LOGINสามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตน
แม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีก
ตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน
ภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคย
หลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน
"ท่านอ๋อง"
"คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"
เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง
"ว่ามา"
"ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ"
"ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"
ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำ
ชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับ
นางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน
"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"
เขาพยักหน้า
"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"
หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
"พระชายา"
"ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"
ซูเยว่หนิงเพิ่งนึกขึ้นได้
วันนี้เป็นวันที่นางต้องออกไปเลือกผ้าและเครื่องประดับสำหรับงานเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ในเดือนหน้าเดิมทีตั้งใจจะให้เยี่ยนเอ๋อร์ไปแทน แต่ร้านผ้าแห่งนั้นมีช่างปักฝีมือดีที่สุดในเมืองหลวง ซึ่งต้องวัดตัวด้วยตนเองเซียวอวี้เฉินมองนาง
"จำเป็นต้องไปหรือ"
"เพคะ"
นางยิ้มบาง
"ใช้เวลาไม่นาน"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว
"ข้าจะไปด้วย"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าเบา ๆ
"แผลของท่านยังไม่หายดี"
"ข้าไปกับหลี่เฟิงและองครักษ์ก็พอ"
เซียวอวี้เฉินยังคงไม่คลายคิ้ว
ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างเกาะกินอยู่ในอก
เหมือนกำลังจะเกิดเรื่องขึ้น
แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว...
วันนี้ไม่เคยมีเรื่องผิดปกติ
เขาจึงค่อย ๆ พยักหน้า
"พาองครักษ์ไปสิบคน"
"ห้ามแยกจากพระชายาแม้แต่ก้าวเดียว"
"เพคะ"
...
ยามสาย ถนนสายหลักของเมืองหลวงเต็มไปด้วยผู้คน
เสียงพ่อค้าเร่ร้องขายของดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ
รถม้าของจวนอ๋องเก้าหยุดลงหน้าหอผ้า "จินซิ่ว" ซูเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้าพร้อมเยี่ยนเอ๋อร์ หลี่เฟิงยืนคุมกำลังอยู่ด้านนอกทุกอย่างดูเป็นปกติ แต่ทันทีที่ซูเยว่หนิงก้าวเข้าไปในร้าน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นผ่านหัวใจ นางกวาดตามองผู้คนภายในร้านแม่ค้า...ลูกค้า...สาวใช้...ทุกอย่างดูธรรมดา กระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเขาสวมเสื้อผ้าพ่อค้ากำลังเลือกผ้าไหมอยู่มุมร้านแต่สิ่งที่ทำให้นางสะดุดใจ...คือมือของเขามือคู่นั้นเต็มไปด้วยด้านหนา ไม่ใช่มือของพ่อค้าแต่เป็นมือของคนจับดาบมานานหลายปี
ซูเยว่หนิงแสร้งเดินดูผ้าต่อ พลางใช้มุมสายตาสังเกตชายผู้นั้นไม่นาน...นางก็พบว่าไม่ได้มีเพียงคนเดียว ยังมีชายอีกสองคนยืนกระจายอยู่คนละมุม ทั้งสามไม่มองหน้ากันแต่ตำแหน่งที่ยืน...กลับล้อมนางไว้พอดี หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรง "ไม่ดีแล้ว..."
นางหันไปกระซิบกับเยี่ยนเอ๋อร์
"ไปตามหลี่เฟิง"
เยี่ยนเอ๋อร์เห็นสีหน้าพระชายาก็รีบพยักหน้าแต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูร้านชายผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางทางดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ มือสอดเข้าไปใต้แขนเสื้อก่อนดึงกริชสั้นออกมาในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงตะโกนดังสนั่นไปทั่วร้าน
"ลงมือ!"
ชายอีกสองคนชักอาวุธพร้อมกัน ลูกค้าภายในร้านกรีดร้องแตกตื่นผู้คนวิ่งหนีอลหม่าน
ซูเยว่หนิงรีบผลักเยี่ยนเอ๋อร์ไปด้านหลัง
"หมอบ!"
คมกริชสายแรกพุ่งเข้าหานางอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น
หลี่เฟิงพุ่งเข้ามาทันเวลา ใช้กระบี่รับคมกริชไว้ได้หวุดหวิด
"คุ้มกันพระชายา!" เสียงองครักษ์ดังลั่น
แต่ยังไม่ทันตั้งขบวนเสร็จ หลังคาร้านก็แตกกระจายชายชุดดำอีกสี่คนกระโดดลงมาจากด้านบนทุกคนถือดาบยาวในมือและเป้าหมายของพวกมัน...มีเพียงคนเดียว ซูเยว่หนิง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนนึกขึ้นได้ทันที"นี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา...แต่เป็นกับดัก!"
เสียงกรีดร้องของผู้คนดังระงมไปทั่วตลาด
แผงค้าล้มระเนระนาด เศษผ้าไหมและเครื่องประดับกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจนถนนที่เคยคึกคักกลายเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตา
หลี่เฟิงฟาดกระบี่สวนกลับอย่างดุดันทคมดาบเฉือนลำคอมือสังหารคนหนึ่งจนร่างทรุดลงกับพื้น
"พาพระชายาออกไป!"
องครักษ์สี่นายรีบเข้ามาตั้งขบวนล้อมซูเยว่หนิงกับเยี่ยนเอ๋อร์ไว้ตรงกลางทแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเตรียมการมาเป็นอย่างดี จากตรอกทั้งสองฝั่งถนน ชายชุดดำอีกหลายคนทยอยพุ่งออกมา เพียงชั่วครู่...พวกมือสังหารก็มีจำนวนเกือบยี่สิบคน
หลี่เฟิงสีหน้าตึงเครียด นี่ไม่ใช่การฆ่าเพื่อปิดปากแต่เป็นการส่งคนมาสังหารพระชายาโดยเฉพาะ
"ถอยไปทางรถม้า!" เขาตะโกนสั่ง
องครักษ์รีบพาซูเยว่หนิงฝ่าฝูงชนออกไป
แต่ทันใดนั้นเอง...ลูกธนูหลายสิบดอกก็พุ่งลงมาจากหลังคาอาคารทั้งสองฝั่ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
"ระวัง!"
องครักษ์สองนายยกโล่ขึ้นรับ เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น แต่ลูกธนูดอกหนึ่งกลับลอดช่องว่างของโล่ พุ่งตรงมาทางซูเยว่หนิง นางรีบเอนตัวหลบปลายธนูเฉี่ยวแขนเสื้อจนผ้าไหมขาดเป็นทางยาวหัวใจเต้นรัว อีกเพียงคืบเดียว...ลูกธนูคงปักกลางลำตัวของนางแล้ว
"พระชายา!"
เยี่ยนเอ๋อร์ร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ
หลี่เฟิงกัดฟันแน่น สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดพวกมันเตรียมพลธนูไว้ล่วงหน้าแสดงว่าการเคลื่อนไหวของพระชายาถูกจับตาดูมาตั้งแต่แรก
ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวก็ดังมาจากปลายถนน
ตึง! ตึง! ตึง!
ตามด้วยเสียงตะโกนอันคุ้นเคย
"หลีกทาง!"
ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นทันทีหัวใจของนางสั่นสะท้าน เซียวอวี้เฉิน! บุรุษในชุดคลุมสีดำควบม้าพุ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยความเร็วสูง ดวงตาคมเต็มไปด้วยไอสังหาร
ทันทีที่ม้าหยุด เขาก็กระโดดลงจากหลังม้า ชักกระบี่ออกจากฝักในคราวเดียว
เคร้ง!
คมดาบแรกตัดดาบของมือสังหารขาดครึ่ง คมดาบที่สองฟันเฉือนไหล่อีกคนจนล้มลง การเคลื่อนไหวรวดเร็ว หนักแน่น และเด็ดขาด ราวกับเทพสงครามที่เพิ่งก้าวลงมาจากสนามรบ
"เยว่หนิง!" เสียงของเขาดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
ซูเยว่หนิงมองเขาอย่างตกตะลึง
"ท่าน...มาได้อย่างไร"
เซียวอวี้เฉินไม่ตอบ เพราะในวินาทีนั้นเองเขาเห็นบางอย่างบนหลังคาร้านฝั่งตรงข้าม ชายคนหนึ่งกำลังขึ้นสายหน้าไม้ขนาดใหญ่ ปลายลูกธนูสีดำหันตรงมายังซูเยว่หนิง ไม่ใช่หน้าไม้ธรรมดา แต่เป็นหน้าไม้ทะลวงเกราะที่ใช้ในสนามรบแรงยิงของมันมากพอจะทะลุโล่เหล็ก ไม่มีเวลาแล้ว
เซียวอวี้เฉินตะโกนสุดเสียง
"หมอบ!"
แต่เสียงตลาดที่วุ่นวายกลบเสียงของเขาจนเกือบหมด ซูเยว่หนิงหันมามองตามสัญชาตญาณ พอดีกับที่ลูกธนูถูกปล่อยออกจากหน้าไม้
ฟิ้ววว!
เวลาราวกับหยุดนิ่ง เซียวอวี้เฉินพุ่งตัวสุดกำลังคว้าร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน ก่อนหมุนตัวใช้แผ่นหลังของตนรับลูกธนูแทน
ฉึก!
เสียงหัวเหล็กทะลุเนื้อดังชัดเจน แรงกระแทกทำให้ทั้งสองล้มลงกับพื้นหิน ดวงตาของซูเยว่หนิงเบิกกว้าง นางสัมผัสได้ถึงร่างของเซียวอวี้เฉินที่สั่นไหว และของเหลวอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ หยดลงบนมือของตน เลือด...เลือดของเขา
"ท่านอ๋อง!" ซูเยว่หนิงร้องเสียงหลง
เซียวอวี้เฉินยังคงกอดนางไว้แน่น แม้ลูกธนูจะปักลึกบริเวณแผ่นหลังใกล้หัวไหล่เดิมที่เพิ่งหายจากแผลเก่า เขากลับไม่ยอมคลายอ้อมแขนแม้แต่น้อย
"เจ้า..." เขาพูดทั้งที่หอบหนัก
"ปลอดภัยหรือไม่"
ซูเยว่หนิงน้ำตาไหลออกมาทันที
"ข้าปลอดภัย..."
"แต่ท่าน..."
ยังไม่ทันพูดจบ เซียวอวี้เฉินก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักนางไปทางหลี่เฟิง
"พานาง..."
"ออกไป..."
สิ้นเสียงนั้น ร่างสูงก็ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นกระบี่ในมือยังปักอยู่บนพื้นหินเพื่อพยุงร่างแต่เลือดกลับไหลออกมามากขึ้นทุกขณะ ซูเยว่หนิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ ภาพตรงหน้า...เหมือนคืนสุดท้ายในชาติที่แล้วไม่มีผิด
"ท่านอ๋อง!"
เสียงร้องของซูเยว่หนิงดังแหลมจนแทบขาดใจ นางรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของเซียวอวี้เฉิน ทั้งที่หลี่เฟิงพยายามดึงนางออกจากพื้นที่อันตราย
"พระชายา! ตรงนี้ไม่ปลอดภัย!"
"ไม่!"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าทั้งน้ำตา
"ข้าจะไม่ทิ้งเขา!"
เซียวอวี้เฉินฝืนลืมตาขึ้นมองนาง แววตาที่เคยเยือกเย็นกลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"เยว่หนิง..."
"ไป..."
นางกลับจับมือของเขาแน่นกว่าเดิม
"ข้าไม่ไป!"
คำตอบหนักแน่นนั้นทำให้เซียวอวี้เฉินนิ่งไปชั่วครู่
ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยเลือกเขา แต่ชาตินี้ นางกลับยอมเสี่ยงชีวิตอยู่ข้างเขาหลี่เฟิงกัดฟัน ก่อนตะโกนสั่งลูกน้อง
"คุ้มกันท่านอ๋องกับพระชายา!"
"ฆ่าพวกมันให้หมด!"
องครักษ์ของจวนอ๋องเก้าพร้อมใจกันพุ่งเข้าใส่มือสังหารอย่างดุดัน เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วตลาด ไม่นาน กองกำลังลาดตระเวนของเมืองหลวงก็รีบมาสมทบ เมื่อเห็นกำลังเสริมเข้ามา พวกมือสังหารที่เหลือจึงเริ่มแตกกระเจิง บางคนถูกสังหาร บางคนกัดยาพิษปลิดชีพตนเองเช่นเดียวกับครั้งก่อน ไม่มีผู้ใดถูกจับเป็น
เมื่อเสียงการต่อสู้สงบลง ซูเยว่หนิงก็รีบหันกลับมามองเซียวอวี้เฉิน ใบหน้าของเขาซีดจนแทบไร้สีเลือด เลือดสดไหลซึมผ่านอาภรณ์สีดำไม่หยุด นางใช้มือสั่นเทากดแผลไว้
"อดทนไว้..."
"ได้โปรด..."
"อย่าหลับ..."
เซียวอวี้เฉินยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วแตะแก้มของนางแผ่วเบา
"ข้า..."
เขาฝืนยิ้ม
"ไม่เป็นไร..."
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ซูเยว่หนิงร้องไห้หนักกว่าเดิม
"คนโกหก..."
"เลือดไหลมากขนาดนี้ยังบอกว่าไม่เป็นไรอีก..."
หลี่เฟิงรีบสั่งให้เตรียมรถม้า เซียวอวี้เฉินถูกพยุงขึ้นอย่างระมัดระวัง ตลอดทางกลับจวน ซูเยว่หนิงไม่เคยปล่อยมือของเขาแม้แต่วินาทีเดียว นางใช้ผ้าสะอาดกดบาดแผลไว้ตลอดเวลาแต่เลือดก็ยังซึมออกมาไม่หยุด หัวใจของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวภาพในอดีตชาติฉายซ้ำไม่รู้จบภาพของบุรุษที่เปื้อนเลือด...ภาพของลมหายใจเฮือกสุดท้าย...นางสั่นศีรษะอย่างแรง
"ไม่..."
"ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม..."
"ข้าจะไม่เสียท่าน..."
...
เมื่อกลับถึงจวน หมอหลวงหลายคนถูกเรียกมาพร้อมกัน ห้องบรรทมเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเลือด หมอหลวงรีบตัดอาภรณ์บริเวณบาดแผลออก เมื่อเห็นสภาพแผล ทุกคนต่างสูดลมหายใจลูกธนูทะลุเข้าใกล้สะบักเพียงนิดเดียวหากลึกกว่านี้อีกเพียงเล็กน้อย...ผลคงยากจะคาดเดา
ซูเยว่หนิงยืนอยู่ข้างเตียง นางไม่ละสายตาจากเซียวอวี้เฉินแม้แต่วินาทีเดียว
หมอหลวงหันมากล่าว
"พระชายา โปรดออกไปด้านนอกก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้า
"ข้าจะอยู่"
"แต่..."
"ข้าจะอยู่กับเขา"
น้ำเสียงของนางหนักแน่นจนไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน การรักษาดำเนินไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อดึงหัวลูกธนูออกได้สำเร็จ หมอหลวงทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"พ้นอันตรายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้ซูเยว่หนิงทรุดนั่งลงข้างเตียง แรงที่ฝืนมาตลอดทั้งวันราวกับหมดไปในคราวเดียว หมอหลวงทยอยออกจากห้อง เหลือเพียงเปลวเทียนที่ส่องสว่างและเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเซียวอวี้เฉิน
คืนนั้น...ซูเยว่หนิงไม่ยอมหลับแม้แต่น้อย นางเปลี่ยนผ้าประคบ คอยเช็ดเหงื่อ และป้อนน้ำให้เขาเมื่อหมอหลวงอนุญาต ทุกครั้งที่ไข้ของเขาสูงขึ้นหัวใจของนางก็เหมือนถูกบีบแน่น
ยามดึก...เซียวอวี้เฉินเริ่มละเมอเพราะพิษไข้ คิ้วเข้มขมวดแน่น ราวกับกำลังฝันร้าย
"เยว่หนิง..." เขาพึมพำเบา ๆ
"อย่า..."
"อย่าทิ้งข้า..."
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนซูเยว่หนิงน้ำตาไหลอีกครั้ง
นางรีบจับมือของเขาไว้ทั้งสองข้าง
"ข้าอยู่ตรงนี้..."
"ข้าไม่ไปไหน..."
เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ สงบลง มือใหญ่กำมือนางตอบโดยไม่รู้ตัว ซูเยว่หนิงมองใบหน้าที่ซีดเซียวของบุรุษตรงหน้านางนึกถึงทุกเหตุการณ์ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา หนังสือหย่าที่ถูกฉีก การปกป้องของเขา บาดแผลทุกแผล สายตาที่มองนางด้วยความอ่อนโยนเสมอ รวมถึงวันนี้...เขายอมใช้ชีวิตของตนแลกกับชีวิตของนางอีกครั้ง น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือของเซียวอวี้เฉิน
ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ยกมือของเขาขึ้นแนบแก้ม ก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือ
"เซียวอวี้เฉิน..."
"ข้าโง่มาตลอด..."
"โง่จนมองไม่เห็นคนที่รักข้ามากที่สุด"
นางหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่คิดปิดบัง
"ข้าขอโทษ..."
"ขอโทษที่ในชาติที่แล้ว ข้าไม่เคยเชื่อท่านเลย"
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังก้องอยู่ในห้อง ครู่ใหญ่ ซูเยว่หนิงจึงยิ้มทั้งน้ำตา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและการยอมรับจากหัวใจ
"ข้ารักท่าน..."
"ข้ารักท่านแล้วจริง ๆ..."
"ดังนั้น..."
"ท่านห้ามเป็นอะไร"
"ห้ามทิ้งข้าไปก่อน"
นางก้มหน้าลงแนบหลังมือของเขาไม่รู้เลยว่า...ในวินาทีนั้นเอง ปลายนิ้วของเซียวอวี้เฉินซึ่งยังหลับอยู่ ขยับตอบรับนางเพียงแผ่วเบาราวกับเขาได้รับฟังทุกถ้อยคำจากหัวใจของนางแล้ว แสงอรุณแรกของวันใหม่ค่อย ๆ สาดผ่านบานหน้าต่าง พร้อมกับความรู้สึกของทั้งสองที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







