Share

ตอนที่ 9 ประหลาดใจ

เสียงไก่ขันยามรุ่งอรุณปลุกให้เด็กชายผู้กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขลืมตาตื่น มะขามเด้งตัวขึ้นด้วยความตื่นเต้น

            ก่อนมองหาพี่สาวสุดที่รัก “พี่จ๋า คงลงไปในครัวนานแล้วเป็นแน่” เด็กชายพูดพลางกระวีกระวาดเก็บที่นอนหมอนมุ้ง

            “เจ้ามะขามตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำอาบท่า วันนี้เอ็งต้องสวมเสื้อให้เรียบร้อยนะจะมาใส่แต่กางเกงอย่างเดียวไม่ได้” เสียงของคนเป็นปู่ดังขึ้นเมื่อเห็นหลานชายกำลังเดินลงบันได

            “ใส่ไป เสื้อก็เปียกสิจ๊ะปู่”

            “ไม่ใส่ไม่ได้เพราะเราจะต้องไปทำบุญใส่บาตรเลี้ยงพระก่อน เอ็งต้องแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ”

            “หนูฟังปู่จ้ะ” เด็กชายรับคำอย่างเชื่อฟังก่อนจะวิ่งไปอาบน้ำหลังบ้านด้วยร่างกายเปล่าเปลือย

            “มะขามเอ็งหกขวบแล้วนะต่อไปเวลาจะอาบน้ำต้องนุ่งผ้าเข้าใจไหมลูก” ทองก้อนสอนลูกชายเมื่อเจ้าตัวเดินหาบน้ำมาเห็นสภาพของลูกน้อย

            “นุ่งผ้าขาวม้าแบบพ่อเหรอแต่หนูยังเห็นเจ้าแดง เจ้ากลั่นถอดผ้ากระโดดน้ำคลองอยู่เลยนะจ๊ะ” ใบหน้าของเด็กชายมึนงง

            “หนูฟังพ่อนะ” ทองก้อนเทน้ำลงในโอ่งใบใหญ่ก่อนที่จะสอนลูกชายคนเล็กเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพของตน

            “พ่อ หนูขอผ้านุ่งด่วนเลยหนูอายพี่จ๋า” หลังฟังในสิ่งที่พ่อของตนสอนเด็กชายก็เอามือปิดในส่วนลับของตนใบหน้าคล้ำแดดมีริ้วรอยสีแดงพาดผ่านทั้ง ๆ ที่ตรงนี้มีเพียงตนกับคนเป็นพ่อ “เอาที่เอวของพ่อไปนุ่งก่อน” คนเป็นพ่อถอดผ้าข้าวม้าที่ตนคาดเอวเอาไว้ส่งให้ด้วยความขบขันท่าทางของคนตัวเล็ก

            วันนี้คนในครอบครัวไม่ได้พาเจ้าทุยกับนางเผือกออกไปกินหญ้าที่ท้องทุ่งเนื่องจากพวกเขาตั้งใจจะไปทำบุญ

            ดังนั้นโมกกับพ่อแม่จึงได้พากันแต่งกายด้วยชุดที่พวกเขาคิดว่าใหม่และสะอาดที่สุด

            เช่นเดียวกับบ้านของผู้เป็นปู่ ชะอมมองเสื้อผ้าที่ตนสวมซึ่งเป็นผ้าซิ่นกับเสื้อสีขาวแขนสั้นผ่าด้านหน้ามีกระดุมห้าเม็ด

            “แม่จ๋า หนูไม่มีรองเท้าเหรอ” แม้ว่าเธอจะมาอยู่ที่นี่ได้หลายวันแล้วก็ตาม

            แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่กับท้องไร่ท้องนาอีกทั้งตั้งแต่ฟื้นเธอก็เดินแต่เท้าเปล่ามาตลอดจึงเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นได้ก็วันนี้

            “ไม่มีหรอกลูก เอาไว้หากไปที่วัดแล้วเจอคนมาขายแม่จะซื้อให้หนูกับน้องคนละคู่นะ”

            “แม่จ๋า ไม่ต้องซื้อให้หนูหรอกซื้อให้พี่จ๋าคนเดียวก็พอหนูไม่ชอบใส่” มะขามส่ายหน้าปฏิเสธ

            “ไม่ได้หรอก หากพี่มีใส่พวกเราทุกคนก็จะต้องมีใส่เหมือนกันเอาอย่างนี้ดีไหมจ๊ะ เรามาดูค่าขายมะม่วงกวนกับเกลือดูก่อนหากว่าขายได้ก็ค่อยนำมาซื้อรองเท้าให้กับทุกคนการใส่รองเท้ามีผลดีหลายอย่าง”

            “แต่...” มะลิ กำลังจะเอ่ยค้าน “เอาตามที่หลานว่ามานั่นแหละ ตอนนี้พวกเราก็ไปวัดกันเถอะประเดี๋ยวจะสาย” สายใจฟังบทสนทนาระหว่างหลานกับลูกสะใภ้เอ่ยแทรก

            “จ้ะแม่/จ้ะย่า”

            “เจ้าคำเจ้าก้อนเอ็งสองคนหาบเกลือกับมะม่วงไปขายด้วยล่ะ ขนไปให้เยอะหน่อย” บุญมีกล่าวกำชับบุตรชาย

            หลังจากคนในครอบครัวเดินออกมาก็เจอเข้ากับคนในหมู่บ้านเดียวกันทุกเพศทุกวัย เด็กอายุน้อยกว่าก็พากันยกมือไหว้ทักทายผู้อาวุโสอย่างน่ารัก

            “ผู้ใหญ่ ไปวัดพร้อมกันไหมว่าแต่เจ้าสองคนนั้นหาบอะไรล่ะจะเอาไปทำบุญหรือเปล่า” ชายวัยเดียวกับบุญมีเอ่ยทัก

            “สวัสดีจ้ะ ปู่ไหว/อาไหว” ทั้งหลานและลูกของบุญมีต่างพากันยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าอย่างสุภาพ

            เจ้าของชื่อรับไหว้ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นบุญมีจึงได้พูดถึงสิ่งที่ลูกบ้านถาม “เกลือกับมะม่วงกวน เอ็งคงเคยได้ยินเรื่องที่ข้าต้มเกลือมาบ้างแล้วกระมั้ง”

            “อืมได้ยินมาไม่น้อยทีเดียว ฉันเองก็อยากจะถามกับผู้ใหญ่อยู่เหมือนกันว่าจะรับคนงานไหม” ชายคนนี้กล่าวอย่างเกรงใจ

            “ข้าก็วางแผนเอาไว้อย่างนั้นแหละ เอ็งไม่ต้องกลัวข้าไม่ลืมคนในหมู่บ้านของเราหรอกเพียงแต่ข้าเพิ่งจะริเริ่มเอ็งก็รู้ทุกอย่างต้องใช้เวลา”

            “ผู้ใหญ่กล่าวไม่ผิด ว่าแต่ผู้ใหญ่ให้สองคนนี้หาบเกลือจะเอาไปทำบุญอย่างเดียวไม่ขายเหรอ” คู่สนทนาถามขึ้นอย่างสงสัย

            “ก็ว่าจะเอาไปขายด้วยนั่นแหละ เอ็งอยากได้เหรอจะเอากี่มากน้อยล่ะ”

            “ฉันไม่ได้ถามเพื่อซื้อเองหรอกพอดีเมื่อเช้าเจ้าไก่มันกลับมาจากในเมืองและบังเอิญได้ยินมันบ่นว่าเถ้าแก่จำเป็นต้องใช้เกลือเป็นจำนวนมากไปหมักปลา”

            “เจ้าไก่ลูกชายเอ็งนะเหรอ ถ้าข้าจำไม่ผิดมันทำงานโรงงานน้ำปลาใช่หรือเปล่า”

            “ใช่แล้ว พอผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องเกลือฉันก็เลยนึกออกนี่แหละผู้ใหญ่ก็น่าจะรู้นี่ว่าเกลือหายากหากจะรับจากเมืองอื่นก็มีค่าขนส่งอีก”

            ชะอมหูผึ่งขึ้นทันที เรามีคนรับซื้อเกลือรายใหญ่แล้วแต่โรงงานน้ำปลาแห่งนั้นทำมานานหรือยังแล้วกำลังซื้อเป็นยังไงนี่สิเห็นที่จะต้องถามให้ละเอียด

          “ปู่ไหวจ๊ะ โรงงานน้ำปลาอยู่ไกลจากหมู่บ้านเรามากไหมและเขาเปิดกิจการมานานหรือยัง”

            แม้ชายสูงวัยกว่าจะรู้สึกประหลาดใจกับคำถามของชะอมผู้ที่เขารู้จักมาแต่เล็กแต่น้อยว่าหล่อนเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข่าวลือที่ได้ยินมาจะเป็นเรื่องจริง

            “ห่างจากบ้านเราสามสิบโล โรงงานเปิดมานานหลายปีแล้ว ปู่เอ็งก็รู้จักหากอยากไปคุยกับเขาก็เอาไว้หลังวันตรุษข้าจะให้เจ้าไก่พาเอ็งกับปู่ไปเจรจา”

            “ขอบใจเอ็งมากนะไหว เจ้าไก่จะกลับเข้าเมืองเมื่อไหร่รบกวนเอ็งไปบอกข้าด้วยล่ะ หากว่าการเจรจากับโรงงานเป็นไปได้ด้วยดีข้าจะประกาศรับคนงานในหมู่บ้านเข้าทำงาน”

            “ฉันก็หวังให้ผู้ใหญ่เจรจาสำเร็จนั่นแหละ บอกตามตรงไม่มีใครอยากไปทำงานไกลบ้านหรอก”

            ชายสูงวัยทั้งสองคนเดินไปก็สนทนากันไปจนกระทั่งถึงวัด ผู้คนมากมายต่างพากันยิ้มแย้มทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นมิตร

            คนหนุ่มคนสาวก็ใช้โอกาสนี้ในการเกี้ยวพากันอย่างสนุกสนาน หากคู่ไหนพึงใจกันพวกเขาก็จะพากันไปก่อเจดีย์ทรายด้วยหวังทำความสนิทสนมกันให้มากขึ้น

            การเล่นน้ำก็มีเพียงขันใบใหญ่ลอยน้ำดอกไม้ให้พอหอมตักรดกันหรือไม่ก็ใช้มือวักน้ำพรมไปยังคนเดินผ่านไปมาพอประมาณหาได้เล่นกันรุนแรง

            ส่วนเด็กวัยขนาดมะขาม ชะอม และโมกพวกเขาก็พากันเล่นมอญซ่อนผ้าบ้าง หมากเก็บบ้าง

            ชะอมกวาดตามองไปรอบ ๆ ลานวัดแห่งนี้จนเผยรอยยิ้มบางด้วยความรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก

            “พี่จ๋า หนูไปเล่นเป่ากบกับเจ้าแดงเจ้ากลั่นได้ไหม” มะขามดึงมือคนเป็นพี่พลางพยักพเยิดหน้าไปทางเพื่อนรุ่นเดียวกัน

            “อย่าเพิ่งไป หลังจากทำบุญฟังพระก่อนเอ็งค่อยไปไม่อย่างนั้นเสื้อผ้าได้เปรอะดินกันพอดี” คนเป็นย่าได้ยินสิ่งที่หลานชายคนเล็กพูดรีบเอ่ยค้าน

            มะขามตัวน้อยคอตก ท่าทางเช่นนี้เหมือนสุนัขตัวน้อยไม่มีผิดทำให้ชะอมอดที่จะยกมือลูบหัวของเขาไม่ได้ “ทำตามที่ย่าว่าเถอะจากนั้นน้องค่อยไปเล่น”

            ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และเสียงพูดคุยของชาวบ้าน ได้มีเสียงแทรกของผู้ดูแลงานของวัดดังขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนขึ้นไปเตรียมตัวจัดอาหารถวายพระ

            กลุ่มของครอบครัวชะอมนำโดยคนเป็นย่าจึงได้พากันรอคนก่อนหน้าล้างเท้าก่อนเดินขึ้นศาลาไม้หลังใหญ่

            ศาลาไม้หลังนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งอายุอานามน่าจะผ่านร้อนหนาวมาหลายสิบปี ทว่าก็ยังคงดูแข็งแรง

            สตรีหลากหลายวัยต่างนำอาหารที่เตรียมมาจัดใส่จานของวัดซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นพวกไข่ต้ม ผักต้ม ปลาย่าง

            “พี่สาย ข้าวปลาบ้านพี่หน้าตาน่ากินจังเขาเรียกว่าอะไรอย่างนั้นหรือ” หญิงวัยกลางคนรุ่นน้องของสายใจถามขึ้นเมื่อเห็นสำรับที่สายใจเตรียมมา

            “ปลาช่อนต้มใบมะขามอ่อน ส่วนจานนี้ไข่เจียวใส่ชะอม ถ้วยนี้เป็นน้ำพริกเผากากหมูกินคู่กับผักสด ผักลวก”

            “ป้าสาย กับข้าวของป้าได้มาจากไหนเหรอจ๊ะ หนูไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย” สาวรุ่นพร้อมจะออกเรือนอีกไม่นานถามขึ้นอย่างสนใจ

            “ป้าไม่ได้ทำเองหรอกบัวเป็นชะอมพาทำนะ หากเอ็งสนใจก็ไปที่บ้านให้น้องสาวสอนก็แล้วกัน” สายใจตอบหญิงสาวด้วยความหวังดี

            “พี่สาย พวกฉันไปเรียนด้วยได้ไหม”

            แม่บ้านรวมถึงหญิงสาวจำนวนไม่น้อยต่างถามขึ้นพร้อมกัน “ชะอมเอ็งว่ายังไง” คนเป็นย่าโบ้ยไปให้หลานสาวผู้กำลังช่วยแม่จัดจานจัดช้อน

            “ฉันช่วยแนะนำให้ได้จ๊ะ”

            “ขอบใจนะหลาน ขอบใจนะน้องชะอม” หญิงต่างวัยต่างกล่าวออกมาพร้อมกัน

            บุญมีมองหลานสาวด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจที่หลานตัวน้อยรู้จักมีเมตตาไม่หวงในสิ่งที่ตนรู้

            หมู่บ้านทุ่งเนินดินแห่งนี้ค่อนข้างยากจนกว่าหมู่บ้านอื่นเนื่องจากเพาะปลูกไม่ค่อยได้พื้นที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นดินเค็ม ทั้ง ๆ ที่น้ำในคลองนั้นก็เป็นน้ำจืดเรื่องนี้เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

            ดังนั้นผู้คนในหมู่บ้านจึงมีอยู่แค่สามสิบหลังคาเรือน หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลังจากเรียนจบป.4ก็มักจะเดินทางเข้าไปหางานในเมืองจะกลับบ้านกลับช่องก็ช่วงวันหยุดหรือไม่ก็ช่วงเทศกาลอย่างเช่นวันนี้

            เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่พระในวัดทุ่งเนินดินก็พากันเดินขึ้นศาลา หลังจากท่านนั่งกันเรียบร้อยพระก็สวดให้ศีลให้พรก่อนฉันเพลจากข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย

            ครั้นพระฉันเสร็จเรียบร้อยชาวบ้านก็ช่วยเด็กวัดเก็บถ้วยจานชามก่อนท่านสมภารจะกล่าวให้โอวาสอีกครั้ง

            หลังรับศีลรับพรอิ่มบุญกันถ้วนหน้าคนแก่ก็ต้องการจะอยู่ฟังเทศน์ฟังธรรมต่อผิดกับเด็ก ๆ ที่นั่งยุกยิกไม่อยู่นิ่งด้วยห่วงจะเล่น

            “โมก เอ็งพาน้องไปเล่นเถอะคอยดูให้ดีล่ะ” สายใจเอ่ยกำชับหลานชายคนโตเมื่อเห็นคอของมะขามชะเง้อตามการเรียกของเกลอ

            “จ้ะย่า” จบคำของพี่ชายเด็กน้อยมะขามก็ผุดลุกขึ้นยืนเดินก้าวเท้าอาด ๆ ไปหาสหายวัยเดียวกันด้วยรอยยิ้มแต้

            คนเป็นพี่ทั้งสองจึงได้รีบเดินตามน้องชายไปติด ๆ เด็กน้อยลืมพี่สาวอย่างเราไปเสียแล้ว ชะอมคิดด้วยรอยยิ้ม

            เสียงบนศาลาหลังใหญ่เงียบลงทันทีหลังจากเด็ก ๆ ทั้งหลายเดินลงมาด้านล่าง

            “วันนี้มียี่เก เอ็งจะมาดูไหมเจ้าขาม” เจ้าแดงถามขึ้นในขณะที่พวกเขาพากันมาเล่นเป่ากบ

            “มาสิ ข้าจะมากับพี่จ๋า”

            โมกกับชะอมยืนมองน้องชายอยู่ครู่ใหญ่ก็เห็นพ่อกับลุงวางหาบกระจาดเกลือกับมะม่วงกวนลงบนพื้น

            “พี่โมก หนูจะไปช่วยพ่อขายของนะ” ชะอมเอ่ยก่อนที่จะเดินแยกตัวไปทางพ่อกับลุง

            สองชายหนุ่มผู้ไม่เคยค้าขายมาก่อนในชีวิตหลังจากวางกระจาดลงก็มองหน้ากันด้วยสีหน้าจนใจ

            “พี่คำ เราจะต้องทำยังไงต่อ” คำถามของน้องชายทำให้คนเป็นพี่ลองมองพ่อค้าแม่ขายรอบตัว

            “เราลองตะโกนเรียกคนอย่างเขาดูไหมล่ะ” ผู้เป็นพี่เสนอ

            “ลองดูก็ได้พี่”

            เสียงของชายหนุ่มทั้งคู่แผ่วเบาไม่ต่างกับเสียงยุง จนชะอมผู้กำลังเดินตรงมาอมยิ้มให้กับพวกเขา

            “หนูจัดการเองจ้ะ” จากนั้นชะอมก็ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังเท่าที่เจ้าตัวจะทำได้พร้อมกับนำตัวอย่างมะม่วงกวนที่จัดแบ่งเอาไว้มาถือเพื่อแจกจ่าย

            เพียงไม่นานก็เริ่มมีคนเดินเข้ามามุงดูการค้าของพวกเขา “แม่หนู ให้ชิมไม่คิดเงินแน่นะ” ชายวัยกลางคนต่างหมู่บ้านถามขึ้นอย่างกังขา

            “จริงจ้ะ หากไม่อร่อยตาก็ไม่ต้องซื้อแต่หากอร่อยก็ช่วยหนูซื้อราคาไม่แพงหนูขายมะม่วงกวนกระทงละหนึ่งเฟื้องส่วนเกลือกระทงใหญ่หนูขายหนึ่งสลึง” ชะอมถือโอกาสขายเกลือไปพร้อมกัน

            “ราคาของเอ็งถูกจังเกลือปลอมหรือเปล่า” คนผู้หนึ่งในกลุ่มถามอย่างสงสัยด้วยท่าทางยียวนทำให้สองพี่น้องทองพากันจ้องมองกลุ่มตรงหน้าเขม็ง

            ชะอมอยากกลอกตาขาวไปมาทว่าใบหน้าของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเป็นการแสดงว่าหาได้ถือสาแต่อย่างใด

            “ลุงจะลองชิมก่อนก็ได้จ้ะว่าเกลือของหนูเค็มหรือไม่”

            “เอ็งไม่ลองชิมเกลือบ้านข้าดูล่ะไอ้ผัน ข้าไม่ให้ลูกหลานเอาของเก๊มาขายให้เสียชื่อหรอกแต่หากเอ็งจะมาหาเรื่องก็กลับหมู่บ้านเอ็งไปซะ” น้ำเสียงแหบพร่าของบุญมีดังขึ้นอย่างนักเลง

            “ฉันไหว้จ้ะ อาผู้ใหญ่ หากรู้ว่าเกลือเป็นของบ้านอาฉันคงไม่เอ่ยออกไปแบบนั้นหรอก” น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนลงเช่นเดียวกับท่าทาง

            “พวกเอ็งพากันยกพวกมาที่นี่อย่าเที่ยวมาหาเรื่องท้าตีท้าต่อยเล่าไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนจะมาเที่ยวก็ทำตัวดี ๆ” บุญมีปรายตามองชายหนุ่มอ่อนกว่าลูกของตนเอ่ยเตือนกลาย ๆ

            “จ้ะอา พวกฉันมาก็เพื่อมาดูยี่เกกับมาขอรำวงเท่านั้นแหละไม่กล้ามีเรื่องหรอก” เจ้าผันผู้เป็นหัวโจกของกลุ่มรับคำ

            “รับปากแล้วก็ทำให้ได้ล่ะ ว่าแต่เอ็งยังจะซื้อของหรือไม่ ไม่อย่างนั้นก็หลีกทางให้คนอื่นเสีย”

            “ซื้อจ้ะ ฉันไม่เคยกินมะม่วงกวนที่ว่ามาก่อนก็เลยว่าจะขอลองสักหน่อยและก็จะซื้อเกลือกลับไปให้แม่ด้วย”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ไปรอต่อแถวซะ”

            ในขณะที่คนเป็นปู่กำลังเจรจากับกลุ่มของชายหนุ่มต่างถิ่นก็มีคนจำนวนไม่น้อยต่างพากันให้ความสนใจกับสิ่งของที่ชะอมเรียกว่ามะม่วงกวนเป็นจำนวนไม่น้อยดังนั้นเด็กหญิงจึงได้บอกให้พวกเขาเข้าแถว

            ส่วนทองก้อนกับทองคำก็มีหน้าที่ส่งสินค้าเรื่องรับเงินทอนเงินให้เป็นหน้าที่ของชะอมผู้ยังไม่เคยเรียนหนังสือแต่ทว่าหล่อนกลับคิดเงินได้อย่างคล่องแคล่วจนบุญมีรู้สึกประหลาดใจ

            หรือว่าที่แห่งนั้นเขาสอนหนังสือด้วย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 3 เอาไว้พบกันใหม่

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 2 นึกว่าจะได้เกี่ยวดองกัน

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 1 ไม่คิดสึก

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 68 ข้ามขั้น (ตอนจบ)

    หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 67 หากเรื่องของเราเป็นแบบนี้จะดีไหม?

    “พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 66 ไม่เหมือนกัน

    “มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status