Masuk“ไม่ค่ะ ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังเด็ดขาด”
“อะไรนะ! แกกล้าดียังไงมาปฏิเสธ แกอย่าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกอะไรได้ ฉันเป็นแม่แกนะ” ซูหย่าตวาดลั่น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
“ฉันมีคนรักแล้วค่ะ และเรากำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้านี้” เจียงหมิ่นตอบสวนกลับอย่างใจเย็น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เรื่องคนรักเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้
“คนรัก ใครกัน” แม่เลี้ยงถามเสียงแหลมสูงด้วยความอยากรู้
“เขายังไม่อยากให้ฉันเปิดเผยในตอนนี้ แต่เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง” เจียงหมิ่นยังไม่รู้ว่าจะอ้างชื่อใคร
ใบหน้าของนายเจียงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง จนถ้วยชาที่วางอยู่กระเด็นไปเล็กน้อย
“แกอย่างบอกนะว่าเป็นหลี่หมิงเหว่ย ไอ้คนไร้ค่าที่เขียนบทละครไม่ได้เรื่องนั่นน่ะ แกจะไปแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้แบบนั้นได้อย่างไร” เขาตวาดลั่นด้วยความโมโห ผู้ชายคนเดียวที่สนิทกับลูกสาวจะมีใครอื่นไปได้
“ฮ่าๆ คิดว่าจะหาใครมาหลอกฉันได้เหรอ หลี่หมิงเหว่ยมันก็แค่คนตกอับ ไม่มีอะไรเลย แกจะเอาอะไรกิน” นางซูหัวเราะเยาะ
“ไม่ใช่เขา และฉันจะแต่งงานกับใครมันเรื่องของฉันค่ะ” เจียงหมิ่นเริ่มมีน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้น เธอไม่เคยถูกใครดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
“ไม่ได้ แกต้องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังเท่านั้น เพราะฉันจะเอาเงินค่าสินสอดแปดพันหยวนนั่นไปเป็นค่าเล่าเรียนให้น้องชายแก แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เจียงหย่งฉีลุกขึ้นยืนชี้หน้าเธอด้วยความโมโห
คำพูดของบิดาทำให้เจียงหมิ่นรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่ สิ้นหวังและเจ็บปวดไปพร้อมกัน ไม่แปลกใจเลยที่เจียงหมิ่นคนเดิมจะรู้สึกไร้ค่าและสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลา เธอเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับคนในครอบครัว ใช้เพื่อหาเงินมาให้น้องชายต่างแม่ที่พ่อรักใคร่เพียงลำพัง
หญิงสาวไม่ได้โต้เถียงอีก เธอหันหลังเดินกลับเข้าห้องส่วนตัวไปอย่างเงียบๆ ปิดประตูเสียงดังแล้วยืนพิงประตูด้วยความรู้สึกโมโหจนตัวสั่น
“คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเอง กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นี่คือชีวิตของเจียงหมิ่น ชีวิตที่ไร้ค่า ไร้ซึ่งความรัก และต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือเพียงเพื่อเงินทอง
ความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในใจ กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาบงการชีวิตของเธออีกแล้ว เธอจะต้องกอบกู้สถานะของเจียงหมิ่นให้กลับมาผงาดในวงการบันเทิง และจะแสดงให้คนพวกนี้เห็นว่าใครกันแน่ คือผู้ที่สมควรได้รับความเคารพ
************************
ค่ำคืนนั้น หญิงสาวนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงไม้เก่าๆ เสียงทะเลาะเบาะแว้งของบิดาและแม่เลี้ยงยังคงดังแว่วเข้ามาในความเงียบยามดึก
แปดพันหยวน... ตัวเลขนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอราวกับฝันร้าย เธอจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ก่อนที่พ่อและแม่เลี้ยงจะตื่น เจียงหมิ่นก็แอบย่องออกจากห้องพักอย่างเงียบเชียบ เธอเดินไปตามถนนที่ยังคงเงียบสงัด มุ่งหน้าไปยังบ้านพักของหลี่หมิงเหว่ย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเธอมากนัก
เมื่อไปถึงบ้านของหลี่หมิงเหว่ย ซึ่งน่าจะเรียกว่าห้องพักเล็กๆ มากกว่า เจียงหมิ่นก็เคาะประตูไม้เก่าๆ เบาๆ สองสามครั้ง ไม่นานนักประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของหลี่หมิงเหว่ยที่ดูงัวเงียเล็กน้อย เขาสวมเสื้อยืดเก่าๆ และกางเกงนอน
“อาหมิ่น เธอมาทำอะไรแต่เช้าตรู่แบบนี้”
หลี่หมิงเหว่ยถามด้วยความประหลาดใจ ดวงตาของเขายังคงปรือๆ แต่ก็ฉายแววเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเธอ เจียงหมิ่นไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เธอเดินตรงเข้าไปในบ้านของเขาอย่างถือวิสาสะ
“อาเหว่ย” เจียงหมิ่นเอ่ยขึ้นเสียงจริงจัง หันกลับไปมองเขาที่ยืนงงงวยอยู่ตรงหน้า
“ฉันต้องรีบย้ายออกแล้ว นายหาที่พักให้ฉันในอาคารนี้ได้หรือยัง หรือที่อื่นก็ได้ ฉันไม่อยากกลับไปแล้ว”
“เดี๋ยวนี้เลยเหรอ ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนี้”
เจียงหมิ่นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เธอเล่าเรื่องที่ถูกแม่เลี้ยงบังคับให้แต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้เขาฟังอย่างรวบรัด ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความไม่พอใจ
“ฉันไม่มีทางยอมแต่งงานกับเถ้าแก่เฒ่าคนนั้นเด็ดขาด นายคือทางออกเดียวของฉันในตอนนี้” เจียงหมิ่นพูดเสียงหนักแน่น
หลี่หมิงเหว่ยฟังเรื่องราวของเธอด้วยสีหน้าเห็นใจ ความงัวเงียหายไปเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโมโหแทนสหาย เขากำหมัดแน่นเมื่อได้ยินว่าเธอถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อเงิน
“ฉันเข้าใจแล้ว” หลี่หมิงเหว่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น
“ว่าแต่เธอย้ายออกมาได้เหรอ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ ฉันจะหาข้ออ้างเอง” เธอบอกเขาถึงแผนการในอนาคตที่ยังไม่ได้คิดเอาไว้
************************
ตอนเย็นเมื่อกลับถึงสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน บรรยากาศอันหนักอึ้งก็ปะทะเข้ากับเธอทันที
บิดาของเธอนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ข้างๆ กันมีแม่เลี้ยงที่นั่งเท้าคางอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในห้องนั่งเล่น ใบหน้าของเธอบึ้งตึงกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อเห็นลูกเลี้ยงเดินเข้ามา สายตาของเธอก็จ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“หายหัวไปไหนมาแต่เช้า” ซูหย่าตวาดขึ้นทันที น้ำเสียงของเธอแหลมสูงจนแสบแก้วหู
เจียงหมิ่นพยายามปรับสีหน้าให้ดูอ่อนล้าเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเจียงหมิ่นคนเดิมที่มักจะยอมคน
“ฉัน... ฉันออกไปหางานทำค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามไม่สบตากับแม่เลี้ยงโดยตรง
คำตอบของเธอทำให้แม่เลี้ยงหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง
“ฮ่าๆ หางานทำงั้นเหรอ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกน่า เพราะแกไม่ต้องไปทำงานอะไรแล้ว หน้าที่ของแกตอนนี้คือเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว”
หัวใจของเจียงหมิ่นกระตุกวูบ เธอรู้ว่าแม่เลี้ยงกำลังพูดถึงการแต่งงานกับเถ้าแก่หวัง เธอพยายามกลั้นความรู้สึกโกรธเคืองไว้สุดความสามารถ
“ฉันไม่แต่งงานกับเถ้าแก่หวังค่ะ ฉันบอกไปแล้วว่าฉันมีคนรัก และเรากำลังจะแต่งงานกัน” เจียงหมิ่นเอ่ยเสียงเย็นชา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาแม่เลี้ยงอย่างไม่เกรงกลัว
ซูหย่าได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นยืน ดวงตาของหญิงอวบท้วมเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แกยังจะปากแข็งอีกงั้นรึนังเด็กสารเลว อย่าคิดว่าจะมาหลอกฉันได้ แกไม่มีสิทธิ์เลือก ฉันตัดสินใจแล้วว่าแกจะต้องแต่งกับเถ้าแก่หวังเพื่อแลกกับเงินแปดพันหยวนนั่น”
“ไม่ว่าแม่จะบังคับยังไง ฉันก็ไม่แต่งค่ะ” เจียงหมิ่นตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ถ้าแม่ยังบีบบังคับฉันอีก... ฉันจะตายให้ดู”
คำพูดของเจียงหมิ่นทำให้ซูหย่าชะงักกึกทันที ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เธอจ้องมองเจียงหมิ่นด้วยแววตาที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่เจียงหมิ่นคนเดิมที่เคยอ่อนแอ ยอมคน และขี้ขลาดอีกต่อไปแล้ว แววตาของเธอเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและมีท่าทีต่อต้านที่ไม่เคยมีมาก่อน
“แก... แกกล้าขู่ฉันงั้นหรือนังเด็กไม่รู้จักคุณคน” แม่เลี้ยงพูดเสียงสั่นเทา เธอไม่เคยคิดว่าลูกเลี้ยงจะกล้าต่อต้านเธอถึงเพียงนี้
เจียงหย่งฉีที่นั่งเงียบฟังอยู่ตลอดเวลาก็ลุกขึ้นยืน เขามองเจียงหมิ่นด้วยสายตาเย็นชา
“แกพูดอะไร! คิดว่าฉันจะยอมให้แกทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นได้หรือไง เงินแปดพันหยวนนั่นฉันต้องเอาไปให้น้องชายแกเรียนหนังสือนะ” ประโยคเดิมๆ ที่เพิ่มเติมคือความเจ็บปวดในใจ
เจียงหมิ่นมองหน้าบิดาด้วยแววตาว่างเปล่า เธอรู้ดีว่าการพูดคุยด้วยเหตุผลกับคนทั้งสองนั้นไร้ประโยชน์ เธอตัดสินใจที่จะทำเหมือนทุกครั้งเหมือนอย่างที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ โดยการหันหลังเดินตรงเข้าห้องส่วนตัวไปอย่างเงียบๆ และปิดประตูลงกลอนจากด้านใน
ทิ้งให้แม่เลี้ยงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่เธอ ทั้งความตกใจ ความโกรธ และความสงสัยในตัวลูกเลี้ยงที่ไม่เหมือนเดิม
“นังเด็กนี่มันเปลี่ยนไปแล้วนะ มันกล้าหือกับฉัน แถมยังกล้าขู่จะตายอีก” แม่เลี้ยงหันไปพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล
“ช่างเถอะ เธอคงแค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ยังไงก็ต้องแต่งงานกับเถ้าแก่หวังอยู่ดี เงินแปดพันหยวนนั่นเราต้องได้มา”เจียงหย่งฉีขมวดคิ้วแน่น สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
แต่ลึกๆ แล้วในใจของแม่เลี้ยงกลับรู้สึกไม่สบายใจ เธอรู้ว่าเจียงหมิ่นคนนี้แตกต่างออกไปจริงๆ แววตาที่แข็งกร้าวและคำขู่นั้นทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด
“ไม่ นังเด็กนี่มันไม่เหมือนเดิมจริงๆ” แม่เลี้ยงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเธอฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนที่รอยยิ้มร้ายกาจจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
‘ถ้าเธอไม่อยากแต่งดีๆ เราก็ต้องหาทางจับเธอแต่งให้ได้’ เธอเริ่มคิดแผนการชั่วร้ายในใจ เพื่อบีบบังคับให้ลูกเลี้ยงสาวยอมแต่งงานกับเถ้าแก่หวังให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
************************
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ร้อนแรง ความรักของเจียงหมิ่นและจางเหล่ยได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามเกินคาด แฟนละครที่เคยโกรธเกรี้ยวกลับเปลี่ยนเป็นชื่นชมและยินดีกับความรักของพวกเขาอย่างไม่น่าเชื่อในขณะเดียวกันโทษจากการกระทำของแต่ละคนก็ได้ตามมาอย่างรวดเร็ว เจ้าของร้านออกแบบเครื่องประดับออกมาประกาศขอโทษพร้อมมอบชุดเครื่องประดับพลอยที่ประกอบด้วยต่างหูและสร้อยคอให้แก่เจียงหมิ่นเพื่อเป็นการแสดงความขอโทษอย่างจริงใจ พร้อมกับปลดพนักงานที่ให้ข้อมูลเท็จกับนักข่าวให้ออกจากร้านทันทีส่วนต้าเซา แม้หนังสือพิมพ์ไป๋เจิ้นและเขาจะไม่ฟ้องร้อง แต่เขาก็ได้ยื่นใบลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดในการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดต่อเนื่องกันถึงสามครั้ง และต้าเซาก็ออกมาเปิดเผยแหล่งข่าว ว่าคนที่ให้ข้อมูลเขาเพื่อเล่นงานเจียงหมิ่น ทั้งสามครั้งมาจากฟางจื่อหลิน โดยมีซูอี้ร่วมด้วยในครั้งก่อนเมื่อเรื่องนี้แดงขึ้น ซูอี้ นางเอกสาวจากสถานีโทรทัศน์บีเคเธอถูกขุดคุ้ยประวัติว่าเคยกลั่นแกล้งนักแสดงตัวประกอบในกองละครอยู่เสมอ มีหลายคนที่ออกมาให้ข่าวเรื่องนี้ จากที่ถูกพักงานหนึ่งปีจึงกลายเป็นว่าถูกปลดออกจากสถานีโดยส
รถยนต์ของจางเหล่ยเคลื่อนตัวออกจากงานเลี้ยง ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง ภายในรถที่เงียบสงบ เจียงหมิ่นนั่งข้างสามี ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความสุขและความโล่งใจ“ฉันว่าแผนการของคุณหวังสุดยอดมากเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้ขนาดนี้” เจียงหมิ่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม“ส่งเสริมกระแสของเราให้ยิ่งได้รับความนิยม แล้วยังหาทางออกเรื่องสถานะของเราได้อีกด้วย” เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่หุบไม่ลง มองแหวนที่สวมแล้วก็ยิ่งมีความสุขและอิ่มเอมใจหัวใจ ค่ำคืนที่เธอเป็นกังวลกลับกลายเป็นความทรงจำที่แสนวิเศษจางเหล่ยหันมามองเธอแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสนใจกับถนนตรงหน้าต่อ“นั่นก็เพราะคุณหวังอยากจะรักษาชื่อเสียงของเราเอาไว้ครับ เขาเป็นเจ้าของสถานีจะต้องทำทุกอย่างเพื่อชื่อเสียงของนักแสดงอยู่แล้ว เพราะมันคือผลประโยชน์ของเขา” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งไปลูบมือของเธออย่างแผ่วเบา“แล้วถ้าพวกเราไม่ใช่ดาราดังล่ะคะ เขาจะช่วยเราไหมคะ” เจียงหมิ่นถามอย่างสงสัย“ผมว่าถ้าใครมีผลประโยชน์เขาก็คงจะช่วยเหมือนกันครับ” จางเหล่ยตอบอ
หวังเซียวเจ้าของสถานีโทรทัศน์จินเผิงเรียกให้เจียงหมิ่นและจางเหล่ยเข้าไปพบเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานที่ดูเงียบสงบเมื่อทุกคนเข้ามาในห้องแล้ว หวังเซียวก็ปิดประตูแล้วมองไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย“ข่าวลือเรื่องแหวนแต่งงานเป็นเรื่องจริงใช่ไหม” เขาถามอย่างตรงไปตรงมา “พวกเธอสองคนสร้างข่าวคบหากัน ทั้งๆที่เจียงหมิ่นกำลังจะแต่งงานแล้วอย่างนั้นเหรอ”เจียงหมิ่นและจางเหล่ยสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่นักแสดงหนุ่มจะเป็นฝ่ายอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น“จริงๆก็คือ พวกเราแต่งงานกันแล้วครับ”คำตอบของทั้งคู่ทำให้หวังเซียวและเฉินหลิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ“คนรักของเจียงหมิ่น คือนายเหรอจางเหล่ย” เฉินหลิงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา“แล้วพวกเธอจะทำยังไงต่อไป” หวังเซียวถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเครียด“เราจะประกาศเรื่องนี้ในงานเลี้ยงนี้ครับ เราจะบอกทุกคนให้รู้ความจริงไปพร้อมๆ กัน” จางเหล่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น คำตอบของเขาทำให้หวังเซียวถึงกับส่ายหน้าด้วยความไม่เห็นด้วย“ไม่ ถ้าหากพวกเธอประกาศเรื่องนี้ออกไป ความนิยมของพวกเธอจะต้อง
สองวันต่อมา ในร้านรับออกแบบเครื่องประดับที่ดูหรูหรา ต้าเซาจากหนังสือพิมพ์ไป๋เจิ้นกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพนักงานขายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง“ผมอยากทราบข้อมูลว่าคุณหลี่หมิงเหว่ยมาสั่งทำแหวนให้คุณเจียงหมิ่น จริงหรือเปล่าครับ”พนักงานขายคนนั้นมองไปที่ต้าเซาแล้วส่ายหน้า เพราะกลัวว่าจะทำผิดกฎร้าน“ผมไม่สามารถให้ข้อมูลของลูกค้าได้จริงๆครับ ต้องขออภัยด้วย” คำพูดของพนักงานทำให้ต้าเซาถึงกับต้องนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองไปที่พนักงานคนนั้นด้วยสายตาที่ดูไม่เชื่อถือ ก่อนจะตัดสินใจที่จะยื่นซองเงินหนาๆ ให้กับพนักงานคนนั้นอย่างเงียบๆ“ถ้าคุณให้ข้อมูลผมมากกว่านี้ คุณจะได้มากกว่านี้อีก” ต้าเซากระซิบน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความนัยเมื่อเห็นซองเงินในมือ พนักงานคนนั้นก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดคอ เขามองไปรอบๆ ร้านเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะตัดสินใจที่จะบอกความจริงออกมา“คุณหลี่มาจ้างให้ร้านทำแหวนคู่ครับ คาดว่าจะใช้เป็นแหวนแต่งงาน แหวนของผู้หญิงสลักชื่อเจียงหมิ่น ส่วนแหวนผู้ชายสลักชื่อว่าจางอวี่หนิว” พนักงานหันซ้ายแลขวาขณะกระซิบบอกเสียงเบาคำพูดของพนักงานทำให้ต้าเซาถึงกับเบิกตากว้า
ภายในห้องนั่งเล่นในบ้านที่ดูอบอุ่น เจียงหมิ่นและจางเหล่ยกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน ข่าวบันเทิงซุบซิบพูดถึงเรื่องราวที่ทั้งคู่เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสอง หญิงสาวอมยิ้มกับข่าวตรงหน้า“ข่าวซุบซิบกอสซิบดารามันมีมาตั้งแต่ยุคนี้แล้วสินะ” หญิงสาวบ่นพึมพำเสียงเบา“อาหมิ่น เมื่อครู่คุณพูดอะไรนะ”“เปล่าหรอกค่ะ” เธอพูดแล้วขยับเข้าไปนั่งชิดสามี แล้วเอนศีรษะซบไหล่ของเขา“อาหนิวคะ สัปดาห์หน้าจะเป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบปีของฉันแล้วนะคะ.” เจียงหมิ่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเจือออดอ้อนเล็กน้อย“อืม และมันก็จะเป็นวันครบรอบสามเดือนที่เราจดทะเบียนสมรสกันด้วยนะ” เขาหันมามองเธอแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น“ฉันว่าเราควรจะทำอะไรเป็นของขวัญให้กันและกันบ้างนะ” เจียงหมิ่นพูดอย่างตรงไปตรงมา“คุณอยากได้อะไรล่ะ”“ฉันอยากให้เราทำแหวนแต่งงานไว้ใส่คู่กันค่ะ” คำพูดของเจียงหมิ่นทำให้จางเหล่ยถึงกับยิ้มกว้างด้วยความพอใจ“ผมก็คิดเหมือนกันครับ” เขาพูดพร้อมกับเดินไปหยิบด้ายมาวัดนิ้วของเธอ“แล้วคุณอยากได้แบบไหนเป็นพิเศษไหม มีเพชรประดับ แหวนทองคำดีไหม” เขาถามเธออย่างเอาใจและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ“ทองคำมันเด่นไปค่ะ ฉันอยากได้
เสียงกรีดร้องของเจียงหมิ่นดังขึ้นขณะที่หยางเหมี่ยวผลักเธอจนล้มลงบนพื้นตามบทละคร เธอแสดงสีหน้าที่เจ็บปวดและหวาดกลัวได้อย่างสมจริงก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาจากดวงตาอย่างช้าๆ“คัต” ผู้กำกับสั่งเสียงดังทันทีที่สิ้นเสียง หยางเหมี่ยวก็รีบเข้าไปหาเจียงหมิ่นแล้วช่วยพยุงเธอขึ้นจากพื้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“พี่เจียงหมิ่น เป็นอะไรไหมคะ ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเจียงหมิ่นยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เธอแสดงได้ดีมากเลยนะ”หยางเหมี่ยวยังคงมีสีหน้าไม่สบายใจ“พี่ไม่โกรธหรอก พี่เข้าใจ” เธอพูดพร้อมกับลูบที่ไหล่ของหยางเหมี่ยวเบาๆ คำพูดและการกระทำของนักแสดงรุ่นพี่ทำให้หยางเหมี่ยวถึงกับน้ำตาคลอ เธอไม่คิดว่าเจียงหมิ่นจะใจดีกับเธอขนาดนี้เธอเคยได้ยินจากพนักงานในสถานีว่า นางเอกส่วนใหญ่จะหยิ่งและถือตัว แต่สำหรับเจียงหมิ่นแล้ว ทั้งใจดี เป็นกันเอง และไม่เคยหวงความรู้กับเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณนะคะพี่เจียงหมิ่น” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ซาบซึ้งใจ ก่อนที่จะชักชวนกันท่องบทเพื่อเตรียมตัวถ่ายฉากถัดไปด้วยกันหลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้นในตอนบ่ายแก่ๆ ที่ห้องแต่งตั







