แชร์

ตอนที่ 10 ระลึกถึง?

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-11 19:00:55

ทั้งสามคนขายของกันจนลืมหิว เมื่อสิ่งที่เตรียมมาหมดลงแต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ต่างก็ถามขึ้นด้วยความเสียดาย

            “แม่หนู เกลือกับมะม่วงกวนยังมีอีกไหม” หญิงวัยชราผู้เดินลงมาจากศาลาถามขึ้นพลางมองไปทางกระจาดอันว่างเปล่า

            “เย็นนี้หนูจะนำมาขายอีกครั้งจ้ะ” คำตอบของเด็กหญิงได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ที่ยืนรออยู่ไม่น้อย

            “ดี ดี ย่าจะให้เด็ก ๆ ที่บ้านมาซื้อว่าแต่คืนนี้แม่หนูจะมีของกินอะไรมาขายนอกจากมะม่วงกวนไหม”

            “หนูจะนำจิ้งหรีดคั่วมาขายจ้ะ รับรองว่าดูยี่เกไปเคี้ยวจิ้งหรีดไปเพลินแน่นอน”

            “จิ้งหรีดรึ มันกินได้เหรอแม่หนู ยายอยู่มาจนป่านนี้เพิ่งจะรู้นี่แหละ” หญิงชราคนเดิมถามขึ้นอย่างสนใจ

            “กินได้จ้ะพี่เอิบ ฉันลองกินดูแล้วอร่อยลิ้นทีเดียว” บุญมีตอบแทนหลานตัวน้อย

            “เอ็งพูดซะข้าอยากกินทีเดียว” หญิงชราผู้กำลังเคี้ยวหมากส่งเสียงตอบอย่างมักคุ้น

            “แล้วพี่จะติดใจ หากไม่เป็นการรบกวนพี่เกินไปนัก พี่ก็ช่วยบอกคนในหมู่บ้านให้ด้วยนะว่าบ้านฉันมีอะไรขายบ้าง” บุญมีถือโอกาสกล่าวชวนเชื่อสินค้าของครอบครัว

            “ได้สิ สินค้าบ้านเอ็งแปลกใหม่อีกทั้งราคาก็ไม่แพงข้าย่อมช่วยเหลืออยู่แล้วเอาไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ หลานชายข้าเดินมานู่นแล้ว”

            คล้อยหลังลูกค้ามากมายเดินจากไป ชะอมก็นับเงินที่ใส่เอาไว้ในถุงผ้าให้พ่อกับลุงรู้

            “ได้มาเท่าไหร่หรือลูก” ทองก้อนถามขึ้นพลางยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากเช่นเดียวกับทองคำ

            “สองร้อยจ้ะ”

            “หา! เอ็งไม่ได้นับผิดนะหลาน” ทองคำถามขึ้นเสียงดัง

            ชะอมยกยิ้มให้กับท่าทางของชายต่างวัยในครอบครัว เงินเพียงสองร้อยพวกเขายังตกใจถึงเพียงนี้อีกหน่อยหากฉันหาได้มากขึ้นเขาจะไม่ช็อคกันใช่ไหม

            “ชะอม เอ็งเก็บเงินเอาไว้ให้ดีนะลูกอย่าได้ไปบอกใครล่ะ” บุญมีได้สติเอ่ยเตือน

            “ปู่ไม่เก็บเอาไว้ให้หนูก่อนเหรอ หรือว่าหนูจะเอาไปฝากไว้กับย่าดี” ชะอมถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “เอ็งเก็บเอาไว้เถอะ เป็นเด็กไม่มีคนสงสัยเท่าผู้ใหญ่” ทองคำเป็นผู้พูดแทน

            “เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ แต่หนูจะต้องแบ่งเงินให้กับทุกคนก่อนนะเพราะพวกเราต่างก็เหนื่อยมาด้วยกัน”

            “แล้วแต่เอ็งเถอะ” ทองคำเอ่ยออกมาอีกโดยปราศจากความโลภ

            ดังนั้นชะอมจึงได้นำเงินมาหารสี่ที่ทำเช่นนี้เพราะเธอต้องการนำส่วนหนึ่งเก็บคืนปู่เพื่อให้ไปไถ่ถอนแหวนของย่าอีกสามส่วนก็แยกให้กับปู่ย่า ลุงกับป้า และพ่อแม่

            “นี่คือเงินของเช้านี้จ้ะ” ชะอมยื่นให้ลุงจำนวนห้าสิบบาท ทองคำรับเงินมามือสั่นเพราะเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งวันเขาทำเงินได้มากขนาดนี้ซึ่งมากกว่าแรงคนงานตั้งสี่เท่า

            “หลานคิดเงินถูกแน่นะ” คนเป็นลุงถามซ้ำ

            “แน่นอนจ้ะ เรื่องเงินเชื่อหัวหนูได้รับรองไม่มีพลาด” ชะอมได้ทีคุยโอ้อวดตน

            “สมกับเป็นหลานสาวข้าเก่งเหมือนย่าไม่มีผิด” สายใจได้ทีกล่าวผสมโรงจึงทำให้คนในครอบครัวพากันหัวเราะให้กับคำพูดของหล่อน

            “ย่าจ๋า นี่เงินของย่าจ้ะ” ชะอมยื่นเงินจำนวนหนึ่งร้อยให้กับหญิงวัยกลางคน

            “เอ็งเก็บเอาไว้เถอะย่ายังมีเงินที่เหลือจากคราวก่อนอยู่” สายใจปฏิเสธ “ถ้าอย่างนั้นหนูจะเก็บเอาไว้ก่อนรออีกไม่นานแหวนของย่าจะกลับมาหาย่าเหมือนเดิม อีกทั้งหนูจะทำให้ครอบครัวของเราเป็นเศรษฐีด้วยดีไหมจ๊ะ”

            “จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้อีกเหมือนกันนะลูก รวยเกินไปย่าก็เกรงพวกเสือ” คำพูดของย่าทำให้ชะอมมองเธอสีหน้าสงสัย

            “ย่าเขาหมายถึงโจรนะลูก” ทองก้อนอธิบาย

            ชะอมพยักหน้าหงึกหงัก จริงสินะ เราก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท “ถ้าอย่างนั้นเรารวยกันแบบเงียบ ๆ ก็แล้วกันดีไหมจ๊ะ” คำพูดอันแสนซื่อของคนเป็นหลานได้เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวอีกรอบ

            “ถ้าอยากจะรวยพวกเราก็กลับบ้านไปเตรียมของมาขายกันเถอะ จะว่าไปเอ็งเคยถามปู่ถึงต้นอ้อยนี่ เอ็งจะนำมาขายด้วยหรือเปล่าล่ะปู่จะพาไปดู”

            “ดีสิจ๊ะปู่”

            “ถ้าอย่างนั้นเอ็งไปกับปู่นะเรื่องของขายเดี๋ยวย่ากับพ่อแม่เอ็งจะจัดการเอง”

            “ขอบคุณจ้ะย่า”

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับเรือนกันเถอะ” เมื่อผู้อาวุโสกล่าวแบบนี้สองพี่น้องทองก็หาบกระจาดเปล่าขึ้นบ่า

            เมื่อโมกกับมะขามเห็นคนในครอบครัวเตรียมตัวกลับพวกเขาก็บอกลาเกลอของตน

            คนตัวเล็กโบกมือให้เพื่อน “เย็นนี้ค่อยเจอกันนะ”

            “ได้เลยข้าจะเตรียมสตางค์มาซื้อจิ้งหรีดคั่วบ้านเอ็ง” เจ้ากล่ำพูดโดยมีเจ้าแดงพยักหน้าเห็นพ้อง

            หลังเดินถึงบ้าน ชะอมจึงได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานคนเป็นปู่โดยทิศทางที่ปู่พาไปนั้นเป็นคนละทางกับบ้านตน

            มะขามผู้ตามติดมาด้วยจึงได้ส่งเสียงพูดขึ้นอย่างคุ้นชิน

            “ปู่จ๋า ปู่จะพาพี่จ๋าไปบ้านเหนือเหรอ” ทิศทางเส้นนี้เด็กชายตัวน้อยเคยตามปู่มาหลายครั้งเขาจึงจำได้แม่น

            “ใช่แล้ว พี่เอ็งอยากดูต้นอ้อย”

            “แล้วปู่ได้เอามีดมาด้วยไหมจ๊ะ หนูอยากกิน” เด็กชายพูดเจื้อยแจ้วดวงตามองไปทางถนนลูกรังด้านหน้าอย่างคาดหวัง

            “เจ้าหลานคนนี้นับวันยิ่งตะกละ” ชายสูงวัยกว่ากล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ

            ทางด้านชะอมผู้นั่งซ้อนท้ายอยู่ด้านหลังเธอก็กวาดตามองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความสนใจ “ปู่จ๋า ที่นี่เขาปลูกมะพร้าวกันเหรอ”

            “ใช้แล้วละ หนูอยากได้เหรอ” บุญมีถามขึ้นด้วยความสงสัย “หนูคิดว่าเราทำน้ำตาลจากมะพร้าวก็ได้นะจ๊ะ” จบคำพูดของหลานสาว บุญมีก็เบรครถจักรยานอย่างกะทันหัน

            “เอ็งว่าอะไรนะลูก”

            “ปู่หมายถึงเรื่องอะไรจ๊ะ” ชะอมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกถามขึ้นอย่างมึนงง

            “ที่เอ็งบอกว่ามะพร้าวนำมาทำน้ำตาลได้มันเป็นเรื่องจริงเหรอ” ชะอมจึงได้ฉีกยิ้มกว้างตอบออกไปอย่างมั่นใจ “ได้สิจ๊ะ อีกทั้งยังหอมหวานทำขนมได้หลายอย่างทีเดียว”

            เด็กชายตัวน้อยผู้ชอบกินเอ่ยถามขึ้นอย่างใคร่รู้ทันที “พี่จ๋า ขนมคืออะไรอร่อยไหม”

            “ขนมก็คือของกินเล่นมีหลายอย่างเอาไว้พี่จะทำให้น้องกินนะ” “ได้จ้ะ ไม่ว่าพี่จ๋าจะทำอะไรหนูก็อร่อยทั้งนั้น”

            บุญมีผู้ยังคงตกตะลึงกับคำตอบของหลานจึงได้ถามขึ้นในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ “ชะอม การที่เอ็งให้ปู่พาไปดูต้นอ้อยเอ็งคิดจะเอามาทำอะไร”

            “ก็ทำน้ำตาลอ้อยไงจ๊ะ”

            “หลานข้า เอ็งไปอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ได้ความรู้กลับมามากมายเลยอย่างนั้นเหรอไม่ว่าจะเรื่องอ่านออกหรือคำนวณทั้ง ๆ ที่เอ็งยังไม่ได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ”

            แย่แล้วยัยเฌอเอมงานนี้ต้องแถอย่างเดียวอีกแล้วสินะ “ใช่จ้ะ ไม่เพียงแค่นี้นะหนูยังเขียนหนังสือได้อีกด้วย”

            “พี่จ๋าเก่งมากเลย พี่ช่วยสอนหนูด้วยนะจ๊ะ” มะขามผู้เป็นแฟนคลับตัวยงของคนเป็นพี่เอ่ยชม

            “ได้สิ แต่พี่ได้ยินมาว่าพี่โมกเองก็สอนน้องให้หัดเขียนอยู่ไม่ใช่เหรอ มะขามเรียนไปถึงไหนแล้วล่ะ”

            สองพี่น้องตะโกนพูดคุยกันโต้ลมหลังจากบุญมีเริ่มออกตัวขี่จักรยานอีกครั้งด้วยความใจร้อนแฝงความตื่นเต้น

            (หากว่าชะอมทำน้ำตาลได้จริงหมู่บ้านทุ่งเนินดินแห่งนี้คงจะเจริญมากกว่าหมู่บ้านอื่นเรื่องนี้นับว่าเป็นผลดีทีเดียว)

            เมื่อถึงดงอ้อยที่ไม่มีเจ้าของ ชะอมมองด้วยความเสียดายที่อ้อยพันธุ์นี้ไม่เหมาะจะเอามาทำน้ำตาลแม้ว่ามันจะให้รสหวานก็ตาม “เราตัดแล้วนำไปคั้นน้ำขายกันดีไหมจ๊ะแต่จะเอามาทำน้ำตาลหนูว่ามันไม่เหมาะ”

            “น่าเสียดายนะ แต่ถ้าเอ็งจะตัดมาคั้นน้ำเห็นทีว่าวันพรุ่งค่อยให้พ่อกับลุงของเอ็งมาตัด” บุญมีค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อยทว่าหลังจากได้ยินคำพูดต่อมาของคนเป็นหลานเจ้าตัวจึงมีสีหน้าดีขึ้น

            “ยังมีมะพร้าวนี่จ๊ะ พวกเราไปดูกันเถอะ หากว่าสามารถเจรจาซื้อน้ำหวานจากช่อมะพร้าวได้ เราก็สามารถทำน้ำตาลจากมันได้เหมือนกัน” คำพูดนี้ได้เรียกความกระฉับกระเฉงให้คนเป็นปู่อีกครั้ง

            บุญมีจึงได้ขี่จักรยานพาหลานสาวหลานชายมายังสวนเกลอตนซึ่งสหายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนที่เคยต่อยตีกันในสมัยวัยรุ่นนั่นเอง

            “พี่โต อยู่บ้านไหม” บุญมีตะโกนแข่งกับเสียงหมาเห่าภายในรั้วบ้านหลังนี้

            “อยู่โว้ย” เสียงของชายวัยหกสิบตะโกนขึ้นก่อนร่างผอมทว่ายังแข็งแรงเดินปัดผ้าข้าวมาไล่แมลงปรากฏออกมา

            “เอ็งสองคนไหว้ปู่โตซะ เขาเป็นเจ้าของสวนแห่งนี้”

            สองพี่น้องกระพุ่มมือไหว้ เอ่ยทักทายชายสูงวัยตรงหน้าพร้อมกัน “ไหว้พระเถอะ” ชายสูงวัยยกยิ้มจนเห็นฟันสึกหรอตามอายุพลางเอ่ยไล่หมาสองตัวให้ไปไกลก่อนเปิดประตู

            “เข้ามานั่งกินน้ำกินท่าก่อน ว่าแต่ลมอะไรหอบเอ็งมาหาข้าได้ล่ะ ข้าได้ข่าวเอ็งอยู่เนือง ๆ ว่าจะไปเยี่ยมก็ติดไม่มีใครเฝ้าสวน” บุญมีฟังชายชรารุ่นพี่พูดอย่างเข้าใจ

            “ก็ลูกหลานบอกให้พี่ขายก็ไม่ยอมนี่เขาได้งานได้การกันอยู่เมืองหลวงแต่พี่ก็ยังจะดึงดันอยู่ที่นี่”

            “ก็ข้าเสียดายสวนตรงนี้นี่ เอ็งก็รู้ว่ากว่าพ่อแม่ข้าจะมีสวนใหญ่โตเช่นนี้ใช้เวลาตั้งหลายปีตอนวัยรุ่นไอ้เราก็เกเรกว่าจะคิดได้ก็เกือบจะเสียสวนแห่งนี้ไป” ผู้พูดถอนหายใจยามนึกถึงอดีต

            “แต่พี่ก็ทำให้มันอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี่ เรื่องเก่าผ่านมาแล้วพี่ก็ปล่อยวางบ้างเถอะ”

            “ข้ารู้ ว่าแต่เอ็งแวะมาหาข้ามีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า”

            “ไม่มีเรื่องอะไรหรอก ที่ฉันมาก็เพื่ออยากจะถามพี่ว่าสนใจจะขายน้ำหวานจากจั่นไหม”

            “เอ็งอยากกินเหรอ ไม่ต้องถามซื้อหรอกเอ็งเอากระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปรองน้ำเอาตามใจเลยข้าไม่หวง”

            ในระหว่างการสนทนาก็ได้มีเสียงตะโกนเรียกจากหน้าประตูรั้ว “จดหมายครับ”

            “เอ็งนั่งรอสักประเดี๋ยวนะข้าขอไปรับจดหมายก่อน”

            ด้วยความใจร้อนเมื่อโตรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์เขาก็เปิดออกอ่านทันทีจากนั้นใบหน้าของชายชราก็ขมวดมุ่นอย่างคิดหนัก

            “พี่โต เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” บุญมีเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางอันไม่ปกติของเกลอรุ่นพี่

            “ลูกของข้าอยากให้ไปอยู่ด้วยเพราะไม่มีใครคอยดูแลหลานชายคนเล็กตอนนี้งานการของเขาค่อนข้างยุ่ง แต่ถ้าหากข้าไปก็เป็นห่วงสวนไหนจะไอ้สองตัวนี้อีก”

            “ฉันว่าเจ้าแต้มก็อยากให้พี่ไปอยู่ด้วยนั่นแหละส่วนสวนพี่ก็หาคนดูแลรวมถึงไอ้สองตัวนี้ด้วย”

            “มี เอ็งสนใจดูแลสวนให้ข้าไหม ที่ดินตรงนี้มีสามไร่ข้าจะขายให้เอ็งไร่ละห้าร้อยและวานเอ็งช่วยข้าดูแลเจ้าสองตัวนี้ด้วย หากข้าไปอยู่เมืองหลวงครั้งนี้เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีก”

            “พี่โต ฉันยังไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกและทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้กัน” แม้บุญมีจะรู้สึกเสียดายสวนแห่งนี้แต่เรื่องเงินนั้นเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

            ชะอมเองก็รู้สึกเสียดายเช่นเดียวกับคนเป็นปู่เพราะมะพร้าวที่สวนแห่งนี้สามารถทำประโยชน์ได้อีกเยอะ

            “พี่โต พี่ลองบอกขายคนอื่นดีไหม” บุญมีเสนอ

            “ข้าไม่อยากให้คนอื่น เอ็งก็รู้ว่าที่แห่งนี้มีความทรงจำมากมายแต่หากเป็นเอ็งมันคนละเรื่องไม่อย่างนั้นข้าไม่เสนอราคาแค่นี้ให้เอ็งหรอก”

            “ปู่โตจ๊ะ ปู่รอสักเจ็ดวันได้ไหม” คำพูดของชะอมไม่เพียงแต่เรียกความสนใจของชายชราเจ้าของชื่อเพียงเท่านั้นแม้แต่บุญมีเองก็สงสัยในการกระทำของหลานสาวเหมือนกัน

            “ได้ ข้าจะรอหากว่าไม่ได้จริง ๆ ข้าคงจะหักใจทิ้งให้มันกลายเป็นสวนร้างจนกว่าจะมีเวลากลับมาหรือไม่ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าแต้ม

            “พี่อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนัก บางทีพี่อาจจะได้กลับมาดูแลเองก็ได้”

            ในระหว่างปู่สนทนาอยู่กับเกลอของตน ชะอมได้แต่นั่งนิ่งใช้ความคิดและคาดหวังว่าเถ้าแก่โรงน้ำปลาจะรับซื้อเกลือของครอบครัว ท่านยมให้พรฉันด้วยนะ เจ้าตัวรำลึกถึงผู้ที่พาตนมายังสถานที่แห่งนี้

            (เจ้ามนุษย์น้อยเอ๋ยจะนึกถึงข้าทั้งที่ก็มีเรื่องร้องขอเชียวนะ เห็นแก่ที่เจ้าไม่โวยวายข้าช่วยก็ได้แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอยู่ที่ความสามารถของเจ้าด้วยหึหึ) รอยยิ้มร้ายของยมทูตตนนี้หากชะอมมาเห็นไม่รู้ว่าหล่อนจะว่ายังไง

            หรือถ้าหากเธอรู้เกรงว่ายมทูตตนนี้น่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะมากกว่าเพราะเขาคงลืมไปแล้วว่าเหตุการณ์ผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากตน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 3 เอาไว้พบกันใหม่

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 2 นึกว่าจะได้เกี่ยวดองกัน

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 1 ไม่คิดสึก

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 68 ข้ามขั้น (ตอนจบ)

    หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 67 หากเรื่องของเราเป็นแบบนี้จะดีไหม?

    “พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 66 ไม่เหมือนกัน

    “มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status