LOGINชาติก่อน เธอคือนักธรณีวิทยาที่ใช้ความรู้เอาชีวิตรอดจากธรรมชาติ ชาตินี้ ดันตื่นขึ้นมาในร่างลูกสาวกบฏ กลายเป็นคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ในหอนางโลม นางใช้ไหวพริบปั่นหัวพวกขุนนางชั่วจนสะเทือนไปทั้งราชสำนัก กลางทะเลทราย นางใช้สมองเปลี่ยนผืนดินแห้งแล้งให้กลายเป็นเมืองใหญ่ เมื่อ ‘อ๋องโฉดแห่งเมืองหลวง’ ยอมจำนนต่อเสน่ห์และความร้ายกาจ และ ‘จอมทัพแห่งแดนทราย’ ยอมคุกเข่ายกทั้งชีวิตและกองทัพให้ สองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ กับหนึ่งสตรีตัวร้าย ความรักและการแก้แค้นครั้งนี้ จะถูกจดจำไปตลอดกาล
View Moreกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาจากร่างของแม่ทัพเกาเจิ้น ปะทะเข้ากับกลิ่นกำยานไม้กฤษณาอันสูงส่งหน้าพลับพลาที่ประทับเขาหลงซาน ร่างของเกาเจิ้นที่กระดูกแหลกเหลวไปครึ่งตัวถูกฉางเฟิงโยนกระแทกลงบนพื้นหินอ่อนหน้าบันไดทองคำดั่งซากสุนัขตาย เลือดสดสีแดงฉานไหลซึมออกจากปากและแผลฉกรรจ์ ย้อมพรมทอสีแดงเข้มเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้เซวียนหยวนไท่จนกลายเป็นสีคล้ำ เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทางต่างพากันแตกตื่น ถอยกรูดด้วยความหวาดผวา เสียงกระซิบกระซาบดังระงมไปทั่วลานประทับ "เกาเจิ้น! นั่นแม่ทัพเกาเจิ้นมิใช่รึ?!" "เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่หุบเขาพยัคฆ์หมอบ?!" ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ เซวียนหยวนจิ้งก้าวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างช้า ๆ ชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันไฟและหยาดเลือด ทว่าใบหน้าคมคายใต้หน้ากากเหล็กกลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ข้างกายของเขามีร่างระหงของหลินอันหรูในชุดขี่ม้าสีแดงเลือดนกเคียงคู่ก้าวขึ้นมา คันธนูสั้นในมือนางยังคงพาดลูกศรเหล็กกล้า แววตาหงส์กวาดมองผู้คนเบื้องบนอย่างไร้ความหวั่นเกรง
ช่องแคบหุบเขาพยัคฆ์หมอบลึกและชันดั่งรอยขวานผ่าแยกผืนปฐพี สองข้างทางคือหน้าผาหินปูนสีเทาหม่นสูงชันกว่าสามสิบจั้ง แดดยามบ่ายส่องลงมาไม่ถึงก้นหุบเขา อากาศเบื้องล่างจึงเย็นเยียบและชื้นแฉะไปด้วยไอหมอก กลิ่นตะไคร่น้ำและกลิ่นดินโป่งโชยแตะจมูก เสียงเกือกม้าศึกกระทบเศษหินกรวดดังก้องสะท้อนไปมาระหว่างผนังหินแคบ ๆ ที่กว้างพอให้ม้าเดินเรียงเดี่ยวได้เพียงสองตัว เซวียนหยวนจิ้งควบม้าศึกสีดำนำหน้า แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงดั่งทวนเหล็กกล้า ปลอกแขนหนังม้าศึกและกระบี่ข้างเอวสะท้อนแสงสลัวเป็นประกายเย็นยะเยือก หลินอันหรูควบม้าสีขาวตามประกบติดอยู่ด้านหลัง ดวงตาหงส์ไม่ได้มองตามรอยเท้าของกวางเผือกที่มุ่งหน้าลึกเข้าไปในช่องแคบ แต่สายตาของเธอกวาดมองรอยแยกบนหน้าผาหินปูนด้านบนอย่างเงียบเชียบ ครืนนนน! ทันใดนั้น เสียงลั่นเปรี๊ยะของคานไม้และเสียงกระแทกของหินก้อนมหึมาก็ดังสนั่นขึ้นมาจากปากทางเข้าด้านหลัง! ท่อนซุงขนาดสามคนโอบนับสิบท่อนผูกโยงด้วยโซ่เหล็ก พร้อมด้วยก้อนหินทรายขนาดใหญ่ พังถล่มลงมาจากยอดผา ปิดตายทางเข้าหุบเขาไว้จนมิดชิด ฝุ่นผงสี
แสงตะเกียงน้ำมันปลาวาฬบนโต๊ะไม้จันทน์หอมส่องกระทบผืนผ้าไหมสีขาวหม่นขนาดสองศอกที่กางแผ่อยู่เบื้องหน้า บนผืนผ้าคือแผนที่ภูมิประเทศของ เขาหลงซาน ที่ฉางเฟิงลอบนำมาส่งให้เมื่อช่วงหัวค่ำ ลายเส้นหมึกจีนโบราณวาดทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มียอดเขาสูงตระหง่านดั่งมังกรผงาด และหุบเหวลึกที่ถูกระบายด้วยหมึกดำเข้ม ทว่าสำหรับคนทั่วไป แผนที่นี้เป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ที่ระบุตำแหน่งของพลับพลาที่ประทับ ลานล่าสัตว์ และเส้นทางเดินม้าหลักเท่านั้น ทว่าในสายตาของหลินอัน แผนที่ผืนนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยแต้มชาดสีสด บัดนี้จับพู่กันจุ่มหมึกแดง ลากเส้นเชื่อมต่อรอยหยักของเทือกเขาอย่างชำนาญ "ชั้นหินปูนอายุหลายร้อยล้านปี เกิดการยุบตัวตามแนวรอยเลื่อนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ " เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ดวงตาหรี่แคบลงขณะไล่สายตาไปตามสัญลักษณ์แนวร่องน้ำ "ลำธารสามสายบนยอดเขาไม่ได้ไหลลงสู่ที่ราบด้านหน้า แต่ไหลมุดหายเข้าไปในซอกผาหิน นั่นหมายความว่าใต้แนวป่าทึบแถบนี้ มีโพรงถ้ำหินปูนและทางน้ำใต้ดินขนาดมหึมาซ่อนอยู่"
ยามดึกสงัด ลมราตรีพัดกรูผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุของหอจุ้ยฮวา เสียงดนตรีและการละเล่นรื่นเริงที่ชั้นล่างเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงกิ่งหลิวเสียดสีกับชายคาเรือน บนระเบียงชั้นสาม หลินอันหรูในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีครามตัวหลวมยืนพิงเสาไม้ มือเรียวถือถ้วยชากระเบื้องเคลือบ ปลายนิ้วสัมผัสไออุ่นที่แผ่ออกมาเบา ๆ สายตาคมกริบของเธอกวาดมองลงไปยังเรือนพักปีกตะวันออกด้านหลังหอนางโลม ซึ่งเป็นที่พักส่วนตัวของไป๋หลิงเอ๋อร์ ความเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเงาดำสายหนึ่งที่เคลื่อนไหววูบวาบดุจภูตพราย องครักษ์เงาสองนายแทรกตัวผ่านแนวพุ่มไผ่เขียว กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยเข้าสู่หน้าต่างห้องนอนของไป๋หลิงเอ๋อร์อย่างไร้เสียง ไร้ซึ่งการจุดคบเพลิง ไร้ซึ่งเสียงเตือนภัยใด ๆ เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เงาดำทั้งสองก็ทะยานย้อนกลับออกมา ในมือของหัวหน้าเงาถือหีบไม้จันทน์ขนาดเล็กที่ปิดผนึกด้วยกุญแจเหล็กทองเหลือง ก่อนจะอันตรธานหายไปในความมืดมิดของตรอกด้านนอกอย่างรวดเร็ว หลินอันหรูยกชาขึ้นจิบช้า ๆ รอยยิ้มบางเบาเหยียดยิ้มที่มุมปาก หมากตาที่สอง ถูกหยิบขึ้นมาจา





