เข้าสู่ระบบสาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ
“เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง”
ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่อนข้างใหญ่ติดดุดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“วิญญาณมนุษย์เฌอแตม เธอได้สิ้นอายุขัยลงแล้วจงตามเราไปเสีย” คำพูดนี้ได้ทำให้ร่างวิญญาณของเฌอเอมหันขวับมาทางต้นเสียงทันที
“ฉันชื่อเฌอเอม” เธอตะโกนใส่หน้าผู้มารับวิญญาณเสียงดัง
ร่างชายหนุ่มผู้สวมชุดลำลองอย่างไม่เป็นทางการผงะ ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนก่อนที่จะเรียกไอแพดของตนขึ้นมาเปิดดูข้อมูลของดวงวิญญาณที่จะต้องมารับตามวันและเวลาที่ถูกระบุไว้อย่างละเอียด
“เอ่อ...คะ..คือ” ท่าทางของเขายิ่งตอกย้ำความมั่นใจให้กับเฌอเอมเศรษฐีนีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวมาอย่างยากลำบากเพราะตัวเองเป็นเด็กกำพร้ามากยิ่งขึ้นหลายเท่าว่ายมทูตตนนี้คงทำงานผิดพลาดอย่างแน่นอน
“ท่านว่ามาเลยจะชดเชยให้ฉันยังไง” ท่าทางเท้าเอวดวงตาถลึงมองเขาอย่างเอาเรื่องทำให้ยมทูตฝึกหัดตนนี้หลั่งเหงื่อเย็น เคยแต่ขู่วิญญาณแต่ตอนนี้ข้ากลับมาถูกวิญญาณข่มขู่ ไม่ได้การจะต้องรีบหาทางแก้ไขไม่อย่างนั้นเราจะต้องได้รับโทษหนักแน่ สมองของยมทูตท่านนี้กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
“ดวงวิญญาณมนุษย์เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของผมจริง ดังนั้นผมจะส่งคุณกลับคืนร่างเดิมก็แล้วกัน” หลังจบประโยคของเขาร่างวิญญาณของทั้งคู่ก็ได้มาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงชันสูตรภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลาที่วิญญาณทั้งสองพูดคุยกันได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิย้ายร่างไร้วิญญาณของเฌอเอมมายังโรงพยาบาลได้สักครู่ใหญ่แล้ว
เฌอเอมมองสภาพร่างกายอันไม่น่าดูของตนพลางส่ายศีรษะไปมาใบหน้าวิญญาณของเธอเองก็แทบอยากจะหลั่งน้ำตา
“ท่านแน่ใจนะว่าด้วยร่างกายแบบนี้ฉันจะยังใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านก็รับวิญญาณของฉันไปเสียเถิด อย่างน้อยด้วยความดีที่สั่งสมมาคงจะไม่ถึงกับตกนรกหรอกมั้ง” คำพูดปลดปลงของเธอยิ่งนำพาความรู้สึกผิดมาให้กับยมทูตตนนี้เป็นอย่างมาก
เจ้ามนุษย์เอ๋ย หากคุณต่อว่าผมหรือตีโพยตีพายยังดีกว่าการที่คุณเอ่ยออกมาแบบนี้เสียอีก ยมทูตผู้รับดวงวิญญาณของสาวใหญ่คิดด้วยความรู้สึกผิด
กอปรกับท่าทางของเฌอเอมที่ยืนนิ่งอย่างยอมรับชะตากรรมยิ่งทำให้ยมทูตหนุ่มตัดสินใจตรวจสอบเรื่องราวอดีตของเธอใหม่อีกครั้ง “ผมรู้แล้วว่าจะส่งคุณไปที่ไหน” เสียงของยมทูตได้เรียกให้วิญญาณของเฌอเอมมองใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ
“คุณรู้จักโลกคู่ขนานหรือไม่จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกเอาเป็นว่าโลกแห่งนั้นเป็นโลกทับซ้อนกับปัจจุบันซึ่งดวงชะตาของคุณนั้นเมื่อครั้งอดีตเคยอยู่ในที่แห่งนั้นมาก่อนและได้ตกตายลงในวัยเพียงเจ็ดปี”
ยมทูตหนุ่มยังกล่าวไม่ทันจบ เฌอเอมก็โต้ขึ้นด้วยคล้ายเข้าใจความหมายของเขา
“ท่านคงจะไม่ได้หมายความว่าให้ฉันเป็นเด็กคนนั้นหรอกใช่ไหม” ใบหน้าวิญญาณของเฌอเอมแสดงความตกใจเช่นเดียวกับน้ำเสียง
ยมทูตพยักหน้าราวลูกไก่จิกข้าวสาร “คุณอย่าทำสีหน้าแบบนั้นสิ ร่างเด็กคนนั้นแท้จริงก็คือคุณนะ เพียงแต่ว่าเป็นอีกโลกหนึ่งก็แค่นั้นเอง หากคุณยินยอมผมจะได้ส่งไปเลยเพราะเด็กคนนั้นเพิ่งจะวิญญาณออกจากร่างหากช้ากว่านี้เกรงว่า..” ใบหน้ากับน้ำเสียงของเขาทำให้เฌอเอมเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไร
“แล้วถ้าหากฉันไม่ไปล่ะจะเป็นยังไง” สาวใหญ่ผู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานถามขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจหากเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากไปเกิดให้เหนื่อยอีกหรอกนะ
“คุณจะต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนจนกว่าจะสิ้นอายุขัย” น้ำเสียงจืดเจื่อนของยมทูตตอบอ้อมแอ้ม
“ทะ..ท่าน เฮ้อ! แล้วอายุขัยของฉันคือเท่าไหร่” เฌอเอม อยากจะเสียงดังใส่แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเธอก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงท้อง
“เก้าสิบห้าปี รวมถึงถ้าหากเธอย้ายไปอยู่ร่างใหม่อายุของคุณก็จะสิ้นสุดที่เท่านี้เหมือนกัน อีกทั้งยังแข็งแรงด้วยนะผมรับรองว่าคุณจะจากไปด้วยโรคชราไม่ทุกข์ทรมานเห็นไหมว่ามันดีมาก”
ท่าทางเช่นนี้ของผู้พูดทำให้เฌอเอมมองค้อนยมทูตหนุ่มดวงตากะหลับกะเหลือก “ท่านรีบปิดการขายเสียจริง สภาพครอบครัวเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร ฉันบอกตามตรงนะหากต้องเป็นเด็กกำพร้าอีกฉันขอเป็นวิญญาณเร่ร่อนดีกว่า” น้ำเสียงของเฌอเอมไม่ยินดียินร้าย
“เด็กคนนั้นเป็นครอบครัวใหญ่มีปู่ย่า ลุง ป้า พ่อแม่ ลูกพี่ลูกน้องชาย และน้องชายซึ่งแต่ละคนนั้นรักเจ้าของเดิมมาก” ยมทูตหนุ่มรีบตอบทันควัน
“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นท่านจะรออะไรล่ะ รีบส่งฉันไปเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นหากช้ากว่านี้ร่างนั้นเกิดใช้การไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง” เฌอเอมรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้นรีบกล่าวเร่ง
ก่อนหน้านั้นราวยี่สิบนาที ภายในหมู่บ้านทุ่งเนินดินเองก็กำลังเกิดความโกลาหล
“แม่ไอ้ขาม เธอรีบกลับบ้านเร็วเข้าเกิดเรื่องกับชะอมแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบเนื่องจากวิ่งมาไกล
“อากาบเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวฉันเป็นอะไร” มะลิรีบเดินขึ้นจากหนองน้ำในขณะงมหอยถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“ฉันก็ไม่รู้อะไรมากหรอกได้ยินมาว่าเป็นลมตอนอยู่ใต้ถุนเรือน” หญิงวัยกลางคนตอบไปพลางเร่งฝีเท้าวิ่งตามหญิงสาวแม่ของเด็กหญิงผู้เป็นลมไปติด ๆ
ในตอนนี้เฌอเอมกำลังยืนมองร่างอันปวกเปียกของเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยสภาพอันชวนสังเวช
“ท่านยม นี่ท่านไม่ได้กลั่นแกล้งฉันใช่ไหมมีอย่างที่ไหนจะให้เข้าร่างใหม่ทั้งทีจะเลือกดี ๆ หน่อยก็ไม่ได้”
“วิญญาณมนุษย์คุณอย่ากล่าวหาผม แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นลมในกองขี้ควายก็ตามแต่สภาพร่างกายโดยรวมนั้นดีมาก อีกอย่างคุณไม่เห็นเหรอว่าน้องชายของเธอก็เอาแต่ร้องเรียกคนเป็นพี่ด้วยน้ำตานอง ผมว่าคุณรีบไปเข้าร่างเถอะก่อนที่แม่ของร่างนี้จะเป็นลมเพราะรับไม่ได้ที่ลูกของตัวเอง...” ยังไม่ทันที่ร่างวิญญาณของเฌอเอมจะตอบโต้ร่างกายของเธอก็ถูกมือของยมทูตหนุ่มผลักอย่างตั้งใจ
“ลาก่อนชั่วคราวนะ เอาไว้พบกันใหม่เมื่อถึงเวลา” ยมทูตหนุ่มตนนั้นโบกมือบ๊ายบายไปทางร่างของเด็กหญิงผู้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายตนก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไป
“พี่จ๋า ตื่นสิต่อไปหนูจะให้พี่กินข้าวมาก ๆ พี่จะได้ไม่เป็นลมแบบนี้อีก รีบตื่นเร็วเข้าขี้ของเจ้าทุยกับนางเผือกมันเหม็นมากเลยนะพี่ไม่เหม็นเหรอ” เสียงของเด็กชายพูดไปก็สูดน้ำมูกของตนไปเพราะเริ่มขวัญเสีย
“มะขาม ชะอมเป็นอะไร” ผู้มาใหม่ถามน้องชายเสียงหอบ “พี่โมก นะ..หนูไม่รู้ ตอนพี่ชะอมกำลังเอาหญ้าให้เจ้าสอง ตัวนี้กินพี่เขาก็ล้มลงไป พอหนูเห็นก็รีบวิ่งเข้ามาดู” คนพูดละล่ำละลักตอบเมื่อเห็นว่าคนถามคือลูกพี่ลูกน้องของตน
เด็กชายวัยแปดขวบตกใจจนใบหน้าเปลี่ยนสี “พี่จะรีบไปตามปู่ ย่า ชะ..ใช่ต้องไปตามพ่อแม่ด้วย” เจ้าตัวกำลังจะหมุนกายจากไปหลังจากจับตัวของน้องสาวแล้วพบว่ามันค่อนข้างผิดปกติ
และยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำตามความตั้งใจเด็กชายตัวผอมก็มองเห็นมะลิผู้เป็นอาสะใภ้วิ่งหน้าเริ่ดมาแต่ไกล
“ชะอม ลูกอยู่ไหน มะขามล่ะเอ็งอยู่ไหน” มะลิตะโกนเรียกหาลูกหญิงชายโดยที่ยังวิ่งมาไม่ถึงเรือนใกล้จะผุพังของครอบครัว
“แม่จ๋า หนูอยู่นี่ แม่รีบมาดูพี่ชะอมเร็วเข้า” มะขามรีบตะโกนขึ้นเสียงดัง โมกจึงได้รีบหลบผู้เป็นอาสะใภ้สาว
เมื่อมะลิเห็นสภาพอันมอมแมมของลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายหัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ
“ชะอมลูกแม่” เธอลงไปจับตามลำตัวของลูกอย่างไม่ลังเลพลางเรียกชื่อของเด็กหญิงเสียงสั่นเครือ
เฌอเอมผู้อยู่ในร่างผอมบางของชะอมพยายามจะฝืนเปลือกตาของตนขึ้นแต่ทว่าก็จนใจจึงได้แต่นอนอย่างนิ่งเงียบต่อไป
“โมก เอ็งไปตามปู่มาเร็วเข้าอาจะอุ้มน้องไปวางบนแคร่ก่อน” มะลิพูดเจือเสียงสะอื้นด้วยความกลัว
“มา ๆ ฉันช่วย เอ็งก็ตัวผอมแค่นั้นจะไปมีแรงอุ้มชะอมมันได้ยังไง” หญิงวัยกลางคนผู้ตามมาด้วยขันอาสา
“ขอบใจจ้ะอากาบ” แม้ว่าจะมีคนอุ้มร่างปวกเปียกของลูกสาวตนทว่ามะลิก็ยังคงช่วยประคองร่างอันหมดสติของลูกน้อยอีกแรง
“มะลิ เอ็งไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ลูกก่อน ข้าว่าชะอมไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วละ” กาบพูดขึ้นหลังจากวางเด็กหญิงลงบนแคร่ใต้ต้นมะขามใหญ่
“จ้ะอา” มะลิรับคำเสียงสั่นอย่างไม่วางใจ
มะขามยกมือปาดน้ำตาโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นมูลควายคู่ยากของบ้านตน
“ย่ากาบ พี่ชะอมจะไม่เป็นไรใช่ไหมจ๊ะ” คำถามของเด็กชายได้เรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูของหญิงวัยกลางคน
“ไม่เป็นไรแล้วละ เอ็งเห็นไหมว่าพี่สาวยังหายใจแต่ก็ยังวางใจไม่ได้จะต้องรอปู่เอ็งก่อน” ผู้พูดชี้ไปที่หน้าอกสะท้อนขึ้นลงของคนหมดสติ
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&
เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี
เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ
หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร
“พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs
“มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้