Masukพรนับพันใช้เวลาทั้งคืนในการค้นหาเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ภายในห้องทำงานของคุณพฤกษ์
ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นความโชคดีได้หรือไม่ หญิงสาวได้พบแล็ปท็อปอีกเครื่องที่คุณพฤกษ์เก็บเอาไว้ในตู้หลังโต๊ะทำงาน โดยปกติแล้วตู้หลังนี้จะถูกล็อกกุญแจเอาไว้เสมอ ทว่าวันนี้คุณพฤกษ์คงจะรีบร้อนออกไป จนลืมล็อก ซึ่งนั่นทำให้เธอได้พบกับความลับมากมายที่ผู้เป็นลุงแท้ ๆ ได้ซุกซ่อนเอาไว้ เงินส่วนใหญ่ที่กู้ยืมมาไหลออกไปยังอีกครอบครัวเกือบทั้งหมด
นอกจากนี้เธอยังเจอเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกอันของคุณพฤกษ์ที่ใช้ติดต่อกับครอบครัวนั้น ภาพถ่ายครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาเดินทางไปเที่ยวประเทศต่าง ๆ มากมาย ขณะที่คุณรัตนาต้องช่วยทำงานหลังขดหลังแข็ง เห็นแบบนี้เธอยิ่งสงสารป้าสะใภ้ขึ้นมาจับใจ
พรนับพันเห็นแล้วก็นึกถึงดราม่าเรื่องโลกสองใบที่มักเป็นข่าวในช่วงนี้ เธอไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอกับตัว
หญิงสาวรวบรวมข้อมูลที่พอจะค้นหาได้ และในที่สุดเธอก็ได้เจอกับข้อความที่คุณพฤกษ์ติดต่อกับเจ้าหนี้ ทว่าคนที่คุยกับคุณพฤกษ์เป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น ในบทสนทนาบนหน้าจอมีการกล่าวถึงชายคนหนึ่งนามว่า เซบาสเตียน ซึ่งเธอคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นผ่านตาไปเมื่อสักครู่
พรนับพันจึงหันไปค้นกองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง จนกระทั่งเจอกับนามบัตรสีดำเงาวับ
“เซบาสเตียน ธนากิจอนันต์ ประธานกรรมการบริหาร The Palace Group”
พรนับพันอ่านชื่อบนนามบัตรด้วยสีหน้าประหลาดใจ ว่าทำไมโลกถึงได้กลมขนาดนี้
The Palace Group คือบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตั้งอยู่ที่ประเทศไทย และมีบริษัทแม่อยู่ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกาพรนับพันรู้จักภูมิหลังของบริษัทนี้เป็นอย่างดี เพราะที่นี่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของเธอ
The Palace คือบริษัทแรกที่จ้างเธอเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ตั้งแต่วันแรกที่เธอเปิดตัวในวงการ อีกทั้งยังเซ็นสัญญายาวนานถึงห้าปี และยังเป็นเจ้าเดียวที่ไม่ยกเลิกสัญญากับเธอเมื่อเกิดข่าวฉาว
ทว่าเธอไม่เคยพบเซบาสเตียนเลยสักครั้ง อีกทั้งตามหน้าข่าวสังคม หรือแวดวงธุรกิจก็ไม่เคยมีใครเห็นโฉมหน้าของเจ้าของที่แท้จริงของ The Palace เลย
จากคำบอกเล่าของคนในแวดวงสังคมไฮโซที่พรนับพันเคยไปร่วมงาน เธอรู้เพียงแค่เซบาสเตียนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ลาสเวกัส และเพิ่งจะกลับมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการได้ราวหนึ่งปีเท่านั้น
พรนับพันหยุดจินตนาการ ก่อนหันมาจัดวางข้าวของบนโต๊ะเอาไว้ที่เดิมเพื่อไม่ให้คุณพฤกษ์สงสัย
เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ พรนับพันจึงรีบออกจากห้องทำงานของคุณพฤกษ์ ขึ้นมาตั้งหลักบนห้องนอน นั่งทอดกายลงบนโซฟายาวริมหน้าต่าง มือข้างหนึ่งถือสมาร์ตโฟนเครื่องหรู ส่วนมืออีกข้างถือนามบัตรสีดำ หญิงสาวชั่งใจอยู่นานก่อนตัดสินใจกดโทรออกหาคุณพฤกษ์ผู้เป็นลุง อย่างน้อยเธอก็อยากให้โอกาสท่านในการแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้น
“คุณลุงคะ เกรซรู้เรื่องทั้งหมดจากคุณป้าแล้ว คุณลุงกลับมาช่วยกันหาทางออกเถอะนะคะ”
[ลุงขอโทษ มันสายไปแล้ว ลุงมีครอบครัวที่ต้องรักษาเอาไว้] ได้ยินแบบนั้นหัวใจของเธอพลันบีบรัด พร้อมกับน้ำตาแห่งความเสียใจที่หลั่งไหลออกมา
“แล้วเกรซกับคุณป้าละคะ” เธอเอ่ยถามเสียงสะอื้น
[ลุงขอโทษ] คุณพฤกษ์กล่าวจบก็ตัดสายทิ้ง
พรนับพันปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอไม่คิดเลยว่าคุณลุงของเธอจะใจร้ายกับหลานสาวแท้ ๆ และภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่าครึ่งชีวิตได้ขนาดนี้
เมื่อร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือด เธอก็ไม่คร่ำครวญต่อไปให้เสียเวลา หญิงสาวรวบรวมความกล้าและตัดสินใจกดหมายเลขบนนามบัตร ต่อสายอย่างรวดเร็ว เธอรอฟังเสียงสัญญาณเพียงไม่กี่ครั้งคนปลายสายก็กดรับ
[สวัสดีครับคุณพรนับพัน]
ยังไม่ทันที่เธอจะได้กล่าวทักทาย คนปลายสายก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับที่เขารู้จักชื่อเธอ
“นะ...นี่...คุณ...รู้ได้ยังไง”
[ผมมีหน้าที่ที่จะต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเจ้านายครับ ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวก่อน ผมชื่อวิศรุต เป็นผู้ช่วยของคุณเซบาสเตียน ไม่ทราบว่าคุณพรนับพันมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ]
ประโยคสุดท้ายที่วิศรุตเอ่ยถามราวกับว่าเธอเป็นเจ้านายคนหนึ่ง ทำเอาพรนับพันชะงักไปชั่วครู่
“คือฉันอยากเข้าพบคุณเซบาสเตียนเพื่อเจรจาเรื่องหนี้สินของคุณลุงค่ะ”
[ได้ครับ ผมขออนุญาตส่งคนขับรถไปรับคุณพรนับพันตอนนี้เลยนะครับ]
“ค่ะ”
พรนับพันรีบตอบรับในทันที จากนั้นสายก็ตัดไป แต่เมื่อตั้งสติได้เธอก็โพล่งออกมาด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวนะ มารับตอนนี้เหรอ”
หญิงสาวรีบดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟาริมหน้าต่าง เข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะมาชะโงกตรงบานหน้าต่างห้องนอนก็เห็นรถตู้สีดำคันหรูที่ดูไม่คุ้นตามาจอดอยู่
“ใช่รถคันนี้หรือเปล่านะ”
เพียงแค่คิดเท่านั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เมื่อเธอเปิดขึ้นมาก็พบว่าวิศรุตส่งข้อความมาแจ้งว่ารถมารอที่หน้าบ้านแล้ว
หญิงสาวจึงรีบมาสำรวจความเรียบร้อยที่หน้ากระจกบานยาว เธอสวมชุดเดรสรัดรูปแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม แม้ไหล่และแผ่นหลังจะเปิดกว้างมากสักหน่อย ทว่าก็ได้ผมลอนยาวสลวยสีน้ำตาล
บดบังไม่ให้ดูเกินงามจนเกินไปนัก ดวงหน้าสวยจัดที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงยิ่งทำให้เธอสวยยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว และเธอหวังว่าจะทำให้เซบาสเตียนประทับใจ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นพรนับพันคว้ากระเป๋าสะพายหนังคาเวียร์สีดำใบเล็กขึ้นจากที่นอน ก่อนเดินออกจากห้อง
ภายในบ้านยังคงสงบเงียบไร้เสียงผู้คน เธอแอบย่องลงไปชั้นล่าง ด้วยไม่อยากให้คุณรัตนาตื่นมาเจอ เพราะเกรงว่าท่านจะเป็นห่วงและห้ามเธอไม่ให้ไปพบเซบาสเตียน
เมื่อเธอเปิดประตูเหล็กบานเล็กข้างบ้านออกมา ก็พบว่าพลขับหนุ่มภายใต้ชุดสูทสีดำสนิทกำลังยืนรออยู่ เมื่อเขาเห็นเธอก็รีบเปิดประตูรถทางด้านห้องโดยสารด้านหลัง
“เชิญครับคุณพรนับพัน คุณวิศรุตให้ผมมารับคุณครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอกล่าวขอบคุณก่อนค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นไปนั่งบนรถด้วยความตื่นเต้น เพราะในอีกไม่ช้าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้มาเฟียที่ลุงและป้าของเธอหวาดกลัว
พรนับพันนั่งกุมมือทั้งสองข้างด้วยความหวาดหวั่นมาตลอดเส้นทาง ในสมองของเธอพยายามเรียบเรียงในสิ่งที่ต้องการจะอ้อนวอนขอร้องเซบาสเตียน ทว่ากลับไร้สมาธิที่จะกลั่นกรองเรื่องราวออกมาได้
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่รถตู้คันหรูค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่ารถตู้กำลังจอดรอให้ประตูเหล็กสีดำทะมึนอันสูงตระหง่าน ค่อย ๆ เปิดอ้าออกทั้งสองด้าน
พรนับพันไล่สายตามองกำแพงรั้วปูนสีขาวทั้งซ้ายขวาที่เป็นเหมือนป้อมปราการสำหรับป้องกันอันตรายจากภายนอก และคงเป็นไปไม่ได้หากมีใครสักคนข้างในต้องการจะปีนหนีออกมา
เพียงแค่คิดเธอก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอรีบไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นไป จนกระทั่งรถตู้ค่อย ๆ ขับเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลขนาดมหึมา ความใหญ่โตและงดงามของสิ่งปลูกสร้างหลังนี้ หากเรียกว่าเป็นปราสาทขนาดย่อมก็ดูไม่เกินจริงเท่าไรนัก ซึ่งก็เหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์อย่างเซบาสเตียน
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







