LOGINเสียงต่อสู้ค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มือของชายชราจับกระชับที่ด้ามกระบี่จนแน่น ก่อนที่สายตาของเขาจะยังคงจับจ้องที่กลุ่มคนเหล่านั้น เขาไม่รู้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นผู้ใดหรือคนที่มุ่งร้ายนั้นมีความคิดเช่นไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็มักจะไม่มีชีวิตรอดกลับออกไป หากเป็นเช่นนั้นชายชราผู้นี้ก็ขอยอมสู้ตายเพื่อปกป้องคุณหนูให้ปลอดภัย
ในขณะนั้นเองก็มีลูกธนูยิงสวนเข้ามาทางด้านรถม้าของซ่งลี่ถิงแต่ถูกท่านลุงหม่าใช้กระบี่ปัดทิ้งไป ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยบอกให้หญิงสาวลงจากรถม้าแล้วไปหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างทาง
"คุณหนูลงจากรถม้าก่อนเถิดขอรับ" ซ่งลี่ถิงลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเลแม้ว่าขาทั้งสองข้างของนางจะหายดีแล้วแต่ก็ไม่อาจใช้งานหนัก ๆ ได้มากนัก เพราะกระดูกที่แตกร้าวยังต้องการเวลาในการสมานตัวจึงยังเป็นท่านลุงหม่าที่อุ้มนางลงจากรถม้าเพราะหญิงสาวตกใจด้วยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก่อนที่ซานซานจะเข้ามาช่วยพยุงนางไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ข้าง ๆ
หลังจากนั้นก็เป็นท่านลุงหม่าที่ออกมาสู้กับชายชุดดำกลุ่มนั้น แต่ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นเหล่าองครักษ์พร้อมกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เข้ามาช่วยเพียงไม่นานก็สามารถจัดการชายชุดดำกลุ่มนั้นได้จนหมด
หม่าถังกล่าวขอบคุณบุรุษผู้นั้นอย่างนอบน้อมและจริงใจอย่างที่สุด หาไม่แล้วเขาคงสู้กับคนกลุ่มนั้นไม่ไหวเป็นแน่
"ข้าน้อยขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
"เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ว่าแต่พวกท่านมีเรื่องกับคนกลุ่มนั้นหรือ"
"เปล่าขอรับ ข้าน้อยเพียงบังคับม้าผ่านมาทางนี้เท่านั้น" ซ่งลี่ถิงที่เห็นว่าด้านนอกปลอดภัยแล้วจึงได้ให้ซานซานพยุงตัวนางออกมาด้านนอก ก่อนจะพบกับชายหนุ่มที่ได้เข้ามาช่วยเหลือนางและคนของนาง ซ่งลี่ถิง ยอบกายอย่างอ่อนน้อมก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย
"ขอบคุณคุณชายที่ให้การช่วยเหลือเจ้าค่ะ"
อู่ห่าวหรานสบตากับซ่งลี่ถิงก่อนจะแกล้งเบือนสายตาไปทางอื่น แล้วกล่าวออกมาว่าไม่เป็นไร
"พวกท่านไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดีแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
"เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอันใดหรือเจ้าคะ" ซ่งลี่ถิงอยากจดจำชื่อแซ่ของผู้มีพระคุณของนางให้มั่น วันข้างหน้าเผื่อว่าจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ
"ข้า มีนามว่า ห่าวอู๋ แล้วแม่นางน้อยเล่ามีนามว่าอย่างไร"
"ข้าลี่ถิงเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ขอให้พวกท่านโชคดี ข้าขอตัวก่อน" กล่าวจบอู่ห่าวหรานก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบม้าจากไปพร้อมกับองครักษ์ไม่กี่คน ทั้ง ๆ ที่เมื่อสักครู่นี้ยังมีคนมากมายกว่านี้
ก่อนจากไปชายหนุ่มยังแอบหันมาลอบมองใบหน้าเนียนของแม่นางน้อยผู้นี้ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อู่ห่าวหรานหรือที่ผู้คนรู้จักในนาม หนานอ๋องแห่งเจียงหนาน พระอนุชาคนเล็กของฮ่องเต้แคว้นอู่ ที่ขอปลีกวิเวกออกมาตั้งรกรากอยู่ที่เจียงหนานตั้งแต่พี่ชายขึ้นครองราชย์ ในตอนนั้นเขาอายุเพียงสิบหกเท่านั้น ผ่านมาจนถึงตอนนี้หนานอ๋องมีอายุล่วงเลยมาจนยี่สิบหกปีแล้ว วังหลังยังคงร้างไร้ชายา แต่วันนี้ชายหนุ่มกลับมิอาจละสายตาจากแม่นางน้อยที่ยังมิปักปิ่นผู้หนึ่งได้เลย ทำให้เขาในตอนนี้รู้สึกว่าตนเองนั้นกำลังจะกลายเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ชอบสาวน้อยไปแล้วหรือไม่ ก่อนที่เขาจะรู้สึกขบขันในความคิดของตนเอง
หม่าถังรีบพาคุณหนูของเขาขึ้นรถม้าแล้วเร่งกลับจวนในทันทีเพราะเกรงว่าจะมีคนร้ายโผล่ออกมาอีก หากเป็นเช่นนั้นเขาและคุณหนูก็อาจจะมิได้โชคดีเช่นครั้งนี้ก็เป็นได้
หลังจากกลับมาถึงจวนหม่าถังก็รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กับซุนปินเฉินได้รับทราบ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นอาจารย์ซุนก็รู้สึกโมโหยิ่งนัก ก่อนจะสั่งห้ามมิให้หญิงสาวเดินทางไปไหนมาไหนโดยที่เขามิได้เดินทางไปด้วยเด็ดขาด
ซ่งลี่ถิงที่ได้เห็นความเกรี้ยวกราดของท่านอาจารย์ แทนที่นางจะรู้สึกแย่ แต่เปล่าเลยหญิงสาวกลับรู้สึกดีใจยิ่งนักที่ในชีวิตนี้ของซ่งลี่ถิงก็ยังคงมีคนที่เป็นห่วงและหวังดีกับนางเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะเอาแต่พยักหน้าราวกับไก่จิกอย่างเชื่อฟัง
เมื่อซุนปินเฉินเห็นท่าทางเช่นนั้นของศิษย์ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะคิดว่าเหตุใดเด็กสาวผู้นี้จึงได้อาภัพนัก หากเป็นเด็กสาวผู้อื่นถูกดุด่าเช่นนี้คงต้องร่ำไห้เสียน้ำตาแล้ว หากแต่นางกลับนั่งยิ้มอย่างยินดีพร้อมกับพยักหน้ารับทราบโดยไม่โต้เถียงแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาชีวิตของนางนั้นต้องพบเจอกับสิ่งใดมาบ้างกัน ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างอ่อนใจ
"เอาละ เจ้าไปพักผ่อนแล้วดื่มยาที่อาจารย์ต้มไว้ให้เจ้าเสีย ถึงแม้ว่าขาของเจ้าจะหายดีแล้วแต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้ ยังคงต้องดื่มยาไปเรื่อย ๆ จนกว่ากระดูกของเจ้าจะประสานเป็นเนื้อเดียวกัน อย่าลืมว่าขาของเจ้าแม้จะกลับมาเดินเหินได้เช่นคนปกติ แต่แท้จริงแล้วบอบบางมากกว่าคนทั่วไปมากนัก เจ้าเข้าใจหรือไม่"
"เจ้าค่ะท่านอาจารย์ ศิษย์ทราบแล้วเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ดี เจ้านำยานวดกระปุกนี้ไปให้สาวใช้เจ้าช่วยนวดเบา ๆ ก่อนนอนทุกคืน"
"ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ"
"เอาละ เจ้าไปพักผ่อนเถิด" หลังจากที่ซ่งลี่ถิงจากไปแล้ว หม่าถังจึงได้เอ่ยถามบางอย่าง
"นายท่านซุนจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใดขอรับ"
"ข้าจะอยู่ที่นี่จนกว่าถิงเอ๋อร์จะหายเป็นปกติ อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันปักปิ่นของนางแล้ว ข้าย่อมต้องอยู่กระมัง เพราะดูท่าแล้วคนในตระกูลซ่งก็คงมิได้เหลียวแลนางเท่าที่ควรจะเป็น อย่างน้อยข้าที่เป็นอาจารย์ก็เปรียบดั่งบิดามารดา ก็คงพอจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับนางได้บ้าง"
"ข้าน้อย ขอบคุณนายท่านซุนยิ่งนัก" หม่าถังคุกเข่าลงก่อนจะโขกศีรษะให้กับซุนปินเฉินอย่างรู้สึกขอบคุณยิ่งนัก
"ท่านลุกขึ้นเถิด อย่าได้ทำเช่นนี้ ถึงอย่างไรข้ากับมารดาของนางก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น ครั้งนั้นหากข้าไม่ยอมปล่อยมือนางให้นางแต่งเข้าตระกูลซ่ง เรื่องเช่นนี้ก็คงมิเกิดขึ้น"
"ท่านอย่าได้โทษตัวเองอีกเลยขอรับ หากฮูหยินรับรู้ได้ก็คงจะขอบคุณท่านไม่น้อย"
"ข้าจะดูแลถิงเอ๋อร์แทนนางให้ดีที่สุด"
ทางด้านซ่งลี่ถิงที่นอนเหยียดขาอยู่บนเตียง พร้อมกับเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อสาวใช้คนสนิทเห็นนายสาวเป็นเช่นนั้นก็ให้เกิดความรู้สึกแปลกใจ
"คุณหนูเป็นอันใดหรือเจ้าคะ"
"ข้ากำลังคิดว่า บุรุษผู้นั้นช่างคุ้นหน้ายิ่งนัก แต่นึกเท่าใดก็นึกไม่ออกเสียที"
"แต่บ่าวคิดว่า คุณชายผู้นั้นรูปงามยิ่งนักเจ้าค่ะ"
"หืม พี่ชายผู้มีพระคุณผู้นั้นน่ะหรือ อืม ก็พอใช้ได้"
"แล้วคุณหนูชอบหรือไม่เจ้าคะ" ซานซานเอ่ยขึ้นก่อนจะมองหน้าคุณหนูของนางอย่างล้อเลียน
ซ่งลี่ถิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหญิงสาวในโลกปัจจุบัน เคยพบเจอชายหนุ่มที่หล่อเหลามามากมายจนนับไม่ถ้วน ในยามที่เจอคนหน้าตาดีจึงมิได้มีความสะเทิ้นอายเฉกเช่นสตรีในยุคนี้ แต่หากจะกล่าวจริง ๆ พี่ชายผู้นั้นก็หล่อมากจริง ๆ รูปร่างสูงท่าทางภายใต้เสื้อผ้านั้นคงจะมีแต่มัดกล้าม ผิวหรือก็ขาวผ่อง อาจจะเรียกได้ว่ารูปงามไร้ที่ติก็ว่าได้
"เจ้าพูดอันใดกัน ข้าอายุเพียงเท่านี้จะไปคิดเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร"
"แต่อีกไม่กี่เดือนคุณหนูก็จะถึงวัยปักปิ่นแล้วนะเจ้าคะ มิรู้ว่าถึงวันนั้นทางตระกูลซ่งจะยังจดจำได้หรือไม่" ซ่งลี่ถิงที่ได้ยินเช่นนั้น พลันใบหน้าของนางก็เผยความเย็นชาขึ้นหลายส่วน
"จดจำมิได้ ก็ไม่เห็นต้องสนใจ เรามีกันเพียงเท่านี้ก็ทำได้มิใช่หรือ อย่างน้อยก็ยังมีท่านอาจารย์อยู่ทั้งคน" สาวใช้คนสนิทพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะกล่าวสิ่งที่นางนึกขึ้นได้อีกเรื่อง
"หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะดีไม่น้อยเจ้าค่ะ บ่าวเคยได้ยินผิงมาหม่ากล่าวว่า ในยามที่คุณหนูปักปิ่นหากว่านายท่านผู้เฒ่ามิอยู่ คนที่จวนก็มิรู้ว่าจะจัดหาบุรุษเช่นใดให้กับคุณหนู ที่แน่ ๆ คงจะมิใช่คนดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีผิงมาหม่าแล้ว" ซานซานเอ่ยถึงแม่นมของซ่งลี่ถิงก่อนจะก้มหน้าซ่อนความเสียใจของนางเอาไว้
"เอาละ เรื่องใดที่ยังมาไม่ถึงก็ปล่อยผ่านไปเสียก่อน มิต้องตีตนไปก่อนไข้"
"เจ้าค่ะคุณหนู"
"ข้าจะนอนแล้ว เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด" ซานซานพยุงซ่งลี่ถิงให้นอนลงบนเตียงก่อนจะช่วยดับเทียนแล้วปิดประตูห้องให้แน่นหนา จากนั้นนางก็ตรงไปยังห้องพักที่อยู่ติดกันกับคุณหนูเพื่อให้คุณหนูเรียกใช้ได้ง่ายในยามดึก
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
เสียงต่อสู้ค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มือของชายชราจับกระชับที่ด้ามกระบี่จนแน่น ก่อนที่สายตาของเขาจะยังคงจับจ้องที่กลุ่มคนเหล่านั้น เขาไม่รู้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นผู้ใดหรือคนที่มุ่งร้ายนั้นมีความคิดเช่นไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็มักจะไม่มีชีวิตรอดกลับออกไป หากเป็นเช่นนั้นชายชราผู้นี้ก็ขอยอมสู้ตายเพื่อปกป้องคุณหนูให้ปลอดภัยในขณะนั้นเองก็มีลูกธนูยิงสวนเข้ามาทางด้านรถม้าของซ่งลี่ถิงแต่ถูกท่านลุงหม่าใช้กระบี่ปัดทิ้งไป ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยบอกให้หญิงสาวลงจากรถม้าแล้วไปหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างทาง"คุณหนูลงจากรถม้าก่อนเถิดขอรับ" ซ่งลี่ถิงลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเลแม้ว่าขาทั้งสองข้างของนางจะหายดีแล้วแต่ก็ไม่อาจใช้งานหนัก ๆ ได้มากนัก เพราะกระดูกที่แตกร้าวยังต้องการเวลาในการสมานตัวจึงยังเป็นท่านลุงหม่าที่อุ้มนางลงจากรถม้าเพราะหญิงสาวตกใจด้วยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก่อนที่ซานซานจะเข้ามาช่วยพยุงนางไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ข้าง ๆ หลังจากนั้นก็เป็นท่านลุงหม่าที่ออกมาสู้กับชายชุดดำกลุ่มนั้น แต่ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นเหล่าองครักษ์พร้อมกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เข้ามาช่ว
ซ่งลี่ถิงใช้เวลาในตอนเช้าตรู่ของทุกวันในการเรียนรู้วิธีการเดินพลังปราณรักษาประสานกระดูกจากท่านอาจารย์ซุน ช่วงสายก็เดินทางไปดูที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดา เมื่อมาถึงก็พบว่ามันรกร้างมากพอสมควร หากจะปรับปรุงคงต้องใช้แรงกายไม่น้อยที่ดินของนางกินพื้นที่ภูเขากว่าครึ่งลูก ส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นไร่ชาของตระกูลจง หญิงสาวจึงคิดที่จะเข้าไปดูไร่ชาของเขาเสียหน่อย แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าไร่ชาดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งไร้คนดูแลมานานท่านลุงหม่าเป็นผู้ยกเก้าอี้ล้อเลื่อนลงมาจากรถม้าก่อนจะให้ซ่งลี่ถิงใช้นั่งโดยมีซานซานเป็นผู้เข็น ในขณะที่เข้ามาในไร่ก็พบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินสวนออกมาพอดี"พี่สาว ได้โปรดหยุดก่อนเถิด" สตรีผู้นั้นมองดูซ่งลี่ถิงตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ"แม่นางผู้นี้มีอันใดงั้นหรือ""ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของไร่ชาแห่งนี้หรือเจ้าคะ""เจ้าของไร่ชาแห่งนี้ตายจากไปเมื่อหลายเดือนก่อน เหลือเพียงบุตรสาวกับแม่เฒ่าที่นอนป่วยอยู่ในเรือน""แล้วข้าจะพบพวกนางได้ที่ใดหรือเจ้าคะ""ท่านอยากจะพบนางด้วยเหตุใดกัน หรือสนใจอยากจะซื้อไร่ชาแห่งนี้""แล้วเจ้าของไม่ขายงั้นหรือ" หญิงผู้นั้







