LOGINนางย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนชะตา เขาย้อนเวลากลับมาเพื่อช่วยชีวิตนาง เมื่อคนสองคนที่เคยสูญเสียกัน ได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ศึกชิงบัลลังก์...และความรัก...จึงเริ่มต้นขึ้น
View Moreสายลมเหน็บหนาวพัดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของตำหนักเย็น ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงร่ำไห้ของดวงวิญญาณที่ยังมิอาจไปผุดไปเกิด
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องนภา ปกคลุมพื้นลานหินด้านนอกจนกลายเป็นผืนสีขาวโพลน หากแต่ภายในตำหนักอันทรุดโทรมแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของเลือด ยาสมุนไพร และความตาย
สตรีผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ
ชุดสีขาวที่เคยงดงามของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดินจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมทีเคยเป็นผ้าไหมชั้นเลิศ ผมยาวสีดำขลับพันกันยุ่งเหยิง ปอยผมเปียกชื้นแนบติดแก้มที่ซีดเซียว ริมฝีปากแตกจนมีเลือดซึมออกมาเป็นระยะ
โซ่ตรวนเหล็กหนักถูกล่ามไว้กับข้อเท้าทั้งสองข้าง ทุกครั้งที่ขยับตัวจะเกิดเสียงกระทบกันดัง "เคร้ง..." ก้องไปทั่วห้องอันเงียบงัน
ซูเยว่หนิง...
อดีตพระชายาของอ๋องเก้า
และในเวลานี้...นักโทษกบฏที่กำลังรอวันประหาร นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสราวแสงจันทร์กลับหม่นหมองไร้ประกาย
สามวันแล้ว...สามวันที่นางถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้ สามวันที่นางถูกสอบสวน ถูกทรมาน และถูกบังคับให้รับสารภาพว่าร่วมมือกับอ๋องเก้าวางแผนก่อกบฏ
"ยอมรับเสียเถิด!"
เสียงตะโกนของหัวหน้าขันทีในความทรงจำยังดังก้องอยู่ในหู
"หากเจ้าสารภาพ ฮองเฮาจะเมตตาไว้ชีวิตคนของตระกูลซูที่ยังเหลืออยู่"
ซูเยว่หนิงหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเวทนา
คนของตระกูลซู...จะเหลือใครอีกเล่า บิดาของนาง แม่ทัพผู้ภักดี ถูกประหารกลางลานประหารเมื่อครึ่งเดือนก่อน พี่ชายทั้งสองถูกกล่าวหาว่าคิดกบฏ ถูกตัดศีรษะพร้อมกัน มารดาทนรับความจริงไม่ไหว กระอักเลือดเสียชีวิตในคืนนั้น น้องสาววัยสิบสี่ปีถูกส่งเข้าเรือนทาส
ทุกอย่าง...ทุกอย่างพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน และทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะนาง เพราะนางโง่เขลา...เพราะนางเชื่อคนผิด ดวงตาของซูเยว่หนิงค่อย ๆ ปิดลง ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาราวกับคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง
...
หากย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน นางคือบุตรสาวคนโตแห่งจวนแม่ทัพซูเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเพียบพร้อมทั้งรูปโฉม กิริยา และความสามารถ วันนั้น ฮ่องเต้มีราชโองการพระราชทานสมรส ให้นางแต่งเข้าจวนอ๋องเก้า ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างอิจฉาเพราะอ๋องเก้า แม้จะมีชื่อเสียงเรื่องความเย็นชา แต่กลับเป็นองค์ชายผู้เก่งกาจที่สุดในราชวงศ์
ผู้คนล้วนกล่าวว่า...ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์
ทว่าสำหรับซูเยว่หนิง...การแต่งงานครั้งนั้นคือโซ่ตรวนหัวใจของนางในเวลานั้นมีเพียงองค์ชายสาม บุรุษผู้แสนอ่อนโยน ผู้คอยมอบรอยยิ้มและคำพูดหวานหูให้แก่นางตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเคยบอกนางว่า
"หากมิใช่เพราะเสด็จพ่อ ข้าคงได้รับพระราชทานสมรสกับเจ้า"
ประโยคนั้น...ทำให้นางเชื่อมั่นมาตลอดว่าองค์ชายสามคือรักแท้ส่วนอ๋องเก้าเป็นเพียงบุรุษเย็นชาที่แย่งนางไป หลังแต่งเข้าจวนนางไม่เคยมอบรอยยิ้มให้สามีแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่พบหน้ามีเพียงสายตาเย็นชาและคำพูดเสียดแทง
"หม่อมฉันมิใช่ชายาของท่าน"
"หม่อมฉันเพียงทำตามราชโองการ"
"โปรดอย่าแตะต้องหม่อมฉัน"
อ๋องเก้าไม่เคยโต้เถียง เพียงรับฟังเงียบ ๆ ก่อนเดินจากไปทุกครั้ง ซูเยว่หนิงเคยคิดว่า...เขาไม่สนใจนาง กระทั่งวันหนึ่ง องค์ชายสามแอบนัดนางออกไปพบ เขาบอกว่าอ๋องเก้ากำลังรวบรวมทหารกำลังคิดกบฏและต้องการให้ช่วยนำเอกสารลับออกมาจากห้องหนังสือ
"เยว่หนิง..." องค์ชายสามจับมือนางไว้แน่น
"หากเจ้าช่วยครั้งนี้ บ้านเมืองจะสงบ ประชาชนจะไม่ต้องล้มตาย"
นางเชื่อ...เชื่อโดยไม่ลังเลเพราะคิดว่ากำลังช่วยแผ่นดิน
คืนนั้นเอง
นางขโมยตราประจำกองทัพออกจากห้องหนังสือของอ๋องเก้า และส่งให้กับองค์ชายสามด้วยมือของตนเอง
สามวันต่อมา
กองทัพของอ๋องเก้าถูกซุ่มโจมตี แม่ทัพคนสนิทเสียชีวิตหลายพันนาย ราชสำนักกล่าวหาว่าอ๋องเก้าคิดกบฏ
ส่วนตระกูลซู...ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิด ซูเยว่หนิงไม่เคยลืมสายตาของอ๋องเก้าในวันนั้น เขามองนางไม่มีคำตำหนิ ไม่มีความโกรธ มีเพียง...ความผิดหวังที่ลึกจนยากจะบรรยายแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังเชื่อว่าเขาแสร้งทำ
จนกระทั่ง...ประตูตำหนักเย็นถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียงบานประตูไม้กระแทกผนังดังสนั่นแสงจากคบเพลิงสาดเข้ามาภายในห้องอันมืดสลัวเงาของคนหลายคนทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ซูเยว่หนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง รองเท้าปักดิ้นทองคู่หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนม่านสายตาจะปรากฏร่างของสตรีผู้สวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์เก้าตัว งดงาม สง่างาม และเปี่ยมด้วยอำนาจ
ฮองเฮา...กำลังยืนมองนางด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"...ดูสภาพเจ้าสิ ซูเยว่หนิง" สุรเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
"จากพระชายาอ๋องผู้สูงศักดิ์...เหลือเพียงนักโทษที่รอวันตาย"
ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปากแน่น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้น
"พระองค์...ยังต้องการสิ่งใดจากหม่อมฉันอีก"
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้า ดวงตาคมงดงามคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
"ข้าเพียงอยากให้เจ้าตายอย่างเข้าใจทุกอย่าง..."
ฮองเฮาทอดพระเนตรสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาราวกับกำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอกของพระองค์เอง พระหัตถ์เรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำยาวค่อย ๆ เชยปลายคางของซูเยว่หนิงขึ้นอย่างแผ่วเบา แม้เป็นเพียงสัมผัสเบา ๆ แต่กลับทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
"เจ้าอยากรู้หรือไม่..." สุรเสียงหวานยังคงอ่อนโยน หากทุกถ้อยคำกลับแฝงด้วยพิษร้าย
"ว่าเหตุใดชีวิตของเจ้าจึงพังพินาศจนถึงเพียงนี้"
ซูเยว่หนิงจ้องพระพักตร์ของฮองเฮาเขม็ง
ตลอดหลายวันที่ถูกทรมาน นางยังคงเชื่อมาตลอดว่าอ๋องเก้าคิดกบฏจริง แม้จะเจ็บปวดเพียงใด แต่นางก็คิดว่าอย่างน้อยตนเองก็เลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง
ทว่า...รอยยิ้มของฮองเฮาในเวลานี้ กลับทำให้หัวใจของนางเริ่มสั่นไหว ราวกับกำลังจะได้ยินความจริงที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ฮองเฮาคลี่ยิ้มกว้างขึ้น
"เจ้าคิดจริงหรือ...ว่าองค์ชายสามรักเจ้า"
เพียงประโยคเดียว หัวใจของซูเยว่หนิงพลันกระตุกวูบ
"พระองค์หมายความว่าอย่างไร"
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ
"เจ้าช่างโง่เสียจริง"
พระนางลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปยังหน้าต่าง ก่อนทอดสายพระเนตรไปยังหิมะที่กำลังตกหนักด้านนอก
"องค์ชายสามเข้าใกล้เจ้าก็เพราะตระกูลซู"
"บิดาของเจ้าคุมกองทัพเกือบครึ่งแผ่นดิน"
"หากได้เจ้ามา...ก็เท่ากับได้อำนาจ"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าอย่างแรง
"ไม่จริง..."
"ไม่จริง!"
"พระองค์กำลังโกหก!"
ฮองเฮาเหลียวกลับมา ดวงเนตรฉายแววสมเพช
"โกหกหรือ"
พระนางยกพระหัตถ์เพียงเล็กน้อย ขันทีคนสนิทรีบเดินเข้ามา ยื่นห่อผ้าไหมสีแดงเข้มถวาย ฮองเฮารับมันไว้ ก่อนโยนลงตรงหน้าซูเยว่หนิงห่อผ้ากลิ้งกระแทกพื้น ก่อนคลี่ออกช้า ๆ
ภายในคือ...จดหมายหลายฉบับ ซูเยว่หนิงรีบหยิบขึ้นมาอย่างมือสั่น ตัวอักษรเหล่านั้น...เป็นลายมือขององค์ชายสามทุกฉบับ ฉบับแรกเขียนถึงฮองเฮา
"ซูเยว่หนิงหลงเชื่อกระหม่อมโดยง่าย นางนำตรากองทัพของอ๋องเก้ามาให้แล้ว"
มือของนางเริ่มสั่น ลมหายใจติดขัด นางรีบเปิดอีกฉบับ
"สตรีผู้นั้นมีประโยชน์กว่าที่คิด เพียงกล่าวคำหวานไม่กี่ประโยค นางก็ยอมทรยศสามี"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนกระดาษ แต่ยังไม่จบฉบับสุดท้าย...เป็นจดหมายที่เขียนหลังจากตระกูลซูถูกประหาร
"บัดนี้หมากของเราหมดประโยชน์แล้ว จะฆ่าหรือปล่อยก็สุดแล้วแต่เสด็จแม่"
ซูเยว่หนิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลาย สองมือกำกระดาษแน่นจนยับยู่ยี่ ริมฝีปากสั่นระริก
"ไม่..."
"ไม่จริง..."
"เป็นไปไม่ได้..."
ฮองเฮาค่อย ๆ เดินเข้ามาอีกครั้ง
"เจ้ารู้หรือไม่..."
"คนที่เสนอให้ประหารตระกูลซู..."
"ก็คือองค์ชายสาม"
ประโยคนั้นเปรียบดังสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ ซูเยว่หนิงเบิกตากว้าง ความทรงจำมากมายย้อนกลับมาในชั่วพริบตา คำพูดหวานหู รอยยิ้มอ่อนโยน สายตาเปี่ยมเมตตา
ทั้งหมด...เป็นเพียงการแสดง
"ส่วนอ๋องเก้า..."
ฮองเฮาหยุดพูด ก่อนคลี่ยิ้มอย่างเย็นชา
"เจ้ายังคิดว่าเขาเป็นคนทำลายตระกูลเจ้าหรือ"
ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หัวใจเริ่มเต้นแรงผิดจังหวะ
ฮองเฮาเอ่ยต่อ
"คืนก่อนที่บิดาเจ้าจะถูกจับ..."
"อ๋องเก้าคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงถึงหกชั่วยาม"
"เขาขอให้ฮ่องเต้ทรงเชื่อว่าตระกูลซูบริสุทธิ์"
"แต่ไม่มีผู้ใดฟัง"
ซูเยว่หนิงนิ่งงันภาพของบุรุษผู้เย็นชาคนนั้นลอยเข้ามาในหัว นางนึกถึงคืนที่เขากลับจวนพร้อมหัวเข่าที่เปื้อนเลือด นางเคยถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเพียงตอบสั้น ๆ
"ไม่มีอะไร"
ตอนนั้น...นางกลับคิดว่าเขาไปพบสตรีอื่นเสียอีก
ฮองเฮาหัวเราะ
"แม้กระทั่งวันที่เจ้าถูกจับ..."
"เขายังยอมสละกำลังคนเกือบทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้า"
"แต่เจ้ากลับด่าเขาว่าเป็นคนทรยศ"
น้ำตาของซูเยว่หนิงไหลออกมาไม่หยุด หัวใจเหมือนถูกบีบจนแทบแตกสลาย ทุกความทรงจำในอดีตเริ่มต่อกันเป็นภาพเดียว
นางเริ่มเข้าใจแล้ว...เหตุใดอ๋องเก้าจึงมองนางด้วยสายตาเศร้าอยู่เสมอ เหตุใดเขาจึงไม่เคยโต้เถียงเวลานางกล่าวหา เหตุใดเขาจึงยังปกป้องนาง แม้ถูกนางทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขารู้...รู้มาตลอดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือองค์ชายสาม แต่กลับเลือกเก็บทุกอย่างไว้เพียงลำพัง เพื่อปกป้องนาง
"เจ้ารู้หรือไม่..." ฮองเฮาโน้มพระวรกายลงมากระซิบข้างหู
"หากวันนั้นเจ้าไม่ขโมยตรากองทัพ"
"อ๋องเก้าคงขึ้นครองราชย์ไปนานแล้ว"
"และตระกูลซู..."
"ก็คงยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา"
ซูเยว่หนิงทรุดลงกับพื้นสองมือกำแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสีแดงค่อย ๆ ซึมออกมาแต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
เพราะความเจ็บในหัวใจ...มันมากกว่าหลายร้อยเท่า นางเป็นคนทำลายทุกอย่างด้วยมือตนเอง ทำลายครอบครัว ทำลายสามี ทำลายบุรุษที่รักนางที่สุด น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย
ซูเยว่หนิงก้มหน้าลงจนหน้าผากแตะพื้นหินเย็นเยียบ เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา
"ข้า..."
"ข้าทำอะไรลงไป..."
ฮองเฮาแย้มสรวลอย่างพึงพอใจ
"เจ้าควรดีใจ"
"อย่างน้อยก่อนตาย..."
"เจ้าก็ได้รู้ความจริง"
สิ้นคำตรัสนั้น เสียงกลองศึกจากภายนอกพลันดังสนั่นไปทั่วพระราชวัง
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงโห่ร้องดังแว่วมาจากไกล ๆ ตามมาด้วยเสียงอาวุธปะทะกันอย่างรุนแรง ขันทีทุกคนต่างมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนทหารนายหนึ่งจะรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"กราบทูลฮองเฮา!"
"แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"อ๋องเก้า..."
"...นำทหารบุกเข้าพระราชวังแล้ว!"
"กราบทูลฮองเฮา!"
ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งคุกเข่าลงกับพื้นหินจนเกิดเสียงดังหนักแน่น ลมหายใจของเขาหอบถี่ ใบหน้าเปื้อนทั้งเหงื่อและเลือด
"อ๋องเก้านำทหารบุกเข้าประตูทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังองครักษ์ต้านไว้ไม่อยู่!"
สีหน้าของขันทีและนางกำนัลรอบตำหนักเปลี่ยนไปทันที บางคนหน้าซีดเผือด บางคนถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มีเพียงฮองเฮาที่ยังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มบางยังคงประดับอยู่บนพระพักตร์ ราวกับทุกอย่างอยู่ในความคาดหมาย
"ในที่สุด..." พระนางเอ่ยเสียงเรียบ "เขาก็เลือกเดินหมากเช่นนี้"
เสียงดาบปะทะกันดังมาจากด้านนอกเป็นระยะ
เคร้ง!
เคร้ง!
ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของผู้คน
เปลวเพลิงจากคบไฟสะท้อนผ่านหน้าต่าง ทำให้ภายในตำหนักเย็นที่เคยมืดสลัวกลับเต็มไปด้วยเงาสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือด
ซูเยว่หนิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้ หัวใจของนางเต้นแรง
เขามา...อ๋องเก้ามาแล้ว หลังจากที่นางทำร้ายเขา ทรยศเขา และทำลายทุกสิ่งที่เขาพยายามปกป้อง
เขายังมาอีกหรือ...
"เหตุใด..." นางพึมพำกับตัวเอง "เหตุใดท่านยังต้องมาช่วยข้า..."
ฮองเฮาหันมามองนางด้วยแววตาเย็นชา
"ช่วยเจ้าหรือ"
พระนางหัวเราะเบา ๆ
"เขามาช้าเกินไป"
สิ้นคำ เสียงระเบิดของประตูไม้ด้านนอกก็ดังสนั่น
โครม!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าทหารดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นคาวเลือดลอยมากับสายลมหนาว เสียงตะโกนสั่งการดังสลับกับเสียงโลหะกระทบกันไม่หยุด ไม่นานนัก บานประตูตำหนักเย็นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ปัง!
ครั้งแรก...
ปัง!
ครั้งที่สอง...ก่อนที่ครั้งที่สาม ประตูไม้หนาหนักจะกระเด็นแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เศษไม้ปลิวว่อนทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางฝุ่นควันและแสงจากคบเพลิงร่างสูงในชุดเกราะสีดำสนิทก้าวเข้ามาดาบยาวในมือยังหยดเลือดเป็นทาง เส้นผมสีดำยาวหลุดจากมวยผมไปครึ่งหนึ่ง ปลิวสะบัดตามแรงลม บนใบหน้าหล่อเหลานั้นมีรอยเลือดหลายแห่ง แต่ดวงตาคมเข้มกลับกำลังมองหาเพียงคนเดียว
"เยว่หนิง!"
เพียงเสียงเรียกนั้น น้ำตาของซูเยว่หนิงก็ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
อ๋องเก้า...
เซียวอวี้เฉิน...
เขายังมา เขามาจริง ๆ ชายผู้ไม่เคยพูดคำว่ารักกลับใช้การกระทำพิสูจน์ทุกอย่าง สายตาของเซียวอวี้เฉินหยุดอยู่ที่โซ่ตรวนบนข้อเท้าของนางหยุดอยู่ที่รอยแผลทั่วร่างกำมือที่ถือดาบแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดนูนความโกรธที่เขาพยายามกดไว้ปะทุขึ้นในดวงตา
"ผู้ใด..." เขาเอ่ยเสียงแหบต่ำ "เป็นผู้ทรมานนาง"
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบ
ฮองเฮาก้าวออกมายืนเบื้องหน้า
"อ๋องเก้า" พระนางตรัสอย่างสงบ "เจ้ากล้าบุกวังหลวง นี่คือกบฏ"
เซียวอวี้เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมอง สายตาของเขามีเพียงซูเยว่หนิงเขาเดินเข้ามาทีละก้าวคุกเข่าลงตรงหน้านาง ก่อนใช้มือที่เปื้อนเลือดแตะแก้มซีดเซียวของนางอย่างแผ่วเบา
"ข้ามาช้า..."
คำพูดเพียงสามคำกลับทำให้ซูเยว่หนิงสะอื้นจนตัวสั่น นางส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ไม่..."
"ไม่ใช่..."
"เป็นข้าเอง..."
เสียงของนางสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"เป็นข้าที่ผิด..."
เซียวอวี้เฉินมองนางนิ่ง แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
"อย่าเพิ่งพูด"
"ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน"
เขายกดาบขึ้นเพียงครั้งเดียว
เคร้ง!
โซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าของนางขาดออกทันที ซูเยว่หนิงมองชายตรงหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย นางเคยผลักไสเขา เคยด่าว่าเขา เคยทรยศเขา
แต่ในวาระสุดท้าย...คนที่ย้อนกลับมาหานางกลับเป็นเขา
"ท่านอ๋อง..."
นางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเขา น้ำตาหยดลงบนเกราะสีดำ
"ข้าขอโทษ..."
"ข้าขอโทษ..."
"ข้าเชื่อคนผิด..."
"ข้าทำลายทุกอย่าง..."
เสียงสะอื้นของนางดังสะท้อนอยู่ในตำหนักอันเงียบงัน
เซียวอวี้เฉินหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน
"เรื่องเหล่านั้น..."
"ไว้ค่อยพูดกัน"
"เรากลับจวนก่อน"
ทว่า...คำพูดนั้นไม่มีวันเป็นจริง ฮองเฮายกพระหัตถ์ขึ้นช้า ๆ แววตาเย็นเยียบไร้ความลังเล
"ลงมือ"
ฉึก!
เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันหลายทิศ องครักษ์ลับที่ซ่อนตัวอยู่เหนือคานไม้ปล่อยธนูลงมาราวกับสายฝน เซียวอวี้เฉินแทบไม่ต้องคิด เขาดึงซูเยว่หนิงเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใช้แผ่นหลังของตนรับลูกธนูทั้งหมด
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลูกธนูหลายดอกปักทะลุเกราะ เลือดสดไหลทะลักออกมาในพริบตา
"ท่านอ๋อง!"
ซูเยว่หนิงร้องลั่น นางประคองร่างของเขาไว้ ขณะที่เขาเริ่มทรุดลงช้า ๆ แม้จะเจ็บปางตาย แต่เซียวอวี้เฉินยังฝืนยิ้มให้นาง เป็นรอยยิ้มที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนอบอุ่น...และเต็มไปด้วยความโล่งใจ
"เจ้ายัง...ปลอดภัย..."
เลือดไหลออกจากมุมปากของเขา
ซูเยว่หนิงส่ายหน้ารัว
"อย่าพูด!"
"ท่านต้องไม่เป็นอะไร!"
"ข้ายังไม่ได้ชดใช้..."
"ข้ายังไม่ได้ขอโทษ..."
น้ำตาของนางหยดลงบนใบหน้าของเขา
เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ ยกมือขึ้น เช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนแรง
"เยว่หนิง..."
"หากมีชาติหน้า..."
"อย่าเชื่อผู้อื่น..."
"จงเชื่อข้า..."
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลึกลงกลางหัวใจของนาง ซูเยว่หนิงกอดเขาแน่น ร้องไห้อย่างไม่อายผู้ใด
"หากมีชาติหน้า..."
"ข้าจะไม่ทำร้ายท่านอีก..."
"ข้าจะรักท่าน..."
"ข้าจะอยู่ข้างท่าน..."
"ได้โปรด..."
"ขอโอกาสให้ข้าอีกสักครั้ง..."
ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วท้องนภา สายฟ้าฟาดลงกลางพระราชวังจนแสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วตำหนัก พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซูเยว่หนิงรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิวภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสียงทุกอย่างค่อย ๆ หายไป
สิ่งสุดท้ายที่นางเห็น...คือดวงตาของเซียวอวี้เฉินที่ยังคงมองมาทางนาง
จากนั้น...ทุกอย่างก็ดับมืด
…
"พระชายา!" เสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู
"พระชายา...ได้เวลาเข้าพิธีแล้วเพคะ"
ซูเยว่หนิงลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ลอยเข้าจมูก ม่านสีแดงปักลายหงส์พลิ้วไหวอยู่ตรงหน้า นางก้มลงมองมือของตน ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด ไม่มีโซ่ตรวน หัวใจของนางเต้นรัว
ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น...หนังสือหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ข้างเตียง
นางจำได้ทันที
คืนนี้...คือคืนเข้าหอและนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกโศกนาฏกรรมในชาติที่แล้ว ซูเยว่หนิงกำชายเสื้อแน่น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวังกลับเปลี่ยนเป็นแน่วแน่
ครั้งนี้...นางจะไม่เดินซ้ำบนเส้นทางเดิมอีกเด็ดขาด
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ

















