เข้าสู่ระบบภายในเย็นวันเดียวกันยังไม่ทันแสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จักรยานคันใหญ่สองคันก็หยุดลงยังโค่นต้นมะม่วงห่างจากแคร่ที่คนบ้านของบุญมีนั่งอยู่ไม่ไกล
ผู้อายุน้อยกว่าทั้งสองครอบครัวต่างยกมือไหว้ทักทายกัน ชะอมก็กล่าวทักทายตามพี่กับน้องของตนอย่างเนียน ๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าใครเป็นใครนั่นเอง
“พวกพี่กินข้าวกินปลากันมาหรือยัง” บุญมีถามขึ้น เนื่องจากพวกเขาเพิ่งจะกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยก่อนหน้า
“เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่เราจะไปจับจิ้งหรีดกันที่ไหน” มิ่ง ถามพลางนั่งลงข้างเกลอรุ่นน้อง “รอให้มืดกว่านี้อีกสักหน่อย ฉันจะพาไปทุ่งนาห่างจากเรือนไม่ไกลหรอก ให้พวกเด็ก ๆ มันไปเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือกับชะอมเถอะ”
“พวกเอ็งได้ยินแล้วนะ รีบไปเรียนรู้จากหลานซะ” มิ่งบอกลูกชายทั้งสองคน ส่วนหลานชายคนเล็กนั้นได้เดินไปหาโมกผู้เป็นเพื่อนร่วมชั้นโดยไม่ต้องให้ปู่พูดซ้ำ “โมก เอ็งสอนข้าด้วยนะ”
“ได้สิ แต่ข้าก็ไม่เก่งหรอกนะเพราะเพิ่งจะเคยจับไปครั้งเดียว” โมกตอบตามตรง มะขามผู้ซึ่งช่วยพี่สาวเตรียมกระบอกไม้ไผ่จึงได้พูดขึ้นอย่างโอ้อวดคนเป็นพี่
“แม้พี่โมกจะจับไม่เก่งแต่พี่สาวจ๋าของหนูจับเก่งมากพี่เสือไม่ต้องกลัวว่าจะจับจิ้งหรีดไม่ได้หรอก” ชะอมได้แต่ยิ้มแหยส่งออกไปให้กับเพื่อนของพี่ชาย
“อย่างนั้นเหรอว่าแต่ชะอมจับเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแต่ก่อนไม่ใช่ว่าน้องกลัวแมลงหรอกเหรอ” เด็กชายร่างอวบเอ่ยพลางยกมือเกาศีรษะไปมา
“เอ็งจะสงสัยอะไรให้มากความ มาช่วยข้าจับเชือกเตรียมตะเกียงกับกระบอกไม้ไผ่เถอะ” โมกกอดคอของสหายให้เดินมากับตน
เวลาผ่านไปฟ้าเริ่มมืด อากาศค่อย ๆ เย็นลง เสียงนกร้องยามกลับรังถูกแทนที่ด้วยเสียงกิ่งไม้ดังเสียดสีกอปรกับเสียงใบไม้ไหวยามเมื่อลมพัดผ่าน เสียงแมลงกลางคืนเริ่มร้องระงม “ได้เวลาแล้ว” ชะอมพูดขึ้นโดยในมือของเธอมีตะเกียงเจ้าพายุเช่นเดียวกับพ่อ
มะขามรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ออกไปจับจิ้งหรีดอีกครั้ง บุญมีได้พาคณะจับจิ้งหรีดของตนโดยทิ้งให้สายใจกับชบาและมะลิเฝ้าอยู่กับเรือน
ทุ่งนาหลังบ้านนั้นมีต้นหญ้า ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกทึบจึงเต็มไปด้วยจิ้งหรีดหลากหลายชนิดมิ่งผู้มีตะเกียงในมือก็เดินตามเกลอรุ่นน้องไปติด ๆ
ส่วนลูกชายกับหลานนั้นต่างก็มีกระบอกไม้ไผ่และเชือก เช่นเดียวกับลูกหลานของบุญมี
แสงสว่างจากตะเกียงในเวลาค่ำคืนส่องวูบ ๆ วาบ ๆ นำพาให้รอบด้านเกิดแสงและเงาแลดูน่ากลัวไม่น้อย
โดยเฉพาะคนตาขาวอย่างเพิ่มแม้ว่าเจ้าตัวจะแต่งงานมีลูกเมียแล้วก็ตาม “พี่มั่น มันจะไม่มีตัวอะไรโผล่มาระหว่างเราจับจิ้งหรีดใช่ไหม”
คนเป็นพี่เหลือบตามองน้องชายอย่างระอา “เอ็งจะปอดลอยทำไม ไม่อายเด็ก ๆ บ้างเหรอดูสิแต่ละคนต่างเดินพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน”
“ฉันไม่ได้กลัวนะพี่ แค่รู้สึกเกรงใจหากว่าจู่ ๆ เกิดมีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มา” เพิ่มโต้
“ไม่กลัวก็รีบเดิน นู่นทั้งพ่อกับหลานเดินไปตั้งไกลแล้ว” มั่นไม่พูดเปล่าเจ้าตัวผู้ถือตะเกียงยังได้เดินจำอ้าว ๆ โดยไม่สนใจน้องชายของตนอีก
“พี่มั่นรอฉันด้วย” เพิ่มรีบวิ่งตามคนเป็นพี่โดยไม่เลี้ยวซ้ายแลขวา
“ตรงนี้แหละเหมาะ ทุกคนอย่าส่งเสียงนะจ๊ะคอยฟังตำแหน่งของมันให้ดี” ทุกคนต่างฟังในสิ่งที่ชะอมพูดเมื่อได้ยินเสียงของสัตว์ตัวจ้อยอย่างชัดเจน
ชะอมจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปทางต้นเสียงอย่างเงียบ ๆ เมื่อเข้าใกล้เด็กหญิงได้วางกระบอกไม้ไผ่ในมือคว่ำลงบนพื้นดินและใช้ไม้ที่เก็บมาระหว่างเดินเขี่ยตัวจิ้งหรีดเพื่อให้เข้ามาในกระบอกไม้ไผ่ที่ตนได้หงายขึ้นเล็กน้อย
“ทุกคนทำตามหนูนะจ๊ะ ค่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนพอได้จำนวนมากแล้วก็หงายกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจากนั้นก็หาอะไรปิดปากเพื่อไม่ให้จิ้งหรีดหนีออกมา”
การจับจิ้งหรีดของคณะบุญมีใช้เวลาไปหลายชั่วโมงกว่าทุกคนจะพอใจ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายทั้งสามพวกเขารู้สึกสนุกกับการจับจิ้งหรีดเป็นอย่างมาก
“โมก พวกเราจะกินมันได้ยังไง” เสือถามสหายด้วยความอยากรู้
“ต้องทำให้มันสุกก่อน”
“ทำยังไงให้สุกเอาไปต้มหรือย่างล่ะ” เสือยังคงถามต่อ
“ได้ทั้งหมดนั่นแหละแม้แต่นำมาลาบวันนี้ปู่มิ่งยังมากินเลย”
“ข้าอยากกินบ้าง เอ็งทำให้กินได้ไหม” เสือถามขึ้นน้ำลายสอเขาอยากกินตั้งแต่ได้ยินปู่พูดให้ฟังตั้งแต่ช่วงบ่ายดังนั้นจึงได้ตามมาด้วย
“เอ็งต้องถามชะอม เพราะข้าทำไม่เป็น” โมกพยักพเยิดไปทางน้องสาวผู้กำลังหัวเราะอยู่กับน้องชาย
“น้องชะอมจ๋า น้องช่วยทำอาหารจากจิ้งหรีดพวกนี้ให้พี่กินบ้างนะ” เสือรีบเดินเข้าไปหาเด็กหญิงน้องสาวของเพื่อนร่วมชั้นทันที
“ได้สิจ๊ะ เอาไว้วันพรุ่งนี้พี่ก็มากับปู่มิ่งสิ”
“พี่ไม่พลาดแน่ ขอบใจน้องมากนะ” คนชอบกินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
กว่าที่พวกเขาจะเดินถึงเรือนของบุญมี ท้องฟ้าก็ค่อนข้างมืดเนื่องจากแสงจันทร์ได้ถูกเมฆบนท้องฟ้ากลืนไปนานแล้ว
“เจ้าบุญพวกข้ากลับก่อนนะ” มิ่งพูดขึ้นหลังจากส่งกระบอกไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยจิ้งหรีดให้กับพี่น้องทองทั้งคู่
“พี่ไม่นอนที่นี่เหรอดึกแล้วนะ” บุญมีท้วง
“เอ็งทำอย่างกับว่าข้าไม่เคยกลับเรือนดึก ๆ ดื่น ๆ ไปได้ ทางแถวนี้ต่อให้หลับตาเดินข้าก็กลับถูก” มิ่งคุยโว
“ตามใจพี่เถอะ วันพรุ่งก็อย่าลืมพาพี่สะใภ้มาด้วยล่ะ พวกเอ็งก็มาด้วยนะจะได้มาช่วยกันต้มเกลือเผื่อว่าช่วงวันตรุษจะได้เอาไปทำบุญอีกทั้งยังจะได้ขายด้วย”
“จ้ะอาบุญมี” สองพี่น้องมั่นกับเพิ่มรับคำด้วยความยินดี
คล้อยหลังจักรยานสองคันหายไปกับความมืด บุญมีจึงได้ก้าวเท้าขึ้นเรือนของตนบ้าง
เช้าวันต่อมาหลังจากมื้อเช้าของบ้านจบลงได้ชั่วครู่ รถจักรยานของมิ่งก็หยุดลงใต้ร่มมะม่วงเช่นเมื่อวาน
“แม่สายใจวันนี้ฉันขอมารบกวนหล่อนด้วยนะ” อ้อยเมียของมิ่งพูดคุยกับหญิงวัยกลางคนรุ่นน้องด้วยรอยยิ้ม
“รบกวนอะไรกันพี่อ้อยก็พูดไปฉันเองก็ต้องอาศัยให้หลานสาวเป็นคนสอนเหมือนกัน” ถ้อยคำของสายใจทำให้อ้อยเลิกคิ้วมองหล่อนอย่างไม่เข้าใจ
“ชะอมนะเหรอ” นางอ้อยย้อนถาม
“ใช่แล้วจ้ะพี่อ้อย ฉันเองก็ได้หลานคนนี้นี่แหละช่วยแนะนำอาหารการกินตั้งหลายอย่าง” กาบเป็นคนตอบแทนพี่สะใภ้ตน
“นางกาบข่าวลือที่ฉันได้ยินเป็นจริงเหรอ” นางอ้อยกระซิบถามหญิงวัยกลางคนรุ่นน้องเสียงเบา
“จริงจ้ะ แต่เรื่องนี้นับว่าเป็นโชคดีของพวกเรานะ พี่ไม่คิดอย่างนี้เหรอ”
“ก็นับว่าเป็นโชคดีจริงนั่นแหละและที่สำคัญก็คือดีแล้วที่ชะอมได้กลับมา” อ้อยพูดขึ้นจากใจจริง
“ฉันก็คิดเหมือนพี่นั่นแหละหาไม่ครอบครัวของฉันคงเต็มไปด้วยความเศร้า” สายใจกล่าวผสมโรง
หลังจากหญิงทั้งสามพูดคุยกันได้ชั่วครู่ สายใจจึงได้เอ่ยชวนให้แขกผู้มาเยือนมาเรียนวิธีทำอาหารจากจิ้งหรีด
วันนี้ชะอมตั้งใจจะแนะนำเมนูทอดด้วยเพราะว่ากาบได้นำไขมันหมูที่ลูกชายผู้เป็นคนงานเลี้ยงหมูต่างหมู่บ้านซื้อมาในราคาถูกจากเถ้าแก่ตามที่ชะอมเคยบอกไว้
กลิ่นเจียวมันหมูหอมตามลมได้เรียกเสียงท้องร้องจากคนชอบกินอย่างเสือรวมถึงมะขามไม่น้อย
“หอมจัง น้องชะอมทำอะไรเหรอ” ใบหน้าอูมของเสือก้มมองมันหมูที่กลายเป็นสีเหลืองทองในกระทะพร้อมกับกลืนน้ำลายหลายอึกลงคอ “น้องชะอมมันกินได้ไหม”
“กินได้จ้ะ เอามาคลุกกับพริกน้ำปลาหรือไม่ก็นำมาทำเป็นน้ำพริกอร่อยเหาะทีเดียว” คำพูดของชะอมยิ่งเรียกให้คนฟังน้ำลายสอ
“พี่จ๋า หนูกินด้วยได้ไหม” มะขามพูดโพล่งขึ้นด้วยความอยากกิน
“กินได้สิ แต่ว่าน้องเพิ่งกินข้าวเช้าไปเองนะ” ชะอมสัพยอกน้องชายผู้กำลังจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกระทะตาวาว
“หนูยังกินได้จ้ะ”
“ถ้าอยากกินได้เยอะ ไปเดินย่อยกับพี่ดีไหม พานางเผือกกับเจ้าทุยไปกินหญ้ากันเถอะเสือเอ็งก็มากับข้าด้วย” โมกส่งเสียงเรียกน้องชายกับเพื่อนร่วมเรียน
สองเด็กชายผู้ชอบกินมองหน้ากันก่อนที่จะเดินไปหาเด็กชายตัวสูงผิวคล้ำพร้อมกัน
“โมก ให้ข้าขี่เจ้าตัวนี้ได้ไหม” เสือชี้นิ้วไปทางเจ้าทุยผู้กำลังมองมาทางตนด้วยสายตาเมินเฉย “จะขี่ก็ได้ ถ้าเจ้าทุยมันยอม”
“เจ้าทุยสุดหล่อ ขอให้น้องเสือคนนี้ขี่หลังได้ไหมจ๊ะ”
“ฮ่า ๆ พี่เสือตลกจังเลย คุยกับพี่ทุยรู้เรื่องด้วย” มะขาม เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะจนดังลั่น
ควายทั้งสองตัวหยุดเล็มหญ้าของตนในคอกและพากันมองมาทางเด็กชายทั้งสามพลางส่งเสียงร้องแปลได้ว่า มนุษย์พวกนี้ประหลาดจริง
“มันร้องแบบนี้แสดงว่าข้าสามารถขึ้นหลังเจ้าทุยได้แล้วใช่หรือเปล่า” เสือมองใบหน้าของเกลอถามอย่างมีความหวัง
“คงได้แหละ เอ็งก็ลองปีนขึ้นไปสิหากเจ้าทุยไม่สะบัดเอ็งตกลงมาก็แสดงว่าได้” เมื่อโมกพูดออกมาแบบนี้เจ้าเสือจึงได้รีบปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของเจ้าทุยผู้ซึ่งให้ความร่วมมือด้วยเป็นอย่างดีในการย่อตัวลง
“ฮ่า ๆ ข้านั่งได้แล้วขอบใจนะพี่ทุยสุดหล่อ” เสือไม่พูดเปล่าเพราะได้ยกมือลูบหัวของเจ้าทุยไปด้วย
ทางโมกก็อุ้มน้องชายขึ้นหลังนางเผือกก่อนที่ตัวเองจะตามขึ้นไปบ้าง น้ำหนักเด็กทั้งสองคนหาได้ทำให้ควายตัวใหญ่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
ท้องทุ่งในยามเช้ายังพอมีลมพัดทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป มะขามผู้มีความซุกซนได้ลงวิ่งเล่นลุยโคลนมาจนถึงลำห้วยด้วยความนึกสนุกเจ้าตัวจึงคิดจะดักปลาอย่างที่คนเป็นพี่สาวเคยทำ ไวเท่าความคิดเด็กชายจึงวิ่งมาทางพี่ชายก่อนที่จะคว้าถังน้ำวิ่งย้อนกลับไปทางล้ำห้วยอีกครั้ง
“โมก น้องเอ็งเอาถังไปทำไม”
“ดักปลา” สองคำจากปากสหายได้นำพาความงุนงงมาให้เด็กชายตัวอวบอีกครั้งนอกจากเรื่องของจิ้งหรีด
“ห๊ะ! มันเอาไปดักปลาได้เหรอ เอ็งคงไม่ได้ปดข้าหรอกใช่ไหม” คำถามอย่างกังขาของเพื่อนทำให้โมกยกมุมปากของตนขึ้นสูง
“หากเอ็งอยากรู้ก็ตามไปดูสิ จะได้รู้ว่าข้าปดหรือไม่”
“ได้” เสือหมุนกายกึ่งเดินกึ่งวิ่งลุยโคลนไปทางมะขาม เมื่อถึงตัวของเด็กชายผู้อายุน้อยกว่าเจ้าตัวก็จ้องมองการกระทำของเขาด้วยความสงสัยระคนใคร่รู้
“มะขาม นี่คือวิธีดักปลาเหรอ” เสือนั่งยองช่วยคนเป็นน้องของเพื่อนโกยดิน
“ใช่จ้ะ พี่เสือคอยรอกินปลาได้เลย หนูไม่อยากจะคุยพี่จ๋าของหนูทำอาหารอร่อยมาก วันก่อนนู้นนะพี่ชะอมได้ทำปลาช่อนนึ่งลุยสวนให้กิน หนูยังติดใจอยู่เลยไม่เพียงแค่นั่นนะ พี่สาวจ๋ายังเอาปลาที่เหลือมาทำปลาร้าด้วยแต่อันนี้หนูยังไม่เคยกินเพราะพี่จ๋าบอกว่ามันยังหมักไม่ได้ที่” เสือฟังเสียงเจื้อยแจ้วของคนอายุน้อยกว่าเล่าเรื่องของกินไปพลางก็รู้สึกหิวขึ้นมา
“พี่หิวซะแล้วสิ”
“อีกเดี๋ยวเราก็ได้กลับแต่ถ้าพี่หิวมากหนูจะพาไปกินมะม่วงสุกตรงนั้นยังมีมะขามเทศด้วยนะหนูจะพาพี่ไปเก็บมากินรองท้องก่อนแต่กินมากไม่ดีพี่จ๋าได้บอกไว้เพราะมะม่วงสุกน้ำตาลเยอะส่วนมะขามเทศกินมากอาจทำให้ท้องอืด”
“เก่งนะเรารู้เยอะทีเดียวพี่ยังไม่รู้เลย” คำชมของคนอายุมากกว่าทำให้เด็กชายตัวเล็กยิ้มเขิน
“หนูไม่ได้เก่งจ้า เป็นพี่จ๋าต่างหากที่เก่ง”
ชะอมส่งเสียงจามในขณะคั่วพริกเพื่อจะนำมาตำน้ำพริกกากหมู กลิ่นอาหารจากหน้าเรือนครัวทำให้ชายต่างวัยกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน
“หอมมากเลย บุญมีข้าชักจะเริ่มอิจฉาเอ็งแล้วสิ” มิ่งเอ่ยด้วยท่าทางตามคำพูด “หากพี่อิจฉาก็มาเรือนฉันบ่อย ๆ สิ”
“มาบ่อยอยู่แล้วละ เพราะข้าจะส่งลูกชายมาต้มเกลือกับเอ็งเรื่องเกลือเอาไว้หลังวันตรุษข้าจะเข้าไปตัวอำเภอนะถึงเวลานั้นเอ็งก็ไปกับข้าด้วยล่ะเอาเกลือไปให้พวกเขาดูด้วย”
“ได้สิ”
เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงเด็กชายทั้งสามกับควายสองตัวก็เดินกลับมาถึงเรือน “หอมมาก ท้องข้าร้องโครกครากแล้ว” เสือ พูดขึ้นเสียงดัง
“เอ็งยังจะกินไหวอีกเหรอ ข้าเห็นเอ็งกับมะขามกินทั้งมะม่วง มะขามเทศไม่หยุดปาก” โมกกล่าวแซว
“กินไหวอยู่แล้ว” คนชอบกินตอบพร้อมกัน
หลังจากพาควายเข้าคอก โมกกำลังจะพาเพื่อนไปล้างเนื้อล้างตัวและไม่ลืมหิ้วถังใส่ปลาที่ได้มา
“ได้ปลามาด้วยเหรอลูก” ทองคำถามลูกชายเมื่อเห็นเขาหิ้วถังตัวเอียงเจ้าตัวจึงได้รีบเดินเข้าไปช่วย
“จ้ะพ่อ มะขามเป็นคนไปดัก” คำพูดของเขาได้ทำให้สองพี่น้องลูกของมิ่งเกิดความสงสัยคนทั้งคู่จึงได้เดินเข้าไปมองถังปลาในมือของสองพ่อลูก
“โอ้โห มะขามเก่งมากถึงเพียงนี้เลยได้ปลามาตั้งมาก” มั่นกล่าวชม
“ผมรู้ว่าน้องทำยังไงด้วยนะพ่อ เอาไว้ผมจะกลับไปทำให้ดู”
“จริงเหรอ แต่เรื่องนี้เป็นความลับหรือเปล่าเอ็งต้องถามน้องดูก่อนนะ” มั่นบอกลูกชายน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่เป็นความลับหรอกจ้ะลุงมิ่ง พี่จ๋าบอกว่าหากเราทำให้คนมีกินได้ก็แนะนำออกไปเถอะ”
“จริงเหรอทองคำ” เพิ่มถามเอากับเกลอของตน “จริง เอาไว้ข้าจะบอกวิธีให้นะจากนั้นเอ็งก็ลองเอาไปทำดู”
“ขอบใจมากนะเพื่อน”
อาหารจากจิ้งหรีดนั้นมีทั้งต้ม ทั้งทอด และลาบอีกทั้งยังมีกากหมูแบบธรรมดากับน้ำพริกเผากากหมูด้วย
ซึ่งมะลิได้ทำการนึ่งข้าวเหนียวเอาไว้แทนการหุงข้าวสวยเพราะชะอมตั้งใจจะทำส้มตำให้ทุกคนได้กินอีกอย่าง เนื่องจากได้เก็บมะละกอดิบมาหนึ่งผลใหญ่
“พวกเราจะกินข้าวกันที่นี่หรือจะไปกินที่แปลงเกลือดี” บุญมีถามกับแขกผู้มาเยือน
“เวลานี้ตะวันยังไม่ตรงหัวข้าว่าไปใช้แรงกันก่อนเถอะ” คำตอบของมิ่งไม่มีใครเห็นต่าง
ลูกชายรวมถึงเมียของมิ่งรู้สึกตื่นตะลึงเมื่อพวกเขามองเห็นเกลือที่อยู่ในกระบุงเป็นจำนวนไม่น้อย
“เกลือทั้งนั้นเลย อาบุญผมขอบบคุณมากนะครับที่ให้พวกเราได้มาทำงานด้วย” สองพี่น้องมั่นกับเพิ่มพากันยกมือขึ้นไหว้ชายรุ่นพ่อกล่าวขอบคุณพร้อมกันด้วยความซาบซึ้ง
“พวกเอ็งทำงานให้ดีก็พอแล้ว”
ชะอมมองครอบครัวของมิ่งด้วยความดีใจที่ครอบครัวนี้ต่างก็เป็นคนดีอีกทั้งหลังได้ยินเรื่องราวแต่หนหลังของปู่เธอก็ยิ่งเข้าใจความหมายของคำว่ามิตรภาพมากยิ่งขึ้นเพราะก่อนเกิดใหม่เธอไม่เคยสัมผัสเรื่องแบบนี้เลยสักครั้ง
การใช้แรงท่ามกลางแดดจ้าค่อนข้างหนักเอาการ โดยเฉพาะสำหรับชายสูงวัยผู้อาสามาเก็บไม้ฟืน
ดังนั้นพอถึงเวลามื้อกลางวันทั้งบุญมีกับมิ่งจึงได้รู้สึกหิวเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับเด็กชายทั้งสามที่ต่างหิวโหยไม่แพ้กันเพราะพวกเขาเองก็ช่วยงานในสิ่งที่ตนทำได้ ชะอมจึงต้องคอยห้ามเพราะเกรงว่าพวกเขาจะจุกหากกินเร็วจนเกินไป
“กากหมูเจียวนี่อร่อยอย่างที่น้องสาวบอกเลย” เสือกินจนปากมันกล่าวชม
“อร่อยก็ดีแล้วแต่เอ็งควรกินแต่พอดีไม่ได้ยินที่ชะอมกล่าวเตือนเหรอ” โมกพูดขึ้นหลังจากกลืนจิ้งหรีดคั่วลงคอ
“ข้าจำได้หรอกน่า จิ้งหรีดคั่วนี่ก็อร่อยเค็ม ๆ มัน ๆ เคี้ยวเพลินทีเดียว” เสือตอบรับแบบขอไปที
ส่วนคนที่กินแบบไม่พูดไม่จานั้นคือเด็กชายมะขาม เจ้าตัวซดน้ำแกงจิ้งหรีดที่คนเป็นพี่ทำอย่างพอใจ
ชะอมรู้สึกดีใจที่ทุกคนพากันชอบอาหารที่ตนทำและหลังมื้อกลางวันสิ้นสุดเด็กหญิงจึงได้พูดถึงสิ่งที่ตนคิดไว้ซึ่งก็ตรงใจกับคนเป็นปู่เช่นกัน
“ปู่จ๋า วันตรุษพวกเรานำเกลือไปถวายพระและก็นำไปขายด้วยดีไหมหนูว่าจะนำมะม่วงกวนไปขายด้วยปู่เห็นควรยังไง”
“ปู่จะว่าอะไรล่ะ หลานคิดเหมือนปู่นั่นแหละและหลังจากวันตรุษปู่จะนำเรื่องต้มเกลือไปบอกกับทางอำเภอด้วยเอ็งว่าดีไหม”
“ก็ดีนะจ๊ะ ให้ทางผู้ใหญ่รู้ไว้ก็ไม่เสียหายเพราะถึงอย่างไรที่ดินตรงนี้ก็เป็นของเราแล้วอีกอย่างจะได้ไม่มีใครกล้ามาแอบอ้างว่าเป็นของเขาแต่ว่าผู้ใหญ่ทางอำเภอไว้ใจได้หรือเปล่าจ๊ะ”
“เอ็งไว้ใจได้คนที่ปู่จะไปพบนั้นเป็นคนดีมากทีเดียวละ” ชายสูงวัยทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&
เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี
เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ
หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร
“พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs
“มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้



