LOGINรุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติ
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์
ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮา
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่
ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
ซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆ
ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า
"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"
เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง
"ไม่แล้ว"
นางส่ายหน้า
"ท่านโกหกไม่เก่ง"
เขาหัวเราะเบา ๆ
"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"
ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา
"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใด
เซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน
"ข้าสัญญา"
ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา
"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ประตูเซวียนอู่"
เซียวอวี้เฉินหันกลับมาทันที
"ตามแผน"
หลี่เฟิงพยักหน้า
"คนของเราแฝงตัวอยู่ในกองรักษาการณ์ครบทุกจุด"
ซูเยว่หนิงกล่าวขึ้น
"ส่วนข้าจะเข้าวัง"
หลี่เฟิงชะงัก
"พระชายา อันตรายเกินไป"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้า
"หลักฐานทั้งหมดอยู่ในตำหนักฮองเฮา หากไม่มีคนเปิดโปงในเวลาที่เหมาะสม ต่อให้ชนะศึก...องค์ชายสามก็ยังอาจพลิกสถานการณ์ได้"
เซียวอวี้เฉินมองนางนิ่ง เขาไม่ต้องการให้นางเสี่ยงแต่ก็รู้ดี...นางพูดถูก
เขาจึงยื่นป้ายหยกสีดำให้
"ถือสิ่งนี้ไว้ หากเกิดเหตุ คนของข้าทุกคนจะเชื่อฟังคำสั่งเจ้า"
ซูเยว่หนิงรับป้ายหยกมาแนบอก ก่อนพยักหน้าอย่างมั่นคง
"พวกเราจะกลับมาพบกัน"
...
ยามเฉิน
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้เข้าสู่ลานพิธี ฮองเฮายืนเคียงข้างด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่องค์ชายสามก้มหน้าทำความเคารพอย่างไร้พิรุธ
แต่เบื้องหลัง...ทหารปลอมตัวเป็นองครักษ์เริ่มทยอยเข้าประจำจุดสำคัญของพระราชวัง
เวลาเดียวกัน ประตูเซวียนอู่ค่อย ๆ เปิดออกจากด้านใน แม่ทัพหลัวชูมือขึ้นเป็นสัญญาณ
"บุก!" เสียงตะโกนดังลั่น
ทหารกบฏนับพันนายทะลักเข้าสู่เมืองหลวงราวกับกระแสน้ำเชี่ยว แต่ทันทีที่กองหน้าเคลื่อนผ่านประตูได้เพียงครึ่งหนึ่งเสียงแตรศึกอีกสายก็ดังขึ้น
เป่าาาา!
กำแพงเมืองทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยพลธนูของอ๋องเก้า
"ยิง!"
ฟ้าว!
ลูกธนูนับร้อยพุ่งลงมาราวห่าฝน ทหารกบฏล้มระเนระนาด แม่ทัพหลัวเบิกตากว้าง
"เป็นไปไม่ได้!"
ยังไม่ทันตั้งขบวนใหม่ ประตูเมืองด้านหลังกลับปิดลงอย่างแรง
ครืน!
กองทัพกบฏถูกตัดออกเป็นสองส่วน
เซียวอวี้เฉินควบม้านำกองทหารหลวงพุ่งเข้ามาจากอีกด้าน กระบี่สีเงินถูกชักออกจากฝัก
"ผู้ใดคิดกบฏต่อแผ่นดิน..." เขาตวาดก้องไปทั่วสนามรบ
"ฆ่า...ไม่ละเว้น!"
เสียงโห่ร้องของกองทัพหลวงดังกึกก้อง
การต่อสู้เพื่อชะตาของราชวงศ์...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เสียงดาบกระทบกันดังกึกก้องไปทั่วประตูเซวียนอู่ กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เลือดสาดกระเซ็นย้อมพื้นหินสีเทาจนกลายเป็นสีแดงฉาน
เซียวอวี้เฉินควบม้าฝ่าแนวทหารกบฏราวกับพายุ คมกระบี่ในมือกวัดแกว่งอย่างแม่นยำ ทุกการฟันหมายเอาชีวิตศัตรูโดยไม่เสียจังหวะ
หลี่เฟิงนำกององครักษ์ลับตีโอบจากด้านข้าง แผนที่เตรียมไว้ล่วงหน้าทำให้กองทัพหลวงสามารถแบ่งกำลังปิดทางหนีของฝ่ายกบฏได้อย่างสมบูรณ์
"จับแม่ทัพหลัวให้ได้!" เสียงเซียวอวี้เฉินดังก้อง
แม่ทัพหลัวเห็นสถานการณ์เสียเปรียบก็รีบควบม้าถอย แต่ยังไม่ทันหลบพ้น ลูกธนูจากกำแพงเมืองก็พุ่งทะลุหัวไหล่ของเขา
ฉึก!
ร่างของแม่ทัพหลัวร่วงลงจากหลังม้า ทหารหลวงกรูเข้าจับตัวทันที เมื่อแม่ทัพใหญ่ถูกจับ กองทัพกบฏส่วนหนึ่งเริ่มเสียขวัญ
แต่ในพระราชวัง...สถานการณ์กลับเลวร้ายลงทุกขณะ
...
ภายในลานพิธีบวงสรวง
เสียงตะโกนจากหน้าประตูวังดังเข้ามาไม่หยุดขุนนางจำนวนมากเริ่มแตกตื่นบางคนรีบพาครอบครัวหลบหนี บางคนยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่งทันที
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!"
ก่อนที่ผู้ใดจะตอบ
องค์ชายสามก็ก้าวออกมาคุกเข่าลง
"เสด็จพ่อ!"
"อ๋องเก้านำทหารเข้าวัง คิดก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ฮองเฮารีบแสร้งมีสีหน้าตกใจ
"เป็นไปได้อย่างไร...อ๋องเก้าคิดทรยศจริงหรือ"
ขุนนางหลายคนเริ่มมองหน้ากัน แต่ยังไม่ทันที่สถานการณ์จะเอนเอียงไปทางองค์ชายสาม เสียงสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้าลานพิธี
"ผู้ที่คิดกบฏ...ไม่ใช่อ๋องเก้า"
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน ซูเยว่หนิงก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ด้านหลังนางมีองครักษ์ของอ๋องเก้าคุ้มกันอยู่หลายคนในมือของนางถือหีบไม้สีดำใบหนึ่ง
ฮองเฮาขมวดคิ้วทันที
"พระชายาอ๋องเก้า...เจ้าบังอาจเข้ามาขัดพิธีหลวงหรือ"
ซูเยว่หนิงไม่ตอบ นางเดินตรงไปเบื้องหน้าฮ่องเต้ ก่อนคุกเข่าลง
"หม่อมฉันมีหลักฐานสำคัญ ขอถวายต่อฝ่าบาท"
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรหีบไม้อย่างเคร่งเครียด
"เปิด"
เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก ฎีกาปลอม ตราประทับปลอม บัญชีเบิกคลัง รวมถึงจดหมายลับที่องค์ชายสามใช้ติดต่อแม่ทัพหลัว ถูกนำออกมาเรียงต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง
ซูเยว่หนิงหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้น
"นี่คือหลักฐานการปลอมพระราชโองการ"
จากนั้นหยิบบัญชีอีกเล่ม
"นี่คือการยักยอกเสบียงหลวงไปเลี้ยงกองกำลังกบฏ"
สุดท้าย นางยกจดหมายลับขึ้นสูง
"และนี่...คือลายมือขององค์ชายสาม"
ใบหน้าขององค์ชายสามซีดลงทันที
เขารีบตะโกน
"ใส่ร้าย!...ทั้งหมดเป็นของปลอม!"
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง หลี่เฟิงก็ลากร่างของแม่ทัพหลัวที่ถูกมัดแน่นเข้ามา แม่ทัพหลัวถูกบังคับให้คุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเข้ม
"ตอบมา...ผู้ใดสั่งเจ้า"
แม่ทัพหลัวกัดฟันแน่น ก่อนเหลือบมององค์ชายสามสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเพราะเขารู้แล้วว่า...ฝ่ายตนแพ้สิ้นเชิงสุดท้ายจึงก้มหน้าลง
"กระหม่อม..."
"...รับคำสั่งจากองค์ชายสามจริงพ่ะย่ะค่ะ"
ทั่วทั้งลานพิธีเงียบสนิท ฮ่องเต้ทรงกำพระหัตถ์แน่น พระพักตร์แดงก่ำด้วยความกริ้ว ฮองเฮารีบถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ซูเยว่หนิงมองทั้งสองแม่ลูกด้วยสายตาสงบนิ่ง
ชาติที่แล้ว...นางเคยถูกคนทั้งสองหลอกใช้จนต้องตาย แต่วันนี้...ความจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยต่อหน้าผู้คนทั้งราชสำนักแล้ว อย่างไรก็ตามในวินาทีที่ทุกคนมัวแต่สนใจหลักฐาน องค์ชายสามกลับค่อย ๆ ขยับมือไปด้านหลัง ก่อนชักกระบี่สั้นออกมาจากแขนเสื้อ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง
"ในเมื่อไม่มีทางถอย...ก็อย่าได้มีผู้ใดรอด!"
เขาพุ่งตรงเข้าหาฮ่องเต้ทันที
เสียงกรีดร้องของเหล่าขุนนางดังสนั่นไปทั่วพระราชวัง
"ปกป้องฝ่าบาท!" เสียงตะโกนของขันทีและองครักษ์ดังลั่นไปทั่วลานพิธี
องค์ชายสามพุ่งเข้าหาฮ่องเต้ด้วยสีหน้าบ้าคลั่ง กระบี่สั้นในมือสะท้อนแสงแดดยามสายเป็นประกายเย็นเยียบ ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา องครักษ์หลวงที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบยกดาบขึ้นขวาง
เคร้ง!
คมกระบี่ปะทะกันจนเกิดประกายไฟ แต่อดีตองค์ชายผู้ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่วัยเยาว์กลับใช้แรงผลักจนองครักษ์กระเด็นออกไป
ฮองเฮาเบิกตากว้าง นางไม่คิดว่าบุตรชายจะเลือกเดินหมากสุดท้ายเช่นนี้
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
ฮ่องเต้ทรงตวาดด้วยพระสุรเสียงเกรี้ยวกราด แต่อีกฝ่ายกลับไม่หยุด ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน บัดนี้เหลือเพียงความสิ้นหวัง
"หากลูกไม่ได้ครองบัลลังก์..." องค์ชายสามคำราม
"...ก็จะไม่มีผู้ใดได้ครอง!"
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากประตูพระราชวัง เซียวอวี้เฉินนำกองทหารหลวงฝ่าเข้ามาเกราะสีดำของเขาเปื้อนเลือดจากสนามรบ แต่สายตายังคงแน่วแน่ไม่หวั่นไหว เมื่อเห็นองค์ชายสามหมายปลงพระชนม์ฮ่องเต้ เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างสูงพุ่งเข้าไปดุจสายฟ้า
เคร้ง!
กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรง แรงกระแทกทำให้องค์ชายสามถอยหลังไปหลายก้าว
"เซียวอวี้เฉิน!"
องค์ชายสามกัดฟันแน่น
"เจ้ามาขวางข้าอีกแล้ว!"
เซียวอวี้เฉินยกกระบี่ขึ้นตั้งท่า
"ผู้ที่คิดทรยศต่อแผ่นดิน...ย่อมไม่มีวันได้รับบัลลังก์"
สิ้นเสียง ทั้งสองก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง
เสียงคมเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วลานพิธี องค์ชายสามโจมตีอย่างดุดันราวกับคนสิ้นหวัง ส่วนเซียวอวี้เฉินรับและสวนกลับอย่างสุขุม ทุกจังหวะเต็มไปด้วยประสบการณ์จากสนามรบนับครั้งไม่ถ้วน
ซูเยว่หนิงยืนอยู่ไม่ไกลสองมือกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือภาพตรงหน้าซ้อนทับกับความทรงจำในอดีตชาติ นางหวาดกลัวเหลือเกิน...หวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียเขาอีกครั้ง
ทันใดนั้น องค์ชายสามแสร้งเสียหลัก
เมื่อเซียวอวี้เฉินก้าวตามเข้าไป เขากลับพลิกข้อมือ ดึงมีดสั้นที่ซ่อนไว้อีกเล่มออกจากแขนเสื้อ ปลายมีดพุ่งเข้าหาอกของเซียวอวี้เฉินในระยะประชิด
"ท่านอ๋อง ระวัง!" ซูเยว่หนิงร้องสุดเสียง
เซียวอวี้เฉินเบี่ยงตัวหลบได้เพียงเล็กน้อย
ฉึก!
ปลายมีดเฉือนเข้าที่ชายโครง เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาทันที แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเองเขาใช้แรงทั้งหมดสะบัดกระบี่สวนกลับ คมกระบี่ฟันกระแทกข้อมือขององค์ชายสามจนมีดหลุดกระเด็น จากนั้นใช้ด้ามกระบี่กระแทกหน้าอกอีกฝ่ายเต็มแรง องค์ชายสามกระอักเลือด ล้มลงกับพื้นหิน เหล่าองครักษ์หลวงรีบกรูเข้าล้อม
"จับตัวไว้!"
แม่ทัพหลวงหลายคนช่วยกันพันธนาการองค์ชายสามด้วยโซ่เหล็ก
อีกด้านหนึ่ง ฮองเฮาพยายามถอยหนีออกจากลานพิธี แต่กลับถูกหลี่เฟิงนำทหารขวางไว้
"ฮองเฮา" หลี่เฟิงกล่าวเสียงเรียบ
"ทุกอย่างจบแล้ว"
ฮองเฮาทรุดลงอย่างหมดแรง ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยอำนาจ บัดนี้เหลือเพียงความพ่ายแพ้ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรทั้งสองแม่ลูกด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม
"องค์ชายสาม...ถอดจากฐานันดรศักดิ์"
"ฮองเฮา..." พระสุรเสียงหยุดไปชั่วครู่ ก่อนตรัสต่ออย่างหนักแน่น
"ปลดจากตำแหน่ง"
"คุมขังเพื่อรอการไต่สวนตามกฎหมาย"
สิ้นพระราชโองการ เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าพร้อมกัน
"ฝ่าบาททรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ!"
ชัยชนะควรนำมาซึ่งความยินดี แต่ซูเยว่หนิงกลับไม่อาจยิ้มได้ สายตาของนางมองเพียงบุรุษผู้ยืนอยู่กลางลาน
เซียวอวี้เฉินยังคงยืนถือกระบี่ แต่เลือดจากบาดแผลบริเวณชายโครงค่อย ๆ ไหลซึมผ่านชุดเกราะสีดำ เขาฝืนยืนอยู่จนแน่ใจว่าทุกอย่างสิ้นสุด ก่อนที่ร่างสูงจะโอนเอน กระบี่หลุดจากมือ
เคร้ง...เสียงเหล็กตกกระทบพื้นดังขึ้น
"ท่านอ๋อง!"
ซูเยว่หนิงรีบวิ่งเข้าไปประคองเขา ร่างของเซียวอวี้เฉินทรุดลงในอ้อมแขนของนาง เลือดอุ่นไหลเปื้อนอาภรณ์ของนางอย่างรวดเร็ว
"ไม่..."
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าทั้งน้ำตา
"ไม่เอาแบบนี้...ท่านสัญญากับข้าแล้ว..."
นางกอดเขาไว้แน่น มือสั่นเทาจนแทบประคองร่างเขาไม่อยู่ ภาพในอดีตชาติย้อนกลับมาอีกครั้งบุรุษคนเดิม...เลือดสีเดิม...อ้อมแขนของนาง...ทุกอย่างเหมือนเดิมจนหัวใจแทบแตกสลาย
"หมอหลวง!" นางตะโกนสุดเสียง
"รีบมาช่วยท่านอ๋อง!"
หมอหลวงและองครักษ์รีบวิ่งเข้ามา แต่ซูเยว่หนิงกลับยังคงกอดเซียวอวี้เฉินไว้ไม่ยอมปล่อย นางก้มหน้าลงแนบหน้าผากกับหน้าผากของเขา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหล่นลงบนใบหน้าที่ซีดเซียวของบุรุษอันเป็นที่รัก
"ได้โปรด..."
นางกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ
"อย่าทิ้งข้าไปอีก..."
"ข้าไม่อาจสูญเสียท่านเป็นครั้งที่สองได้..."
เสียงของนางแผ่วเบาราวกับคำอธิษฐาน
ขณะที่ทั่วทั้งพระราชวังซึ่งเพิ่งสงบจากศึกใหญ่กลับตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้งเพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่า...วีรบุรุษผู้ช่วยรักษาแผ่นดินไว้ได้จะมีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีกหรือไม่
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







