LOGINกู้หลินเซียงคิดว่าการเจรจากับเสิ่นอวิ๋นจงเรียบร้อยดี นางจึงเดินทางกลับ เพราะคิดถึงลูกชายตัวน้อยจน
บุรุษร่างสูงเดินเข้าไปในกระท่อมร้าง กลิ่นสาบของเลือดและของเหลวจากร่างกายศพลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ แต่หาได้ทำให้เซี่ยเส้าอันสะทกสะท้านไม่ เขาเดินเข้าไปวิเคราะห์ท่าตายของศพ พลางสวมถุงมือที่ทำจากลำไส้สัตว์ ก่อนเอื้อมไปจับเส้นผมของศพเปิดดูรอยปริแตกตรงท้ายทอยด้านหลัง" เขาถูกตีจากด้านหลังงั้นหรือ"" ขอรับ " นักชันสูตรศพเอ่ย " แต่เท่าที่ข้าดู คนร้ายน่าจะมีส่วนสูงน้อยกว่าเขา เพราะจุดที่ถูกตีอยู่ต่ำจนเกือบจะถึงหลังคอ ส่วนอาวุธน่าจะเป็นก้อนหินหรือไม่ก็โลหะหนัก คาดการณ์ว่าเสียชีวิตมาแล้วสองวันขอรับ"" เจ้าสอบถามชาวบ้านละแวกนี้แล้วหรือยัง" เขาพูดกับเหลียงเกอ" ขอรับ จากที่ข้าน้อยไปสอบถาม พบว่านักพรตฮ่าวผู้นี้เป็นผู้ชอบหลอกลวง มักสร้างเรื่องปีศาจร้ายหรือดวงกาลกิณีมาทำให้ผู้คนหวาดกลัว และยอมจ่ายเงินมหาศาลให้เขาช่วยทำพิธีขับไล่ให้ ในตอนแรกมีคนหลงเชื่อมากมาย แต่ระยะหลังมานี้ชาวบ้านเริ่มตื่นรู้มากขึ้น จึงไม่มีผู้ใดเชื่อเขาอีก จะมีก็แต่พวกขุนนางใหญ่ที่ยังไม่รู้ถึงวีรกรรมของเขา มาจ้างวานให้ไปทำพิธีกรรมต่างๆ ให้อยู่บ่อยๆ ขอรับ " เหลียงเกอเล่าเรื่องที่ไปสืบมาให้หัวหน้
เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนสกุลหยางถูกเล่าลือไปทั่วทั้งเมือง ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบนินทาถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งยังใส่สีชูรสโถมใส่เข้าไปอีก กลายเป็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าออกจากจวน นอกจากหยางเต๋อหมิงที่ต้องออกไปประชุมราชสำนักตั้งแต่เช้าในเมื่อออกไปไหนไม่ได้ หยางซินหรานจึงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเป็นส่วนใหญ่ มีออกไปหาต้วนฮูหยินกับหยางเสี่ยวอิงบ้างประปราย แต่ไม่ได้อยู่พูดคุยกันนานเหมือนเมื่อก่อน ด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ละอย่างทำนางสะเทือนใจไม่น้อย บางครั้งก็เผลอคิดไปว่าหรือมันจะเป็นเพราะดวงของหยางเสี่ยวอิงจริงๆ" ไม่หรอก ต้องไม่ใช่แบบนั้นแน่"นางสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป มือที่กำลังเย็บผ้าเช็ดหน้าหยุดลงกะทันหัน เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างที่มีสวนดอกไม้คั่นกลางระหว่างเรือนของนางกับหยางเสี่ยวอิง มองจากตรงนี้เห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งจัดแจกันบนศาลาอย่างสบายใจ ใบหน้าของหยางเสี่ยวอิงไม่แสดงถึงความทุกข์ร้อนใด ต่างจากนางที่นอนไม่หลับมาหลายคืนวันก่อนอนุเจียงก็เพิ่งมาขอบิดานางไปบวชที่อารามชี อีกฝ่ายให้เหตุผลว่าอยากไปสงบจิตใจ แต่บิดานางย่อมรู้ถึงความหมายนั้นด
หยางเต๋อหมิงแทบจะเป็นลม หลายวันมานี้เขาหายใจไม่ทั่วท้องเสียด้วยซ้ำ ไหนจะต้องจัดงานศพอนุเหวิน ไหนจะต้องเป็นพยานในคดีของอนุหลี่อีก เมฆหมอกดำไม่ทันจะพัดผ่านจวนเขาไปเสียด้วยซ้ำ ดันย้อนกลับมาเพราะอนุสวีอีกจนได้หยางซินหรานเข้าไปประคองมารดา หลายวันมานี้มีแต่เรื่องชวนปวดเศียรเวียนเกล้า นางนึกว่าจะได้หยุดพักเรื่องร้อนใจแล้วเสียอีก ไม่นึกว่าห่างกันไม่ถึงสองวัน จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในจวนอีกแล้ว" ท่านแม่เข้าไปพักก่อนเถอะเจ้าค่ะ ส่วนทางนี้ลูกจะดูให้เอง" นางเห็นมารดาหน้าซีดเซียวจึงกลัวว่าจะเป็นลมไปอีกคนต้วนฮูหยินพยักหน้า " เช่นนั้นฝากเจ้าด้วยนะ"" เจ้าค่ะ"เฉินมามาประคองฮูหยินใหญ่ไปที่เรือนพัก ส่วนหยางซินหรานกับหยางเสี่ยวอิงยังยืนดูเหตุการณ์ต่อ แม้ว่ายามนี้อนุสวีจะสงบปากสงบคำไปแล้วก็ตาม ทว่าสายตายังคงมองหยางเสี่ยวอิงอย่างอาฆาตอนุสวีร่ำไห้ หันไปมองหน้าสามีเพื่ออ้อนวอนเขา แต่เขากลับไม่มองหน้านางแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังถ่มน้ำลายใส่กันอีก" ฮือๆ นายท่าน เรื่องจะไม่เป็นเช่นนี้เลย หากท่านไม่รับตัวนังกาลกิณีนั่นเข้ามา "อนุสวีป้า
ดวงตาคู่งามมองตามบุรุษร่างสูงโปร่ง เขาเดินผ่านหน้านางไปอย่างเร่งรีบ ราวกับว่าในจวนของนางมีคนซุกซ่อนอยู่อย่างไรอย่างนั้นเสียงฝีเท้าของมือปราบวิ่งเข้าออกเรือนนั้นเรือนนี้เป็นว่าเล่น แต่กลับไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ ด้วยว่าหัวหน้าตุลาการมีป้ายคำสั่งมาจากฮ่องเต้ เป็นป้ายที่ทรงประทานให้ใช้ในยามเฉพาะกิจ และเมื่อใดที่เขาชูป้ายนี้ขึ้นมา ย่อมหมายความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนรอช้าไม่ได้อย่างเด็ดขาดไม่นานก็ได้ยินเหมือนเสียงคนปะทะกัน พร้อมกับเสียงกรีดร้องของสตรีนางหนึ่ง หยางซินหรานกวาดสายตามองหามารดาอย่างร้อนใจ ครั้นพบว่าอีกฝ่ายออกมาแล้ว นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง อีกด้านมีหยางเสี่ยวอิงยืนอยู่ข้างๆ อนุเจียง แต่กลับไม่เห็นอนุสวีออกมา นางจึงแน่ใจแล้วว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นอนุสวีจริงๆจังหวะนั้นมือปราบเหลียงเกอก็ลากตัวบุรุษผู้หนึ่งออกมาในสภาพเปลือยกายท่อนบน ด้านหลังมีอนุสวีเดินตามมาห่างๆ มีสีหน้าตะลึงพรึงเพริดคล้ายคนเสียสติ เหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง" นี่มันหมายความเช่นไรใต้เท้าเซี่ย "หยางเต๋อหมิงเดินเข้าไปถามหัวหน้าตุลาการหนุ่ม สายตาสลั
ในจังหวะที่มันกำลังชะล่าใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็ถูกร่างสูงใหญ่ของใครบางคนเข้ามาแย่งชิงสตรีในมือไป ก่อนใช้เท้าถีบยอดอก จนกระเด็นตกลงไปบนพื้นถนน ระหว่างนั้นหวังฮั่นกับเหลียงเกอก็มาพอดี" พามันไปรอข้าที่ที่ว่าการก่อน " น้ำเสียงน่าเกรงขามเอ่ยกับผู้ใต้บังคับบัญชา" ขอรับ"หวังฮั่นใช้เชือกมัดมือและมัดปากชายชุดดำ ป้องกันไม่ให้มันกัดลิ้นตนเอง หรือกลืนยาพิษที่ซ่อนไว้ในโพรงปากลงท้องหลังเห็นลูกน้องจับตัวคนร้ายไปแล้ว เซี่ยเส้าอันจึงหันมามองหน้าสตรีที่เขายืนโอบนางอยู่ ใบหน้าของนางซีดเซียวจนเขานึกเป็นห่วง" บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" เขาถือวิสาสะใช้มือปัดปอยผมที่ปิดตานางออกหยางซินหรานส่ายหน้า ก่อนตอบเสียงเบาว่า " ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยข้าเอาไว้"ใบหน้าพริ้มเพราเงยมองคนที่นางอิงซบอยู่ พยายามขืนตัวออกห่าง ทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่มีเหลืออยู่ ชายหนุ่มจึงย่อกายอุ้มร่างบอบบางขึ้นมา ก่อนกระโดดลงจากหลังคากระเบื้องแผ่นหนา" พี่หญิง"จังหวะเดียวกันนั้น หยางเสี่ยวอิงกับสาวใช้อีกสามคนก็วิ่งมาถึงพอดี นางรีบพุ่งเข้าไปกอดพี่ส
ดวงตากลมโตชำเลืองมองประทีปที่ทำจากกลีบดอกเหลียนฮวา มีเทียนจุดไว้ตรงกลางเพิ่มความสว่างไสวและดูงดงาม ลอยไปตามกระแสน้ำที่พัดผ่านไปสู่มหาสมุทรโคมไฟหลายดวงถูกปล่อยขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามราตรี ให้ความรู้สึกคล้ายกับดวงดาวที่กำลังเคลื่อนไหว ส่องแสงพร่างพรายระยิบระยับงดงามจนเกินบรรยายหยางซินหรานหันกลับมายิ้มให้น้องสาว ก่อนจูงมือกันไปซื้อประทีปมาลอยบ้าง หลังได้ของแล้ว พวกนางก็พากันเดินมายังจุดปล่อยประทีป ซึ่งถูกทำความสะอาดและมีแผ่นหินมาวางไว้ สำหรับให้คนเดินแล้ว" อย่าลืมขอพรเล่า " หยางซินหรานหันไปพูดกับคนข้างๆ" ข้าจะขอให้ท่านแม่มีสุขภาพแข็งแรง แล้วก็ขอให้พี่หญิงได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีเจ้าค่ะ" หยางเสี่ยวอิงพูดด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มผู้เป็นพี่สาวเห็นแบบนั้นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ นางดีใจที่เห็นหยางเสี่ยวอิงกลับมาสดใสอีกครั้ง หลังเจอเรื่องยากลำบากมาตลอดหลายวันประทีปของทั้งสองลอยเคียงคู่กันไปบนผืนน้ำเย็นเฉียบ ในคลองน้ำสะท้อนให้เห็นถึงเงาพระจันทร์ดวงใหญ่ ที่สว่างไสวไม่แพ้โคมไฟบนท้องฟ้าและประทีปที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ทำให้ผู้คนเผลอจ้องมองราวกับต้อง







