LOGINซ่งลี่ถิงใช้เวลาในตอนเช้าตรู่ของทุกวันในการเรียนรู้วิธีการเดินพลังปราณรักษาประสานกระดูกจากท่านอาจารย์ซุน ช่วงสายก็เดินทางไปดูที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดา เมื่อมาถึงก็พบว่ามันรกร้างมากพอสมควร หากจะปรับปรุงคงต้องใช้แรงกายไม่น้อย
ที่ดินของนางกินพื้นที่ภูเขากว่าครึ่งลูก ส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นไร่ชาของตระกูลจง หญิงสาวจึงคิดที่จะเข้าไปดูไร่ชาของเขาเสียหน่อย แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าไร่ชาดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งไร้คนดูแลมานาน
ท่านลุงหม่าเป็นผู้ยกเก้าอี้ล้อเลื่อนลงมาจากรถม้าก่อนจะให้ซ่งลี่ถิงใช้นั่งโดยมีซานซานเป็นผู้เข็น ในขณะที่เข้ามาในไร่ก็พบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินสวนออกมาพอดี
"พี่สาว ได้โปรดหยุดก่อนเถิด" สตรีผู้นั้นมองดูซ่งลี่ถิงตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ
"แม่นางผู้นี้มีอันใดงั้นหรือ"
"ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของไร่ชาแห่งนี้หรือเจ้าคะ"
"เจ้าของไร่ชาแห่งนี้ตายจากไปเมื่อหลายเดือนก่อน เหลือเพียงบุตรสาวกับแม่เฒ่าที่นอนป่วยอยู่ในเรือน"
"แล้วข้าจะพบพวกนางได้ที่ใดหรือเจ้าคะ"
"ท่านอยากจะพบนางด้วยเหตุใดกัน หรือสนใจอยากจะซื้อไร่ชาแห่งนี้"
"แล้วเจ้าของไม่ขายงั้นหรือ" หญิงผู้นั้นทำท่าทางราวกับยากที่จะเอ่ย ก่อนจะหันซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยต่อ
"ขายน่ะก็ขายอยู่หรอก แต่แม่นางท่านจะสู้ราคาไหวหรือ"
"แพงมากหรือเจ้าคะ"
"อืม แพงมากเลยทีเดียว ยัยเฒ่าผู้นั้นป่วยหนักจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ผู้เป็นบุตรสาวของเจ้าของไร่แห่งนี้จึงอยากจะขายในราคาที่สูงมาก"
"อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นรบกวนพี่สาวช่วยนำทางข้าไปพบพวกนางได้หรือไม่เจ้าคะ" สตรีผู้นั้นมีท่าทีลังเล ซ่งลี่ถิงจึงได้ส่งสัญญาณบางอย่างให้ซานซาน หญิงสาวเดินเข้าไปก่อนที่จะยัดถุงเงินใส่มือของนางทันที
"พี่สาวท่านช่วยนำทางให้คุณหนูของข้าทีเถิดเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้น ก็ได้ พวกเจ้าตามข้ามาทางนี้" เมื่ออีกฝ่ายรับปาก ซ่งลี่ถิงจึงได้หันไปส่งยิ้มให้กับสาวใช้ของตน ก่อนที่ซานซานจะมาทำหน้าที่เข็นรถเลื่อน
"คุณหนูคิดจะซื้อที่นี่หรือเจ้าคะ"
"เจ้าชอบหรือไม่" ซ่งลี่ถิงไม่ได้ตอบแต่กลับย้อนถามสาวใช้ส่วนตัว
"ที่นี่งดงามเจ้าค่ะ เพียงแต่ขาดการดูแล หากดูแลดี ๆ ก็คงจะงดงามไม่น้อย"
"ถูกต้องแล้วละ"
เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงเรือนที่ค่อนข้างเก่าเพราะไร้การดูแลมานาน ก็พบกับสตรีใบหน้าเกลี้ยงเกลาผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือน ก่อนจะเอ่ยทักสตรีที่นำทางซ่งลี่ถิงมา
"ท่านป้าจ้านเหตุใดจึงเดินย้อนกลับมาเล่า แล้วนี่ผู้ใดมากับท่านงั้นหรือ"
"หนิงเอ๋อร์ คุณหนูท่านนี้อยากจะพบเจ้า"
"พบข้า... ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ"
"เอ่อคือ..."
"เช่นนั้นเชิญคุณหนูท่านนี้ที่ศาลาจะดีกว่า ข้าจะไปนำชามาให้ท่านเจ้าค่ะ" ซานซานเข็นรถเลื่อนของนายสาวไปยังศาลาใกล้ ๆ ก่อนจะขัดล้อมิให้เคลื่อนที่ จงเซียนหนิงเดินเข้ามาพร้อมกับน้ำชาที่พึ่งต้มใหม่ กลิ่นหอมของมันทำให้ซ่งลี่ถิงรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะนึกไปถึงชีวิตเดิมในโลกก่อน
ปิงปิงเป็นหญิงสาวที่อายุเพียงยี่สิบปี แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลไร่ชา กว่าพันไร่ของตระกูลเพียงเพราะเธอเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวทั้งบิดามารดาก็ยังมาประสบอุบัติเหตุจากไป ทำให้เธอในวัยเพียงสิบเจ็ดปีที่ควรจะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ดี กลับต้องออกมาดูแลไร่ชา ล้มลุกคลุกคลานอยู่นานพอสมควรกว่าจะเป็นหลักให้กับคนงานในไร่ได้ ไม่คิดว่าผ่านมาไม่กี่ปี ชาจากไร่ของเธอจะถูกส่งขายไปทั่วโลก แต่ในเมื่อเธอจากมาเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าไร่ชาของเธอจะเป็นเช่นไร คนงานนับพันคนนั้นจะอยู่อย่างไร แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ก่อนหน้านี้เพียงเพราะต้องการส่งใบชาขายไปทั่วโลก ระบบของบริษัทจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมีคณะกรรมการ รวมถึงรองประธานบริษัท เพราะฉะนั้นแม้ไม่มีเธอสักคนพนักงานเหล่านั้นก็คงจะไม่เป็นอันใด
"ชานี้กลิ่นหอมยิ่งนัก"
"เจ้าค่ะ เป็นชาจากที่ไร่ของข้าเอง"
"เหตุใดท่านจึงไม่สานต่อทำไร่ชาแห่งนี้เล่าเจ้าคะ"
"ยอมรับตามตรงว่าก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับชาเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อให้ข้าอยู่แต่ในเรือน หลังจากท่านพ่อจากไปทำให้ข้าไม่รู้สิ่งใดเลย ไร่ชาแห่งนี้จึงได้เป็นอย่างที่ท่านเห็น" ซ่งลี่ถิงพยักหน้า เด็กสาวตรงหน้าอายุไม่ต่างจากนางมากนัก สตรีตัวแค่นี้จะดูแลกิจการใหญ่โตนี้เพียงลำพังได้อย่างไรกันย่อมลำบากไม่น้อย
"เช่นนั้นหากข้าจะขอซื้อไร่ชาแห่งนี้เพื่อนำไปดูแลต่อเล่า ท่านจะว่าอย่างไร"
"ท่าน อยากจะซื้อที่นี่หรือเจ้าคะ"
"ถูกต้องแล้ว"
"ความจริงข้าก็ต้องการจะขาย แต่คนเหล่านั้นกล่าวว่ามันแพงเกินไป จึงพยายามจะกดราคาข้าซึ่งหากขายในราคาที่ถูกกว่านี้ข้าคงมิอาจขายให้ท่านได้ เพราะข้าเองก็ต้องนำเงินนั้นมารักษาท่านย่าที่ป่วยอยู่เช่นกัน"
"ข้าเข้าใจท่าน" ซ่งลี่ถิงกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจอีกฝ่าย ทำให้จงเซียนหนิงรู้สึกดีกับนางไม่น้อย
"ท่านเรียกราคามาได้เลยเจ้าค่ะ" จงเซียนหนิงมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ไร่ชาแห่งนี้กินพื้นที่ภูเขาลูกนี้กว่าครึ่งลูก พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรเป็นแปลงชาเกือบทั้งหมดแล้ว ท่านเพียงแค่ดูแลเพิ่มเท่านั้น ข้าคิดราคาเพียงสามหมื่นตำลึงทองเจ้าค่ะ" ซานซานที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตาโต สามหมื่นตำลึงทองงั้นหรือแพงมากจริง ๆ ก่อนจะหันมาสบตากับซ่งลี่ถิง ที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลงในขณะที่ได้ยินราคา
หญิงสาวกำลังคิดคำนวณ หากจะกล่าวว่าแพง ราคานี้ก็แพงมากจริง ๆ แต่หากกล่าวถึงความคุ้มค่าก็เรียกได้ว่ายังพอมีความคุ้มค่าอยู่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพียงแต่จัดสรรคนเข้ามาดูแลเพิ่มเติมมากหน่อยก็สามารถใช้งานได้ทันที ส่วนคุณภาพชาที่นี่ก็ค่อนข้างดี หากดูแลเอาใจใส่ขึ้นอีกหน่อยก็คงจะมีราคาไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนที่นางจะตัดสินใจตอบตกลง
"ข้าตกลงซื้อที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านสะดวกขายให้ข้าได้เมื่อใด"
"ทะ ท่าน ยินดีซื้อหรือ"
"อื้ม"
"ไม่ต่อราคาข้าบ้างเลยหรือ"
"อื้ม" ซ่งลี่ถิงส่ายหน้า ก่อนจะยกยิ้ม
"ชะ เช่นนั้นอีกสามวันดีหรือไม่"
"ได้ ประเดี๋ยวข้าจะส่งคนของข้ามาทำการซื้อขายกับท่านที่นี่ เพราะข้าคงไม่สะดวกเท่าใดนัก"
"ได้ เจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นวันนี้ ข้าขอตัวก่อน" ซ่งลี่ถิงก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเป็นการกล่าวอำลาก่อนจะให้ซานซานเข็นนางกลับมายังรถม้าตรงทางเข้า โดยที่มีท่านลุงหม่ารออยู่บนรถม้า หลังจากที่ขึ้นไปบนรถม้าแล้ว ซานซานก็ยังรู้สึกกังวลไม่น้อยจึงเอ่ยกับนายสาวของตน
"คุณหนูคิดจะซื้อที่นี่จริง ๆ หรือเจ้าคะ"
"ถูกต้อง"
"แต่บ่าวคิดว่าที่นี่แพงเกินไป"
"ไม่แพงสักนิด"
"คุณหนู บ่าวรู้ว่าคุณหนูมีสินเดิมของฮูหยินมากนักแต่ว่าหากใช้จ่ายเช่นนี้ จะหมดเอาได้นะเจ้าคะ"
"ไม่หมดหรอก ประเดี๋ยวค่อยหาเพิ่ม"
"คุณหนู!"
"ท่านลุงหม่าคงเดินสำรวจจนรอบแล้วกระมังเจ้าคะ"
"เรียบร้อยแล้วขอรับ"
"เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่"
"เป็นอย่างที่คุณหนูคาดเอาไว้ขอรับ ที่ดินตรงบริเวณสินเดิมของฮูหยินที่คาบเกี่ยวมาถึงที่ดินในไร่ชาแห่งนี้มีสินแร่อยู่จริง ๆ ขอรับ"
"ดี! ข้าคิดว่าจงเซียนหนิงก็คงจะรู้เรื่องนี้ดีจึงได้เรียกราคาที่สูงลิบถึงเพียงนี้"
"คุณหนู หมายถึง แร่ทองคำหรือเจ้าคะ" ซานซานที่ได้ยินคุณหนูกับท่านลุงหม่าสนทนากันก็พลันตกใจจนต้องยกมือป้องปาก ก่อนจะมองมายังคุณหนูของนางอย่างรู้สึกนับถือ ที่แท้คุณหนูก็รู้เรื่องนี้แล้วจึงได้ยอมควักเงินซื้อไร่ชาแห่งนั้น
"ถูกต้อง" ซ่งลี่ถิงเห็นท่าทางของสาวใช้ก็ให้นึกขบขันยิ่งนัก ก่อนจะมองเหม่อออกไปยังนอกหน้าต่าง อยู่ ๆ ท่านลุงหม่าก็หยุดชะลอความเร็วของรถม้าลง
"มีอันใดหรือเจ้าคะ"
"คุณหนู ดูเหมือนข้างหน้าจะมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ขอรับ"
"เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะคุณหนู"
"ท่านลุงหม่าจอดรถม้าตรงนี้ก่อนเถิด"
"ขอรับ" หม่าถังหยิบกระบี่ขึ้นมาจับกระชับไว้ที่มือ อย่างต้องการเตรียมพร้อม ในขณะที่เสียงต่อสู้กันดังใกล้เข้ามาทุกที ๆ
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
เสียงต่อสู้ค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มือของชายชราจับกระชับที่ด้ามกระบี่จนแน่น ก่อนที่สายตาของเขาจะยังคงจับจ้องที่กลุ่มคนเหล่านั้น เขาไม่รู้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นผู้ใดหรือคนที่มุ่งร้ายนั้นมีความคิดเช่นไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็มักจะไม่มีชีวิตรอดกลับออกไป หากเป็นเช่นนั้นชายชราผู้นี้ก็ขอยอมสู้ตายเพื่อปกป้องคุณหนูให้ปลอดภัยในขณะนั้นเองก็มีลูกธนูยิงสวนเข้ามาทางด้านรถม้าของซ่งลี่ถิงแต่ถูกท่านลุงหม่าใช้กระบี่ปัดทิ้งไป ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยบอกให้หญิงสาวลงจากรถม้าแล้วไปหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างทาง"คุณหนูลงจากรถม้าก่อนเถิดขอรับ" ซ่งลี่ถิงลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเลแม้ว่าขาทั้งสองข้างของนางจะหายดีแล้วแต่ก็ไม่อาจใช้งานหนัก ๆ ได้มากนัก เพราะกระดูกที่แตกร้าวยังต้องการเวลาในการสมานตัวจึงยังเป็นท่านลุงหม่าที่อุ้มนางลงจากรถม้าเพราะหญิงสาวตกใจด้วยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก่อนที่ซานซานจะเข้ามาช่วยพยุงนางไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ข้าง ๆ หลังจากนั้นก็เป็นท่านลุงหม่าที่ออกมาสู้กับชายชุดดำกลุ่มนั้น แต่ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นเหล่าองครักษ์พร้อมกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เข้ามาช่ว
ซ่งลี่ถิงใช้เวลาในตอนเช้าตรู่ของทุกวันในการเรียนรู้วิธีการเดินพลังปราณรักษาประสานกระดูกจากท่านอาจารย์ซุน ช่วงสายก็เดินทางไปดูที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดา เมื่อมาถึงก็พบว่ามันรกร้างมากพอสมควร หากจะปรับปรุงคงต้องใช้แรงกายไม่น้อยที่ดินของนางกินพื้นที่ภูเขากว่าครึ่งลูก ส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นไร่ชาของตระกูลจง หญิงสาวจึงคิดที่จะเข้าไปดูไร่ชาของเขาเสียหน่อย แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าไร่ชาดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งไร้คนดูแลมานานท่านลุงหม่าเป็นผู้ยกเก้าอี้ล้อเลื่อนลงมาจากรถม้าก่อนจะให้ซ่งลี่ถิงใช้นั่งโดยมีซานซานเป็นผู้เข็น ในขณะที่เข้ามาในไร่ก็พบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินสวนออกมาพอดี"พี่สาว ได้โปรดหยุดก่อนเถิด" สตรีผู้นั้นมองดูซ่งลี่ถิงตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ"แม่นางผู้นี้มีอันใดงั้นหรือ""ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของไร่ชาแห่งนี้หรือเจ้าคะ""เจ้าของไร่ชาแห่งนี้ตายจากไปเมื่อหลายเดือนก่อน เหลือเพียงบุตรสาวกับแม่เฒ่าที่นอนป่วยอยู่ในเรือน""แล้วข้าจะพบพวกนางได้ที่ใดหรือเจ้าคะ""ท่านอยากจะพบนางด้วยเหตุใดกัน หรือสนใจอยากจะซื้อไร่ชาแห่งนี้""แล้วเจ้าของไม่ขายงั้นหรือ" หญิงผู้นั้







