหลายเชื้อชาติ ดังนั้นเวลานอนดึกติดต่อกัน สองตาจะเป็นหมีแพนด้า นางเลยคุ้นกับการดูแลตัวเองแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลเช่นนี้
นั่นคือพึ่งแตงกวาในตู้เย็น
เงาวูบไหวจากแสงตะเกียง บ่งบอกว่าคนในห้องนี้ยังไม่หลับ
ด้วยนางยังนอนแปะแตงกวาพลางคิดพลาง ...ว่ายุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เช่นนี้ พอท้องฟ้ามืดไม่นาน ทุกบ้านก็ดับตะเกียงเข้านอนกันแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนโบราณถึงได้ลูกดก
แต่นางยังไม่อยากทำลูกกับใคร ดังนั้นการฆ่าเวลาด้วยการทำสวย จึงนับเป็นกิจกรรมยามค่ำที่สมควรทำจริง ๆ แหละ
หย่าได้แล้วจะได้จากไปแบบสวยเริ่ดเชิดหยิ่ง ครบสูตร
แว่นแตงกวายังอยู่บนเปลือกตา เพราะนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเผลอหลับ ก่อนจะสะดุ้งตื่นเพราะแรงสัมผัสจากใครบางคน
“เฮ้ย!”
หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงบุรุษที่เหมือนจะเคยได้ยิน ดังกระทบโสตประสาท
“เฮ้ย!”
แล้วบรรยากาศอึ้งเงียบก็เกิดขึ้นระหว่างสองคนที่ประจันหน้ากันอีกครั้ง
คนหนึ่งมีแว่นแตงกวาแปะอยู่บนเปลือกตา อีกคนยืนจ้องหน้าสตรีผู้เป็นที่รักราวกับมองผีสาวแปลกหน้า ก่อนจะเห็นแตงกวาแว่นบางค่อย ๆ ร่วงหลุดลงจากเปลือกตาข้างหนึ่งของนาง
แปะ!
“เยว่เอ๋อ เหตุใดเจ้าถึงเอาแตงกวามาวางเช่นนี้” ชายหนุ่มหยิบแตงกวาอีกแว่นออกจากเปลือกตาอีกข้างให้นางอย่างใส่ใจ
ฟางหมิงเยว่ยิ้มแห้ง ๆ
“ก็... เอ่อ ท่าน…ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
นอกจากไม่ได้คำตอบแล้วยังโดนย้อนถามกลับอีก คังซิวเยี่ยนถึงกับถอนหายใจทีหนึ่ง
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่า ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนาง” เสียงตอบของเขาหนักแน่นราวกับภูผา
หากเป็นสตรีอื่นได้ฟังเช่นนี้ จิตใจหวั่นไหวไปแล้ว แต่สำหรับคนฟังเช่นนางไม่รู้สึกอะไรเลย
แม้ร่างนี้จะเคยเป็นของเขา แต่ยามนี้จิตใจเป็นนางสาวทักทายเต็มร้อย ดังนั้นต่อให้เขากล่าวสัตย์สาบานหนักแน่นเพียงใดก็ไม่มีผลต่อจิตใจของนาง
“แล้วฮูหยินน้อย...”
“เจ้าเป็นฮูหยินคนเดียวของข้า” คังซิวเยี่ยนกล่าวตอบขณะมองฟางหมิงเยว่ด้วยแววตาลึกล้ำและริมฝีปากก็ลดระดับลงมาใกล้ขึ้น ๆ
...ใกล้มากยิ่งขึ้น
มือเรียวบางยื่นออกไปแนบริมฝีปากชายหนุ่มอย่างมีจริต
“หยุดก่อนเจ้าค่ะ” ...หากไม่หยุด หัวใจจะวายตายแล้วนะ
ฟางหมิงเยว่ยกมืออีกข้างลูบอกคล้ายปลอบขวัญตัวเอง ก็ไม่ใช่จะไม่เคยใกล้ชิดผู้ชาย นางถึงกับเคยกอดคอผู้ชายเที่ยวกลางคืนด้วยกันมาแล้ว แต่ผู้ชายรูปหล่อที่ความสัมพันธ์คล้ายจะมีมากกว่าเพื่อนเช่นนี้นับเป็นการใกล้ชิดผู้ชายครั้งแรกในชีวิตทักทาย
“คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่...กับเจ้าคนเดียวเท่านั้น”
เห็นสีหน้าของนางแล้ว คังซิวเยี่ยนอดนึกขันไม่ได้ จึงจับมือนางขึ้นมาประทับริมฝีปากลงไปอย่างแผ่วเบา จนดวงตาหญิงสาวถึงกับเบิกกว้าง
ตายแล้ว! ตาย ๆ ตายสงบศพสีชมพู
ใครก็ได้ ช่วยลูกช้างด้วย
ฟางหมิงเยว่ยามนี้ลมหายใจติดขัดรอบที่ร้อย บอกตัวเองให้รวบรวมสติ รีบใช้หนึ่งสมองกับสองมือต้านแรงรุกของบุรุษตรงหน้าให้ได้ก่อน
จะอย่างไรชายคนนี้ก็เป็น...สามีของหญิงอื่น
และคืนนี้ก็เป็นคืนเข้าหอของเขากับหญิงนั้น
ภรรยาใหม่ ๆ หมาด ๆ
ถึงร่างกายที่นางมาสวมวิญญาณแทนจะยังได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของชายตรงหน้า แต่ทักทายไม่ใช่เมียของใคร จึงรู้สึกผิดศีลธรรมในใจตัวเองอย่างยิ่ง
นางร้ายคุณธรรมสูงส่งอย่างทักทาย ไม่ปลื้มในการใช้สามีร่วมกับใครนะขอบอก
“ท่านพี่เจ้าคะ คืนนี้ย่อมไม่เหมาะอย่างมาก หากท่านทำเช่นนี้…เอ่อ...” ดวงตาของหญิงสาวกลอกไปมาหนึ่งรอบก่อนเปิดรอยยิ้มออกกว้าง “หากท่านทำเช่นนี้ ท่านพ่อของท่านจะยิ่งเกลียดชังข้านะเจ้าคะ”
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินคำพูดของนางก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วแววตาก็หม่นแสงลง จนฟางหมิงเยว่อดนึกสงสารไม่ได้
...จะบอกเขาอย่างไรดีว่า ภรรยาสุดที่รักของเขา นางไม่อยู่ที่นี่แล้ว
ผู้หญิงตรงหน้าตอนนี้ คือผีตายโหงตนหนึ่งเท่านั้น
“เช่นนั้นก็ได้ แต่แค่คืนนี้เท่านั้น พ้นจากคืนนี้ไป ข้าจะมาค้างกับเจ้าเหมือนที่ผ่านมา” ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยประกายอบอุ่น
“ท่านพี่ เอ่อ...ข้ากำลังมีระดู รอไปก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
“หืมมม? อ้อ!…” ชายหนุ่มทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นอีกสามวัน”
“เจ้าค่ะ”
ฟางหมิงเยว่ส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับอีกฝ่าย และเมื่อชายผู้เป็นสามีของร่างนี้เดินออกไปแล้ว หญิงสาวจึงลุกขึ้นนั่งใช้ความคิดอย่างหนักอีกครั้ง
จำเป็นจะต้องหย่าให้เร็วที่สุด เพราะดูจากสายตาของเขาแล้วขืนยังอยู่ในจวนนี้ ท่าทางทักทายจะได้ผิดผีกับสามีชาวบ้านแน่
แม้จะถูกเคี่ยวกรำจากเจ้าบ่าวตลอดคืน หญิงสาวก็ยังพยายามลุกขึ้นจากเตียง เพื่อจะเตรียมตัวไปคารวะพ่อแม่สามีทว่าผู้อาวุโสทั้งสองกลับให้สาวใช้มาแจ้งว่า ห้ามบ่าวสาวออกจากเรือนหอจนกว่าจะครบสามวันหญิงสาวนึกกังวลทันที ...ไม่ใช่ว่าร่างเก่าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วหรอกหรือไม่ให้ไปเคารพพ่อแม่สามีไม่ให้ร่วมโต๊ะอาหารอนุญาตให้อยู่ได้เพียงในเรือนหลังเล็กเท่านั้นแต่แม้จะเริ่มกลัดกลุ้ม คนเกิดใหม่มาแล้วสองครั้งเช่นนาง ย่อมจะสลัดความกลุ้มเพื่อเตรียมรับมือทักทายตัวแม่จะแคร์ เพื่อ…แม้จะรู้สึกลึกซึ้งกับจวางโม่เฟิงสุดจิตสุดใจ มีความผูกพันต่อกันมาหลายสิบปี แต่หากบิดามารดาของจวางโม่เฟิงเป็นเหมือนพ่อแม่ของคังซิวเยี่ยน เฉินเยว่ก็ไม่ลังเลที่จะขอหนังสือหย่าแล้วออกไปมีชีวิตเป็นของตนเองเจ็บแต่จบ ไม่ต้องให้มีแผลเรื้อรังทว่านางกังวลใจได้ครู่เดียว ก็ถูกสามีหนุ่มสองร้อยปีผู้ไม่เคยลิ้มลองรสหวานของดอกไม้ลุกขึ้นมาตามตัวให้กลับไปเอนร่างลงบนเตียงอีกแล้ว...เซียนหนุ่มผู้แสนเอาแต่ใจ เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสหวานของกลีบดอกไม้ ก็ติดใจจนเรียกร้องอย่างไม่รู้อิ่มแล้วดังนั้นไม่ต้องรอใครห้ามไม่ให้ออกไปไหน เฉินเยว่ก็ถูกจว
ณ ชายขอบดินแดนเซียน มีครอบครัวตระกูลเฉินตั้งรกรากอยู่เป็นครอบครัวที่ไม่วุ่นวายอะไร ไม่มีการเมืองหลังบ้านให้ทุกคนปวดหัวเพราะนายท่านเฉินมีภรรยาคนเดียว จึงมีลูกดกหัวปีท้ายปีนับได้ถึงสิบสองคน ทำให้ครอบครัวนี้ยากจนอย่างยิ่ง เพราะต้องเลี้ยงดูหลายปากหลายท้องแต่โชคดีที่เมื่อบุตรชายหญิงทุกคนเติบโตขึ้น พวกเขาล้วนไม่ทอดทิ้งบิดามารดา ลูกทุกคนมีความกตัญญูอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันทำมาหากินเพื่อจุนเจือครอบครัว กระทั่งช่วงสิบปีหลัง ครอบครัวของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นทันตา ไม่ว่าจะหยิบจับอันใดล้วนประสบความสำเร็จ...ราวกับสวรรค์ประทานพรลงมาให้จนผ่านมาอีกหลายปี ลูกทุกคนเติบใหญ่มีครอบครัวของตนเองกันหมดแล้ว ฮูหยินของตระกูลเฉินที่อายุย่างเข้าเลขสี่ ถึงกับตั้งครรภ์ขึ้นอีกครั้งลูกหลงคราวนี้ เป็นทารกหญิงที่สวยงามราวเทพปั้น โดยเฉพาะดวงตาของนางที่ส่องประกายสดใสตั้งแต่แรกเกิด จึงได้รับชื่อว่า เยว่ แปลว่า พระจันทร์ส่องสว่างยามค่ำคืนนั่นเพราะนางเป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องลงกลางใจของครอบครัวเฉินทุกคนเฉินเยว่เติบโตท่ามกลางความรักความเอ็นดู ทั้งยังเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาก ไม่ว่าเรื่องใดผ่านตา นางจะเรียนรู้และจดจำได้รวดเ
ข้า ฟางหมิงเยว่ จะวางยาพิษ หลี่เซียวปิง โดยข้าได้บอกกล่าวให้กับหลี่เซียวปิงรับรู้ และสั่งให้นางเตรียมยาแก้พิษไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากผิดพลาดถึงตายขึ้นมา ข้าฟางหมิงเยว่ไม่รับผิดชอบใด ๆ เด็ดขาด และเมื่อถูกจับได้แล้วฟางหมิงเยว่จะไม่ถูกตัดสินลงโทษแต่อย่างใดยกเว้นโทษเดียว นั่นคือขับออกจากตระกูลคังห้ามแจ้งทางการ รวมทั้งนายท่านคังและฮูหยินใหญ่ ต้องจ่ายเงินค่าวางยาพิษครั้งนี้ เป็นจำนวนห้าร้อยตำลึงทองให้กับฟางหมิงเยว่ โดยต้องจ่ายทันทีที่ยอมรับเงื่อนไขบิดามารดาเห็นเขาเป็นคนโง่ หลอกเขาทุกอย่าง!แม้แต่การวางยาพิษในวันนั้นก็เป็นเรื่องหลอกลวงหรือนี่เพียงเพื่อกำจัดผู้หญิงคนเดียวที่เขารักให้พ้นทาง จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ ตัวเขาเองยอมทุกอย่างแล้วยอมแต่งงานกับเยี่ยฉางเอ๋อ ยอมปลดฟางหมิงเยว่เป็นอนุพวกเขายังเลือกจะฆ่านาง สตรีอ่อนแอคนเดียว ซ้ำยังไร้อำนาจตระกูลหนุนหลัง เหตุใดต้องกำจัดทิ้งเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ และตอนนั้นเองที่เหมือนคังซิวเยี่ยนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ชายหนุ่มลุกไปเปิดกล่องใบเก่าที่ไม่ได้เปิดมานับสิบปีแล้วหยิบกระดาษในกล่องนั้นออกมาวางลงเคียงกัน...เพื่อเปรียบเทียบลายม
ร่างของคังซิวเยี่ยนที่ยังยืนมองไปรอบ ๆ นึกขัดใจว่า เหตุใดตนเองถึงไม่ตื่นขึ้นเสียที แต่อีกใจก็คล้ายจะอยากรู้ว่า มีอะไรที่เขาไม่รู้ เกิดขึ้นต่อไปอีกหรือไม่โดยไม่คาดคิด ชายหนุ่มมองไปเห็นเงาดำสองคนย่องเข้ามาในบริเวณเรือนเล็ก ท่าทางของเงาทั้งสองคล้ายกำลังมองรอบเรือนเพื่อสำรวจให้แน่ใจว่า ทุกคนหลับสนิทแล้วเช่นนั้นแหละจากนั้น เขาเห็นเงาสองร่างลอบเข้ามาถึงในห้องนอน ...ที่เจ้าของห้องสองคนกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงร่างในชุดดำพยักหน้าให้กัน ก่อนเข้ามาช่วยหามร่างของฟางหมิงเยว่ แล้วพาเดินออกไปถึงสระบัวอย่างไม่มีความลังเลในการกระทำนั้นเลยเพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็เห็นร่างอดีตฮูหยินถูกโยนลงสระน้ำอย่างตั้งใจให้ออกไปไกลขอบสระอย่างที่สุดคังซิวเยี่ยนยืนมองทุกการกระทำอย่างตกใจแต่ไม่คิดจะยับยั้ง เพราะชายหนุ่มยังเข้าใจว่า ทั้งหมดคือความฝัน จึงทำแค่เดินตามคนร้ายทั้งสองไปเรื่อย ๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง เมื่อพบว่าชายทั้งคู่กำลังตรงไปยังเรือนใหญ่ของบิดาเขาเมื่อคังซิวเยี่ยนตามเข้าไปด้านในเรือนบิดาแล้วก็เห็นชายชุดดำทั้งคู่ปลดผ้าคลุมหน้าออก ชายหนุ่มถึงกับผงะถอยหลังเมื่อเห็นว่า ชายชุดดำไม่ใช่ใครที่ไหนเลยเป็
ก็ตอนนี้นางเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่สามารถหยิบจับอะไรได้แล้วนี่นา...จวางโม่เฟิงไม่ตอบคำ เพียงเดินไปหยิบกระดาษพู่กันมา แล้วก็นั่งลงเขียนตามคำบอกของวิญญาณสาวในทันทีเนื้อความในจดหมายก็แค่ระบุว่า นางประสงค์จะยกกิจการในนามของฟางหมิงเยว่ทั้งหมด ให้กับตระกูลฟาง ยกเว้นโรงงานแคบหมูที่หมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้นที่ยกให้กับบ่าวคนสนิททั้งสอง และท้ายจดหมายก็ระบุเพียงว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ...ฟางหมิงเยว่ออกเดินทางไกลไปกับจวางโม่เฟิงแล้ว และจะไม่หวนคืนมาอีกเมื่อเขียนเสร็จแล้วก็บอกให้เขานำไปวางไว้บนเตียงนอนของนาง“ไปกันเถอะ ข้าพร้อมแล้ว”ทักทายทำหน้าทะเล้นอย่าง...ไปไหนไปกันได้เลย...ท่านพี่แต่พอชำเลืองมองชายตรงหน้าก็แอบขนลุกชันขึ้น ...ไม่ใช่ว่าเขาอ่านความคิดของนางได้นะแล้วนี่จะไปกันอย่างไร ต้องลอยละลิ่วไปในอุโมงค์มืด ๆ แบบอวกาศเวิ้งว้างเหมือนอย่างที่เคยดูในสารคดีหรือเปล่านะ...แล้วถ้าเผื่อพลัดหลงกันกลางทางเล่า...ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อยแล้วสายหน้าเบา ๆ อย่างนึกขำ ก่อนจะสะบัดมือทีหนึ่งในที่สุดไม่นานจวางโม่เฟิงก็พาวิญญาณสาวยุคใหม่มาปรากฏขึ้นในเรือนของซูม่อหยวนที่บัดนี้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น จาก
“เจ้าไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ ใช่หรือไม่”ฟางหมิงเยว่พยักหน้าหงึก ๆ อย่างยอมรับความจริง และเมื่อหันไปหมายจะทรุดนั่งเพื่อพูดคุยกัน ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างที่ตนอาศัยนานหลายปี ล้มกองคล้ายสิ้นลมหายใจอยู่กับพื้นแล้ววิญญาณของทักทายตกใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์ ตัวนางเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังจะต้องคิดมากไปไย...แม้จะแอบกลัวอยู่บ้างก็เถอะ“เจ้าคงรู้ว่าข้าเป็นเซียน”วิญญาณหญิงสาวพยักหน้าอีกครั้ง ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจนัก แต่ตอนนี้มั่นใจอย่างมากแล้วว่า นอกจากจะไม่แก่เฒ่าแล้วชายคนนี้ยังเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างกับซูเปอร์แมนด้วย และนี่ถึงกับมองเห็นนางที่เป็นเพียงดวงวิญญาณอีกคิดแล้วก็ชำเลืองมองร่างไร้วิญญาณที่ตนเคยสิงอยู่เป็นระยะ ๆ ทันใดก็รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกถึงตอนนี้จะเป็นวิญญาณอีกครั้งแล้ว แต่นางก็ยังกลัวผีอยู่ดี...แต่ก็แอบนึกปลอบตัวเองว่า ไม่มองก็ไม่กลัว ดังนั้นก็ต้องไม่มอง“ส่วนเจ้า เดิมเป็นวิญญาณที่ควรไปเกิดในโลกเซียนแต่มีเหตุผิดพลาดขึ้น ทำให้วิญญาณเจ้าของร่างนี้หลุดไปอาศัยร่างของเจ้าเพื่อเกิดใหม่ วิญญาณเจ้าจึงต้องมาสวมร่างของนางแทนเช่นกัน”รูปร่างหน้าตาของวิญญาณในตอนนี้







