Mag-log inลู่หว่านถิงกลับเข้ามาในห้องนอน นางเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ทอดสายตามองไปยังกล่องกำมะหยี่ที่ว่างเปล่า ปิ่นปักผมหยกขาวลายดอกเหมยสินเดิมของมารดาผู้ล่วงลับ บัดนี้ตกไปอยู่ในมือลู่ซือฉิงเสียแล้ว
นางยกมือขึ้นลูบแก้มของตนเองแผ่วเบา พลันในหัวก็ฉายภาพความทรงจำอันเจ็บปวดจากชาติก่อน ในตอนนั้นเมิ่งชิงเหยาบุกมาอาละวาดด้วยเพลิงโทสะ สหายรักได้เขวี้ยงปิ่นหยกขาวเล่มนี้ใส่หน้านางอย่างแรง ปลายแหลมของปิ่นครูดผ่านแก้มจนโลหิตซึมเป็นทางยาว ก่อนที่ชิงเหยาจะสะบัดหน้าหนีและประกาศตัดสัมพันธ์ ตอนนั้นลู่หว่านถิงทั้งเจ็บปวด ทั้งมึนงง และเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปิ่นของตนไปอยู่กับคุณชายกู้ได้อย่างไร นางทำเพียงก้มลงเก็บปิ่นที่เปื้อนฝุ่นขึ้นมาเช็ดเงียบ ๆ และซ่อนมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของกล่องเครื่องประดับดั่งขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่อยากมองเห็นอีก ‘ที่แท้ เหตุการณ์ทั้งหมดในชาติก่อน มันเริ่มมาจากเจ้าเองรึ ลู่ซือฉิง’ นัยน์ตากลมเปล่งประกายกร้าว ชาตินี้นางยอมปล่อยให้ลู่ซือฉิงชิงปิ่นไปหน้าตาเฉย ไม่ใช่เพราะนางพ่ายแพ้ นางกำลังปล่อยให้งูพิษย่ามใจจนเผยพิษออกมาทั้งหมดต่างหาก "ปิ่นของท่านแม่ ข้าปล่อยให้เจ้าเก็บรักษาไว้ชั่วคราวเท่านั้น วันใดที่ข้าฉีกหน้ากากเจ้าออกมา วันนั้นข้าจะหักมือของเจ้าแล้วชิงมันคืนมา" ลู่หว่านถิงพึมพำรอดไรฟัน อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองซูโจว หยาดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายทำให้บรรยากาศภายในจวนที่พักแรมของขุนนางหลวงดูอึมครึมและอึดอัด ใต้เท้าลู่เยี่ยนถัง เสนาบดีกรมคลังกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะอักษร ใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะชนกัน ในมือถือกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งที่เพิ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวงฉางอัน จดหมายฉบับนั้นเขียนด้วยลายมืออ่อนช้อยนุ่มนวลของลู่ซือฉิง บุตรสาวคนรองที่เขาทั้งรักและเอ็นดู แต่เนื้อความด้านในกลับทำให้เสนาบดีใหญ่ถึงกับกุมขมับด้วยความกังวล ‘ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกทุกข์ใจและร้อนรนใจยิ่งนัก ยามนี้ที่เมืองหลวงเกิดข่าวลือฉาวโฉ่ไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ผู้คนพากันซุบซิบว่าพี่หญิงใหญ่ไร้ยางอาย ลอบนัดพบคุณชายกู้เหวินเยี่ยนลับหลังพี่ชิงเหยาสหายรักของนาง ซ้ำยังมีคนเห็นคุณชายกู้ถือวิสาสะเข้าใกล้ชิดรถม้าของพี่หญิงที่ท้ายตลาด ลูกสงสารพี่หญิงเหลือเกินเจ้าค่ะ เมื่อวานพี่ชิงเหยาบุกมาอาละวาดถึงจวน ลูกกลัวว่าชื่อเสียงของตระกูลเราจะย่อยยับ และกลัวพี่หญิงจะโดนทำร้าย ลูกจึงออกหน้ารับแทน แสร้งบอกทุกคนว่าปิ่นหยกขาวเล่มนั้นเป็นของลูกที่ทำหายไปเอง เพื่อช่วยกู้หน้าให้พี่หญิง แต่ผู้คนก็ยังไม่เลิกนินทา ลูกควรทำอย่างไรดีเจ้าคะท่านพ่อ ลูกห่วงพี่หญิงเหลือเกิน’ ใต้เท้าลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทุบโต๊ะดังสนั่นด้วยความโมโห "หว่านถิงนะหว่านถิง เหตุใดจึงทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ สร้างแต่เรื่องงามหน้าให้ตระกูลไม่เว้นแต่ละวัน ผิดกับซือฉิง ช่างแสนดีและยอมเสียสละเพื่อพี่สาวถึงเพียงนี้" ในขณะที่ใต้เท้าลู่กำลังเดือดดาลและเป็นกังวลกับข้อครหา ร่างสูงโปร่งของเสิ่นหร่งเจียก็เดินเข้ามา "ใต้เท้าลู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดท่านจึงดูเคร่งเครียดถึงเพียงนี้" เสิ่นหร่งเจียเอ่ยถามเสียงเรียบ สายตาคมเหลือบมองกระดาษจดหมายในมือของเสนาบดีกรมคลังอย่างเงียบเชียบ ใต้เท้าลู่เห็นเสิ่นหร่งเจียก้าวเข้ามา ก็ถอนหายใจยาวอย่างคนไร้ทางออก "คุณชายเสิ่น ข้าละอายใจยิ่งนัก เรื่องภายในเรือนแท้ ๆ แต่ข้ากลับกลุ้มใจจนไม่มีสมาธิทำงาน เจ้าช่วยข้าดูจดหมายฉบับนี้ทีเถิด ลูกสาวคนรองของข้าส่งข่าวมาจากเมืองหลวง บอกว่าพี่สาวนางไปก่อเรื่องฉาวโฉ่แย่งบุรุษของสหายจนชื่อเสียงตระกูลแทบป่นปี้" เสิ่นหร่งเจียรับจดหมายฉบับนั้นมาตามคำเชิญ ชายหนุ่มกวาดสายตามองตัวอักษรทุกบรรทัดอย่างเชื่องช้า สมองเริ่มวิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านั้นทันที สำนวนในจดหมายของลู่ซือฉิงสะกิดใจเขาอย่างรุนแรงจนน่าประหลาด 'แปลกยิ่งนัก’ เสิ่นหร่งเจียคิดในใจ แววตาคมปลาบลุ่มลึกขึ้น ‘หากสตรีผู้นี้รักและเป็นห่วงพี่สาวอย่างที่เขียนจริง เหตุใดเนื้อความเก้าในสิบส่วน จึงเป็นการบรรยายความฉาวโฉ่ พฤติกรรมไร้ยางอาย และความผิดพลาดของพี่สาวอย่างละเอียดยิบ เพื่อให้บิดาเกิดโทสะ มิหนำซ้ำยังเน้นย้ำความดีความชอบและความเสียสละของตนเองในทุกประโยค ถ้อยคำเหล่านี้ดูจงใจเหยียบย่ำผู้เป็นพี่ให้จมดินมากกว่าจะช่วยปกป้อง’ ชื่อของลู่ซือฉิงปักลงในสมองของเสิ่นหร่งเจียเป็นครั้งแรก ในฐานะสตรีหน้าเนื้อใจเสือที่ต้องระแวงระวัง ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มกลับนึกถึงดวงหน้าของลู่หว่านถิง คุณหนูใหญ่ผู้มีดวงตาทะนงตนที่เขาเคยได้ยินชื่อเสียง สตรีที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนั้น จะทำเรื่องตื้นเขินด้วยการลอบส่งปิ่นปักผมไปทอดสะพานให้บุรุษไร้ค่าลับหลังสหายจริง ๆ หรือ หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรง ความไม่ชอบมาพากลลอยอยู่เหนืออักษรในจดหมายฉบับนี้ "ใต้เท้าลู่ขอรับ ข่าวลือในเมืองหลวงมักจะบิดเบือนเกินจริงเสมอ โปรดอย่าเพิ่งด่วนตัดสินคุณหนูใหญ่เลยขอรับ" เสิ่นหร่งเจียเอ่ยเสียงนุ่ม คืนจดหมายให้ "บางที เรื่องนี้อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่พวกเรายังไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า" หลังจากเสิ่นหร่งเจียส่งคืนจดหมายพร้อมเอ่ยเตือนสติเสนาบดีลู่ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง บรรยากาศในห้องหนังสือที่ซูโจวก็ยังคงจมดิ่งอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนภายนอกที่ยังคงตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง "หว่านถิงเป็นเด็กเย่อหยิ่งแข็งกระด้าง และมักใช้อำนาจกับผู้อื่น ต่างกับซือฉิง ที่อ่อนโยน เข้าใจผู้อื่นได้ดี" ใต้เท้าลู่เล่าถึงความแตกต่างของบุตรสาวทั้งสองให้เสิ่นหร่งเจียฟัง เป็นการระบายความกังวลกับคนที่เขาให้ความสนิทสนมแล้ว "เป็นธรรมดาของบุตรสาวคนโตขอรับ ขอใต้เท้าอย่าได้กังวล เมื่อนางเติบโตขึ้นก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นขอรับ" เสิ่นหร่งเจียออกความเห็นในฐานะคนนอกที่มองอย่างเป็นกลาง เขาจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมทำไม่ได้เพราะไม่รู้จักตระกูลลู่ดีพอ แม้จดหมายของลู่ซือฉิงจะทำให้เขาพอจะอ่านนางออก แต่แค่จดหมายฉบับเดียวไม่สามารถตัดสินอะไรได้มากนัก "ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น" ใต้เท้าลู่เอ่ยน้ำเสียงยังไม่คลายกังวลก่อนขอตัวเข้าพักผ่อน ในเวลาเดียวกันที่จวนตระกูลเมิ่ง บรรยากาศภายในเรือนนอนของคุณหนูเมิ่งชิงเหยาเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าเหตุการณ์ที่จวนตระกูลลู่จะจบลงโดยที่ลู่ซือฉิงออกหน้ารับแทนและเอ่ยอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดจากบ่าวไพร่ แต่ภายในใจของเมิ่งชิงเหยากลับยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยตกค้างอยู่ ไม่จางหายไปง่าย ๆ นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมกริบแต่ฉายแววสับสนทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางสงบนิ่งผิดปกตินั้นทำให้สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายรู้สึกใจคอไม่ดี "คุณหนูเจ้าคะ ท่านยังเคืองคุณหนูใหญ่ลู่อยู่อีกหรือเจ้าคะ ในเมื่อคุณหนูรองลู่ก็ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากบ่าวชั่วคนหนึ่ง" "ข้าไม่ได้เคือง แต่ข้าแปลกใจ" เมิ่งชิงเหยาเอ่ยขัดขึ้น เสียงของนางนิ่งเรียบ คล้ายซ่อนความนัย "ปรกติแล้วหว่านถิงเป็นคนหยิ่งทะนงตนยิ่งนัก หากนางทำจริง นางย่อมไม่มีวันยอมให้สตรีอื่นมาออกรับแทน โดยเฉพาะน้องสาวต่างมารดาที่ไม่ค่อยสนิทใจด้วย ท่าทางของนางในวันนี้มันนิ่งสงบเกินไป จนข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง" เมิ่งชิงเหยาปาดคราบน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว ก่อนจะหันไปสั่งการสาวใช้คนสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง "เจ้าส่งคนสนิทที่ไว้ใจได้และฝีมือดี ไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวที่จวนตระกูลลู่ไว้ โดยเฉพาะรอบ ๆ เรือนของหว่านถิง ดูว่านางมีพิรุธใดหรือไม่ แอบส่งคนไปติดต่อคุณชายกู้อีกหรือไม่ หากนางไม่ได้มีพิรุธและใช้ชีวิตตามปรกติ เรื่องทั้งหมดก็คงจะเป็นอย่างที่ลู่ซือฉิงพูดจริง ๆ และข้าก็คงต้องหาทางขอโทษนางอย่างจริงจัง" "เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ" สาวใช้รับคำก่อนจะรีบถอยออกไป เมิ่งชิงเหยาถอนหายใจยาว ในใจได้แต่หวังว่ามิตรภาพหลายปีระหว่างนางกับลู่หว่านถิงจะไม่ใช่เพียงภาพลวงตาที่ถูกบุรุษเพียงคนเดียวทำลายลง ณ เรือนตะวันออก จวนตระกูลลู่ ในขณะที่คนภายนอกกำลังว้าวุ่นและสืบหาความจริง บรรยากาศภายในห้องนอนของลู่ซือฉิงกลับเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ เด็กสาวนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดั่งผู้ชนะซ่อนอยู่ลึก ๆ ในมือเรียวเล็กของนางกำลังลูบไล้ปิ่นปักผมหยกขาวฉลุลายดอกเหมยอย่างทะนุถนอม ประกายของหยกขาวสะท้อนกับแสงเทียนดูงดงามและล้ำค่าสมเป็นสินเดิมของอดีตฮูหยินเอก "หึ หว่านถิงหนอหว่านถิง สุดท้ายเจ้าก็ต้องยอมอ่อนข้อให้ข้าอยู่ดี" ลู่ซือฉิงหัวเราะคิกคักในลำคออย่างผู้มีชัย นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ สะบัดชายกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีสีสันสดใสที่เพิ่งตัดมาใหม่ ร่างบอบบางที่ยังไม่โตเต็มวัยหมุนตัวไปมาหน้ากระจกอย่างภูมิใจในความงามของตนเอง จากนั้นจึงค่อย ๆ บรรจงปักปิ่นหยกขาวเล่มงามลงบนมวยผมอย่างประณีต เมื่อมองเงาของตนเองในกระจกที่สวมทั้งชุดสวยและปิ่นหยกล้ำค่าของพี่สาว ลู่ซือฉิงก็ยิ่งแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในแผนการอันแยบยลของตนเอง "ทั้งได้หน้าว่าเป็นน้องสาวผู้เสียสละ ทั้งได้ของล้ำค่าของท่านแม่มาครอบครองอย่างถูกต้อง พี่หญิงใหญ่ ท่านช่างแสนดีกับข้าเสียจริง ต่อไปนี้ สิ่งใดที่เป็นของท่าน ข้าลู่ซือฉิงคนนี้ จะชิงมันมาเป็นของข้าให้หมด ไม่เว้นแม้แต่ความรักของท่านพ่อ" เสียงหัวใจที่พองโตของเด็กสาวดังก้องอยู่ในห้องส่วนตัว นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่านับจากนี้ไปจะมีแต่สิ่งดี ๆ วิ่งเข้าหานางหลังจากนั้นมาหนุ่มสาวทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนด้วยกันเปิดเผย วันหนึ่งเสิ่นหร่งเจียจึงพาลู่หว่านถิงออกไปเที่ยวชมธรรมชาติแถบชานเมืองบรรยากาศยามบ่ายคล้อยเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ลมขุนเขาพัดโชยมาอ่อน ๆ พาเอาผืนป่าและทุ่งดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์เอนลู่ไปตามแรงลม เสียงลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านโขดหินดังกังวานแว่วเป็นจังหวะชวนให้จิตใจสงบเยือกเย็นธรรมชาติอันงดงามและเงียบสงบแห่งนี้มีเพียงเขากับนาง สองดวงใจที่ผูกพันข้ามผ่านกาลเวลาบนเนินหญ้าอ่อนนุ่มใต้ร่มเงาของต้นหลิว กิ่งก้านลู่ลม เสิ่นหร่งเจียเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ โดยมีลู่หว่านถิงนั่งอยู่เคียงข้าง ชายหนุ่มทอดสายตามองแผ่นหลังบอบบางและเส้นผมดำขลับที่ปลิวตามแรงลมด้วยความรู้สึกรักใคร่และหวงแหน มือหนาเอื้อมไปเด็ดดอกไม้ป่าดอกเล็ก ๆ ขึ้นมา ก่อนจะบรรจงทัดลงบนเรือนผมของนางอย่างเบามือลู่หว่านถิงสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้เขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยหม่นหมองในอดีต บัดนี้กลับเปล่งประกายสุกใสเด่นชัดดุจดวงดาว"คุณชายเสิ่น เหตุใดวันนี้ท่านจึงดูเงียบขรึมไปนักเล่าเจ้าคะ พาข้ามาไกลถึงเพียงนี้ มีเรื่องอันใดในใจอยากบอกข้าหรือเปล่า"เสิ่นหร่งเจียร
หลังจากพายุร้ายพัดผ่านพ้นไป ความสงบเงียบแสนอบอุ่นก็กลับคืนสู่จวนเสนาบดีลู่อีกครั้ง ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ เงาร่างสูงใหญ่ของเสิ่นหร่งเจีย ที่บัดนี้เข้าออกจวนเสนาบดีลู่เพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของคนในครอบครัวลู่หว่านถิงอย่างเปิดเผยและเต็มใจอย่างยิ่งชายหนุ่มมักจะหิ้วขนมที่นางชอบมาฝาก คอยเป็นธุระให้ในหลายเรื่อง และยังช่วยใต้เท้าลู่สะสางงานราชการบางส่วนอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย สายตายามที่ทอดมองลู่หว่านถิงนั้นเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่และทะนุถนอมจนบ่าวไพร่ในจวนจวนต่างพากันลอบยิ้ม ทว่าจนแล้วจนรอด ชายหนุ่มกลับไม่เคยเอ่ยปากเรื่องการตบแต่งอย่างเป็นทางการเลยสักครั้งเดียวจนกระทั่งในเช้าวันหนึ่ง บรรยากาศอันสงบสุขพลันสั่นคลอนลึก ๆ ในใจของหญิงสาวเมื่อใต้เท้าลู่เรียกนางเข้าไปพบในห้องหนังสือ พร้อมกับเอ่ยถึงเรื่องที่มีแม่สื่อจากตระกูลใหญ่ในเมืองอื่นเดินทางมาทาบทามสู่ขอนางไปเป็นฮูหยิน ด้วยความที่ใต้เท้าลู่เห็นว่าบุตรสาวคนโตผ่านเรื่องราวร้าย ๆ มามาก และยามนี้ลู่ซือฉิงก็ไม่อยู่ขวางทางแล้ว การแต่งงานออกไปต่างเมืองอาจทำให้นางได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากคำนินทา ใต้เท้าลู่จึงเปรยว่า "
ท้องฟ้าเหนือจวนเสนาบดีลู่ยามนี้ดูขุ่นมัวราวกับจะเกิดพายุใหญ่ เสิ่นหร่งเจียก้าวย่างผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยแววตาที่เรียบนิ่งจนน่ากลัว ในมือของเขาถือกล่องขนมเปี๊ยะที่ซื้อมาใหม่แทนที่กล่องเดิมซึ่งถูกส่งไปตรวจสอบพิษในกองปราบหลวงเรียบร้อยแล้ว เขามุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ ที่ซึ่งใต้เท้าลู่และลู่หว่านถิงนั่งหารือเรื่องงานในจวนกันอยู่เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถง เสิ่นหร่งเจียก็วางกล่องขนมลงบนโต๊ะด้วยท่าทีปกติ ก่อนจะประสานมือคารวะใต้เท้าลู่ด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความจริงจัง"ใต้เท้า เหตุที่ข้ามาในวันนี้ มิใช่เพื่อการพบปะธรรมดา แต่ข้ามีเรื่องด่วนที่ไม่อาจละเลยได้"ใต้เท้าลู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ "คุณชายเสิ่น มีเรื่องอันใดรึ"เสิ่นหร่งเจียไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตบมือเบาๆ ทหารกองปราบสองนายก็ลากตัวบ่าวชายคนสนิทของคุณหนูหลินที่ถูกจับได้ที่ท้ายจวนเข้ามาในห้องโถง พร้อมกับเสี่ยวชุ่ยที่ใบหน้าบวมช้ำด้วยรอยตบ ทั้งสองถูกกดให้คุกเข่าลงต่อหน้าใต้เท้าลู่"นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ใต้เท้าลู่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ"คนผู้นี้คือบ่าวคนสนิทของคุณหนูหลิน เขาถูกจ้างวานด้วยเงินมหาศา
บริเวณท้ายจวนเสนาบดีลู่ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดไร้ผู้คน มีเพียงเสียงจักจั่นร้องระงมชวนให้รู้สึกอึดอัด ลู่ซือฉิงในชุดรุ่มร่ามแอบมายืนหลบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ใกล้กับบานประตูเล็กท้ายจวน นัยน์ตาคู่งามฉายแววกระวนกระวายพลางชะเง้อคอมองลอดช่องไม้เป็นระยะ ๆไม่นานนัก เสียงเคาะประตูเบา ๆ สามครั้งก็ดังขึ้นตามนัดหมาย ลู่ซือฉิงรีบแง้มประตูออกทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหนุ่มท่าทางลนลานผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณหนูหลินที่ถูกส่งมา"นี่ยาเบื่อหนูชนิดรุนแรงที่สุดที่คลังของเรามีขอรับ" เขายื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลให้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย "คุณหนูหลินกำชับว่าให้ระวังให้ดี ยานี้ไร้สีไร้กลิ่น แต่พิษของมันร้ายกาจนัก เพียงแค่หยิบมือเดียวก็ล้มวัวได้ทั้งตัว"ลู่ซือฉิงคว้าห่อกระดาษมาซุกซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว แววตาลิงโลดด้วยความสะใจ นางยังไม่ยอมปล่อยให้ชายผู้นั้นกลับไป สายตาของนางเหลือบไปเห็นตะกร้าเปล่าในมือของเขา ก่อนจะนึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้"เดี๋ยวก่อน" ลู่ซิงฉิงเอ่ยรั้งพลางล้วงหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากถุงผ้าข้างเอว นางดึงตั๋วเงินมูลค่าสูงออกมาหลายใบแล้วยัดใส่ขนมมือของคนสนิทสหายอย่างใจถึง "ข้า
ความเคียดแค้นและสิ้นหวังบดบังจิตสำนึกชั่วดีของลู่ซือฉิงจนหมดสิ้น นางละทิ้งซึ่งความกตัญญูต่อบิดาผู้ให้กำเนิดอย่างไม่เหลือชิ้นดี ยามนี้ในหัวของนางมีเพียงแผนการทวงคืนความยิ่งใหญ่และทำลายทุกคนที่ทำให้นางต้องตกต่ำสตรีหน้ามืดตามัวเขียนจดหมายลับสองฉบับอย่างรีบร้อน เนื้อความระบุถึงการนัดหมายพบปะอย่างลับ ๆ ที่เหลาอาหารนอกจวน ฉบับหนึ่งส่งถึงคุณหนูหลิน และอีกฉบับหนึ่งส่งถึงคุณหนูโจว สหายสนิทในกลุ่มที่เคยร่วมสุมหัวนินทาผู้อื่นมาด้วยกัน"เอาไปส่งให้คุณหนูหลินกับคุณหนูโจวเดี๋ยวนี้ และเตรียมทางหนีทีไล่ที่ประตูด้านหลังจวนให้ข้าด้วย" ลู่ซือฉิงตวาดสั่งเสี่ยวชุ่ยพลางยัดใส่มือสาวใช้"คุณหนูรอง อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยห้ามเสียงสั่นละล่ำละลักอ้อนวอน "ใต้เท้าสั่งกักบริเวณอย่างเข้มงวด หากท่านหนีออกไปเช่นนี้ แล้วเกิดถูกจับได้อีกรอบ บ่าวต้องถูกโบยจนตายแน่ ๆ เจ้าค่ะคุณหนู"เพียะ!ฝ่ามือเรียวบางตบเข้าที่ใบหน้าของสาวใช้คนสนิทอย่างแรงจนเสี่ยวชุ่ยหน้าหัน ร่างบางล้มลงไปกองกับพื้น ลู่ซือฉิงตามไปกระชากคอเสื้อ กดเสียงต่ำด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว "สุนัขรับใช้อย่างเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า หากเจ้าไม่ไป ข้าจ
เพลิงริษยาที่แผดเผาทำให้ลู่ซือฉิงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ นางทุบโต๊ะเครื่องแป้งจนข้าวของร่วงกระจาย แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายเมื่อคิดถึงภาพลู่หว่านถิงที่ได้เที่ยวอย่างสำราญใจกับบุรุษผู้องอาจเช่นเสิ่นหร่งเจีย "ในเมื่อพี่หญิงใหญ่ทำได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้!" ลู่ซือฉิงเค้นเสียงรอดไรฟัน นางรู้ดีว่ากู้เหวินเยี่ยนคงไม่มีวันยอมพานางออกไปไหนในยามนี้ และจวนเสนาบดีลู่ก็เข้มงวดกับนางมากขึ้น หากจะล่อหลอกบุรุษที่บ้างานและเคร่งครัดในหน้าที่อย่างเสิ่นหร่งเจียให้ยอมลดตัวลงมาพานางเที่ยวเล่นได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือการอ้างราชการแผ่นดิน ลู่ซือฉิงนึกถึงกลอุบายที่เคยได้ยินพวกบ่าวไพร่คุยกัน นางจึงรีบสั่งการให้เสี่ยวชุ่ยไปส่งจดหมายลับถึงกรมด่วน โดยเนื้อความในจดหมายระบุว่า ‘ข้าบังเอิญพบเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางน่าสงสัย แอบมาซุ่มกบดานและขนย้ายสิ่งของที่ดูคล้ายเสบียงเถื่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบซีหู ข้าจะแอบตามไปดูเพื่อไม่ให้คนร้ายไหวตัว ขอใต้เท้าเสิ่นโปรดรีบมาสมทบเงียบ ๆ โดยด่วน’ นางมั่นใจยิ่งนักว่าแผนการนี้จะทำให้เสิ่นหร่งเจียรีบร้อนมาพานางลงเรือเพื่อสืบคดี นางจะได้นั่งเคียงคู่กับองคร







