เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา

เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา

last updateLast Updated : 2026-09-16
By:  LadypornUpdated just now
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Not enough ratings
15Chapters
1views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

นางย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนชะตา เขาย้อนเวลากลับมาเพื่อช่วยชีวิตนาง เมื่อคนสองคนที่เคยสูญเสียกัน ได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ศึกชิงบัลลังก์...และความรัก...จึงเริ่มต้นขึ้น

View More

Chapter 1

บทที่ 1 วันที่ข้าสิ้นใจ

สายลมเหน็บหนาวพัดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของตำหนักเย็น ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงร่ำไห้ของดวงวิญญาณที่ยังมิอาจไปผุดไปเกิด

หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องนภา ปกคลุมพื้นลานหินด้านนอกจนกลายเป็นผืนสีขาวโพลน หากแต่ภายในตำหนักอันทรุดโทรมแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของเลือด ยาสมุนไพร และความตาย

สตรีผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ

ชุดสีขาวที่เคยงดงามของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดินจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมทีเคยเป็นผ้าไหมชั้นเลิศ ผมยาวสีดำขลับพันกันยุ่งเหยิง ปอยผมเปียกชื้นแนบติดแก้มที่ซีดเซียว ริมฝีปากแตกจนมีเลือดซึมออกมาเป็นระยะ

โซ่ตรวนเหล็กหนักถูกล่ามไว้กับข้อเท้าทั้งสองข้าง ทุกครั้งที่ขยับตัวจะเกิดเสียงกระทบกันดัง "เคร้ง..." ก้องไปทั่วห้องอันเงียบงัน

ซูเยว่หนิง...

อดีตพระชายาของอ๋องเก้า

และในเวลานี้...นักโทษกบฏที่กำลังรอวันประหาร นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสราวแสงจันทร์กลับหม่นหมองไร้ประกาย

สามวันแล้ว...สามวันที่นางถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้ สามวันที่นางถูกสอบสวน ถูกทรมาน และถูกบังคับให้รับสารภาพว่าร่วมมือกับอ๋องเก้าวางแผนก่อกบฏ

"ยอมรับเสียเถิด!"

เสียงตะโกนของหัวหน้าขันทีในความทรงจำยังดังก้องอยู่ในหู

"หากเจ้าสารภาพ ฮองเฮาจะเมตตาไว้ชีวิตคนของตระกูลซูที่ยังเหลืออยู่"

ซูเยว่หนิงหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเวทนา

คนของตระกูลซู...จะเหลือใครอีกเล่า บิดาของนาง แม่ทัพผู้ภักดี ถูกประหารกลางลานประหารเมื่อครึ่งเดือนก่อน พี่ชายทั้งสองถูกกล่าวหาว่าคิดกบฏ ถูกตัดศีรษะพร้อมกัน มารดาทนรับความจริงไม่ไหว กระอักเลือดเสียชีวิตในคืนนั้น น้องสาววัยสิบสี่ปีถูกส่งเข้าเรือนทาส

ทุกอย่าง...ทุกอย่างพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน และทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะนาง เพราะนางโง่เขลา...เพราะนางเชื่อคนผิด ดวงตาของซูเยว่หนิงค่อย ๆ ปิดลง ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาราวกับคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง

...

หากย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน นางคือบุตรสาวคนโตแห่งจวนแม่ทัพซูเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเพียบพร้อมทั้งรูปโฉม กิริยา และความสามารถ วันนั้น ฮ่องเต้มีราชโองการพระราชทานสมรส ให้นางแต่งเข้าจวนอ๋องเก้า ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างอิจฉาเพราะอ๋องเก้า แม้จะมีชื่อเสียงเรื่องความเย็นชา แต่กลับเป็นองค์ชายผู้เก่งกาจที่สุดในราชวงศ์

ผู้คนล้วนกล่าวว่า...ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์

ทว่าสำหรับซูเยว่หนิง...การแต่งงานครั้งนั้นคือโซ่ตรวนหัวใจของนางในเวลานั้นมีเพียงองค์ชายสาม บุรุษผู้แสนอ่อนโยน ผู้คอยมอบรอยยิ้มและคำพูดหวานหูให้แก่นางตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเคยบอกนางว่า

"หากมิใช่เพราะเสด็จพ่อ ข้าคงได้รับพระราชทานสมรสกับเจ้า"

ประโยคนั้น...ทำให้นางเชื่อมั่นมาตลอดว่าองค์ชายสามคือรักแท้ส่วนอ๋องเก้าเป็นเพียงบุรุษเย็นชาที่แย่งนางไป หลังแต่งเข้าจวนนางไม่เคยมอบรอยยิ้มให้สามีแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่พบหน้ามีเพียงสายตาเย็นชาและคำพูดเสียดแทง

"หม่อมฉันมิใช่ชายาของท่าน"

"หม่อมฉันเพียงทำตามราชโองการ"

"โปรดอย่าแตะต้องหม่อมฉัน"

อ๋องเก้าไม่เคยโต้เถียง เพียงรับฟังเงียบ ๆ ก่อนเดินจากไปทุกครั้ง ซูเยว่หนิงเคยคิดว่า...เขาไม่สนใจนาง กระทั่งวันหนึ่ง องค์ชายสามแอบนัดนางออกไปพบ เขาบอกว่าอ๋องเก้ากำลังรวบรวมทหารกำลังคิดกบฏและต้องการให้ช่วยนำเอกสารลับออกมาจากห้องหนังสือ

"เยว่หนิง..." องค์ชายสามจับมือนางไว้แน่น

"หากเจ้าช่วยครั้งนี้ บ้านเมืองจะสงบ ประชาชนจะไม่ต้องล้มตาย"

นางเชื่อ...เชื่อโดยไม่ลังเลเพราะคิดว่ากำลังช่วยแผ่นดิน

คืนนั้นเอง

นางขโมยตราประจำกองทัพออกจากห้องหนังสือของอ๋องเก้า และส่งให้กับองค์ชายสามด้วยมือของตนเอง

สามวันต่อมา

กองทัพของอ๋องเก้าถูกซุ่มโจมตี แม่ทัพคนสนิทเสียชีวิตหลายพันนาย ราชสำนักกล่าวหาว่าอ๋องเก้าคิดกบฏ

ส่วนตระกูลซู...ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิด ซูเยว่หนิงไม่เคยลืมสายตาของอ๋องเก้าในวันนั้น เขามองนางไม่มีคำตำหนิ ไม่มีความโกรธ มีเพียง...ความผิดหวังที่ลึกจนยากจะบรรยายแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังเชื่อว่าเขาแสร้งทำ

จนกระทั่ง...ประตูตำหนักเย็นถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียงบานประตูไม้กระแทกผนังดังสนั่นแสงจากคบเพลิงสาดเข้ามาภายในห้องอันมืดสลัวเงาของคนหลายคนทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง รองเท้าปักดิ้นทองคู่หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า

นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนม่านสายตาจะปรากฏร่างของสตรีผู้สวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์เก้าตัว งดงาม สง่างาม และเปี่ยมด้วยอำนาจ

ฮองเฮา...กำลังยืนมองนางด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

"...ดูสภาพเจ้าสิ ซูเยว่หนิง" สุรเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

"จากพระชายาอ๋องผู้สูงศักดิ์...เหลือเพียงนักโทษที่รอวันตาย"

ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปากแน่น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้น

"พระองค์...ยังต้องการสิ่งใดจากหม่อมฉันอีก"

ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้า ดวงตาคมงดงามคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง

"ข้าเพียงอยากให้เจ้าตายอย่างเข้าใจทุกอย่าง..."

ฮองเฮาทอดพระเนตรสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาราวกับกำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอกของพระองค์เอง พระหัตถ์เรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำยาวค่อย ๆ เชยปลายคางของซูเยว่หนิงขึ้นอย่างแผ่วเบา แม้เป็นเพียงสัมผัสเบา ๆ แต่กลับทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก

"เจ้าอยากรู้หรือไม่..." สุรเสียงหวานยังคงอ่อนโยน หากทุกถ้อยคำกลับแฝงด้วยพิษร้าย

"ว่าเหตุใดชีวิตของเจ้าจึงพังพินาศจนถึงเพียงนี้"

ซูเยว่หนิงจ้องพระพักตร์ของฮองเฮาเขม็ง

ตลอดหลายวันที่ถูกทรมาน นางยังคงเชื่อมาตลอดว่าอ๋องเก้าคิดกบฏจริง แม้จะเจ็บปวดเพียงใด แต่นางก็คิดว่าอย่างน้อยตนเองก็เลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง

ทว่า...รอยยิ้มของฮองเฮาในเวลานี้ กลับทำให้หัวใจของนางเริ่มสั่นไหว ราวกับกำลังจะได้ยินความจริงที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ฮองเฮาคลี่ยิ้มกว้างขึ้น

"เจ้าคิดจริงหรือ...ว่าองค์ชายสามรักเจ้า"

เพียงประโยคเดียว หัวใจของซูเยว่หนิงพลันกระตุกวูบ

"พระองค์หมายความว่าอย่างไร"

ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ

"เจ้าช่างโง่เสียจริง"

พระนางลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปยังหน้าต่าง ก่อนทอดสายพระเนตรไปยังหิมะที่กำลังตกหนักด้านนอก

"องค์ชายสามเข้าใกล้เจ้าก็เพราะตระกูลซู"

"บิดาของเจ้าคุมกองทัพเกือบครึ่งแผ่นดิน"

"หากได้เจ้ามา...ก็เท่ากับได้อำนาจ"

ซูเยว่หนิงส่ายหน้าอย่างแรง

"ไม่จริง..."

"ไม่จริง!"

"พระองค์กำลังโกหก!"

ฮองเฮาเหลียวกลับมา ดวงเนตรฉายแววสมเพช

"โกหกหรือ"

พระนางยกพระหัตถ์เพียงเล็กน้อย ขันทีคนสนิทรีบเดินเข้ามา ยื่นห่อผ้าไหมสีแดงเข้มถวาย ฮองเฮารับมันไว้ ก่อนโยนลงตรงหน้าซูเยว่หนิงห่อผ้ากลิ้งกระแทกพื้น ก่อนคลี่ออกช้า ๆ

ภายในคือ...จดหมายหลายฉบับ ซูเยว่หนิงรีบหยิบขึ้นมาอย่างมือสั่น ตัวอักษรเหล่านั้น...เป็นลายมือขององค์ชายสามทุกฉบับ ฉบับแรกเขียนถึงฮองเฮา

"ซูเยว่หนิงหลงเชื่อกระหม่อมโดยง่าย นางนำตรากองทัพของอ๋องเก้ามาให้แล้ว"

มือของนางเริ่มสั่น ลมหายใจติดขัด นางรีบเปิดอีกฉบับ

"สตรีผู้นั้นมีประโยชน์กว่าที่คิด เพียงกล่าวคำหวานไม่กี่ประโยค นางก็ยอมทรยศสามี"

น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนกระดาษ แต่ยังไม่จบฉบับสุดท้าย...เป็นจดหมายที่เขียนหลังจากตระกูลซูถูกประหาร

"บัดนี้หมากของเราหมดประโยชน์แล้ว จะฆ่าหรือปล่อยก็สุดแล้วแต่เสด็จแม่"

ซูเยว่หนิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลาย สองมือกำกระดาษแน่นจนยับยู่ยี่ ริมฝีปากสั่นระริก

"ไม่..."

"ไม่จริง..."

"เป็นไปไม่ได้..."

ฮองเฮาค่อย ๆ เดินเข้ามาอีกครั้ง

"เจ้ารู้หรือไม่..."

"คนที่เสนอให้ประหารตระกูลซู..."

"ก็คือองค์ชายสาม"

ประโยคนั้นเปรียบดังสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ ซูเยว่หนิงเบิกตากว้าง ความทรงจำมากมายย้อนกลับมาในชั่วพริบตา คำพูดหวานหู รอยยิ้มอ่อนโยน สายตาเปี่ยมเมตตา

ทั้งหมด...เป็นเพียงการแสดง

"ส่วนอ๋องเก้า..."

ฮองเฮาหยุดพูด ก่อนคลี่ยิ้มอย่างเย็นชา

"เจ้ายังคิดว่าเขาเป็นคนทำลายตระกูลเจ้าหรือ"

ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หัวใจเริ่มเต้นแรงผิดจังหวะ

ฮองเฮาเอ่ยต่อ

"คืนก่อนที่บิดาเจ้าจะถูกจับ..."

"อ๋องเก้าคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงถึงหกชั่วยาม"

"เขาขอให้ฮ่องเต้ทรงเชื่อว่าตระกูลซูบริสุทธิ์"

"แต่ไม่มีผู้ใดฟัง"

ซูเยว่หนิงนิ่งงันภาพของบุรุษผู้เย็นชาคนนั้นลอยเข้ามาในหัว นางนึกถึงคืนที่เขากลับจวนพร้อมหัวเข่าที่เปื้อนเลือด นางเคยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาเพียงตอบสั้น ๆ

"ไม่มีอะไร"

ตอนนั้น...นางกลับคิดว่าเขาไปพบสตรีอื่นเสียอีก

ฮองเฮาหัวเราะ

"แม้กระทั่งวันที่เจ้าถูกจับ..."

"เขายังยอมสละกำลังคนเกือบทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้า"

"แต่เจ้ากลับด่าเขาว่าเป็นคนทรยศ"

น้ำตาของซูเยว่หนิงไหลออกมาไม่หยุด หัวใจเหมือนถูกบีบจนแทบแตกสลาย ทุกความทรงจำในอดีตเริ่มต่อกันเป็นภาพเดียว

นางเริ่มเข้าใจแล้ว...เหตุใดอ๋องเก้าจึงมองนางด้วยสายตาเศร้าอยู่เสมอ เหตุใดเขาจึงไม่เคยโต้เถียงเวลานางกล่าวหา เหตุใดเขาจึงยังปกป้องนาง แม้ถูกนางทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขารู้...รู้มาตลอดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือองค์ชายสาม แต่กลับเลือกเก็บทุกอย่างไว้เพียงลำพัง เพื่อปกป้องนาง

"เจ้ารู้หรือไม่..." ฮองเฮาโน้มพระวรกายลงมากระซิบข้างหู

"หากวันนั้นเจ้าไม่ขโมยตรากองทัพ"

"อ๋องเก้าคงขึ้นครองราชย์ไปนานแล้ว"

"และตระกูลซู..."

"ก็คงยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา"

ซูเยว่หนิงทรุดลงกับพื้นสองมือกำแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสีแดงค่อย ๆ ซึมออกมาแต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย

เพราะความเจ็บในหัวใจ...มันมากกว่าหลายร้อยเท่า นางเป็นคนทำลายทุกอย่างด้วยมือตนเอง ทำลายครอบครัว ทำลายสามี ทำลายบุรุษที่รักนางที่สุด น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย

ซูเยว่หนิงก้มหน้าลงจนหน้าผากแตะพื้นหินเย็นเยียบ เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา

"ข้า..."

"ข้าทำอะไรลงไป..."

ฮองเฮาแย้มสรวลอย่างพึงพอใจ

"เจ้าควรดีใจ"

"อย่างน้อยก่อนตาย..."

"เจ้าก็ได้รู้ความจริง"

สิ้นคำตรัสนั้น เสียงกลองศึกจากภายนอกพลันดังสนั่นไปทั่วพระราชวัง

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงโห่ร้องดังแว่วมาจากไกล ๆ ตามมาด้วยเสียงอาวุธปะทะกันอย่างรุนแรง ขันทีทุกคนต่างมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนทหารนายหนึ่งจะรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

"กราบทูลฮองเฮา!"

"แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"อ๋องเก้า..."

"...นำทหารบุกเข้าพระราชวังแล้ว!"

"กราบทูลฮองเฮา!"

ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งคุกเข่าลงกับพื้นหินจนเกิดเสียงดังหนักแน่น ลมหายใจของเขาหอบถี่ ใบหน้าเปื้อนทั้งเหงื่อและเลือด

"อ๋องเก้านำทหารบุกเข้าประตูทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังองครักษ์ต้านไว้ไม่อยู่!"

สีหน้าของขันทีและนางกำนัลรอบตำหนักเปลี่ยนไปทันที บางคนหน้าซีดเผือด บางคนถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มีเพียงฮองเฮาที่ยังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มบางยังคงประดับอยู่บนพระพักตร์ ราวกับทุกอย่างอยู่ในความคาดหมาย

"ในที่สุด..." พระนางเอ่ยเสียงเรียบ "เขาก็เลือกเดินหมากเช่นนี้"

เสียงดาบปะทะกันดังมาจากด้านนอกเป็นระยะ

เคร้ง!

เคร้ง!

ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของผู้คน

เปลวเพลิงจากคบไฟสะท้อนผ่านหน้าต่าง ทำให้ภายในตำหนักเย็นที่เคยมืดสลัวกลับเต็มไปด้วยเงาสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือด

ซูเยว่หนิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้ หัวใจของนางเต้นแรง

เขามา...อ๋องเก้ามาแล้ว หลังจากที่นางทำร้ายเขา ทรยศเขา และทำลายทุกสิ่งที่เขาพยายามปกป้อง

เขายังมาอีกหรือ...

"เหตุใด..." นางพึมพำกับตัวเอง "เหตุใดท่านยังต้องมาช่วยข้า..."

ฮองเฮาหันมามองนางด้วยแววตาเย็นชา

"ช่วยเจ้าหรือ"

พระนางหัวเราะเบา ๆ

"เขามาช้าเกินไป"

สิ้นคำ เสียงระเบิดของประตูไม้ด้านนอกก็ดังสนั่น

โครม!

เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าทหารดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นคาวเลือดลอยมากับสายลมหนาว เสียงตะโกนสั่งการดังสลับกับเสียงโลหะกระทบกันไม่หยุด ไม่นานนัก บานประตูตำหนักเย็นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ปัง!

ครั้งแรก...

ปัง!

ครั้งที่สอง...ก่อนที่ครั้งที่สาม ประตูไม้หนาหนักจะกระเด็นแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เศษไม้ปลิวว่อนทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางฝุ่นควันและแสงจากคบเพลิงร่างสูงในชุดเกราะสีดำสนิทก้าวเข้ามาดาบยาวในมือยังหยดเลือดเป็นทาง เส้นผมสีดำยาวหลุดจากมวยผมไปครึ่งหนึ่ง ปลิวสะบัดตามแรงลม บนใบหน้าหล่อเหลานั้นมีรอยเลือดหลายแห่ง แต่ดวงตาคมเข้มกลับกำลังมองหาเพียงคนเดียว

"เยว่หนิง!"

เพียงเสียงเรียกนั้น น้ำตาของซูเยว่หนิงก็ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง

อ๋องเก้า...

เซียวอวี้เฉิน...

เขายังมา เขามาจริง ๆ ชายผู้ไม่เคยพูดคำว่ารักกลับใช้การกระทำพิสูจน์ทุกอย่าง สายตาของเซียวอวี้เฉินหยุดอยู่ที่โซ่ตรวนบนข้อเท้าของนางหยุดอยู่ที่รอยแผลทั่วร่างกำมือที่ถือดาบแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดนูนความโกรธที่เขาพยายามกดไว้ปะทุขึ้นในดวงตา

"ผู้ใด..." เขาเอ่ยเสียงแหบต่ำ "เป็นผู้ทรมานนาง"

ไม่มีผู้ใดกล้าตอบ

ฮองเฮาก้าวออกมายืนเบื้องหน้า

"อ๋องเก้า" พระนางตรัสอย่างสงบ "เจ้ากล้าบุกวังหลวง นี่คือกบฏ"

เซียวอวี้เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมอง สายตาของเขามีเพียงซูเยว่หนิงเขาเดินเข้ามาทีละก้าวคุกเข่าลงตรงหน้านาง ก่อนใช้มือที่เปื้อนเลือดแตะแก้มซีดเซียวของนางอย่างแผ่วเบา

"ข้ามาช้า..."

คำพูดเพียงสามคำกลับทำให้ซูเยว่หนิงสะอื้นจนตัวสั่น นางส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ไม่..."

"ไม่ใช่..."

"เป็นข้าเอง..."

เสียงของนางสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

"เป็นข้าที่ผิด..."

เซียวอวี้เฉินมองนางนิ่ง แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

"อย่าเพิ่งพูด"

"ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน"

เขายกดาบขึ้นเพียงครั้งเดียว

เคร้ง!

โซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าของนางขาดออกทันที ซูเยว่หนิงมองชายตรงหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย นางเคยผลักไสเขา เคยด่าว่าเขา เคยทรยศเขา

แต่ในวาระสุดท้าย...คนที่ย้อนกลับมาหานางกลับเป็นเขา

"ท่านอ๋อง..."

นางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเขา น้ำตาหยดลงบนเกราะสีดำ

"ข้าขอโทษ..."

"ข้าขอโทษ..."

"ข้าเชื่อคนผิด..."

"ข้าทำลายทุกอย่าง..."

เสียงสะอื้นของนางดังสะท้อนอยู่ในตำหนักอันเงียบงัน

เซียวอวี้เฉินหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน

"เรื่องเหล่านั้น..."

"ไว้ค่อยพูดกัน"

"เรากลับจวนก่อน"

ทว่า...คำพูดนั้นไม่มีวันเป็นจริง ฮองเฮายกพระหัตถ์ขึ้นช้า ๆ แววตาเย็นเยียบไร้ความลังเล

"ลงมือ"

ฉึก!

เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันหลายทิศ องครักษ์ลับที่ซ่อนตัวอยู่เหนือคานไม้ปล่อยธนูลงมาราวกับสายฝน เซียวอวี้เฉินแทบไม่ต้องคิด เขาดึงซูเยว่หนิงเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใช้แผ่นหลังของตนรับลูกธนูทั้งหมด

ฉึก! ฉึก! ฉึก!

ลูกธนูหลายดอกปักทะลุเกราะ เลือดสดไหลทะลักออกมาในพริบตา

"ท่านอ๋อง!"

ซูเยว่หนิงร้องลั่น นางประคองร่างของเขาไว้ ขณะที่เขาเริ่มทรุดลงช้า ๆ แม้จะเจ็บปางตาย แต่เซียวอวี้เฉินยังฝืนยิ้มให้นาง เป็นรอยยิ้มที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนอบอุ่น...และเต็มไปด้วยความโล่งใจ

"เจ้ายัง...ปลอดภัย..."

เลือดไหลออกจากมุมปากของเขา

ซูเยว่หนิงส่ายหน้ารัว

"อย่าพูด!"

"ท่านต้องไม่เป็นอะไร!"

"ข้ายังไม่ได้ชดใช้..."

"ข้ายังไม่ได้ขอโทษ..."

น้ำตาของนางหยดลงบนใบหน้าของเขา

เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ ยกมือขึ้น เช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนแรง

"เยว่หนิง..."

"หากมีชาติหน้า..."

"อย่าเชื่อผู้อื่น..."

"จงเชื่อข้า..."

คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลึกลงกลางหัวใจของนาง ซูเยว่หนิงกอดเขาแน่น ร้องไห้อย่างไม่อายผู้ใด

"หากมีชาติหน้า..."

"ข้าจะไม่ทำร้ายท่านอีก..."

"ข้าจะรักท่าน..."

"ข้าจะอยู่ข้างท่าน..."

"ได้โปรด..."

"ขอโอกาสให้ข้าอีกสักครั้ง..."

ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วท้องนภา สายฟ้าฟาดลงกลางพระราชวังจนแสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วตำหนัก พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซูเยว่หนิงรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิวภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสียงทุกอย่างค่อย ๆ หายไป

สิ่งสุดท้ายที่นางเห็น...คือดวงตาของเซียวอวี้เฉินที่ยังคงมองมาทางนาง

จากนั้น...ทุกอย่างก็ดับมืด

"พระชายา!" เสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู

"พระชายา...ได้เวลาเข้าพิธีแล้วเพคะ"

ซูเยว่หนิงลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

กลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ลอยเข้าจมูก ม่านสีแดงปักลายหงส์พลิ้วไหวอยู่ตรงหน้า นางก้มลงมองมือของตน ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด ไม่มีโซ่ตรวน หัวใจของนางเต้นรัว

ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น...หนังสือหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ข้างเตียง

นางจำได้ทันที

คืนนี้...คือคืนเข้าหอและนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกโศกนาฏกรรมในชาติที่แล้ว ซูเยว่หนิงกำชายเสื้อแน่น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวังกลับเปลี่ยนเป็นแน่วแน่

ครั้งนี้...นางจะไม่เดินซ้ำบนเส้นทางเดิมอีกเด็ดขาด

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
15 Chapters
บทที่ 1 วันที่ข้าสิ้นใจ
สายลมเหน็บหนาวพัดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของตำหนักเย็น ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงร่ำไห้ของดวงวิญญาณที่ยังมิอาจไปผุดไปเกิดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องนภา ปกคลุมพื้นลานหินด้านนอกจนกลายเป็นผืนสีขาวโพลน หากแต่ภายในตำหนักอันทรุดโทรมแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของเลือด ยาสมุนไพร และความตายสตรีผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบชุดสีขาวที่เคยงดงามของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดินจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมทีเคยเป็นผ้าไหมชั้นเลิศ ผมยาวสีดำขลับพันกันยุ่งเหยิง ปอยผมเปียกชื้นแนบติดแก้มที่ซีดเซียว ริมฝีปากแตกจนมีเลือดซึมออกมาเป็นระยะโซ่ตรวนเหล็กหนักถูกล่ามไว้กับข้อเท้าทั้งสองข้าง ทุกครั้งที่ขยับตัวจะเกิดเสียงกระทบกันดัง "เคร้ง..." ก้องไปทั่วห้องอันเงียบงันซูเยว่หนิง...อดีตพระชายาของอ๋องเก้าและในเวลานี้...นักโทษกบฏที่กำลังรอวันประหาร นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสราวแสงจันทร์กลับหม่นหมองไร้ประกายสามวันแล้ว...สามวันที่นางถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้ สามวันที่นางถูกสอบสวน ถูกทรมาน และถูกบังคับให้รับสารภาพว่าร่วมมือกับอ๋องเก้าวางแผนก่อกบฏ"ยอมรับเสียเถิด!"เสียงตะโกนข
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 2 หนังสือหย่า
เสียงลมหายใจของซูเยว่หนิงกระท่อนกระแท่น ราวกับคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้ายอันยาวนานนางลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วม่านสีแดงสดปักลายหงส์ทองพลิ้วไหวอยู่เหนือศีรษะ กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งไปทั่วห้อง เสียงประทัดและเสียงดนตรีจากด้านนอกดังแว่วมาตามสายลม เป็นเสียงแห่งงานมงคลที่คุ้นหูจนทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบนางรีบยกมือขึ้นแตะแก้มของตนเอง ผิวกายเรียบเนียน ไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่มีคราบเลือด ไม่มีร่องรอยของการทรมานในตำหนักเย็น ปลายนิ้วสั่นเทาเลื่อนลงมาที่ลำคอ ก่อนจะกำชายเสื้อสีแดงเข้มไว้แน่น"...ข้ายังมีชีวิตอยู่" น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินซูเยว่หนิงรีบก้าวลงจากเตียง ทั้งที่ปลายเท้ายังอ่อนแรง นางเดินโซเซไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่มุมห้อง ภาพสะท้อนที่ปรากฏทำให้นางนิ่งงัน สตรีในกระจกมีใบหน้างดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม ดวงตากลมโตยังเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์ ผิวขาวละเอียดราวหยกขาว ริมฝีปากแต้มสีชาดอ่อนตามธรรมเนียมเจ้าสาว ชุดเจ้าสาวสีชาดปักดิ้นทองหรูหราแนบพอดีกับเรือนกาย มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกยังคงอยู่บนศีรษะทั้งหมด...เหมือนเมื่อสองปีก่อนทุกประการ นี่คือคืนแต่งงานของนางกับอ๋องเก้า ซูเยว่ห
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 3 สามีผู้เปลี่ยนไป
แสงอรุณแรกของวันสาดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างสีขาวบาง ทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันภายในห้องหอจนเกิดเป็นลวดลายอ่อนจาง กลิ่นกำยานจากกระถางทองเหลืองยังคงลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นดอกเหมยที่ถูกสายลมพัดเข้ามาจากสวนด้านนอกซูเยว่หนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมองไปยังตั่งไม้ริมหน้าต่างว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย ราวกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของไม่เคยนอนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรกภาพเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความคิดอย่างชัดเจน หนังสือหย่าที่ถูกฉีกต่อหน้าสายตาเย็นชาของเซียวอวี้เฉินและประโยคที่ทำให้หัวใจของนางสั่นสะเทือน "ชาตินี้...เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"ซูเยว่หนิงถอนหายใจเบา ๆ แม้จะย้อนเวลากลับมาแล้ว แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่นางคาดหวัง เดิมทีนางคิดว่า หากยื่นหนังสือหย่าให้อ๋องเก้า เขาคงตอบตกลงโดยง่าย เพราะในชาติที่แล้วเขาแทบไม่เคยฝืนใจนาง ทว่าความจริงกลับตรงกันข้ามบุรุษผู้นั้นไม่เพียงปฏิเสธ หากยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"พระชายาเพคะ" เสียงเยี่ยนเอ๋อร์ดังขึ้นจากหน้าประตู"ถึงเวลาชำระพระพักตร์แล้วเจ้าค่ะ""เข้ามาเถิด"ประตูถูกผลักเปิดออก สาวใช้สี่คนเดินเข้ามาพร้
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 4 องค์ชายสาม
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านระเบียงจวนอ๋องเก้า กลิ่นดอกเหมยที่เริ่มโรยราแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนของดอกท้อที่กำลังผลิบาน บรรยากาศอันสงบงามหาได้ช่วยให้ซูเยว่หนิงคลายความหนักอึ้งในใจไม่นับจากคืนที่มือสังหารบุกจวนผ่านมาสามวันตลอดสามวันนั้น เซียวอวี้เฉินแทบไม่ได้อยู่จวน เขาออกจากเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กลับมาอีกครั้งก็เกือบยามจื่อ ทุกครั้งที่กลับมาจะตรงไปยังห้องหนังสือ ประชุมกับขุนนางคนสนิทและหลี่เฟิงจนดึกดื่นแต่ถึงจะไม่ค่อยได้พบหน้า นางกลับสัมผัสได้ถึงการดูแลของเขาอยู่ทุกขณะ ทุกเช้าจะมีอาหารร้อนจัดเตรียมไว้ตรงเวลา ทุกครั้งที่ออกจากเรือน จะมีองครักษ์ลับติดตามห่าง ๆ โดยไม่รบกวนนาง แม้กระทั่งยาสมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกาย ก็ถูกส่งมาถึงห้องทุกเย็นครั้งแรกซูเยว่หนิงคิดจะปฏิเสธ แต่เยี่ยนเอ๋อร์กลับกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ"พระชายา หากพระองค์ไม่รับ บ่าวทั้งเรือนจะถูกลงโทษเจ้าค่ะ"สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงยอมรับ แม้ในใจจะยิ่งสับสนมากขึ้นทุกวันเซียวอวี้เฉิน...เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้...ยามสายของวันนั้น รถม้าจากวังหลวงแล่นมาหยุดหน้าจวน ขันทีหลวงผู้หนึ่งก้าวลงมาพร้อมราชโองการ"มีรับสั่งจากฮองเฮ
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 5 ร่องรอยในอดีต
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยลงมาตั้งแต่ยามเฉิน เม็ดฝนละเอียดตกกระทบชายคาเรือนดังแผ่วเบา กลิ่นดินชุ่มน้ำลอยคลุ้งไปทั่วจวนอ๋องเก้า บรรยากาศเงียบสงบจนแทบได้ยินเสียงน้ำหยดจากปลายใบไผ่ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มือเรียวจับถ้วยชาร้อนเอาไว้หลวม ๆ แต่สายตากลับทอดมองออกไปไกลโดยไร้จุดหมายหลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเร็วจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งหลัก เซียวอวี้เฉินเปลี่ยนไป องค์ชายสามเริ่มระแวงและที่สำคัญที่สุด...ความสงสัยในใจของนางกลับเพิ่มขึ้นทุกวันเหตุใดเซียวอวี้เฉินจึงรู้เรื่องมือสังหารล่วงหน้า เหตุใดเขาจึงพูดคำว่า "ชาตินี้"เหตุใดเขาจึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อนางโดยสิ้นเชิงหรือว่า...เขาเองก็ย้อนเวลากลับมาความคิดนี้ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ซูเยว่หนิงยังไม่กล้าสรุป เพราะหากเป็นความจริง...แสดงว่าเขาต้องจดจำทุกสิ่งที่นางเคยทำไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงการทรยศในชาติที่แล้วเพียงคิดถึงเรื่องนั้น หัวใจของนางก็เจ็บแปลบ"พระชายาเพคะ"เยี่ยนเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมร่มกระดาษในมือ"วันนี้ฝนตกหนัก หากพระชายาจะออกไปหอหนังสือ บ่าวเตรียมร่มไว้แล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปหอหนังสื
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 6 งานเลี้ยงดอกเหมย
สายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยผ่านสวนดอกเหมยภายในจวนอ๋องเก้า กลีบดอกสีขาวอมชมพูปลิวละล่องไปตามแรงลม ก่อนตกลงบนผืนน้ำในสระอย่างแผ่วเบาซูเยว่หนิงนั่งอยู่ใต้ศาลาริมสระ มือเรียวจับถ้วยชาร้อนเอาไว้หลวม ๆ แต่สายตากลับทอดมองไปยังต้นเหมยที่กำลังผลิดอกอย่างเหม่อลอยผ่านมาหลายวันแล้วนับจากวันที่นางค้นพบเอกสารในหอหนังสือยิ่งรู้ความจริง...หัวใจของนางก็ยิ่งหนักอึ้ง ทุกครั้งที่พบเซียวอวี้เฉิน นางมักนึกถึงฎีกาเหล่านั้น นึกถึงรายงานที่บันทึกว่าเขาเคยช่วยบิดา ช่วยพี่ชาย และช่วยตระกูลซูมาโดยตลอด แต่เขาไม่เคยพูดถึงมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว"พระชายา"เยี่ยนเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ลงรักสีแดงในมือ"ราชโองการจากวังหลวงเพคะ"ซูเยว่หนิงค่อย ๆ รับม้วนผ้าไหมสีทองมาเปิดอ่าน เพียงเห็นข้อความบรรทัดแรก ดวงตาของนางก็พลันแข็งค้าง"ฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย เชิญพระชายาอ๋องทุกพระองค์และบุตรีตระกูลขุนนางเข้าร่วม..."ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ กำผ้าไหมแน่นงานเลี้ยงดอกเหมย...ในที่สุดก็มาถึง ชาติที่แล้ว งานเลี้ยงครั้งนี้คือฝันร้ายที่นางไม่มีวันลืม ฮองเฮาทรงพระราชทานชาถ้วยหนึ่งแก่นางด้วยพระองค์เอง ไม่นานหลังจากนั้น ฮองเฮากลับ
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 7 หัวใจที่หวั่นไหว
เสียงล้อรถม้าบดผ่านถนนหินภายในพระราชวังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอหลังงานเลี้ยงดอกเหมยสิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของจวนอ๋องเก้าก็เคลื่อนออกจากประตูวังหลวงท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ค่อย ๆ อ่อนลงภายในรถม้าเงียบสงัด ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง มือเรียววางทับกันบนตักอย่างสำรวม แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับยังเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ชิงหลัวเสียชีวิตต่อหน้าทุกคน แผนการของฮองเฮาถูกทำลายและเซียวอวี้เฉิน...ก็เดินเข้ามาคลุมเสื้อให้ต่อหน้าผู้คนโดยไม่สนใจสายตาใคร เมื่อคิดถึงภาพนั้น ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว"กำลังคิดสิ่งใดอยู่"เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากอีกฝั่งของรถม้า ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น เซียวอวี้เฉินกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับเพียงเอ่ยถามลอย ๆ มิได้คาดหวังคำตอบ นางยิ้มบาง"หม่อมฉันกำลังคิดถึงเรื่องในงานเลี้ยงเพคะ""กลัวหรือ"นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"หากเป็นเมื่อก่อน...หม่อมฉันคงกลัว"นางหยุดหายใจเล็กน้อย"แต่วันนี้...มีท่านอยู่"คำพูดหลุดออกไปเองโดยไม่ทันคิด ทันทีที่รู้ตัว ซูเยว่หนิงก็รีบหลุบตาลง บรรยากาศภายในรถม้าเงียบลงอีกครั้ง เซียวอวี้เฉินไม่ได้ตอบแต่แววตาที่เ
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 8 คืนแห่งการเปิดใจ
สายฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งคืนละอองฝนกระทบกระเบื้องหลังคาเกิดเป็นเสียงแผ่วเบา ดวงไฟจากโคมแดงที่แขวนอยู่หน้าชายคาแกว่งไกวไปตามแรงลม สาดแสงสลัวลอดเข้ามาภายในห้องบรรทมของเซียวอวี้เฉินบาดแผลจากลูกธนูได้รับการรักษาแล้ว หมอหลวงยืนยันว่าไม่มีพิษตกค้าง เหลือเพียงการเสียเลือดมากกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องพักฟื้นหลายวันทั่วทั้งจวนอ๋องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงองครักษ์ลับผลัดเวรเดินตรวจตราอยู่ด้านนอก เพราะเหตุลอบสังหารเมื่อช่วงบ่ายทำให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังขึ้นหลายเท่าซูเยว่หนิงนั่งอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง บนโต๊ะไม้ข้างกายมีชามยาสมุนไพรที่ยังอุ่นอยู่ ผ้าสะอาด กรรไกร และขวดยาเรียงไว้เป็นระเบียบ นางทอดสายตามองบุรุษที่กำลังหลับอยู่ ใบหน้าคมคายซึ่งมักสงบนิ่งเสมอ บัดนี้กลับดูอ่อนแรงกว่าทุกครั้ง สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเมื่อหลับสนิท ไม่มีเกราะป้องกัน ไม่มีสายตาเย็นชา ไม่มีฐานะอ๋องผู้เกรียงไกรเหลือเพียงชายคนหนึ่ง...ที่เหนื่อยล้าจากการแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพังซูเยว่หนิงยกมือขึ้นอย่างลังเล ปลายนิ้วค่อย ๆ แตะปอยผมที่ตกลงมาบังหน้าผากของเขา ก่อนปัดมันออกอย่างแผ่วเบา"เหตุใด..." นางพึมพำกับตัวเอง"...ท่านถึงยอมทำ
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 9 แผนกบฏ
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งสายฝน จวนอ๋องเก้ากลับมาคึกคักอีกครั้งแม้บาดแผลของเซียวอวี้เฉินยังไม่หายดี แต่เขาก็ลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่ออ่านฎีกาและรายงานจากชายแดนตามปกติภายในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกจีนและกระดาษเก่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ หลี่เฟิงคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้สีเข้ม ก่อนวางม้วนรายงานลับลงตรงหน้าเจ้านาย"ท่านอ๋อง""คนที่จับได้เมื่อคืนก่อนเสียชีวิตแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินหยุดมือที่กำลังคลี่ฎีกา"สาเหตุ""กัดยาพิษซ่อนในฟันเช่นเดียวกับชิงหลัว"ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ นี่เป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่กี่วัน พยานสำคัญตายก่อนเปิดปาก ยิ่งทำให้ชัดเจนว่ามีคนอยู่เบื้องหลังที่เตรียมการไว้รัดกุม"ท่านอ๋อง" หลี่เฟิงกล่าวต่อ"คนของเราพบว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการลำเลียงอาวุธออกจากคลังหลวงหลายครั้ง""แต่เอกสารทุกอย่างถูกแก้ไขจนตรวจสอบต้นทางไม่ได้"เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้วเรื่องนี้...เร็วกว่าในชาติที่แล้ว แสดงว่าศัตรูเริ่มเร่งแผนการแล้วขณะเดียวกัน ด้านนอกห้องหนังสือ ซูเยว่หนิงยืนอยู่ใต้ชายคาพร้อมถาดยาในมือ นางตั้งใจจะนำยามาให้เขา แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาภายใน ฝีเท้ากลับชะงักลงการลำเลียงอาวุธ...ประโยคนี
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
บทที่ 10 คนที่รู้อนาคต
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"
last updateLast Updated : 2026-09-16
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status