INICIAR SESIÓN“ไม่ค่ะ ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังเด็ดขาด”
“อะไรนะ! แกกล้าดียังไงมาปฏิเสธ แกอย่าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกอะไรได้ ฉันเป็นแม่แกนะ” ซูหย่าตวาดลั่น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
“ฉันมีคนรักแล้วค่ะ และเรากำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้านี้” เจียงหมิ่นตอบสวนกลับอย่างใจเย็น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เรื่องคนรักเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้
“คนรัก ใครกัน” แม่เลี้ยงถามเสียงแหลมสูงด้วยความอยากรู้
“เขายังไม่อยากให้ฉันเปิดเผยในตอนนี้ แต่เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง” เจียงหมิ่นยังไม่รู้ว่าจะอ้างชื่อใคร
ใบหน้าของนายเจียงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง จนถ้วยชาที่วางอยู่กระเด็นไปเล็กน้อย
“แกอย่างบอกนะว่าเป็นหลี่หมิงเหว่ย ไอ้คนไร้ค่าที่เขียนบทละครไม่ได้เรื่องนั่นน่ะ แกจะไปแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้แบบนั้นได้อย่างไร” เขาตวาดลั่นด้วยความโมโห ผู้ชายคนเดียวที่สนิทกับลูกสาวจะมีใครอื่นไปได้
“ฮ่าๆ คิดว่าจะหาใครมาหลอกฉันได้เหรอ หลี่หมิงเหว่ยมันก็แค่คนตกอับ ไม่มีอะไรเลย แกจะเอาอะไรกิน” นางซูหัวเราะเยาะ
“ไม่ใช่เขา และฉันจะแต่งงานกับใครมันเรื่องของฉันค่ะ” เจียงหมิ่นเริ่มมีน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้น เธอไม่เคยถูกใครดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
“ไม่ได้ แกต้องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังเท่านั้น เพราะฉันจะเอาเงินค่าสินสอดแปดพันหยวนนั่นไปเป็นค่าเล่าเรียนให้น้องชายแก แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เจียงหย่งฉีลุกขึ้นยืนชี้หน้าเธอด้วยความโมโห
คำพูดของบิดาทำให้เจียงหมิ่นรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่ สิ้นหวังและเจ็บปวดไปพร้อมกัน ไม่แปลกใจเลยที่เจียงหมิ่นคนเดิมจะรู้สึกไร้ค่าและสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลา เธอเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับคนในครอบครัว ใช้เพื่อหาเงินมาให้น้องชายต่างแม่ที่พ่อรักใคร่เพียงลำพัง
หญิงสาวไม่ได้โต้เถียงอีก เธอหันหลังเดินกลับเข้าห้องส่วนตัวไปอย่างเงียบๆ ปิดประตูเสียงดังแล้วยืนพิงประตูด้วยความรู้สึกโมโหจนตัวสั่น
“คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเอง กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นี่คือชีวิตของเจียงหมิ่น ชีวิตที่ไร้ค่า ไร้ซึ่งความรัก และต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือเพียงเพื่อเงินทอง
ความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในใจ กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาบงการชีวิตของเธออีกแล้ว เธอจะต้องกอบกู้สถานะของเจียงหมิ่นให้กลับมาผงาดในวงการบันเทิง และจะแสดงให้คนพวกนี้เห็นว่าใครกันแน่ คือผู้ที่สมควรได้รับความเคารพ
************************
ค่ำคืนนั้น หญิงสาวนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงไม้เก่าๆ เสียงทะเลาะเบาะแว้งของบิดาและแม่เลี้ยงยังคงดังแว่วเข้ามาในความเงียบยามดึก
แปดพันหยวน... ตัวเลขนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอราวกับฝันร้าย เธอจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ก่อนที่พ่อและแม่เลี้ยงจะตื่น เจียงหมิ่นก็แอบย่องออกจากห้องพักอย่างเงียบเชียบ เธอเดินไปตามถนนที่ยังคงเงียบสงัด มุ่งหน้าไปยังบ้านพักของหลี่หมิงเหว่ย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเธอมากนัก
เมื่อไปถึงบ้านของหลี่หมิงเหว่ย ซึ่งน่าจะเรียกว่าห้องพักเล็กๆ มากกว่า เจียงหมิ่นก็เคาะประตูไม้เก่าๆ เบาๆ สองสามครั้ง ไม่นานนักประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของหลี่หมิงเหว่ยที่ดูงัวเงียเล็กน้อย เขาสวมเสื้อยืดเก่าๆ และกางเกงนอน
“อาหมิ่น เธอมาทำอะไรแต่เช้าตรู่แบบนี้”
หลี่หมิงเหว่ยถามด้วยความประหลาดใจ ดวงตาของเขายังคงปรือๆ แต่ก็ฉายแววเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเธอ เจียงหมิ่นไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เธอเดินตรงเข้าไปในบ้านของเขาอย่างถือวิสาสะ
“อาเหว่ย” เจียงหมิ่นเอ่ยขึ้นเสียงจริงจัง หันกลับไปมองเขาที่ยืนงงงวยอยู่ตรงหน้า
“ฉันต้องรีบย้ายออกแล้ว นายหาที่พักให้ฉันในอาคารนี้ได้หรือยัง หรือที่อื่นก็ได้ ฉันไม่อยากกลับไปแล้ว”
“เดี๋ยวนี้เลยเหรอ ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนี้”
เจียงหมิ่นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เธอเล่าเรื่องที่ถูกแม่เลี้ยงบังคับให้แต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้เขาฟังอย่างรวบรัด ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความไม่พอใจ
“ฉันไม่มีทางยอมแต่งงานกับเถ้าแก่เฒ่าคนนั้นเด็ดขาด นายคือทางออกเดียวของฉันในตอนนี้” เจียงหมิ่นพูดเสียงหนักแน่น
หลี่หมิงเหว่ยฟังเรื่องราวของเธอด้วยสีหน้าเห็นใจ ความงัวเงียหายไปเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโมโหแทนสหาย เขากำหมัดแน่นเมื่อได้ยินว่าเธอถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อเงิน
“ฉันเข้าใจแล้ว” หลี่หมิงเหว่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น
“ว่าแต่เธอย้ายออกมาได้เหรอ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ ฉันจะหาข้ออ้างเอง” เธอบอกเขาถึงแผนการในอนาคตที่ยังไม่ได้คิดเอาไว้
************************
ตอนเย็นเมื่อกลับถึงสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน บรรยากาศอันหนักอึ้งก็ปะทะเข้ากับเธอทันที
บิดาของเธอนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ข้างๆ กันมีแม่เลี้ยงที่นั่งเท้าคางอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในห้องนั่งเล่น ใบหน้าของเธอบึ้งตึงกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อเห็นลูกเลี้ยงเดินเข้ามา สายตาของเธอก็จ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“หายหัวไปไหนมาแต่เช้า” ซูหย่าตวาดขึ้นทันที น้ำเสียงของเธอแหลมสูงจนแสบแก้วหู
เจียงหมิ่นพยายามปรับสีหน้าให้ดูอ่อนล้าเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเจียงหมิ่นคนเดิมที่มักจะยอมคน
“ฉัน... ฉันออกไปหางานทำค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามไม่สบตากับแม่เลี้ยงโดยตรง
คำตอบของเธอทำให้แม่เลี้ยงหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง
“ฮ่าๆ หางานทำงั้นเหรอ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกน่า เพราะแกไม่ต้องไปทำงานอะไรแล้ว หน้าที่ของแกตอนนี้คือเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว”
หัวใจของเจียงหมิ่นกระตุกวูบ เธอรู้ว่าแม่เลี้ยงกำลังพูดถึงการแต่งงานกับเถ้าแก่หวัง เธอพยายามกลั้นความรู้สึกโกรธเคืองไว้สุดความสามารถ
“ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังค่ะ ฉันบอกไปแล้วว่าฉันมีคนรัก และเรากำลังจะแต่งงานกัน” เจียงหมิ่นเอ่ยเสียงเย็นชา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาแม่เลี้ยงอย่างไม่เกรงกลัว
ซูหย่าได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นยืน ดวงตาของหญิงอวบท้วมเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แกยังจะปากแข็งอีกงั้นรึนังเด็กสารเลว อย่าคิดว่าจะมาหลอกฉันได้ แกไม่มีสิทธิ์เลือก ฉันตัดสินใจแล้วว่าแกจะต้องแต่งกับเถ้าแก่หวังเพื่อแลกกับเงินแปดพันหยวนนั่น”
“ไม่ว่าแม่จะบังคับยังไง ฉันก็ไม่แต่งค่ะ” เจียงหมิ่นตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ถ้าแม่ยังบีบบังคับฉันอีก... ฉันจะตายให้ดู”
คำพูดของเจียงหมิ่นทำให้ซูหย่าชะงักกึกทันที ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เธอจ้องมองเจียงหมิ่นด้วยแววตาที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่เคยอ่อนแอ ยอมคน และขี้ขลาดอีกต่อไปแล้ว แววตาของเธอเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและมีท่าทีต่อต้านที่ไม่เคยมีมาก่อน
“แก... แกกล้าขู่ฉันงั้นหรือนังเด็กไม่รู้จักคุณคน” แม่เลี้ยงพูดเสียงสั่นเทา เธอไม่เคยคิดว่าลูกเลี้ยงจะกล้าต่อต้านเธอถึงเพียงนี้
เจียงหย่งฉีที่นั่งเงียบฟังอยู่ตลอดเวลาก็ลุกขึ้นยืน เขามองเจียงหมิ่นด้วยสายตาเย็นชา
“แกพูดอะไร! คิดว่าฉันจะยอมให้แกทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นได้หรือไง เงินแปดพันหยวนนั่นฉันต้องเอาไปให้น้องชายแกเรียนหนังสือนะ” ประโยคเดิมๆ ที่เพิ่มเติมคือความเจ็บปวดในใจ
เจียงหมิ่นมองหน้าบิดาด้วยแววตาว่างเปล่า เธอรู้ดีว่าการพูดคุยด้วยเหตุผลกับคนทั้งสองนั้นไร้ประโยชน์ เธอตัดสินใจที่จะทำเหมือนทุกครั้งเหมือนอย่างที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ โดยการหันหลังเดินตรงเข้าห้องส่วนตัวไปอย่างเงียบๆ และปิดประตูลงกลอนจากด้านใน
ทิ้งให้แม่เลี้ยงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่เธอ ทั้งความตกใจ ความโกรธ และความสงสัยในตัวลูกเลี้ยงที่ไม่เหมือนเดิม
“นังเด็กนี่มันเปลี่ยนไปแล้วนะ มันกล้าหือกับฉัน แถมยังกล้าขู่จะตายอีก” แม่เลี้ยงหันไปพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล
“ช่างเถอะ เธอคงแค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ยังไงก็ต้องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังอยู่ดี เงินแปดพันหยวนนั่นเราต้องได้มา”เจียงหย่งฉีขมวดคิ้วแน่น สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
แต่ลึกๆ แล้วในใจของแม่เลี้ยงกลับรู้สึกไม่สบายใจ เธอรู้ว่าเจียงหมิ่นคนนี้แตกต่างออกไปจริงๆ แววตาที่แข็งกร้าวและคำขู่นั้นทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด
“ไม่ นังเด็กนี่มันไม่เหมือนเดิมจริงๆ” แม่เลี้ยงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเธอฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนที่รอยยิ้มร้ายกาจจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
‘ถ้าเธอไม่อยากแต่งดีๆ เราก็ต้องหาทางจับเธอแต่งให้ได้’ เธอเริ่มคิดแผนการชั่วร้ายในใจ เพื่อบีบบังคับให้ลูกเลี้ยงสาวยอมแต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
************************
หลังจากวันนั้น ซูหย่าก็เริ่มวางแผนทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทุกครั้งที่มองเห็นเจียงหมิ่น เธอก็ยิ่งรู้สึกโมโหที่เด็กสาวไม่ยอมเชื่อฟัง แต่เงินสินสอดแปดพันหยวนจากหวังสวี่จ้าวเถ้าแก่ผู้ร่ำรวย ความโลภนั้นก็มีอิทธิพลเหนือเธอมากกว่าสิ่งใดสามวันต่อมา ซูหย่าทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอมีท่าทางใจดีเป็นพิเศษกับเจียงหมิ่น คอยพูดจาอ่อนหวานผิดหูผิดตาในตอนสายของวันนั้น ซูหย่านำแก้วน้ำโคล่าเย็นเจี๊ยบมาวางตรงหน้าเจียงหมิ่นขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องส่วนตัว“อาหมิ่นลูกรัก” ซูหย่าเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ส่งแก้วน้ำโคล่าให้ด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างเห็นได้ชัด“อากาศร้อนๆ แบบนี้ ดื่มน้ำโคล่าสักหน่อยไหม แม่เพิ่งไปซื้อมาให้เลยนะ”เจียงหมิ่นมองแก้วน้ำโคล่าในมือของซูหย่าด้วยความสงสัยค้างคาใจ นี่ไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่ถูกหลอกง่ายๆ ซูหย่าเป็นคนขี้เหนียวตัวแม่ ไม่เคยยอมเสียเงินซื้อเครื่องดื่มราคาแพงอย่างน้ำโคล่าให้เธอดื่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปกติแล้วแม้แต่น้ำเปล่าเธอยังตวงให้ดื่มอย่างจำกัดจำเขี่ย การที่ซูหย่าลงทุนซื้อน้ำโคล่ามาให้ถึงที่ แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็
“ไม่ค่ะ ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังเด็ดขาด”“อะไรนะ! แกกล้าดียังไงมาปฏิเสธ แกอย่าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกอะไรได้ ฉันเป็นแม่แกนะ” ซูหย่าตวาดลั่น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโมโห“ฉันมีคนรักแล้วค่ะ และเรากำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้านี้” เจียงหมิ่นตอบสวนกลับอย่างใจเย็น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เรื่องคนรักเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้“คนรัก ใครกัน” แม่เลี้ยงถามเสียงแหลมสูงด้วยความอยากรู้“เขายังไม่อยากให้ฉันเปิดเผยในตอนนี้ แต่เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง” เจียงหมิ่นยังไม่รู้ว่าจะอ้างชื่อใครใบหน้าของนายเจียงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง จนถ้วยชาที่วางอยู่กระเด็นไปเล็กน้อย“แกอย่างบอกนะว่าเป็นหลี่หมิงเหว่ย ไอ้คนไร้ค่าที่เขียนบทละครไม่ได้เรื่องนั่นน่ะ แกจะไปแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้แบบนั้นได้อย่างไร” เขาตวาดลั่นด้วยความโมโห ผู้ชายคนเดียวที่สนิทกับลูกสาวจะมีใครอื่นไปได้“ฮ่าๆ คิดว่าจะหาใครมาหลอกฉันได้เหรอ หลี่หมิงเหว่ยมันก็แค่คนตกอับ ไม่มีอะไรเลย แกจะเอาอะไรกิน” นางซูหัวเราะเยาะ“ไม่ใช่เขา และฉันจะแต่งงานกับใครมันเรื่องของฉันค่ะ” เจียงหมิ่นเริ่มมีน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้น
สองสหายกำลังวางแผนที่จะเขียนนิยายออกมา โดยเลือกเขียนแนวพระเอกที่ปิดบังตัวตนเพื่อตามหารักแท้“เธอต้องกลับบ้านนี่ จะเอาเวลาไหนมาช่วยฉันเขียน” นักเขียนหนุ่มถามขึ้นหลังจากที่นึกถึงความเป็นไปได้“บ้านเหรอ” เจียงหมิ่นพึมพำ แล้วภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวอีกครั้งภาพบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยความคับแคบ พ่อที่ไม่เคยแยแส และซูหย่าแม่เลี้ยงใจร้ายที่มักจะใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนและใช้งานเจียงหมิ่นเยี่ยงทาสชีวิตในบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง เจียงหมิ่นมักจะถูกตบตีและดุด่าจากแม่เลี้ยงอยู่เสมอ เธอต้องทำงานบ้านทุกอย่างโดยไม่ได้รับการเหลียวแล การกลับไปอยู่กับครอบครัวนั้นเท่ากับกลับไปสู่ขุมนรกดีๆ นี่เองในยุคนี้ การแต่งงานคือหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากครอบครัวเดิมได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลี่หมิงเหว่ยยังเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอในยามนี้ และดูเหมือนจะเป็นคนที่เชื่อใจได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่เธออ้างว้างเช่นนี้“หรือฉันจะแต่งงานกับนายดี”“จะบ้าเหรอ เธอก็รู้ว่าฉัน... ไม่ได้ชอบผู้หญิง” หลี่หมิงเหว่ยกล่าวเสียงเบาด้วยความขัดเขินเล็กน้อย เขาไว้ใจสหายรักคนนี้มาก ไม
ถ้วยยาจีนถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียง ดวงตาที่เคยหมองหม่นด้วยความเหนื่อยล้าของเจ้าของห้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขามองเจียงหมิ่นด้วยแววตาที่ห่วงใย“คิดได้ไงไปทะเลาะกับซูอี้” หลี่หมิงเหว่ยบ่นให้เธอเล็กน้อย พลางส่ายหน้า“ก็ซูอี้ อ๋อ.. แม่นางเอกนั่นนะหรือ ก็เธอมาดูถูกฉันก่อนนี่” เธอตอบแล้วยกถ้วยยามาดม ก่อนจะจิบมันเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจสหายรักเจียงหมิ่นมองปฏิกิริยาของเขาแล้วรู้สึกเอ็นดู ชายหนุ่มคนนี้ดูเป็นสหายที่ซื่อตรงและจริงใจ ใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยของการเสแสร้งใดๆ เลยแม้แต่น้อย“แล้วนายล่ะ ไปโผล่ที่สถานีโทรทัศน์ได้ยังไง เอาบทละครไปเสนออีกแล้วเหรอ”“อืม ไม่ผ่านเหมือนเดิม” เขาพูดเสียงเบาด้วยความผิดหวัง“แต่สุดท้ายสิ่งที่นายนำไปเสนอที่พวกนั้นไม่ให้ผ่าน ก็ถูกซ่งเหยาเอาไปดัดแปลงมาเขียนเป็นบทละครจนโด่งดังอยู่ดี นายควรจะร้องเรียนเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะ” ในความทรงจำ คนขี้แพ้ที่ส่งบทละครให้สถานีโทรทัศน์ไม่เคยผ่าน แต่กลับถูกลอกพล็อตเรื่องไปเขียนใหม่ แต่เขาก็ไม่เคยโวยวาย“แต่เขาเขียนได้ดีกว่าฉันจริงๆ ที่นา” หลี่หมิงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเขาแดงก่ำกว่าเดิมชัดเจน“เอาเถอะ หากนาย
ความมืดมิดจางหายไปช้าๆ หลิวซินเยว่รู้สึกเหมือนศีรษะหมุนเคว้งคว้าง ดวงตาพร่ามัวค่อยๆ ปรับโฟกัส เธอลืมตาขึ้นมาพบกับแสงสลัวๆ เพดานสูงที่ดูแปลกตา“ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามขยับตัว แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งผิดแปลกไปจากเดิมเสียงโหวกเหวกโวยวายดังเข้ามากระทบโสตประสาท ร่างบอบบางขยับลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ภาพเบื้องหน้าคือฉากกองถ่ายละครที่ดูไม่คุ้นตา นักแสดงหญิงชายในชุดจีนโบราณกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ เสียงเอะอะมะเทิ่งของทีมงานที่กำลังจัดแสงจัดฉากทำให้เธอรู้สึกปวดศีรษะชุดที่เธอสวมอยู่ตอนนี้ไม่ใช่กี่เพ้าสวยหรู แต่เป็นชุดทาสหญิงสีทึมๆ ที่ทั้งเก่าและขาดวิ่น“นี่มันอะไรกัน” หลิวซินเยว่ขมวดคิ้วแน่น หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของรายการสารคดีที่เธอไปถ่ายทำงั้นหรือ รายการ ‘ลมหายใจแห่งอดีต’ อาจจะต้องการสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาเพื่อทดสอบปฏิสัมพันธ์ของดาราในยุคโบราณกระมังทันใดนั้น เสียงแหลมสูงก็ดังขึ้นข้างหู“เจียงหมิ่น! ทำไมยังนั่งโง่ๆ อยู่ตรงนั้น รีบมาได้แล้ว ทุกคนรอเธอคนเดียว”เธอหันไปมอง พบกับนักแสดงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างดงามแต่แฝงด้วยแววหยิ่งยโส เธอคนนั้นสวมชุดที่หรูหราอลังกา
ณ หมู่บ้านหลงซาน เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมแบบโบราณ“หลิวซินเยว่ ทางนี้!” เสียงเรียกสดใสของซูหย่าฉิน ดาราสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยความงาม เพื่อนในวงการของเธอเอ่ยขึ้น พร้อมโบกมือให้หลิวซินเยว่ ก้าวเท้าลงจากรถตู้คันหรูอย่างสง่างาม ในชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนปักลวดลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหว เธอยิ้มให้กล้องและแฟนๆ ที่มารอต้อนรับ ใบหน้าหวานใสเปล่งประกายออร่าของซูเปอร์สตาร์แห่งยุค ยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างต่างชื่นชมในความงามและมารยาทอันน่ารักของเธอนอกจากจะเป็นนักแสดงที่โด่งดังแล้ว เธอยังมีความสามารถในการเขียนบทละครที่โดดเด่น แต่ที่ใครหลายคนไม่รู้ เธอคือนักเขียนนิยายรักน้ำเน่าแนวชิงรักหักสวาทที่กำลังขายดิบขายดี ด้วยนามปากกาลับที่ไม่เคยเปิดเผยตัวตน“วันนี้อากาศดีจริงๆ นะ เหมาะกับการถ่ายทำสุดๆ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในจีนจะมีที่แบบนี้อยู่ด้วย” ถังมี่มี่ ดาราสาวร่างเล็กที่มีความสามารถในการเขียนบทละครเช่นเดียวกับหลิวซินเยว่เอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นช่างภาพของรายการ ‘ลมหายใจแห่งอดีต’กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์กันอย่างขะมักเขม้น รอบตัวเต็มไปด้วยทีมงานและชาวบ้านหลงซานที่มารอชมดาราที่พวกเขาเห็นแต่ในจอแก้ว“







