LOGINหลี่เหมยแทบจะร้องเมื่อน้องสาวบอกจะเอายามาให้ ยุคนี้ชาวบ้านมักจะกินยาต้มซึ่งมันขมมาก ยาเม็ดส่วนมากจะใช้ในโรงพยาบาลใหญ่ หรือโรงพยาบาลของทหาร นั่นเพราะว่ามันมีราคาแพง
“แต่พี่รองต้องกิน พี่ใหญ่สั่งไว้ค่ะ” เด็กสาวไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน นอกจากหมออีสั่งแล้วพี่ใหญ่ยังสั่งไว้ก่อนไปทำงานว่าต้องให้พี่รองกินยาด้วย
พอเห็นหน้าตาของหลี่ลู่หรานที่เกือบจะร้องไห้อยู่แล้ว ก็ตัดสินใจพยักหน้ายินยอมดื่มยา เด็กสาวเห็นอย่างนั้นก็ดีใจรีบวิ่งออกไปเพื่อเอายาเข้ามาทันที
หลังจากดื่มยาขมหมดแล้ว หลี่เหมยแทบร้องไห้ เพราะว่ายามันขมกว่าที่เธอคิดไว้มาก
“พี่อยู่คนเดียวได้ไหม เดี๋ยวฉันจะไปบอกพ่อกับแม่ก่อนว่าพี่ตื่นแล้ว พอดีพ่อสั่งไว้น่ะ” หลี่ลู่หรานบอกกับพี่สาว
“งั้นเราไปพร้อมกับดีกว่าเพราะตอนนี้พี่เองก็ไม่มีอาการอะไรแล้ว ออกจากบ้านสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ขยับร่างกาย
สักหน่อยจะได้สดชื่น”หลี่เหมยอยากออกไปสูดอากาศสักหน่อย บรรยากาศชนบทแบบนี้เธอชอบมากเพราะไม่มีมลพิษเหมือนที่เธอเคยอยู่อย่างไรล่ะ และตอนนี้ร่างกายก็ไม่เป็นอะไรแล้ว
อีกอย่างเธออยากทดลองระบบเหมือนกันว่าจะมีอะไรแลกเปลี่ยนได้บ้าง พรุ่งนี้จะได้ออกมาคนเดียว
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
เด็กสาวคิดไม่นานก็ตอบตกลง อย่างน้อยพี่สาวของเธอจะได้ออกกำลังกายไปด้วย และจะได้หายป่วยเร็วขึ้นอย่างไรล่ะ
ไม่นานทั้งสองคนก็เดินออกมาจากบ้าน โดยที่หลี่ลู่หรานไม่ลืมปิดประตูเพราะกลัวคนจากบ้านลุงใหญ่เข้ามาขโมยของ แม้จะแยกบ้านและไม่มีปู่กับย่าแล้ว แต่บ้านนั้นมักจะอ้างสิทธิ์ความเป็นพี่ชายมาเอาเปรียบอยู่เสมอ แม้จะไม่เคยได้อะไรไป แต่ก็ยังคอยมาหาขโมยของอยู่เรื่อย
หลี่ลู่หรานคอยมองหลี่เหมยอยู่ตลอด กลัวว่าพี่สาวของเธอจะล้มระหว่างทาง จนหลี่เหมยหลุดหัวเราะกับท่าทางของน้องไม่ได้
“ไม่ต้องคอยระวังขนาดนั้นหรอก พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ทำอย่างกับพี่เป็นคนพิการหรือไม่ก็เด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดิน”
“แต่ฉันห่วงพี่นี่นา นี่ก็ใกล้ถึงที่ทำงานของพ่อกับแม่แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง กลัวแต่จะมีคนมาแสร้งบีบน้ำตาหาเรื่องให้คนอื่นมองพี่ไม่ดีอีกน่ะสิ”
หลี่ลู่หรานไม่ใช่คนโง่ แม้ว่าพี่สาวมักจะคอยกลั่นแกล้งสหายอย่างถังชุนเป้ยบ่อยครั้ง นั่นก็เพราะฝ่ายนั้นมาหาเรื่องก่อนโดยที่ไม่มีใครเห็นอย่างไรล่ะ แถมยังปล่อยข่าวลือว่าโดนพี่สาวของเธอแกล้ง จนคนในหมู่บ้านไม่ชอบพี่สาวของเธอ
หลี่เหมยยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าน้องสาวของร่างนี้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และไม่หลงไปเชื่อแม่นางเอกคนนั้นจนเกลียดพี่สาวตัวเอง
“ในเมื่อคนมองพี่ไม่ดีเพราะเชื่อคำคนอื่นก็ช่างเถอะ ที่ผ่านมาพี่ก็ไม่ใช่คนดีสักเท่าไร เป็นนางร้ายประจำหมู่บ้านไปแล้ว ขอแค่คนในครอบครัวเข้าใจพี่ก็พอ เรารีบไปหาพ่อกับแม่เถอะนะ”
หญิงสาวไม่ต้องการสนใจปากชาวบ้าน ใครจะมองอย่างไรก็ช่าง ขอแค่คนในครอบครัวเข้าใจก็พอแล้ว
“นั่นหายดีแล้วเหรออาเหมย” ป้าจางเดินผ่านมาถามขึ้น
“หายดีแล้วค่ะ” เธอตอบกลับอย่างเป็นกันเอง จากความทรงจำ ป้าจางไม่ได้มีปัญหาอะไรกับบ้านหลี่ของเธอ
“ทะ เธอหายดีแล้วเหรออาเหมย” ถังชุนเป้ยเดินเข้ามาพร้อมกับสหาย น้ำเสียงของเธอเหมือนจะตะกุกตะกักเล็กน้อย
“ถ้ายังไม่หายคงไม่ออกมาเดินแบบนี้หรอก” หลี่เหมยตอบกลับ ก่อนจะหันมาบอกน้องสาวตัวเอง “รีบเดินเถอะ ตรงนี้อากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไร พี่เองไม่อยากกลับไปป่วยอีก”
“ค่ะพี่รอง” หลี่ลู่หรานยิ้มเล็กน้อยขณะที่ตอบ ก่อนจะเดินเข้ามาจับมือพี่สาวแล้วพากันเดินออกมา
ปล่อยให้แต่ละคนยืนงงกับสิ่งที่หลี่เหมยพูด และเมื่อรู้ตัวว่าถูกด่าทุกคนจึงแค้นใจไม่น้อย โดยเฉพาะถังชุนเป้ย
‘แกหลอกด่าฉันนังหลี่เหมย!’ เธอคิดในใจอย่างเจ็บแค้น
เธอไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้เธอคือหลี่เหมย คนในบ้านรองหลี่คือครอบครัวเธอ และหลี่ลู่หรานก็โตเป็นสาวแล้วสำหรับคนยุคนี้นะ เลยอยากจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่ ส่วนพี่ใหญ่เธอตั้งใจว่าจะให้เหมือนกัน เพราะตอนไปทำงานในเมืองจะได้ไม่ต้องนั่งเกวียนหรือเดินไป“ขอบใจนะอาเหมย” คนเป็นแม่เลี้ยงยังคงขอบคุณซ้ำ ๆหลี่เหมยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วหันกลับไปทำอาหารต่อ โดยมีสายตาของเฉินรุ่ยเมิ่งมองแผ่นหลังของเธออย่างขอบคุณมื้อเช้าของบ้านรองหลี่พร้อมแล้วบนโต๊ะอาหาร ทุกคนจึงลงมือกินกันอย่างอร่อยและเมื่อจบมื้อเช้าจากนั้นหลี่ลู่หรานก็ออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน แต่ก่อนที่เธอจะออกไปกลับโดนหลี่เหมยเรียกไว้เสียก่อน“นี่กล่องข้าว เอาไปกินมื้อเที่ยง”“พี่รองทำให้ฉันเหรอ” เด็กสาวถามอย่างดีใจ“อืม แล้วเลิกเรียนก็รีบกลับล่ะ”“ค่ะพี่รอง” หลี่ลู่หรานตอบกลับ พร้อมกับเดินออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่พี่สาวทำอาหารมื้อเที่ยงให้กินที่โรงเรียนเมื่อเห็นว่าน้องคนเล็กไปแล้ว หลี่เหมยจึงกลับเข้าบ้านไปล้างถ้วนชามและเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินเข้ามาหาพี่ชาย“พี่ใหญ่ วันนี้ไปในเมืองหรือเปล่า”“อืม คงไปเหมือนเดิมน่ะ เมื่
เก็บของล้ำค่าเฉินรุ่ยเมิ่งไม่คิดว่าอาหารที่วางตรงหน้าหลายจาน จะเกิดจากการปรุงอาหารของหลี่เหมย จึงตัดสินใจถามอีกครั้ง“อาเหมยทำอาหารเองเหรอลูก”“ค่ะแม่ ฉันทำเองทั้งหมด พ่อกับแม่ลองชิมก่อนไหม”หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบกับข้าวอย่างละคำมาวางไว้ในจาน แล้วส่งให้พ่อกับแม่คนละชุดเพื่อให้ท่านทั้งสองลองกินดูหลี่กวงคีบอาหารในจานมาชิมทีละคำ ซึ่งไม่ต่างจากภรรยาเลย ทันทีที่ได้ลิ้นได้สัมผัสกับอาหาร ทำให้เขาตะลึงเล็กน้อย ไม่คิดว่าหลี่เหมยจะทำอาหารได้อร่อยอย่างนี้ แม้ว่าจะไม่มีคำชมออกมา แต่สีหน้านั้นทำให้สองพี่น้องรู้ว่าพ่อชอบอาหารที่กินไปซึ่งผิดกับเฉินรุ่ยเมิ่ง เธอไม่คิดที่จะเก็บคำชมไว้ในใจ “อร่อยมาก ไม่คิดเลยว่าอาเหมยจะทำอาหารอร่อยแบบนี้”“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าฝีมือการทำอาหารฉันจะไม่ได้เรื่องเสียแล้ว” หลี่เหมยที่ลุ้นมากคลายความกังวล เมื่อแม่เลี้ยงเอ่ยคำชมออกมา“อะไรอร่อยเหรอครับ” หลี่ซือหยวนกลับมาได้ยินพอดีเขาจึงถามอย่างอยากรู้“พี่ใหญ่รีบไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะ แล้วมากินมื้อเย็นพร้อมกัน” หลี่เหมยไม่ตอบและขยิบตาให้ทุกคนไม่ให้บอกพี่ชายเรื่องที่เธอทำอาหารเอง“อืม กำลังหิวเลย”ชายหนุ่มไม่คิดอ
อีกคนพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ จนลืมไปว่านี่คือครอบครัวบ้านรองหลี่ไม่ใช่ครอบครัวของหล่อน“หล่อนจะยุ่งอะไรด้วยล่ะ หลี่เหมยจะใช้เงินฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็เงินของเธอไม่ใช่ของหล่อน เลิกอิจฉาเด็กแล้วกลับบ้านไปทำงานบ้านและทำอาหารเถอะ นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว เดี๋ยวคนบ้านหล่อนกลับมาจะไม่มีอะไรกิน”ชาวบ้านอีกคนพูดพร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอา ที่คนอายุปูนนี้มานั่งอิจฉาเด็กบ้านใหญ่หลี่ ซือถัวภรรยาของหลี่โม่พี่ชายของหลี่กวงกำลังนั่งแทะเมล็ดฟักทองหน้าบ้านกับสหายสองสามคน ทั้งหมดกำลังพูดกันเรื่องของหลี่เหมยในวันนี้ ซึ่งซือถัวเองมีความอิจฉาหลานสาวไม่น้อย“หลี่เหมยช่างน่าอิจฉาเสียจริงเธอว่าไหม อายุแค่นี้มีเงินเก็บตั้งมากมาย แต่จะว่าไปเธอก็เก็บเงินมานานเหมือนกัน อีกอย่างบ้านรองเองก็ไม่ได้เอาเงินของลูกมาไว้กองกลางเหมือนครอบครัวอื่น แบบนี้ก็หลี่ซือหยวนก็น่าจะมีเงินเก็บไม่น้อยไปกว่าน้องสาเหมือนกัน”“นั่นสิ ฉันนี่อยากให้หลานสาวโตสักที จะได้ทาบทามสู่ขอให้แต่งงานด้วย หลานฉันจะได้สบาย”“พวกหล่อนนี่ บ้านนั้นมีเรื่องอะไรให้อิจฉากันล่ะ เงินแค่นั้นเอง”ซือถัวไม่ยอมให้สหายพวกนี้รู้หรอกว่า มีความคิดอยากจะแย่งชิงเงินและของมาจากบ
ไม่อยากจะเชื่อกลับมาทางด้านหลี่ซือหยวน เมื่อเข้ามาในตลาดมืดก็มองหางานเผื่อว่ามีคนจะว่าจ้าง แต่เหมือนว่าวันนี้มีคนเข้ามาใช้แรงงานเยอะ เขาเลยแทบจะไม่มีงาน“วันนี้เงียบเหงามาก แต่ผู้ว่าจ้างยังคงมีเหมือนเดิม”อาเหอพูดอย่างปลงตก วันนี้เขายังไม่มีคนว่าจ้างเลย“อย่าเพิ่งคิดมาก รอดูอีกสักหน่อยเดี๋ยวคงจะมีคนมาสอบถามเองแหละ” หลี่ซือหยวนให้กำลังใจสหาย แม้ว่าตอนนี้เขาเองก็ยังไม่มีคนว่าจ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินกลับบ้าน“นั่นสิ เหมือนวันนี้พ่อค้าไม่ค่อยมีหรือเปล่า แต่ฉันก็มาตั้งแต่เช้าเพิ่งมีลูกค้าคนเดียวเอง” อาเฉียวพูดขึ้นมาบ้าง“เอาน่า อย่าเพิ่งคิดมากอย่างที่อาหยวนบอกนั่นแหละ รอดูอีกหน่อยเผื่อว่าช่วงเย็นจะมีงานให้ทำ พ่อค้าบางกลุ่มน่าจะมาช่วงเย็น”อาเจิ้นเองก็ได้งานน้อยมาก บ้านเขาเองไม่ได้มีฐานะอะไร การทำงานเกษตรจึงไม่พอที่จะจุนเจอครอบครัว เลยต้องมาหาใช้แรงงานที่นี่แทบจะทุกวันทั้งสี่คนเป็นสหายกันมานานแล้ว ยิ่งถ้ามีงานใหญ่ก็มักจะเรียกคนกันเองมาช่วยขณะนั้นก็มีคนที่หลี่ซือหยวนคุ้นตาเดินตรงเข้ามาหา“พวกนายว่างกันใช่ไหม วันนี้มีขนของเข้าโกดัง ฉันต้องการห้าคน นายไหวไหม เจ้านายให้คน
พูดจบก็จับมือน้องสาวเข้าบ้าน ส่วนพ่อกับแม่นั้นกลับไปทำงานต่อ“เก่งมากเลยพี่รอง ฉันสะใจมาก ไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลย”หลี่ลู่หรานเข้าบ้านมาก็หัวเราะอย่างชอบใจ ไม่คิดว่าจะเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ที่พี่สาวของเธอดักเล่นงานฝ่ายนั้นทุกทางยิ่งการกระทำของเธอเธอยิ่งสะใจมาก ต่อไปผู้ชายคนนั้นคงไม่กล้ามายืมอะไรพี่สาวเธออีก“พี่ก็แค่ทวงของตัวเองคืนน่ะ เดี๋ยวพี่จะออกไปเดินเล่นสักหน่อย เธอก็อ่านหนังสือไปก็แล้วกัน” หลี่เหมยอยากไปทดลองระบบเสียหน่อย และอยากรู้ว่าเมื่อเธอซื้อสินค้ามันจะเอาออกมาได้จริงไหม“ให้ฉันไปด้วยไหมพี่รอง” เด็กสาวรีบเสนอตัวทันที“ไม่เป็นไรหรอกพี่จะไปเดินเล่น เรานั่นแหละอ่านหนังสือไปเถอะ อย่าให้คะแนนตกล่ะ เพราะหากเมื่อไรที่เปิดการสอบเกาเข่าอีกครั้ง พี่จะส่งเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอง”“พี่ก็พูดไป ไม่รู้เมื่อไรที่มหาวิทยาลัยจะเปิดให้เรียนอีกครั้ง แค่จบมัธยมปลายก็พอแล้ว ฉันก็จะสอบเข้าทำงานดี ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงทุกคนเอง”หลี่เหมยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เธอมั่นใจว่าเมื่อถึงวันนั้น หลี่ลู่หรานจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน อย่าลืมว่าเธอคือคนเขียนเรื่องนี้เองหญิงสาวเดิน
อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกถังชุนเป้ยได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยดี เนื่องจากตอนนี้สายตาชาวบ้านทุกคนทุกคู่มองมาที่เธอเพื่อขอคำตอบ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่เคยเอาอะไรมาจากหร่วนเจินฮ่าวเลย เธอก็จะกลายเป็นสตรีร้ายกาจแทนน่ะสิ เนื่องจากใครหลายคนก็เห็นว่าเขามักจะปกป้องเธอเสมอ และยังซื้อของมาให้เป็นประจำอยู่แล้ว“เอ่อ...ฉันไม่มีเงินหรอกนะ พี่ก็รู้ว่าบ้านฉันเป็นอย่างไร หรือพี่จะให้ฉันเอาของที่พี่ซื้อให้ไปขายล่ะ”เธอแสร้งบีบน้ำตาให้เห็น และยังทำตัวน่าสงสารเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบ้านถังนั้นหากใครทำงานหรือหาเงินได้ทุกอย่างต้องส่งเข้ากองกลางทั้งหมด“ถ้าอย่างนั้นเธอเอาเสื้อผ้าที่ฉันซื้อให้ไปขาย แล้วเอาเงินมารวบรวมคืนหลี่เหมยก่อน เพราะไม่อย่างนั้นฉันต้องเดือดร้อนแน่”เขายังคงกดดันให้เธอช่วย ซึ่งสายตาก็มองเห็นภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านมองอยู่ ทว่าอีกฝ่ายกลับสงบนิ่งมากถังชุนเป้ยหันมาทางหลี่เหมยแล้วแสร้งบีบน้ำตาเรียกความสงสาร “หลี่เหมย เราสองคนเป็นสหายกันมานาน เธออย่าเพิ่งทวงเงินพี่เจินฮ่าวได้ไหม หากเธอทำได้ ฉันสัญญาว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขา”“เธออย่าทำอย่างนั้นเลย ฉันไม่ได้ต้องการผู้ชายคน







