Masukพรนับพันลงมายังชั้นล่าง ทว่าบ้านทั้งหลังนั้นเงียบสงัด เมื่อเดินเข้าไปภายในห้องอาหารก็พบสำรับอาหารมากมาย และจานข้าวซึ่งควรจะมีสามที่ แต่ก็เหลือเพียงหนึ่งที่เท่านั้น
“คุณลุงคุณป้าล่ะ” พรนับพันหันมาถามเด็กรับใช้ขณะที่เธอกำลังนั่งลงบนเก้าอี้
“คุณผู้ชายออกไปข้างนอกค่ะ เห็นบอกว่าวันนี้จะไม่กลับ ส่วนคุณผู้หญิงอยู่บนห้องค่ะ”
“แล้วทำไมไม่ไปเรียกคุณป้าด้วยล่ะ”
“เอ่อ” เด็กรับใช้สาวมีสีหน้าลำบากใจ “หนูเรียกแล้วค่ะ แต่ท่านไม่ตอบ หนูก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะท่านสั่งห้ามใครรบกวน”
พรนับพันได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา ดูจากสถานการณ์แล้วเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายคงไม่ได้จบลงด้วยดีอย่างที่เธอหวังไว้
“งั้นจัดสำรับอีกชุด เดี๋ยวเกรซทานข้าวเสร็จจะยกขึ้นไปให้คุณป้าเอง”
“ค่ะ” เด็กรับใช้รับคำสั่งก่อนเดินออกไปจากห้องอาหาร
พรนับพันใช้เวลารับประทานอาหารเย็นเพียงไม่นาน เธอก็รีบขึ้นมาดูอาการของคุณรัตนาด้วยความเป็นห่วง โดยมีเด็กรับใช้ยกถาดสำรับตามขึ้นมาด้วย
หญิงสาวเคาะประตูอยู่หลายครั้ง ทว่าก็ไร้เสียงตอบรับจากคนด้านใน เธอจึงลองหมุนลูกบิดประตู ปรากฏว่าประตูไม่ได้ล็อก เธอจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป
พรนับพันมองเข้าไปก็เห็นคุณรัตนานอนตะแคงหันหลังอยู่บนเตียงนอน หญิงสาวจึงหันมารับถาดอาหารจากเด็กรับใช้ ก่อนเดินเข้าไปภายในห้อง
เธอวางถาดอาหารลงบนเก้าอี้สตูลตัวยาวปลายเตียง ก่อนจะเดินเข้าไปข้างเตียง เพื่อจะปลุกคุณรัตนาให้ตื่นขึ้นมารับประทานอาหาร ทว่าพรนับพันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าท่านไม่ได้หลับอย่างที่คิด หากแต่ยังคงร้องห่มร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
“คุณป้า” เสียงหวานเอ่ยเรียกป้าสะใภ้ด้วยความห่วงใยก่อนทิ้งสะโพกนั่งลงบนที่นอนข้างกายคุณรัตนา
“เกรซ มีอะไรหรือเปล่าลูก” คุณรัตนารีบปาดเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าพร้อมลุกขึ้นนั่ง
“คุณป้า เกรซขอถามได้ไหมคะว่ามีเรื่องอะไรกันแน่” คำถามของหลานสาวทำเอาคุณรัตนาสะอื้นขึ้นอีกครั้ง ทว่าท่านพยายามเก็บกลืนมันลงไป
“ป้า ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”
“ค่อย ๆ เล่าก็ได้ค่ะ คุณป้าอยากเล่าตรงไหนก่อนก็ได้เลย อย่างน้อยระบายมันออกมา เกรซยินดีรับฟังคุณป้าเสมอ” พรนับพันว่าพลางกุมมือเหี่ยวย่นของท่าน
“โธ่เอ๊ยลูก ทำไมหลานที่แสนดีของป้าถึงต้องมาเจอเรื่องร้าย ๆ อยู่ตลอดเลยนะ” คุณรัตนายกมือข้างหนึ่งขึ้นสัมผัสแก้มนวลของหลานสาวนอกไส้ที่ท่านรักและห่วงใยจากใจจริง นับตั้งแต่ที่พรนับพันต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ท่านก็ทำหน้าที่เลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มาอย่างดีราวกับเป็นลูกแท้ ๆ
“มีเรื่องอะไรกันแน่คะคุณป้า” พรนับพันเอ่ยถามเสียงสั่น เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
“เรากำลังจะเสียบ้านหลังนี้กับบริษัทไปลูก”
“อะไรนะคะ!” หญิงสาวถามด้วยความตกใจ นัยน์ตาเบิกโพลง “เป็นไปได้ยังไงคะ”
“คุณลุงของหลานเอาเงินของพวกเราไปเลี้ยงดูเมียน้อยกับครอบครัวของมัน เท่านั้นยังไม่พอนะ เขายังไปมีลูกด้วยกันตั้งสองคน ฮือ...” คุณรัตนาฟูมฟายออกมาด้วยความโศกเศร้า
“...” พรนับพันอึ้งจนพูดไม่ออก กว่าจะรวบรวมสติเอ่ยออกมาได้อีกครั้งก็กินเวลาไปเกือบนาที “แล้วเรื่องบ้านของเรากับบริษัทละคะคุณป้า มันเกิดอะไรขึ้น”
พรนับพันเอ่ยถามถึงบริษัทรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูเมื่อครั้งที่ยังมีคุณปู่ และบิดาของเธอร่วมกันดูแล
“เกรซก็น่าจะรู้ว่าคุณลุงน่ะไม่เก่งเรื่องการบริหาร ช่วงหลังมานี้บริษัทเราก็ย่ำแย่เต็มทีบางปีก็ติดลบ คุณลุงน่ะแอบไปกู้เงินมาอุดรอยรั่วต่าง ๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาไปปรนเปรอบ้านนั้น แล้วยังส่งลูกชายสองคนเรียนโรงเรียนนานาชาติ” คุณรัตนาว่าพลางมองใบหน้าสวยงามของหลานสาวแล้วยิ่งนึกสงสาร
ตั้งแต่พรนับพันเข้าวงการนางแบบ เธอก็ไม่เคยต้องแบบมือขอสตางค์จากคุณลุงและคุณป้าเลยแม้แต่บาทเดียว
“ธนาคารจะยึดบ้านเราเหรอคะ” พรนับพันเอ่ยถามเสียงสั่น
“...” คุณรัตนาส่ายศีรษะเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ยกมือเหี่ยวย่นเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลลงมาอีกระลอก “คุณลุงไปกู้เงินกับคนคนหนึ่ง และเอาบริษัทกับบ้านหลังนี้ไปค้ำประกัน ป้าขอโทษนะเกรซ ถ้าป้าเฉลียวใจเร็วกว่านี้สักหน่อย คงจะพอยับยั้งอะไรไว้ได้บ้าง”
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณป้าเลยนะคะ คุณป้าไม่ต้องขอโทษเกรซหรอกค่ะ” คนเป็นหลานกล่าวปลอบพร้อมบีบมือให้กำลังใจ “ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวเกรซจะลองไปเจรจากับเจ้าหนี้ ยังไงเกรซจะต้องรักษาบ้านหลังนี้ไว้ให้ได้”
“ไม่นะลูก ไม่เอา คนคนนั้นน่ากลัวมาก หนูอย่าไปเลย”
“น่ากลัว...”
“ขนาดคุณลุงยังกลัว นี่พอไม่มีปัญญาใช้หนี้ก็ยอมให้เขายึดบ้าน”
“น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ เขาเป็นใครคะ”
“ป้าไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร จากที่ป้าพอจะคาดคั้นจากคุณลุงได้ ก็รู้แค่ว่าเขาเป็นลูกหลานตระกูลมาเฟีย มีทั้งเงินและอำนาจ แม้แต่บรรดาข้าราชการ และนักการเมืองยังต้องเกรงใจ”
พรนับพันได้ยินดังนั้นก็คิดหนัก แต่เธอก็ไม่อาจสูญเสียบ้านหลังนี้ไปได้ ดวงตาคู่สวยเริ่มฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
“ขอเกรซลองดูก่อนนะคะคุณป้า”
“โธ่ ยัยเกรซ”
“คุณป้าทานข้าวแล้วนอนพักนะคะ เกรซจะลงไปหาข้อมูลในห้องทำงานของคุณลุง”
พรนับพันลุกขึ้นเดินไปยกถาดอาหารมาวางบนเตียงนอน
“ทานซะหน่อยนะคะคุณป้า นิดเดียวก็ยังดี” กล่าวจบหญิงสาวก็เดินออกจากห้องนอน โดยมีเป้าหมายคือห้องทำงานของคุณพฤกษ์
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







