เข้าสู่ระบบร่างชายชุดดำถูกนำมาตรวจสอบอีกครั้งที่วังหลวง ร่างสูงของฮ่องเต้หนุ่มจับจ้องมองดูอย่างพิจารณา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบต้องเบือนหน้าหนี เหล่าหมอหลวงเร่งลงมือตรวจสอบ
“ทูลฝ่าบาท..ศพที่ฝ่าบาทในกระหม่อมตรวจสอบมีพบเพียงรอยอักษรสักข้างอกซ้ายเขียนคำว่า เมิ่ง พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงคนหนึ่งกล่าว เพราะนอกจากรอยอักษรนี้แล้วข้อสงสัยต่าง ๆ ก็ไม่พบล่องลอยใด ๆ หนานรั่วหานยืนขบกรามจนเส้นกล้ามเนื้อหน้าปูดด้วยอารมณ์โกรธแค้น เขากำหมัดแน่นจนดังกร๊อบ ก่อนจะสะบัดฉลองพระองค์ และเดินผ่านเหล่าหมอหลวงที่ยืนเรียงรายอย่างไม่แยแส
กิ่งหลิวลิ่วไหวตามแรงลมหลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองพลางขบคิดถึงเหตุการณ์ชายชุดดำที่บุกเข้ามาถึงสองครั้งสองคราแต่เธอนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพยายามนึกถึงข้อความตัวอักษรในหนังสือนิยายเล่มนั้นอย่างจริงจัง ใบหน้าขาวนวลแหนงมองกิ่งหลิวที่ยามนี้โบกพัดราวกับหยอกล้อกับสายลมไหว
“ไม่คิดว่าจะได้พบสนมหลิวที่นี่” เสียงทุ้มเอ่ยทัก บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนมือไขว้หลังราวว่างท่า หลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้ามอ
กลิ่นหอมของหมั่นโถวลอยแตะจมูกเล็กเชิดรั้นดังยั่วยุ ร่างบางหันมองพลางน้ำลายซอ หลิวเซียงเอ๋อร์สวมชุดสีพื้นไร้สีสัน ใบหน้าไร้การแต่งแต้ม เธอตั้งใจอีกครั้งที่จะออกมาข้างนอกวังหลวงในยามนี้เพราะด้วยเหตุการณ์ของชายชุดดำทำให้เธออยากรู้นักว่าแท้จริงแล้วเป็นกลุ่มกองกำลังลับนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับแคว้นหูเยว่หรือไม่ เธอจึงอาศัยช่วงที่ฮ่องเต้กำลังวุ่นในการตรวจสอบหาล่องลอยจากศพพวกนั้น เธอจึงใช้โอกาสหลบหลีกออกมาที่หอตั่งรี่ฮวาอีกครั้ง สตรีสองนางจูงมือกันเดินเข้าไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่คุ้นเคยก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะ“แม่นางเสี่ยวหง วันนี้คุณชายฉินมีแสดงหรือไม่” เธอเอ่ยถามอย่างเร่งรีบ สายตาสอดส่ายมองหาบุรุษรูปงาม“วันนี้คุณชายฉินมีแสดงไปแล้ว หากคุณหนูต้องการพบคุณชายฉินข้าย่อมเรียกให้ท่านได้” เสี่ยวหง หรือหงหว่านลี่ สตรีวัยกลางคนร่างอวบอัดผิวขาวดุจสำลียืนถือพัดพับสะบัดตีมือตนเบา ๆ นางยังจดจำได้ดีเมื่อครั้งที่เธอมาคฤหาสน์หลังนี้พร้อมเงินหลายตำลึงทอง“ดีข้ากำลังอยากฟังเสียงพิณคุณชายอยู่พอดี” หลิวเซียงเอ๋อร์ได้จังหวะพบบุรุษรูปงาม เธออยากเห็นนักว่าบ
ร่างชายชุดดำถูกนำมาตรวจสอบอีกครั้งที่วังหลวง ร่างสูงของฮ่องเต้หนุ่มจับจ้องมองดูอย่างพิจารณา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบต้องเบือนหน้าหนี เหล่าหมอหลวงเร่งลงมือตรวจสอบ“ทูลฝ่าบาท..ศพที่ฝ่าบาทในกระหม่อมตรวจสอบมีพบเพียงรอยอักษรสักข้างอกซ้ายเขียนคำว่า เมิ่ง พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงคนหนึ่งกล่าว เพราะนอกจากรอยอักษรนี้แล้วข้อสงสัยต่าง ๆ ก็ไม่พบล่องลอยใด ๆ หนานรั่วหานยืนขบกรามจนเส้นกล้ามเนื้อหน้าปูดด้วยอารมณ์โกรธแค้น เขากำหมัดแน่นจนดังกร๊อบ ก่อนจะสะบัดฉลองพระองค์ และเดินผ่านเหล่าหมอหลวงที่ยืนเรียงรายอย่างไม่แยแส กิ่งหลิวลิ่วไหวตามแรงลมหลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองพลางขบคิดถึงเหตุการณ์ชายชุดดำที่บุกเข้ามาถึงสองครั้งสองคราแต่เธอนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพยายามนึกถึงข้อความตัวอักษรในหนังสือนิยายเล่มนั้นอย่างจริงจัง ใบหน้าขาวนวลแหนงมองกิ่งหลิวที่ยามนี้โบกพัดราวกับหยอกล้อกับสายลมไหว“ไม่คิดว่าจะได้พบสนมหลิวที่นี่” เสียงทุ้มเอ่ยทัก บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนมือไขว้หลังราวว่างท่า หลิวเซียงเอ๋อร์ผินหน้ามอ
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ







