Mag-log inชาติก่อนนางหลงรักบุรุษผู้หนึ่งจนหมดหัวใจ นางควบคุมเขาไว้ให้อยู่ข้างกายแต่กลับไม่เคยได้หัวใจของชายหนุ่มมาครอบครอง เขาเกลียดชังนางและปักใจรักน้องสาวต่างมารดาหัวปักหัวปำ เมื่อสวรรค์ให้โอกาสมีชีวิตใหม่ นางตั้งปณิธานว่าจะไม่ขอข้องเกี่ยวกับเขาอีก ยิ่งห่างกันได้ก็ยิ่งดี ปล่อยให้เขาได้สมหวังกับคนที่เขารัก นางขอเพียงมีชีวิตใหม่ที่ดีเท่านั้น ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับปฏิบัติต่อนางต่างออกไปจากชาติก่อนอย่างสิ้นเชิงชวนให้มึนงงยิ่งนัก ยิ่งหนีเขายิ่งตาม ยิ่งเย็นชาเขายิ่งเข้าหา นางจะหนีใจตัวเองพ้นแน่หรือ จะหลีกหนีจะบุรุษผู้นั้นได้จริง ๆ น่ะหรือ
view moreจวนเสนาบดีกรมคลังกำลังวุ่นวาย บ่าวรับใช้วิ่งสวนกันไปมา คล้ายมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น
"นายท่านไปว่าราชการที่เมืองซูโจว จะกลับมาก็เดือนหน้า" ป้าหวังหารือกับพ่อบ้านหลิ่วระหว่างรอหมอตรวจอาการคุณหนูใหญ่ลู่หว่านถิง "หากรู้ว่าคุณหนูใหญ่จมน้ำหมดสติไปเป็นวัน ๆ พวกเราไม่พ้นได้โดนโบยกันถ้วนหน้า" "เอาเถิด ไหน ๆ คุณหนูก็ฟื้นแล้ว คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เจ้าก็คิดมากเกินไป" พ่อบ้านหลิ่วพูดตัดบททั้งที่ในใจก็กังวลไม่แพ้กัน "เจ้าเข้าไปช่วยท่านหมอสักหน่อย ข้าจะไปบอกแม่ครัวเตรียมอาหารให้คุณหนู" ผู้อาวุโสทั้งสองคนตกลงแล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ป้าหวังรีบรุดเข้ามาในห้องขณะที่ท่านหมอกำลังเขียนเทียบยาและกำชับการดูแลผู้ป่วย เพียงครู่เดียวท่านหมอก็ขอตัวกลับ ป้าหวังจึงเดินเข้าไปยืนข้างเตียง ท่าทางของนางนอบน้อมกว่าที่ควรปฏิบัติ แววตามีความอาทรสาวน้อยที่นอนลืมตามองเพดานอยู่สักพักหนึ่งแล้ว "ปีนี้ปีใดแล้ว" จู่ ๆ เสียงหวานก็เปล่งเสียงแผ่วเบาออกมา สาวรับใช้สามคนต่างมองหน้ากันแล้วมองมาที่ป้าหวังอีกที "คุณหนูเพิ่งปักปิ่นไปเมื่อสามเดือนก่อนลืมแล้วหรือเจ้าคะ" เสี่ยวเม่ยตอบกล้า ๆ กลัว ๆ ในใจคิดเตลิดไปไกล "ข้าเพิ่งปักปิ่นหรือ" ลู่หว่านถิงทบทวนเหตุการณ์ นี่นางย้อนเวลากลับมาตอนวัยเพียงสิบห้าปี วัยนี้ นางยังไม่รู้จักบุรุษผู้นั้นแต่หลังจากบิดากลับจากซูโจว นางจะได้องครักษ์มาไว้ข้างกายจากฮ่องเต้พระราชทานให้เป็นพิเศษ เนื่องจากความดีความชอบจากผลงานที่ซูโจวของบิดา ครั้งนั้น ลู่เยี่ยนถังได้รับปูนบำเหน็จจากผลงานที่ซูโจว เขาจึงถามบุตรสาวทั้งสองคนว่าอยากได้สิ่งใดเพราะเขาไม่ต้องการอะไรตอบแทนเป็นพิเศษ ลู่หว่านถิงอยากมีองครักษ์คอยคุ้มครองและนางเจาะจงไปที่เสิ่นหร่งเจีย ขุนนางฝ่ายทหารผู้องอาจ หล่อเหลาโดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ตอนนี้บิดาอยู่ที่ซูโจวและเสิ่นหร่งเจียเดินทางไปอารักขาขบวนใต้เท้าลู่ ชาติก่อนเขาควรได้เลื่อนตำแหน่งแต่เพราะนางที่อาศัยอำนาจบิดาทูลขอฝ่าบาทบีบบังคับเขามาอารักขาตนเป็นการส่วนตัว ทำให้เขาเกลียดนางเข้ากระดูกดำ ความก้าวหน้าที่ควรจะได้รับจากการสร้างผลงานร่วมกับเจ้ากรมการคลังถูกสตรีอำมหิตคนหนึ่งตัดทิ้งจนเขาแทบไม่เหลือความภาคภูมิใจ แม้แต่ฝ่าบาทยังให้เหตุผลเข้าข้างนาง ทรงตรัสว่าผลงานครั้งนี้ยกให้ใต้เท้าลู่มาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเขาทำหน้าที่องครักษ์ครบหนึ่งปี เขาจะได้เลื่อนขั้นเป็นองครักษ์หลวงในทันที แม้จะมีความชอบแต่เมื่อคนตระกูลลู่ต้องการอย่างนี้ เขาก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ 'ข้าวิ่งไล่ตามเสิ่นหร่งเจียมานานเกินไปแล้ว ครั้งนี้ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก' เมื่อระลึกได้ว่าตนย้อนอดีตกลับมามีชีวิตใหม่ ลู่หว่านถิงก็ตั้งมั่นในใจ ชาตินี้นางจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับเสิ่นหร่งเจียอีก ตอนนี้นางกับเขายังไม่รู้จักกันแต่ในชาติก่อนนางรู้จักเขาวันทำพิธีปักปิ่น เพราะเขามาหารือกับบิดาก่อนร่วมเดินทางไปซูโจวด้วยกัน นางชอบเขาตั้งแต่บัดนั้น ด้วยหน้าตาโดดเด่น รูปร่างสูงใหญ่และความนิ่งขรึมที่ตราตรึงใจ 'ดีแล้วที่ครั้งนี้ข้าไม่ปักใจในตัวเขานับว่าสวรรค์ยังให้โอกาส' "คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดท่านเงียบนานนัก ข้าน้อยใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ" เสียงแหลมของเสี่ยวเม่ยดังขึ้นทำลายความคิดของลู่หว่านถิง เมื่อสติกลับสู่ปัจจุบันนางจึงหันมองเหล่าคนรับใช้ที่ก้มหน้าต่ำ คนในจวนตระกูลลู่ต่างยำเกรงลู่หว่านถิงมาตั้งแต่เด็ก ความแข็งกระด้างและเด็ดขาดของนางทำให้คนในจวนไม่กล้าขัดคำสั่ง และมาคู่กับความไม่ชอบนางเช่นกัน การล้มป่วยคราวนี้อาจมีหลายคนอยากสาปแช่งให้นางตายด้วยซ้ำ "ไม่มีอะไร ข้าแค่เพลียเท่านั้น" ก่อนที่คนในห้องจะทันตั้งตัวได้ พลันเสียงสดใสก็ดังขึ้นที่หน้าประตู "พี่หญิง ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ" ลู่ซือฉิงสาวเท้าเข้ามายืนข้างเตียงพร้อมรอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้างาม ลู่หว่านถิงมองดูนาง ปีนี้ลู่ซือฉิงอายุสิบสามปีแต่กิริยาโตเกินวัย เป็นเด็กช่างเจรจา เอาใจเก่ง คนในจวนต่างรักใคร่นาง ผิดกับลู่หว่านถิงราวฟ้ากับเหว แม้ผู้เป็นพี่สาวจะงดงามโดดเด่นกว่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ทว่ากิริยาของนางกลับเทียบน้องสาวไม่ได้ กระนั้นลู่หว่านถิงก็ไม่สนใจสายตาผู้อื่น นางยังคงทำตัวเอาแต่ใจและเอาตนเองเป็นที่ตั้งเช่นเดิม แม้แต่บิดายังเอือมระอากับบุตรีเอกคนนี้ "มีอะไรหรือซือฉิง" ลู่หว่านถิงเอ่ยถามเสียงเบา ภายใต้คำถามนั้นไม่บ่งบอกอารมณ์ใด "พี่หญิงถามอะไรห่างเหินอย่างนั้นเจ้าคะ ข้าเป็นห่วงท่าน อุตส่าห์รีบร้อนมาดู ข้าใจหายยิ่งนักเจ้าค่ะ เพราะตอนท่านตั้งใจเดินชนข้า ข้าพลาดหลบทันทำให้ท่านตกน้ำ หากย้อนกลับไปได้ ข้าอยากให้เป็นข้าที่ตกลงไปแทนท่าน อย่างน้อยข้าก็ว่ายน้ำเป็น ท่านว่ายน้ำไม่เป็น ข้าเข้าใจว่าคงอยากแกล้งข้าเล่น ๆ แต่ดันพลาดพลั้งเสียเอง ครั้งนี้ เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ" ลู่ซือฉิงพูดยืดยาวจากนั้นเริ่มหน้าแดงและส่งเสียงสะอื้น ป้าหวังเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปจับไหล่ที่เริ่มสั่นน้อย ๆ เป็นการปลอบใจ "โธ่ คุณหนูรองช่างจิตใจดีงามนัก ท่านไม่ผิดนะเจ้าคะ มันเป็นเหตุการณ์ไม่ตั้งใจเจ้าค่ะ" "แต่...แต่ข้า...ป้าหวัง ข้าเป็นน้องที่ไม่ดีทำให้พี่หญิงเกือบตายในน้ำ" อีกสองคนเดินมาลูบหลังนางเบา ๆ ราวกับกลัวว่าสาวน้อยตรงหน้าผู้บอบบางจะรับเรื่องร้ายเกินตัวไม่ไหว ลู่หว่านถิงมองดูน้องสาวและบ่าวไพร่รุมปลอบใจนาง ก็เป็นเช่นนี้ตลอดมา ลู่ซือฉิงชนะใจคนในจวนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ต่างกับนาง หากไม่ใช่หน้าที่แล้ว จะมีสักกี่คนที่เห็นหัวนาง ลู่หว่านถิงสูดหายใจเข้าปอดลึกยาวคล้ายกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างก่อนกล่าวขึ้น น้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "เอาล่ะ พวกเจ้าเห็นกับตาแล้วว่าข้ายังไม่ตาย เช่นนั้นก็กลับไปเถิดข้าอยากนอนพักต่ออีกสักหน่อย" "แต่ว่าพี่หญิง..." "ข้าไม่อยากพูดซ้ำสอง" นางตัดบทเสียงแข็งขึ้น เมื่อเห็นน้องสาวหยุดร้องไห้และพยายามจะอ้าปากพูดซึ่งนางแน่ใจว่าไม่พ้นพล่ามเรื่องไร้สาระ คำสั่งของลู่หว่านถิงได้ผลเสมอ นางเงียบไปนานจนกระทั่งคนในห้องสะกิดกันแล้วทยอยเดินจากไปพร้อมกับประตูปิดลงสนิท นางถอนหายใจออกมายาว ๆ ที่เหตุการณ์ยังควบคุมได้ นางเป็นคนใจร้อนมาตลอด หากไม่พอใจนางสั่งโบยไม่ละเว้นหรือไม่ก็ลงโทษให้อดข้าวอดน้ำสามวันสามคืน จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่สุดคนหนึ่งในเมืองหลวงฉางอัน วีรกรรมของนางมีมากมายจนนับไม่ถ้วน วันนี้นับว่านางใจเย็นที่สุดแล้ว สายตาหญิงสาวยังคงจับจ้องที่หน้าประตู เมื่อครู่ลู่ซือฉิงบอกว่านางตั้งใจเดินชนแต่หลบทัน ลู่หว่านถิงจึงพลาดตกน้ำแทน "หึ ลู่ซือฉิง เจ้ากินยาหลอนประสาทมาหรือไร" นางแค่นหัวเราะหยันในลำคอทำใจสงบนิ่งแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่ายเสิ่นหร่งเจียได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของเขาวูบไหวคราหนึ่ง ความฝันร้ายที่นางกระอักเลือดตายในอ้อมแขนตอกย้ำว่าสิ่งที่นางเผชิญมันทรมานเพียงใด ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงจริงจังระคนความเจ็บปวด"หว่านถิง ข้ารู้ว่าข้าเคยทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยไว้กับเจ้า" เสิ่นหร่งเจียมองนาง ดวงตาของบุรุษเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดแทบไม่มิด "ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าอภัยข้าทันที เพียงแต่โคมดวงนี้ ข้าตั้งใจชดเชยสิ่งที่ข้าเคยทำลายมันลงไป ด้วยความเต็มใจของข้า อย่าปฏิเสธความตั้งใจนี้ของข้าเลยนะ"ลู่หว่านถิงนิ่งอึ้งไปเหมือนถูกสาป คำพูด แววตาและท่าทีเช่นนี้ มันไม่ใช่เสิ่นหร่งเจียคนเดิมที่นางเคยรู้จักในชาติก่อนเลยสักนิด หัวใจที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง"ท่าน..." นางเอ่ยเสียงแผ่ว น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะกระทบแก้มนวล"ให้ข้าได้อยู่เคียงข้างเจ้าเถิดนะ" เสิ่นหร่งเจียเอ่ยซ้ำพลางประคองโคมไฟขึ้นสูงลู่หว่านถิงสูดหายใจลึก พยายามดึงสติอันน้อยนิดกลับคืนมา นางไม่ได้ยื่นมือไปรับโคม แต่ก็ไม่ได้เดินหนี "ในเมื่อท่านดึงดันถึงเพียงนี้ ก็ตามใจท่านเถิด"เสิ่นหร่งเจียจุดไฟในโคม แสงสีส้มอบอุ่นสาดส่องใบหน้าของคนทั้งคู่ ชายหนุ่ม
ยามบ่ายคล้อย ลู่หว่านถิงเดินทางกลับมาจากร้านตงฟางด้วยความอ่อนล้า ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูจวนมาได้ไม่กี่ก้าว ร่างเล็กของลู่ซือฉิงในชุดผ้าไหมตัวเก่งก็วิ่งถลาเข้ามาดักหน้า นางพยายามยืดตัวตรงเต็มความสูง แต่ด้วยวัยเพียงสิบสามปี ต่อให้พยายามอย่างไรก็ยังคงเตี้ยกว่าพี่สาวคนโตอยู่ดี"พี่หญิงใหญ่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ" ลู่ซือฉิงเอ่ยทักเสียงแหลมใส ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดขึ้นอย่างถือดี "วันนี้น่าเสียดายแทนท่านยิ่งนักที่มีแขกมาเยือนจวน แต่ท่านกลับไม่อยู่""แขกงั้นหรือ" ลู่หว่านถิงถามเสียงเรียบ แววตานิ่งสนิท"ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นใต้เท้าหลินกับใต้เท้าโจว พาบุตรสาวมาด้วย ตอนนี้ข้าสนิทสนมกับคุณหนูหลินและคุณหนูโจวเรียบร้อยแล้ว พวกนางยกย่องและนับถือข้ามากเชียวล่ะ" ลู่ซือฉิงพูดอวดอ้างสรรพคุณพลางลูบสร้อยมุกที่คอ "คราวหลังหากท่านพ่อจะพาข้าไปเยี่ยมเยียนพวกนางที่จวน ข้าจะลองขอท่านพ่อให้พาพี่หญิงใหญ่ไปเปิดหูเปิดตาด้วยดีไหมเจ้าคะ จะได้รู้จักสตรีในแวดวงสังคมชั้นสูงกับเขาบ้าง"ลู่หว่านถิงมองท่าทางลำพองใจของเด็กตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า นางไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย มีเพียงความเวทนาที่ฉายชัดในแววตา "ไม่จำ
เช้าวันใหม่ที่จวนเสนาบดีลู่เยี่ยนถังกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อสหายร่วมขุนนางของใต้เท้าลู่สองครอบครัวเดินทางมาเยือนเพื่อสนทนาราชการ และในโอกาสนี้ พวกเขาได้พาบุตรสาวในวัยไล่เลี่ยกับลู่ซือฉิงมาร่วมทำความรู้จักด้วย สาวน้อยทั้งสามคนจึงถูกแยกให้มานั่งสนทนากันที่ศาลากลางสวนลู่ซือฉิงในชุดไหมสีชมพูสดใสประดับด้วยสร้อยมุกเม็ดโต นั่งวางท่าทีสะบัดชายกระโปรงเบา ๆ ก่อนจะผายมือเชิญชวนสหายใหม่ด้วยรอยยิ้ม"คุณหนูหลิน คุณหนูโจว ชิมชาอู่หลงนี้ดูสิเจ้าคะ ท่านพ่อของข้าสั่งซื้อมาให้ข้าโดยเฉพาะเชียว ยามบ่ายเช่นนี้จิบชาชั้นเลิศชมสวน นับเป็นความสำราญยิ่ง"คุณหนูหลินยกจอกชาขึ้นจิบ ก่อนจะตาโตเมื่อกวาดสายตามองการแต่งกายของคนตรงหน้า "งดงามเหลือเกินเจ้าค่ะคุณหนูลู่ ผ้าไหมผืนนี้เนื้อละเอียดระยับจับตาเหลือเกิน ข้าเคยเห็นแต่ฮูหยินเอกตระกูลใหญ่สวมใส่ ไม่คิดว่าคุณหนูลู่จะมีไว้ในครอบครอง แล้วสร้อยมุกเส้นนี้ เม็ดโตและเงางามยิ่งนักเจ้าค่ะ"ลู่ซือฉิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ยกมือขึ้นลูบสร้อยมุกอย่างเป็นธรรมชาติ "คุณหนูหลินชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อรักและตามใจข้าที่สุด สิ่งใดที่ข้าอยากได้ เพียงเอ่ยปาก ท่านพ่อย่อมหามาให้ข้าเสม
เสียงของเขาหนักแน่นจนนางชะงักเสิ่นหร่งเจียพาลู่หว่านถิงนั่งรถม้าตรงไปยังสวนจำลองท้ายเมืองหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่อาเป่าและมารดากำลังนั่งพักผ่อนอยู่ ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า เด็กชายอาเป่าที่เห็นหน้าลู่หว่านถิงก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัว รีบแอบหลังมารดาทันที"ฮือ ท่านแม่ คุณหนูผู้นี้จะมาตีอาเป่าหรือไม่" เด็กน้อยร้องไห้โฮลู่หว่านถิงขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววงุนงงในคราแรก ทว่าเพียงอึดใจเดียว ด้วยสัญชาตญาณความฉลาด นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าคงมีการเอาชื่อนางไปแอบอ้างสร้างเรื่องไว้และจากสิ่งที่เสิ่นหร่งเจียแก้ต่างให้นางเมื่อวานก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นางทอดถอนใจ แววตาแข็งกร้าวระแวดระวังเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น ลู่หว่านถิงย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กชาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลอย่างที่เสิ่นหร่งเจียไม่เคยได้ยินมาก่อน"อาเป่าใช่หรือไม่จ๊ะ ไม่ต้องกลัวพี่สาวนะ" ลู่หว่านถิงคลี่ยิ้มละมุนละไม นางล้วงหยิบห่อขนมโก๋รสเลิศที่พกติดตัวไว้ออกมายื่นส่งให้ "ดูซิ พี่สาวมีของอร่อยมาให้ด้วยนะ เด็กดี พี่สาวคนนี้ไม่เคยคิดจะตีเจ้าเลยจ้ะ"อาเป่ามองขนมสลับกับใบหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้มหวานของน





