ANMELDENหลังจากวันนั้น ซูหย่าก็เริ่มวางแผนทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทุกครั้งที่มองเห็นเจียงหมิ่น เธอก็ยิ่งรู้สึกโมโหที่เด็กสาวไม่ยอมเชื่อฟัง แต่เงินสินสอดแปดพันหยวนจากหวังสวี่จ้าวเถ้าแก่ผู้ร่ำรวย ความโลภนั้นก็มีอิทธิพลเหนือเธอมากกว่าสิ่งใด
สามวันต่อมา ซูหย่าทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอมีท่าทางใจดีเป็นพิเศษกับเจียงหมิ่น คอยพูดจาอ่อนหวานผิดหูผิดตา
ในตอนสายของวันนั้น ซูหย่านำแก้วน้ำโคล่าเย็นเจี๊ยบมาวางตรงหน้าเจียงหมิ่นขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องส่วนตัว
“อาหมิ่นลูกรัก” ซูหย่าเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ส่งแก้วน้ำโคล่าให้ด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างเห็นได้ชัด
“อากาศร้อนๆ แบบนี้ ดื่มน้ำโคล่าสักหน่อยไหม แม่เพิ่งไปซื้อมาให้เลยนะ”
เจียงหมิ่นมองแก้วน้ำโคล่าในมือของซูหย่าด้วยความสงสัยค้างคาใจ นี่ไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่ถูกหลอกง่ายๆ ซูหย่าเป็นคนขี้เหนียวตัวแม่ ไม่เคยยอมเสียเงินซื้อเครื่องดื่มราคาแพงอย่างน้ำโคล่าให้เธอดื่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปกติแล้วแม้แต่น้ำเปล่าเธอยังตวงให้ดื่มอย่างจำกัดจำเขี่ย การที่ซูหย่าลงทุนซื้อน้ำโคล่ามาให้ถึงที่ แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่
‘พล็อตละครน้ำเน่าชัดๆ’ เจียงหมิ่นคิดในใจอย่างอดไม่ได้ เธอมองน้ำโคล่าสีดำในแก้วที่มีฟองฟู่ขึ้นมาเล็กน้อย ในใจแอบคาดเดาว่าคงมีการวางยาบางอย่างลงไปแน่นอน และเป้าหมายก็คงไม่พ้นเรื่องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังสวี่จ้าว
ถึงแม้จะรู้ทัน แต่เจียงหมิ่นก็แสร้งทำเป็นดีใจจนออกนอกหน้า ดวงตาของเธอดูกระตือรือร้นราวกับเด็กที่ได้ของเล่นถูกใจ
“จริงเหรอคะแม่ ขอบคุณมากค่ะ” เธอรับแก้วน้ำโคล่ามาถือไว้ในมือ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่มทันที
ซูหย่าเห็นท่าทางตื่นเต้นของเจียงหมิ่นก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เธอนึกว่าแผนการของตนกำลังจะสำเร็จ
“ดื่มสิ จะได้ชื่นใจ” ซูหย่าคะยั้นคะยอ น้ำเสียงของเธอยังคงเจือความหวานล้ำเกินจริง
เจียงหมิ่นจ้องมองแก้วน้ำโคล่าในมือ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแม่เลี้ยงกำลังยืนกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตาจับจ้องราวกับรอคอยบางสิ่งบางอย่าง นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำความสงสัยของเธอ
“แม่คะ...” เจียงหมิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แกล้งทำเป็นคิดอะไรบางอย่าง
“หนูอยากได้ขนมที่อยู่ในครัวค่ะ ขนมไข่ที่แม่ทำไว้เมื่อวานน่ะค่ะ เอามากินคู่กับน้ำโคล่าคงจะอร่อยน่าดูเลย”
ซูหย่าชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าเจียงหมิ่นจะขออะไรแบบนี้ แต่เพื่อให้น้ำโคล่าถูกดื่มจนหมด เธอก็ต้องยอมทำตาม
“ได้สิๆ เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้” สตรีอวบตอบด้วยรอยยิ้มแฝงความร้ายกาจ ก่อนจะรีบเดินตรงไปที่ห้องครัวอย่างเร่งรีบ
ทันทีที่ซูหย่าลับสายตาไป เจียงหมิ่นก็รีบเทน้ำโคล่าในแก้วทิ้งลงกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้เททิ้งจนหมด แต่เหลือไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดูเหมือนว่าดื่มไปแล้ว จากนั้นก็ทำท่าทางหอบหายใจเหมือนเพิ่งดื่มน้ำมาอย่างกระหาย
เมื่อซูหย่ากลับมาพร้อมกับจานขนมไข่ เธอก็เห็นแก้วน้ำโคล่าที่พร่องลงเกือบหมดอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเธอพลันยิ้มกว้างด้วยความยินดี ดวงตาเปล่งประกายแห่งชัยชนะ
“อ้าว ดื่มไปแล้วเหรอ ชื่นใจไหม” ซูหย่าถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เจียงหมิ่นแสร้งทำเป็นปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ชื่นใจมากค่ะแม่ ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มให้ซูหย่าอย่างใสซื่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม่เลี้ยงยิ้มตอบ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ตกหลุมพรางที่เจียงหมิ่นสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน และแผนการร้ายกาจของเธอกำลังจะถูกพลิกกลับมาทำร้ายตัวเอง
เวลาล่วงเลยไปพอสมควร ซูหย่ากระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด เธอเหลียวมองไปที่ห้องของเจียงหมิ่นหลายต่อหลายครั้ง เพราะแม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว แต่เจียงหมิ่นก็ยังไม่ยอมเข้านอนสักที เสียงพลิกหน้ากระดาษจากในห้องยังคงดังแผ่วเบา ยิ่งใกล้เวลานัดหมายกับเถ้าแก่หวังมากเท่าไร ก็ยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น
“ทำไมยังไม่นอนอีกนะ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าอวบเต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนวิตก
ในที่สุด ซูหย่าก็ตัดสินใจวางแผนขั้นต่อไป เธอเดินไปยังห้องครัว หยิบกาชาและถ้วยชาสองใบออกมา จากนั้นก็แอบใส่ยาบางอย่างลงไปในถ้วยหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเธอส่องประกายร้ายกาจ
เธอยกถาดชาเดินเข้าไปในห้องของเจียงหมิ่น
“อาหมิ่น” ซูหย่าเอ่ยเสียงอ่อนหวานผิดปกติ
“ดื่มชากัน สักหน่อยไหม”
เจียงหมิ่นเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ดวงตาของเธอมองถ้วยชาในถาดด้วยความระมัดระวัง เธอรู้ดีว่ายาที่ใส่ลงไปในน้ำโคล่าเมื่อตอนสายต้องถูกนำมาใช้ในรูปแบบอื่นอีกแน่นอน และตอนนี้ก็คงเป็นน้ำชาถ้วยนี้
“ขอบคุณค่ะแม่” เจียงหมิ่นยิ้มตอบอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในใจเธอกำลังคิดหาวิธีโต้กลับอย่างรวดเร็ว เธอจงใจขยับตัวอย่างซุ่มซ่ามเล็กน้อย ทำให้ถาดชาเอียงเล็กน้อย
“โอ๊ะ” เจียงหมิ่นอุทานเบาๆ แกล้งทำเป็นตกใจ
“เกือบไปแล้วค่ะ ถ้วยชาเกือบจะคว่ำลงพื้นแล้ว” เธอรีบเอื้อมมือไปจัดถ้วยชาให้เข้าที่ แต่ในจังหวะนั้นเอง เธอก็ใช้ไหวพริบสลับถ้วยชาที่น่าสงสัยให้ไปอยู่ในมือของแม่เลี้ยงอย่างแนบเนียน โดยที่ซูหย่าไม่ทันสังเกตเห็น
ซูหย่าที่กำลังหน้าซีดเผือดเพราะกลัวชาจะหก รีบจัดถ้วยชาให้เข้าที่โดยไม่รู้ตัวว่าถ้วยชาถูกสลับไปแล้ว เธอยิ้มอย่างโล่งอก
“เกือบไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ งั้น.. ดื่มสิลูก จะได้ผ่อนคลาย”
เจียงหมิ่นยกถ้วยชาที่ไม่มีส่วนผสมของยาขึ้นจิบช้าๆ เธอแกล้งทำเป็นชวนคุยเรื่องสัพเพเหระเล็กน้อย เพื่อถ่วงเวลาและสังเกตปฏิกิริยาของซูหย่า
“อากาศร้อนแบบนี้ ไม่อยากดื่มชาร้อนเลย แต่แม่ทำมาแล้ว ฉันจะดื่มให้หมดเลย”
ซูหย่าฟังเจียงหมิ่นพูดไปพลาง เธอก็ดื่มชาในถ้วยของตัวเองไปพลางอย่างไม่ระแวง ครู่หนึ่งเจียงหมิ่นก็แกล้งยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“ชาหอมมากเลย” เจียงหมิ่นกล่าวพลางแกล้งทำเป็นหาวออกมา ดวงตาของเธอเริ่มปรอยๆ ราวกับง่วงนอนเต็มที เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสมจริงในการแสดง
ซูหย่าเห็นเจียงหมิ่นอ้าปากหาวก็ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ ในที่สุดแผนการของเธอก็สำเร็จ เธอจะไม่ต้องเสียเงินแปดพันหยวนที่ลอยอยู่ต่อหน้าแล้ว
“ง่วงเหรอ งั้นไปนอนพักเถอะ จะได้สดชื่น” ซูหย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดปกติ
เจียงหมิ่นแสร้งทำเป็นเดินโซซัดโซเซเล็กน้อย
“แม่คะ... ฉันรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงเลยค่ะ สงสัยจะง่วงมากจริงๆ เดินไม่ไหวแล้วค่ะ ช่วยพยุงฉันไปที่ห้องหน่อยได้ไหม” เธอเอ่ยเสียงออดอ้อน
ซูหย่าไม่ทันได้คิดอะไรมาก เธอดีใจจนเนื้อเต้นที่จะเห็นลูกเลี้ยงอยู่ในสภาพที่พร้อมจะถูกจับไปแต่งงาน จึงรีบเดินเข้ามาพยุงแขนของเจียงหมิ่น
“ได้สิ มาๆ แม่จะพาไปนอนเอง” ซูหย่ากล่าว พลางพยุงเจียงหมิ่นเดินโซเซไปที่ห้องนอน
แต่ยังไม่ทันที่ซูหย่าจะพยุงเจียงหมิ่นไปถึงเตียง เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอนไม่กี่ก้าว ร่างกายของซูหย่าก็เริ่มโงนเงน ดวงตาของเธอเริ่มปรือลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“แม่... แม่รู้สึก... มึนหัวจัง...” ซูหย่าพึมพำ ก่อนที่ร่างของเธอจะหมดเรี่ยวแรง และทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นห้องอย่างช้าๆ
เจียงหมิ่นมองร่างของซูหย่าที่หมดสติลงไปตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แผนการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
เธอถอดรองเท้าของซูหย่าออก จากนั้นจึงออกแรงพยุงร่างท้วมของแม่เลี้ยงขึ้นวางบนเตียงของตัวเองอย่างทุลักทุเล จัดท่าทางให้เธอนอนอย่างสบาย แล้วคลุมผ้าห่มผืนเก่าให้ เพื่อให้ดูเหมือนว่าเธอกำลังนอนหลับอย่างเป็นสุข
เมื่อเห็นว่าซูหย่าหลับปุ๋ยไปแล้ว เจียงหมิ่นก็รีบเดินไปที่ประตู เธอกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ แง้มประตูออกอย่างเงียบเชียบ
************************
หลังจากวันนั้น ซูหย่าก็เริ่มวางแผนทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทุกครั้งที่มองเห็นเจียงหมิ่น เธอก็ยิ่งรู้สึกโมโหที่เด็กสาวไม่ยอมเชื่อฟัง แต่เงินสินสอดแปดพันหยวนจากหวังสวี่จ้าวเถ้าแก่ผู้ร่ำรวย ความโลภนั้นก็มีอิทธิพลเหนือเธอมากกว่าสิ่งใดสามวันต่อมา ซูหย่าทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอมีท่าทางใจดีเป็นพิเศษกับเจียงหมิ่น คอยพูดจาอ่อนหวานผิดหูผิดตาในตอนสายของวันนั้น ซูหย่านำแก้วน้ำโคล่าเย็นเจี๊ยบมาวางตรงหน้าเจียงหมิ่นขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องส่วนตัว“อาหมิ่นลูกรัก” ซูหย่าเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ส่งแก้วน้ำโคล่าให้ด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างเห็นได้ชัด“อากาศร้อนๆ แบบนี้ ดื่มน้ำโคล่าสักหน่อยไหม แม่เพิ่งไปซื้อมาให้เลยนะ”เจียงหมิ่นมองแก้วน้ำโคล่าในมือของซูหย่าด้วยความสงสัยค้างคาใจ นี่ไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่ถูกหลอกง่ายๆ ซูหย่าเป็นคนขี้เหนียวตัวแม่ ไม่เคยยอมเสียเงินซื้อเครื่องดื่มราคาแพงอย่างน้ำโคล่าให้เธอดื่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปกติแล้วแม้แต่น้ำเปล่าเธอยังตวงให้ดื่มอย่างจำกัดจำเขี่ย การที่ซูหย่าลงทุนซื้อน้ำโคล่ามาให้ถึงที่ แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็
“ไม่ค่ะ ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังเด็ดขาด”“อะไรนะ! แกกล้าดียังไงมาปฏิเสธ แกอย่าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกอะไรได้ ฉันเป็นแม่แกนะ” ซูหย่าตวาดลั่น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโมโห“ฉันมีคนรักแล้วค่ะ และเรากำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้านี้” เจียงหมิ่นตอบสวนกลับอย่างใจเย็น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เรื่องคนรักเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้“คนรัก ใครกัน” แม่เลี้ยงถามเสียงแหลมสูงด้วยความอยากรู้“เขายังไม่อยากให้ฉันเปิดเผยในตอนนี้ แต่เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง” เจียงหมิ่นยังไม่รู้ว่าจะอ้างชื่อใครใบหน้าของนายเจียงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง จนถ้วยชาที่วางอยู่กระเด็นไปเล็กน้อย“แกอย่างบอกนะว่าเป็นหลี่หมิงเหว่ย ไอ้คนไร้ค่าที่เขียนบทละครไม่ได้เรื่องนั่นน่ะ แกจะไปแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้แบบนั้นได้อย่างไร” เขาตวาดลั่นด้วยความโมโห ผู้ชายคนเดียวที่สนิทกับลูกสาวจะมีใครอื่นไปได้“ฮ่าๆ คิดว่าจะหาใครมาหลอกฉันได้เหรอ หลี่หมิงเหว่ยมันก็แค่คนตกอับ ไม่มีอะไรเลย แกจะเอาอะไรกิน” นางซูหัวเราะเยาะ“ไม่ใช่เขา และฉันจะแต่งงานกับใครมันเรื่องของฉันค่ะ” เจียงหมิ่นเริ่มมีน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้น
สองสหายกำลังวางแผนที่จะเขียนนิยายออกมา โดยเลือกเขียนแนวพระเอกที่ปิดบังตัวตนเพื่อตามหารักแท้“เธอต้องกลับบ้านนี่ จะเอาเวลาไหนมาช่วยฉันเขียน” นักเขียนหนุ่มถามขึ้นหลังจากที่นึกถึงความเป็นไปได้“บ้านเหรอ” เจียงหมิ่นพึมพำ แล้วภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวอีกครั้งภาพบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยความคับแคบ พ่อที่ไม่เคยแยแส และซูหย่าแม่เลี้ยงใจร้ายที่มักจะใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนและใช้งานเจียงหมิ่นเยี่ยงทาสชีวิตในบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง เจียงหมิ่นมักจะถูกตบตีและดุด่าจากแม่เลี้ยงอยู่เสมอ เธอต้องทำงานบ้านทุกอย่างโดยไม่ได้รับการเหลียวแล การกลับไปอยู่กับครอบครัวนั้นเท่ากับกลับไปสู่ขุมนรกดีๆ นี่เองในยุคนี้ การแต่งงานคือหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากครอบครัวเดิมได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลี่หมิงเหว่ยยังเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอในยามนี้ และดูเหมือนจะเป็นคนที่เชื่อใจได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่เธออ้างว้างเช่นนี้“หรือฉันจะแต่งงานกับนายดี”“จะบ้าเหรอ เธอก็รู้ว่าฉัน... ไม่ได้ชอบผู้หญิง” หลี่หมิงเหว่ยกล่าวเสียงเบาด้วยความขัดเขินเล็กน้อย เขาไว้ใจสหายรักคนนี้มาก ไม
ถ้วยยาจีนถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียง ดวงตาที่เคยหมองหม่นด้วยความเหนื่อยล้าของเจ้าของห้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขามองเจียงหมิ่นด้วยแววตาที่ห่วงใย“คิดได้ไงไปทะเลาะกับซูอี้” หลี่หมิงเหว่ยบ่นให้เธอเล็กน้อย พลางส่ายหน้า“ก็ซูอี้ อ๋อ.. แม่นางเอกนั่นนะหรือ ก็เธอมาดูถูกฉันก่อนนี่” เธอตอบแล้วยกถ้วยยามาดม ก่อนจะจิบมันเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจสหายรักเจียงหมิ่นมองปฏิกิริยาของเขาแล้วรู้สึกเอ็นดู ชายหนุ่มคนนี้ดูเป็นสหายที่ซื่อตรงและจริงใจ ใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยของการเสแสร้งใดๆ เลยแม้แต่น้อย“แล้วนายล่ะ ไปโผล่ที่สถานีโทรทัศน์ได้ยังไง เอาบทละครไปเสนออีกแล้วเหรอ”“อืม ไม่ผ่านเหมือนเดิม” เขาพูดเสียงเบาด้วยความผิดหวัง“แต่สุดท้ายสิ่งที่นายนำไปเสนอที่พวกนั้นไม่ให้ผ่าน ก็ถูกซ่งเหยาเอาไปดัดแปลงมาเขียนเป็นบทละครจนโด่งดังอยู่ดี นายควรจะร้องเรียนเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะ” ในความทรงจำ คนขี้แพ้ที่ส่งบทละครให้สถานีโทรทัศน์ไม่เคยผ่าน แต่กลับถูกลอกพล็อตเรื่องไปเขียนใหม่ แต่เขาก็ไม่เคยโวยวาย“แต่เขาเขียนได้ดีกว่าฉันจริงๆ ที่นา” หลี่หมิงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเขาแดงก่ำกว่าเดิมชัดเจน“เอาเถอะ หากนาย
ความมืดมิดจางหายไปช้าๆ หลิวซินเยว่รู้สึกเหมือนศีรษะหมุนเคว้งคว้าง ดวงตาพร่ามัวค่อยๆ ปรับโฟกัส เธอลืมตาขึ้นมาพบกับแสงสลัวๆ เพดานสูงที่ดูแปลกตา“ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามขยับตัว แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งผิดแปลกไปจากเดิมเสียงโหวกเหวกโวยวายดังเข้ามากระทบโสตประสาท ร่างบอบบางขยับลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ภาพเบื้องหน้าคือฉากกองถ่ายละครที่ดูไม่คุ้นตา นักแสดงหญิงชายในชุดจีนโบราณกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ เสียงเอะอะมะเทิ่งของทีมงานที่กำลังจัดแสงจัดฉากทำให้เธอรู้สึกปวดศีรษะชุดที่เธอสวมอยู่ตอนนี้ไม่ใช่กี่เพ้าสวยหรู แต่เป็นชุดทาสหญิงสีทึมๆ ที่ทั้งเก่าและขาดวิ่น“นี่มันอะไรกัน” หลิวซินเยว่ขมวดคิ้วแน่น หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของรายการสารคดีที่เธอไปถ่ายทำงั้นหรือ รายการ ‘ลมหายใจแห่งอดีต’ อาจจะต้องการสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาเพื่อทดสอบปฏิสัมพันธ์ของดาราในยุคโบราณกระมังทันใดนั้น เสียงแหลมสูงก็ดังขึ้นข้างหู“เจียงหมิ่น! ทำไมยังนั่งโง่ๆ อยู่ตรงนั้น รีบมาได้แล้ว ทุกคนรอเธอคนเดียว”เธอหันไปมอง พบกับนักแสดงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างดงามแต่แฝงด้วยแววหยิ่งยโส เธอคนนั้นสวมชุดที่หรูหราอลังกา
ณ หมู่บ้านหลงซาน เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมแบบโบราณ“หลิวซินเยว่ ทางนี้!” เสียงเรียกสดใสของซูหย่าฉิน ดาราสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยความงาม เพื่อนในวงการของเธอเอ่ยขึ้น พร้อมโบกมือให้หลิวซินเยว่ ก้าวเท้าลงจากรถตู้คันหรูอย่างสง่างาม ในชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนปักลวดลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหว เธอยิ้มให้กล้องและแฟนๆ ที่มารอต้อนรับ ใบหน้าหวานใสเปล่งประกายออร่าของซูเปอร์สตาร์แห่งยุค ยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างต่างชื่นชมในความงามและมารยาทอันน่ารักของเธอนอกจากจะเป็นนักแสดงที่โด่งดังแล้ว เธอยังมีความสามารถในการเขียนบทละครที่โดดเด่น แต่ที่ใครหลายคนไม่รู้ เธอคือนักเขียนนิยายรักน้ำเน่าแนวชิงรักหักสวาทที่กำลังขายดิบขายดี ด้วยนามปากกาลับที่ไม่เคยเปิดเผยตัวตน“วันนี้อากาศดีจริงๆ นะ เหมาะกับการถ่ายทำสุดๆ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในจีนจะมีที่แบบนี้อยู่ด้วย” ถังมี่มี่ ดาราสาวร่างเล็กที่มีความสามารถในการเขียนบทละครเช่นเดียวกับหลิวซินเยว่เอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นช่างภาพของรายการ ‘ลมหายใจแห่งอดีต’กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์กันอย่างขะมักเขม้น รอบตัวเต็มไปด้วยทีมงานและชาวบ้านหลงซานที่มารอชมดาราที่พวกเขาเห็นแต่ในจอแก้ว“







