INICIAR SESIÓNข่าวการตายของกู้หลินเซียงรวดเร็วฉับไวประหนึ่งสายลม เช้าวันถัดมา ผู้ใต้บังคับบัญชาของเสิ่นอวิ๋นจงก็รีบนำข่าวมารายงาน ดวงตาคมปลาบวูบไหวครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
" เจ้าแน่ใจหรือ คงมิใช่ว่านางจงใจเรียกร้องความสนใจจากข้าหรอกนะ " " เรื่องจริงขอรับ เมื่อเช้าข้าน้อยเห็นบ่าวจากจวนนั้นไปสั่งซื้อโลงไม้มาไว้ใส่ศพนางแล้ว " " นี่นาง...บ้าไปแล้วหรือ ไม่คิดจะรักชีวิตของตัวเองบ้างหรือไร " เสิ่นอวิ๋นจงยกมือลูบใบหน้าคมคาย เขาคิดไม่ถึงว่านางจะเป็นหนักเอาการเพียงนี้ เมื่อก่อนเขาเอ็นดูนางเสมือนน้องของตนเองจริงๆ เวลามีของน่าอร่อยเขามักนำไปฝากนาง ยามนางลิ้มรสแล้วมักฉีกยิ้มกว้างและมองมาที่เขา พร้อมกล่าวว่า ' พี่เสิ่นกินกับข้าหรือไม่ ' เด็กน่ารักน่าเอ็นดูคนนั้น กลับกลายเป็นหญิงเจ้าเล่ห์ไปได้เช่นไรเขาเองก็ไม่อาจทราบได้ รู้เพียงช่วงหลังมานี้เขาจงใจเว้นระยะห่างจากนาง เพราะนางกำลังล้ำเส้นของเขาอยู่ " หลินเซียง เจ้ามันบ้าจริงๆ " เขาสบถเสียงเบา " แล้วจะทำเช่นไรต่อขอรับ " " รอดูก่อน ไว้ทางจวนสกุลกู้ส่งเทียบเชิญมาแจ้งเมื่อใด พวกเราค่อยไปเคารพศพนาง " เพราะถ้าไม่มีเทียบเชิญมาก็เท่ากับว่า ฝั่งนั้นจงใจตัดขาดความสัมพันธ์จากเขา.... หลังสิ้นใจได้หนึ่งชั่วยาม ร่างของกู้หลินเซียงก็ถูกนำลงโลงไม้ แม้เวลากระชั้นชิด แต่รองเจ้ากรมคลังกู้ก็ยังสั่งให้คนเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน หาสิ่งที่ดีที่สุดมามอบให้นาง เพราะนางคือบุตรสาวที่เขารักมากที่สุด เสียงร้องไห้ระงมของหลิ่วซื่อยังไม่จางหาย นางกลั้นเสียงสะอื้นจนใบหน้าแดงก่ำ ไม่อยากยอมรับว่าบุตรสาวคนเล็กของตนจากไปแล้ว " ท่านพี่ ฮือๆ เซียงเซียงของข้า " " ไม่เป็นไร ลูกไปสบายแล้ว นางหลุดพ้นจากความเจ็บปวดแล้ว " ใต้เท้ากู้โอบบ่าภรรยาพร้อมปลอบประโลมนางให้คลายความเศร้า เขาเองก็รู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน แต่จะทำเช่นไรได้ ในเมื่อนางเลือกทางนี้เอง เขาก็สุดปัญญาจะฉุดรั้งนางไว้จริงๆ " ส่งคนไปแจ้งซื่อจื่อหวยอันโหว เขาคือคนสำคัญที่ต้องมาเคารพศพนาง " ใต้เท้ากู้เคียดแค้นบุตรเขยผู้นี้ยิ่งนัก กระนั้นก็ไม่สามารถเหมารวมว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายทั้งหมดได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากบุตรสาวของเขาทั้งสองคน คนหนึ่งหลงรักเสิ่นอวิ๋นจงจนโงหัวไม่ขึ้น ส่วนอีกคนรักแค่ความสุขสบายของตัวเอง ทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ให้คนเบื้องหลังแก้ไข กระทั่งนำพาความโศกเศร้ามาสู่ครอบครัว พอได้รับเชิญ เสิ่นอวิ๋นจงก็ไม่รีรอที่จะมา เขาแต่งชุดสีขาวซึ่งทำจากผ้าดิบ โพกศีรษะด้วยผ้าสีเดียวกับชุด เดินอย่างองอาจเข้ามาในจวนสกุลกู้เพื่อเคารพศพกู้หลินเซียงเป็นครั้งสุดท้าย หลิ่วซื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาก็บังเกิดโทสะ นางเข้าไปทุบตีเสิ่นอวิ๋นจงเพื่อระบายอารมณ์ขุ่นมัว ใต้เท้ากู้เห็นเหตุการณ์ก็รีบสั่งให้คนมาพาตัวภรรยาออกไป ก่อนปล่อยให้เสิ่นอวิ๋นจงทำตามพิธีการ ระหว่างที่เขากำลังจะคุกเข่าลงบนฟูกรองเข่า จู่ๆ หูก็พลันได้ยินเสียงเหมือนคนเคาะอะไรบางอย่าง สายตาเฉียบคมหันมองรอบด้าน กระทั่งสายตามาหยุดอยู่ที่โลงไม้สีน้ำตาลเข้มขัดเงา แรงสั่นไหวเล็กน้อยด้านในทำชายหนุ่มเบิกตาอย่างตกตะลึง " อะไรกัน " บิดาของกู้หลินเซียงทักท้วง เมื่อเห็นโลงที่ใส่บุตรสาวสั่นไหวเบาๆ " หากข้าจะขอเปิดโลงศพดูจะได้หรือไม่ " น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกับพ่อตาที่ยืนเบิกตาอยู่เบื้องหลัง ใต้เท้ากู้กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ ทว่าโลงศพกลับสั่นแรงขึ้น จนเขาต้องกลับคำพูด " ได้ เชิญพวกท่านพิสูจน์ดู " เสิ่นอวิ๋นจงหันมองผู้ใต้บังคับบัญชาที่ติิดตามมา เพียงแค่มองหน้าชายหนุ่มผู้นั้นก็พลันเข้าใจความหมายทันที เขาเดินเข้าใกล้โลงศพ ก่อนใช้เรี่ยวแรงมหาศาลเปิดฝาโลงออก วินาทีนั้น ผู้คนที่มาร่วมงานต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน บางคนวิ่งหนีด้วยความตกใจ แต่บางคนกลับแข้งขาอ่อนแรงทรุดฮวบลงตรงนั้น หญิงสาวใบหน้าซีดเผือดลุกขึ้นจากโลงศพ หันซ้ายหันขวามองทุกคนอย่างสำรวจ ก่อนฉีกยิ้มเห็นฟันขาว พร้อมเอ่ยว่า " อรุณสวัสดิ์ " ประโยคนั้นทำผู้คนในงานกรีดร้องลั่น แม้แต่ใต้เท้ากู้เองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หญิงสาวทำสีหน้ามึนงงเมื่อเห็นผู้คนแสดงท่าทีหวาดกลัวนาง ยกเว้นเขาคนนั้นที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวที่ใบหน้าและตัวซีดขาว ยามนี้นางดูไม่เหมือนคนมีชีวิต กลับดูเหมือนซากศพเสียมากกว่า คิ้วเข้มขมวดยุ่ง เพ่งสายตามองสตรีตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วหรอกหรือ ไฉนจึงกลับคืนมาได้อีก หรือว่าแม้แต่ปรโลกก็ไม่ต้องการนาง " หิวจัง " หญิงสาวไม่สนใจท่าทางหวาดกลัวเหล่านั้นแล้ว เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ท้องอิ่ม นางใช้มือจับขอบโลงศพ ก่อนกระโดดลงมาข้างล่าง เพื่อกินซาลาเปาลูกยักษ์ที่วางทิ้งไว้ หลังกินไปได้สองคำ นางก็หันกลับไปมองชายหนุ่มคนนั้นอีก เขายังคงมองมาที่นางตาไม่กะพริบ ด้วยความที่เป็นคนดี นางจึงส่งซาลาเปาก้อนหนึ่งให้เขา " กินไหม " พูดจบก็หัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางเปี่ยมไปด้วยไมตรีของนาง ทำเสิ่นอวิ๋นจงขมวดคิ้วแล้วคลายออกหลายครั้ง ตกลงว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่!" อ๊า!"ชายหนุ่มส่งความแข็งชูชันผ่านรอยปริแยกครั้งแล้วครั้งเล่า โถมกายกระแทกสุดแรงที่มี ร่างเล็กสั่นระริกกระตุกเกร็งถี่ แผ่นหลังบางแอ่นโค้งงอตามจังหวะควบทะยานของผู้เป็นสามี ก่อนที่ความรู้สึกวาบหวามจะแล่นขึ้นสูง พุ่งกระจายออกราวกับทำนบแตก" อ๊า แฮ่ก"คนร่างสูงปลดปล่อยสายธารรักเข้าสู่กายสาวจนหมดทุกหยาดหยด ร่างเล็กนอนหอบสะท้านหรี่ตามองคนที่กำลังโน้มใบหน้าลงมา นางแหงนหน้ารอรับจุมพิตดูดดื่มจากเขา เพียงไม่นานส่วนที่อ่อนยวบก็กลับมาแข็งผงาดใหญ่โตขึ้นอีกครั้ง" ท่านพี่ "หยางซินหรานพยายามถดสะโพกหนี แต่มีหรือพยัคฆ์หิวอย่างเซี่ยเส้าอันจะยอม ในเมื่อมีเนื้อรสหวานมาป้อนใส่ปากแล้ว ก็ยากที่เขาจะคายทิ้ง มีแต่ต้องกลืนกินให้หมดทั้งตัว" เจ้าอยากมีลูกมิใช่หรือ ข้าก็กำลังจะทำให้เจ้าสมปรารถนาอยู่นี่อย่างไรเล่า " ผู้เป็นสามีแสยะยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนดึงข้อเท้าภรรยาให้กลับไปยังตำแหน่งเดิมบทเพลงรักถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง จวบจนหยางซินหรานสิ้นไร้เรี่ยวแรง เซี่ยเส้าอันจึงยอมหยุดหลายปีผ่านไปหยางซินหรานไ
สามเดือนผ่านไปหยางซินหรานแต่งเข้ามาในจวนเซี่ยเส้าอันได้ครบสองเดือนแล้ว กระนั้นก็ยังกลับไปเยี่ยมเยียนบิดาบ้างบางคราว ด้วยว่ามารดากับบิดานางหย่าร้างกันแล้ว จึงไม่มีผู้ใดดูแลซึ่งก่อนหน้านี้มารดานางได้มาปรึกษาว่า หากหย่ากับบิดาตอนนี้ ลูกๆ ทั้งสามจะติดขัดตรงไหนหรือไม่ ตัวหยางซินหรานเองย่อมไม่ติดขัดอยู่แล้ว นางบอกมารดาให้ทำตามที่ใจต้องการได้เลย ส่วนพี่ชายของนางทั้งสองคนก็ส่งจดหมายมาบอกว่า แล้วแต่การตัดสินใจของมารดา หากเป็นความต้องการของทั้งสองคน พวกเขาย่อมยอมรับในการตัดสินใจนั้นหลังจากหย่ากัน ต้วนฮูหยินก็ตัดสินใจไปอยู่กับบุตรชายคนโตที่เมืองเหอหนาน ด้วยถูกรบเร้าบอกให้ไปช่วยเลี้ยงหลานที่กำลังจะคลอดในสองเดือนข้างหน้า ส่วนหยางเต๋อหมิงบุตรชายคนรองขันอาสาจะดูแลเอง หลังกลับจากการรบแล้วหยางเต๋อหมิงกลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ออกมาให้ผู้ใดพบเห็น วันๆ เขาจะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงาน เขียนคำขอโทษต่ออนุเสิ่นและหยางเสี่ยวอิงเป็นร้อยๆ ฉบับ ก่อนนำไปเผาไฟและเริ่มเขียนใหม่ ทำอยู่เช่นนี้ทุกวันโดยไม่มีวันพักครอบครัวหยางของซินหรานแตกแยกไปคนละทิศละทาง ไม่หลงเหลื
หยางซินหรานเดินมาขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านหน้าประตูจวน นางเปลี่ยนชุดเป็นสีขาวราบเรียบ ใบหน้าไม่ได้ประทินโฉมจัดจ้าน ออกไปทางเกลี้ยงเนียนเสียมากกว่า แต่ต่อให้นางไม่ได้แต่งเติมสิ่งใดลงบนใบหน้า นางก็ยังคงงดงามในสายตาเซี่ยเส้าอันไม่เปลี่ยนแปลงชายหนุ่มยื่นมือให้หญิงสาวจับประคองขึ้นไปบนรถ ก่อนก้าวตามขึ้นไปใช้เวลาเกือบสามชั่วยาม ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึงเรือนสกุลเถา หยางซินหรานยืนมองประตูไม้เก่า กวาดสายตามองรอบๆ ด้าน พลางคิดในใจว่า...สถานที่ทรุดโทรมแห่งนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของหยางเสี่ยวอิง เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่จริงหรือมันดูยากแค้นเสียจนไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เพียงแค่คิดว่าน้องสาวต้องยากลำบากเพียงใด จู่ๆ ขอบตาก็พลันร้อนผ่าว จำต้องเงยหน้ากล้ำกลืนหยาดน้ำตากลับเข้าไปเซี่ยเส้าอันเดินเข้ามาลูบต้นแขนเรียวเล็กของหญิงสาว สบสายตาประสานกันเชิงถามว่าไหวหรือไม่ หยางซินหรานพยักหน้า ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปด้านในนางมุ่งตรงไปยังสวนหลังบ้านตามที่เสี่ยวเฟยเคยเล่าให้ฟัง ทว่าตามเส้นทางที่เดินไป กลับเต็มไปด้วยหยาดเลือดที่ไหลอาบเป็นทางยาว ซึ่
วันรุ่งขึ้นอาการของหยางเต๋อหมิงเริ่มคงที่ เพียงแต่ต้องตัดแขนข้างขวาที่ถูกเสี่ยวเฟยฟันด้วยขวาน ส่วนต้วนฮูหยินมีอาการหวาดผวาในยามนอน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการรักษาหยางซินหรานไม่ยอมหลับยอมนอนตั้งแต่เมื่อคืน นางนั่งเหม่อลอยบนศาลากลางสวนพฤกษา โดยมีเซี่ยเส้าอันนั่งมองอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วงร่างเล็กนั่งกอดเข่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ความมืดมิดกำลังถูกขับไล่ด้วยแสงสีทองในยามเช้าตรู่ บ่งบอกได้ว่ากำลังจะถึงเช้าวันใหม่แล้ว มือเรียวเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนหันกลับไปมองคนที่ใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมปลายเท้าเย็นเฉียบของนางไว้" ข้ากลัวว่าเจ้าจะหนาว " น้ำเสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนโยน ในแววตาฉายชัดว่ากำลังเป็นห่วงนางมากเพียงใด" จับตัวนางได้หรือไม่เจ้าคะ" หยางซินหรานถามถึงเสี่ยวเฟยเซี่ยเส้าอันส่ายหน้า " กำลังเร่งหาตัวอยู่"นางพยักหน้าเชิงบอกว่าเข้าใจแล้ว " ใต้เท้า ข้ามีเรื่องอยากขอร้องท่านเจ้าค่ะ "" เรื่องอะไรหรือ?"" ข้าอยากไปพาอิงเอ๋อร์กลับบ้านเจ้าค่ะ "หยางซินหรานน้ำตาเอ่อคลอขอบต
แต่ช่างเถอะ! ต่อให้ฆ่าคนพวกนั้นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเสีย ความสัมพันธ์ของคนสกุลหยางก็ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วเพราะนางได้ทำให้ทุกอย่างมันพังลงไปพร้อมกับชีวิตของนางนับตั้งแต่บัดนี้ใช้เวลาประมาณสามชั่วยามในที่สุดเสี่ยวเฟยก็มาถึงเรือนสกุลเถาอย่างทุลักทุเล ร่างกายของนางมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง บวกกับเสียเลือดมาก จึงทำให้การเดินเหินไม่ค่อยสะดวกแต่เสี่ยวเฟยหาได้สนใจไม่ ขอเพียงเดินไปถึงหลุมศพของหยางเสี่ยวอิงได้ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับนางแล้ว" เสี่ยวอิง" นางเรียกหาคนรักประหนึ่งอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ร่างบอบช้ำทรุดฮวบลงบนกองดินนูนสูง พลางโน้มตัวลงไปโอบกอด" ข้าแก้แค้นให้เจ้าไม่สำเร็จ ยังมีคนรอดอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือคนที่ทำให้เจ้าต้องมีชีวิตแบบนี้ "เสี่ยวเฟยพูดเสียงสั่น หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาทั้งสองข้าง ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อยๆ คล้ายกำลังหมดแรง" ถ้าหากเราเจอกันในปรโลก เจ้าจะให้อภัยข้าในเรื่องนี้ได้หรือไม่ "เสี่ยวเฟยยังคงพูดคุยกับหลุมศพของหยางเสี่ยวอิง จนวาระสุดท้ายของชีวิตนางมาถึง
เสี่ยวเฟยมองต้วนฮูหยินสลับกับหยางซินหราน เรื่องที่นางเล่าไปเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องของอนุทั้งสามคนอีก อนุหลี่ถูกนางยุยงด้วยการพาไปฟังอนุเหวินนินทาลับหลังส่วนอนุสวีนางก็แค่แสร้งเล่นละครเป็นที่รักของต้วนฮูหยิน ปลุกปั่นให้อีกฝ่ายเกิดความริษยาในใจ และลงมือจ้างวานคนมาทำร้ายนาง ส่วนจดหมายที่อีกฝ่ายเขียนไปบอกชู้รักเรื่องชุดที่นางสวมใส่ในวันนั้น นางได้ทำการสับเปลี่ยนเนื้อหาใหม่ เพื่อทำใหัเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าหยางซินหรานเป็นนางทุกอย่างก็เพื่อกระเพื่อมเรื่องราวให้มันใหญ่โต เพื่อที่คนจะได้หันมาสนใจ และกดดันหยางเต๋อหมิงให้อยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่ตามไปสืบเรื่องของนางที่เมืองตู้โจว" ข้าว่าได้เวลาที่ข้าจะต้องส่งพวกเจ้าไปลงนรกแล้วละ"สตรีอาภรณ์ดำเดินเข้าใกล้สองแม่ลูก พร้อมควักมีดสั้นที่อยู่ตรงสายคาดเอวออกมา เตรียมตัดหลอดลมของทั้งคู่ทว่า...จู่ๆ กลับมีกองมือปราบบุกเข้ามาตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนหลังคาหรือหน้าต่าง บานประตูที่ปิดสนิทถูกคนกลุ่มหนึ่งใช้เท้าถีบเข้ามาจนกระเด็นกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบพุ่งปรี่เข้าไปประชิดต







