Masukหลังจากวันนั้น ซูหย่าก็เริ่มวางแผนทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทุกครั้งที่มองเห็นเจียงหมิ่น เธอก็ยิ่งรู้สึกโมโหที่เด็กสาวไม่ยอมเชื่อฟัง แต่เงินสินสอดแปดพันหยวนจากหวังสวี่จ้าวเถ้าแก่ผู้ร่ำรวย ความโลภนั้นก็มีอิทธิพลเหนือเธอมากกว่าสิ่งใด
สามวันต่อมา ซูหย่าทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอมีท่าทางใจดีเป็นพิเศษกับเจียงหมิ่น คอยพูดจาอ่อนหวานผิดหูผิดตา
ในตอนสายของวันนั้น ซูหย่านำแก้วน้ำโคล่าเย็นเจี๊ยบมาวางตรงหน้าเจียงหมิ่นขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องส่วนตัว
“อาหมิ่นลูกรัก” ซูหย่าเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ส่งแก้วน้ำโคล่าให้ด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างเห็นได้ชัด
“อากาศร้อนๆ แบบนี้ ดื่มน้ำโคล่าสักหน่อยไหม แม่เพิ่งไปซื้อมาให้เลยนะ”
เจียงหมิ่นมองแก้วน้ำโคล่าในมือของซูหย่าด้วยความสงสัยค้างคาใจ นี่ไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่ถูกหลอกง่ายๆ ซูหย่าเป็นคนขี้เหนียวตัวแม่ ไม่เคยยอมเสียเงินซื้อเครื่องดื่มราคาแพงอย่างน้ำโคล่าให้เธอดื่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปกติแล้วแม้แต่น้ำเปล่าเธอยังตวงให้ดื่มอย่างจำกัดจำเขี่ย การที่ซูหย่าลงทุนซื้อน้ำโคล่ามาให้ถึงที่ แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่
‘พล็อตละครน้ำเน่าชัดๆ’ เจียงหมิ่นคิดในใจอย่างอดไม่ได้ เธอมองน้ำโคล่าสีดำในแก้วที่มีฟองฟู่ขึ้นมาเล็กน้อย ในใจแอบคาดเดาว่าคงมีการวางยาบางอย่างลงไปแน่นอน และเป้าหมายก็คงไม่พ้นเรื่องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังสวี่จ้าว
ถึงแม้จะรู้ทัน แต่เจียงหมิ่นก็แสร้งทำเป็นดีใจจนออกนอกหน้า ดวงตาของเธอดูกระตือรือร้นราวกับเด็กที่ได้ของเล่นถูกใจ
“จริงเหรอคะแม่ ขอบคุณมากค่ะ” เธอรับแก้วน้ำโคล่ามาถือไว้ในมือ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่มทันที
ซูหย่าเห็นท่าทางตื่นเต้นของเจียงหมิ่นก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เธอนึกว่าแผนการของตนกำลังจะสำเร็จ
“ดื่มสิ จะได้ชื่นใจ” ซูหย่าคะยั้นคะยอ น้ำเสียงของเธอยังคงเจือความหวานล้ำเกินจริง
เจียงหมิ่นจ้องมองแก้วน้ำโคล่าในมือ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแม่เลี้ยงกำลังยืนกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตาจับจ้องราวกับรอคอยบางสิ่งบางอย่าง นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำความสงสัยของเธอ
“แม่คะ...” เจียงหมิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แกล้งทำเป็นคิดอะไรบางอย่าง
“หนูอยากได้ขนมที่อยู่ในครัวค่ะ ขนมไข่ที่แม่ทำไว้เมื่อวานน่ะค่ะ เอามากินคู่กับน้ำโคล่าคงจะอร่อยน่าดูเลย”
ซูหย่าชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าเจียงหมิ่นจะขออะไรแบบนี้ แต่เพื่อให้น้ำโคล่าถูกดื่มจนหมด เธอก็ต้องยอมทำตาม
“ได้สิๆ เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้” สตรีอวบตอบด้วยรอยยิ้มแฝงความร้ายกาจ ก่อนจะรีบเดินตรงไปที่ห้องครัวอย่างเร่งรีบ
ทันทีที่ซูหย่าลับสายตาไป เจียงหมิ่นก็รีบเทน้ำโคล่าในแก้วทิ้งลงกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้เททิ้งจนหมด แต่เหลือไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดูเหมือนว่าดื่มไปแล้ว จากนั้นก็ทำท่าทางหอบหายใจเหมือนเพิ่งดื่มน้ำมาอย่างกระหาย
เมื่อซูหย่ากลับมาพร้อมกับจานขนมไข่ เธอก็เห็นแก้วน้ำโคล่าที่พร่องลงเกือบหมดอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเธอพลันยิ้มกว้างด้วยความยินดี ดวงตาเปล่งประกายแห่งชัยชนะ
“อ้าว ดื่มไปแล้วเหรอ ชื่นใจไหม” ซูหย่าถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เจียงหมิ่นแสร้งทำเป็นปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ชื่นใจมากค่ะแม่ ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มให้ซูหย่าอย่างใสซื่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม่เลี้ยงยิ้มตอบ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ตกหลุมพรางที่เจียงหมิ่นสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน และแผนการร้ายกาจของเธอกำลังจะถูกพลิกกลับมาทำร้ายตัวเอง
เวลาล่วงเลยไปพอสมควร ซูหย่ากระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด เธอเหลียวมองไปที่ห้องของเจียงหมิ่นหลายต่อหลายครั้ง เพราะแม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว แต่เจียงหมิ่นก็ยังไม่ยอมเข้านอนสักที เสียงพลิกหน้ากระดาษจากในห้องยังคงดังแผ่วเบา ยิ่งใกล้เวลานัดหมายกับเถ้าแก่หวังมากเท่าไร ก็ยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น
“ทำไมยังไม่นอนอีกนะ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าอวบเต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนวิตก
ในที่สุด ซูหย่าก็ตัดสินใจวางแผนขั้นต่อไป เธอเดินไปยังห้องครัว หยิบกาชาและถ้วยชาสองใบออกมา จากนั้นก็แอบใส่ยาบางอย่างลงไปในถ้วยหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเธอส่องประกายร้ายกาจ
เธอยกถาดชาเดินเข้าไปในห้องของเจียงหมิ่น
“อาหมิ่น” ซูหย่าเอ่ยเสียงอ่อนหวานผิดปกติ
“ดื่มชากัน สักหน่อยไหม”
เจียงหมิ่นเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ดวงตาของเธอมองถ้วยชาในถาดด้วยความระมัดระวัง เธอรู้ดีว่ายาที่ใส่ลงไปในน้ำโคล่าเมื่อตอนสายต้องถูกนำมาใช้ในรูปแบบอื่นอีกแน่นอน และตอนนี้ก็คงเป็นน้ำชาถ้วยนี้
“ขอบคุณค่ะแม่” เจียงหมิ่นยิ้มตอบอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในใจเธอกำลังคิดหาวิธีโต้กลับอย่างรวดเร็ว เธอจงใจขยับตัวอย่างซุ่มซ่ามเล็กน้อย ทำให้ถาดชาเอียงเล็กน้อย
“โอ๊ะ” เจียงหมิ่นอุทานเบาๆ แกล้งทำเป็นตกใจ
“เกือบไปแล้วค่ะ ถ้วยชาเกือบจะคว่ำลงพื้นแล้ว” เธอรีบเอื้อมมือไปจัดถ้วยชาให้เข้าที่ แต่ในจังหวะนั้นเอง เธอก็ใช้ไหวพริบสลับถ้วยชาที่น่าสงสัยให้ไปอยู่ในมือของแม่เลี้ยงอย่างแนบเนียน โดยที่ซูหย่าไม่ทันสังเกตเห็น
ซูหย่าที่กำลังหน้าซีดเผือดเพราะกลัวชาจะหก รีบจัดถ้วยชาให้เข้าที่โดยไม่รู้ตัวว่าถ้วยชาถูกสลับไปแล้ว เธอยิ้มอย่างโล่งอก
“เกือบไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ งั้น.. ดื่มสิลูก จะได้ผ่อนคลาย”
เจียงหมิ่นยกถ้วยชาที่ไม่มีส่วนผสมของยาขึ้นจิบช้าๆ เธอแกล้งทำเป็นชวนคุยเรื่องสัพเพเหระเล็กน้อย เพื่อถ่วงเวลาและสังเกตปฏิกิริยาของซูหย่า
“อากาศร้อนแบบนี้ ไม่อยากดื่มชาร้อนเลย แต่แม่ทำมาแล้ว ฉันจะดื่มให้หมดเลย”
ซูหย่าฟังเจียงหมิ่นพูดไปพลาง เธอก็ดื่มชาในถ้วยของตัวเองไปพลางอย่างไม่ระแวง ครู่หนึ่งเจียงหมิ่นก็แกล้งยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“ชาหอมมากเลย” เจียงหมิ่นกล่าวพลางแกล้งทำเป็นหาวออกมา ดวงตาของเธอเริ่มปรอยๆ ราวกับง่วงนอนเต็มที เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสมจริงในการแสดง
ซูหย่าเห็นเจียงหมิ่นอ้าปากหาวก็ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ ในที่สุดแผนการของเธอก็สำเร็จ เธอจะไม่ต้องเสียเงินแปดพันหยวนที่ลอยอยู่ต่อหน้าแล้ว
“ง่วงเหรอ งั้นไปนอนพักเถอะ จะได้สดชื่น” ซูหย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดปกติ
เจียงหมิ่นแสร้งทำเป็นเดินโซซัดโซเซเล็กน้อย
“แม่คะ... ฉันรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงเลยค่ะ สงสัยจะง่วงมากจริงๆ เดินไม่ไหวแล้วค่ะ ช่วยพยุงฉันไปที่ห้องหน่อยได้ไหม” เธอเอ่ยเสียงออดอ้อน
ซูหย่าไม่ทันได้คิดอะไรมาก เธอดีใจจนเนื้อเต้นที่จะเห็นลูกเลี้ยงอยู่ในสภาพที่พร้อมจะถูกจับไปแต่งงาน จึงรีบเดินเข้ามาพยุงแขนของเจียงหมิ่น
“ได้สิ มาๆ แม่จะพาไปนอนเอง” ซูหย่ากล่าว พลางพยุงเจียงหมิ่นเดินโซเซไปที่ห้องนอน
แต่ยังไม่ทันที่ซูหย่าจะพยุงเจียงหมิ่นไปถึงเตียง เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอนไม่กี่ก้าว ร่างกายของซูหย่าก็เริ่มโงนเงน ดวงตาของเธอเริ่มปรือลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“แม่... แม่รู้สึก... มึนหัวจัง...” ซูหย่าพึมพำ ก่อนที่ร่างของเธอจะหมดเรี่ยวแรง และทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นห้องอย่างช้าๆ
เจียงหมิ่นมองร่างของซูหย่าที่หมดสติลงไปตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แผนการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
เธอถอดรองเท้าของซูหย่าออก จากนั้นจึงออกแรงพยุงร่างท้วมของแม่เลี้ยงขึ้นวางบนเตียงของตัวเองอย่างทุลักทุเล จัดท่าทางให้เธอนอนอย่างสบาย แล้วคลุมผ้าห่มผืนเก่าให้ เพื่อให้ดูเหมือนว่าเธอกำลังนอนหลับอย่างเป็นสุข
เมื่อเห็นว่าซูหย่าหลับปุ๋ยไปแล้ว เจียงหมิ่นก็รีบเดินไปที่ประตู เธอกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ แง้มประตูออกอย่างเงียบเชียบ
************************
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ร้อนแรง ความรักของเจียงหมิ่นและจางเหล่ยได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามเกินคาด แฟนละครที่เคยโกรธเกรี้ยวกลับเปลี่ยนเป็นชื่นชมและยินดีกับความรักของพวกเขาอย่างไม่น่าเชื่อในขณะเดียวกันโทษจากการกระทำของแต่ละคนก็ได้ตามมาอย่างรวดเร็ว เจ้าของร้านออกแบบเครื่องประดับออกมาประกาศขอโทษพร้อมมอบชุดเครื่องประดับพลอยที่ประกอบด้วยต่างหูและสร้อยคอให้แก่เจียงหมิ่นเพื่อเป็นการแสดงความขอโทษอย่างจริงใจ พร้อมกับปลดพนักงานที่ให้ข้อมูลเท็จกับนักข่าวให้ออกจากร้านทันทีส่วนต้าเซา แม้หนังสือพิมพ์ไป๋เจิ้นและเขาจะไม่ฟ้องร้อง แต่เขาก็ได้ยื่นใบลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดในการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดต่อเนื่องกันถึงสามครั้ง และต้าเซาก็ออกมาเปิดเผยแหล่งข่าว ว่าคนที่ให้ข้อมูลเขาเพื่อเล่นงานเจียงหมิ่น ทั้งสามครั้งมาจากฟางจื่อหลิน โดยมีซูอี้ร่วมด้วยในครั้งก่อนเมื่อเรื่องนี้แดงขึ้น ซูอี้ นางเอกสาวจากสถานีโทรทัศน์บีเคเธอถูกขุดคุ้ยประวัติว่าเคยกลั่นแกล้งนักแสดงตัวประกอบในกองละครอยู่เสมอ มีหลายคนที่ออกมาให้ข่าวเรื่องนี้ จากที่ถูกพักงานหนึ่งปีจึงกลายเป็นว่าถูกปลดออกจากสถานีโดยส
รถยนต์ของจางเหล่ยเคลื่อนตัวออกจากงานเลี้ยง ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง ภายในรถที่เงียบสงบ เจียงหมิ่นนั่งข้างสามี ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความสุขและความโล่งใจ“ฉันว่าแผนการของคุณหวังสุดยอดมากเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้ขนาดนี้” เจียงหมิ่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม“ส่งเสริมกระแสของเราให้ยิ่งได้รับความนิยม แล้วยังหาทางออกเรื่องสถานะของเราได้อีกด้วย” เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่หุบไม่ลง มองแหวนที่สวมแล้วก็ยิ่งมีความสุขและอิ่มเอมใจหัวใจ ค่ำคืนที่เธอเป็นกังวลกลับกลายเป็นความทรงจำที่แสนวิเศษจางเหล่ยหันมามองเธอแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสนใจกับถนนตรงหน้าต่อ“นั่นก็เพราะคุณหวังอยากจะรักษาชื่อเสียงของเราเอาไว้ครับ เขาเป็นเจ้าของสถานีจะต้องทำทุกอย่างเพื่อชื่อเสียงของนักแสดงอยู่แล้ว เพราะมันคือผลประโยชน์ของเขา” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งไปลูบมือของเธออย่างแผ่วเบา“แล้วถ้าพวกเราไม่ใช่ดาราดังล่ะคะ เขาจะช่วยเราไหมคะ” เจียงหมิ่นถามอย่างสงสัย“ผมว่าถ้าใครมีผลประโยชน์เขาก็คงจะช่วยเหมือนกันครับ” จางเหล่ยตอบอ
หวังเซียวเจ้าของสถานีโทรทัศน์จินเผิงเรียกให้เจียงหมิ่นและจางเหล่ยเข้าไปพบเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานที่ดูเงียบสงบเมื่อทุกคนเข้ามาในห้องแล้ว หวังเซียวก็ปิดประตูแล้วมองไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย“ข่าวลือเรื่องแหวนแต่งงานเป็นเรื่องจริงใช่ไหม” เขาถามอย่างตรงไปตรงมา “พวกเธอสองคนสร้างข่าวคบหากัน ทั้งๆที่เจียงหมิ่นกำลังจะแต่งงานแล้วอย่างนั้นเหรอ”เจียงหมิ่นและจางเหล่ยสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่นักแสดงหนุ่มจะเป็นฝ่ายอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น“จริงๆก็คือ พวกเราแต่งงานกันแล้วครับ”คำตอบของทั้งคู่ทำให้หวังเซียวและเฉินหลิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ“คนรักของเจียงหมิ่น คือนายเหรอจางเหล่ย” เฉินหลิงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา“แล้วพวกเธอจะทำยังไงต่อไป” หวังเซียวถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเครียด“เราจะประกาศเรื่องนี้ในงานเลี้ยงนี้ครับ เราจะบอกทุกคนให้รู้ความจริงไปพร้อมๆ กัน” จางเหล่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น คำตอบของเขาทำให้หวังเซียวถึงกับส่ายหน้าด้วยความไม่เห็นด้วย“ไม่ ถ้าหากพวกเธอประกาศเรื่องนี้ออกไป ความนิยมของพวกเธอจะต้อง
สองวันต่อมา ในร้านรับออกแบบเครื่องประดับที่ดูหรูหรา ต้าเซาจากหนังสือพิมพ์ไป๋เจิ้นกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพนักงานขายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง“ผมอยากทราบข้อมูลว่าคุณหลี่หมิงเหว่ยมาสั่งทำแหวนให้คุณเจียงหมิ่น จริงหรือเปล่าครับ”พนักงานขายคนนั้นมองไปที่ต้าเซาแล้วส่ายหน้า เพราะกลัวว่าจะทำผิดกฎร้าน“ผมไม่สามารถให้ข้อมูลของลูกค้าได้จริงๆครับ ต้องขออภัยด้วย” คำพูดของพนักงานทำให้ต้าเซาถึงกับต้องนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองไปที่พนักงานคนนั้นด้วยสายตาที่ดูไม่เชื่อถือ ก่อนจะตัดสินใจที่จะยื่นซองเงินหนาๆ ให้กับพนักงานคนนั้นอย่างเงียบๆ“ถ้าคุณให้ข้อมูลผมมากกว่านี้ คุณจะได้มากกว่านี้อีก” ต้าเซากระซิบน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความนัยเมื่อเห็นซองเงินในมือ พนักงานคนนั้นก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดคอ เขามองไปรอบๆ ร้านเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะตัดสินใจที่จะบอกความจริงออกมา“คุณหลี่มาจ้างให้ร้านทำแหวนคู่ครับ คาดว่าจะใช้เป็นแหวนแต่งงาน แหวนของผู้หญิงสลักชื่อเจียงหมิ่น ส่วนแหวนผู้ชายสลักชื่อว่าจางอวี่หนิว” พนักงานหันซ้ายแลขวาขณะกระซิบบอกเสียงเบาคำพูดของพนักงานทำให้ต้าเซาถึงกับเบิกตากว้า
ภายในห้องนั่งเล่นในบ้านที่ดูอบอุ่น เจียงหมิ่นและจางเหล่ยกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน ข่าวบันเทิงซุบซิบพูดถึงเรื่องราวที่ทั้งคู่เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสอง หญิงสาวอมยิ้มกับข่าวตรงหน้า“ข่าวซุบซิบกอสซิบดารามันมีมาตั้งแต่ยุคนี้แล้วสินะ” หญิงสาวบ่นพึมพำเสียงเบา“อาหมิ่น เมื่อครู่คุณพูดอะไรนะ”“เปล่าหรอกค่ะ” เธอพูดแล้วขยับเข้าไปนั่งชิดสามี แล้วเอนศีรษะซบไหล่ของเขา“อาหนิวคะ สัปดาห์หน้าจะเป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบปีของฉันแล้วนะคะ.” เจียงหมิ่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเจือออดอ้อนเล็กน้อย“อืม และมันก็จะเป็นวันครบรอบสามเดือนที่เราจดทะเบียนสมรสกันด้วยนะ” เขาหันมามองเธอแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น“ฉันว่าเราควรจะทำอะไรเป็นของขวัญให้กันและกันบ้างนะ” เจียงหมิ่นพูดอย่างตรงไปตรงมา“คุณอยากได้อะไรล่ะ”“ฉันอยากให้เราทำแหวนแต่งงานไว้ใส่คู่กันค่ะ” คำพูดของเจียงหมิ่นทำให้จางเหล่ยถึงกับยิ้มกว้างด้วยความพอใจ“ผมก็คิดเหมือนกันครับ” เขาพูดพร้อมกับเดินไปหยิบด้ายมาวัดนิ้วของเธอ“แล้วคุณอยากได้แบบไหนเป็นพิเศษไหม มีเพชรประดับ แหวนทองคำดีไหม” เขาถามเธออย่างเอาใจและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ“ทองคำมันเด่นไปค่ะ ฉันอยากได้
เสียงกรีดร้องของเจียงหมิ่นดังขึ้นขณะที่หยางเหมี่ยวผลักเธอจนล้มลงบนพื้นตามบทละคร เธอแสดงสีหน้าที่เจ็บปวดและหวาดกลัวได้อย่างสมจริงก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาจากดวงตาอย่างช้าๆ“คัต” ผู้กำกับสั่งเสียงดังทันทีที่สิ้นเสียง หยางเหมี่ยวก็รีบเข้าไปหาเจียงหมิ่นแล้วช่วยพยุงเธอขึ้นจากพื้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“พี่เจียงหมิ่น เป็นอะไรไหมคะ ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเจียงหมิ่นยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เธอแสดงได้ดีมากเลยนะ”หยางเหมี่ยวยังคงมีสีหน้าไม่สบายใจ“พี่ไม่โกรธหรอก พี่เข้าใจ” เธอพูดพร้อมกับลูบที่ไหล่ของหยางเหมี่ยวเบาๆ คำพูดและการกระทำของนักแสดงรุ่นพี่ทำให้หยางเหมี่ยวถึงกับน้ำตาคลอ เธอไม่คิดว่าเจียงหมิ่นจะใจดีกับเธอขนาดนี้เธอเคยได้ยินจากพนักงานในสถานีว่า นางเอกส่วนใหญ่จะหยิ่งและถือตัว แต่สำหรับเจียงหมิ่นแล้ว ทั้งใจดี เป็นกันเอง และไม่เคยหวงความรู้กับเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณนะคะพี่เจียงหมิ่น” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ซาบซึ้งใจ ก่อนที่จะชักชวนกันท่องบทเพื่อเตรียมตัวถ่ายฉากถัดไปด้วยกันหลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้นในตอนบ่ายแก่ๆ ที่ห้องแต่งตั







