Masukรถตู้สีดำคันหรูขับเคลื่อนมาจอดนอกรั้วของบ้านเดี่ยวใจกลางกรุง พรนับพันเปิดประตูลงจากห้องโดยสารด้านหลังโดยไม่ลืมหันมาขอบคุณพลขับของบริษัทที่อุตส่าห์พาเธอมายังที่หมายโดย
สวัสดิภาพหญิงสาวควานหากุญแจบ้านภายในกระเป๋าสะพายใบหรูขึ้นมาไขประตูเหล็กบานเล็กที่อยู่ข้างประตูรั้วขนาดมหึมาเข้ามายังอาณาบริเวณของบ้านเดี่ยวสไตล์วินเทจซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า แม้หน้าตาจะดูเป็นบ้านแบบล้าสมัย และค่อนข้างทรุดโทรมเต็มที ทว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนล้ำค่า
เมื่อก่อนบ้านหลังนี้เคยเป็นครอบครัวใหญ่มีคุณปู่คุณย่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ท่านมีลูกชายสองคน ผู้เป็นพี่ชายคือคุณพฤกษ์ มีศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ ของพรนับพัน ส่วนผู้เป็นน้องชายคือคุณพร้อม ผู้เป็นบิดาของเธอ
ทว่าเมื่อราว 7 ปีก่อน ตอนที่พรนับพันยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด คุณปู่ คุณย่า และพ่อ ของเธอจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้เธอเติบโตมาภายใต้การดูแลของคุณลุง และคุณป้าสะใภ้ ซึ่งทั้งสองท่านก็ไม่มีทายาทสืบสกุล เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพของคุณรัตนาผู้เป็นป้าสะใภ้ ท่านทั้งสองจึงเลี้ยงดูเธอดั่งลูกแท้ ๆ คนหนึ่ง
พรนับพันจ้องมอง บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้ช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย
ทว่าจู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงคนกำลังมีปากเสียงกันดังแว่วออกมาจากในตัวบ้าน หญิงสาวจึงไม่รอช้ารีบสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า เสียงโต้เถียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ที่เคยดังก่อนหน้านี้หายไป เหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจากคุณรัตนา ซึ่งดังมาจากห้องทำงานของคุณพฤกษ์
พรนับพันได้ยินแบบนั้นก็เกิดตกใจ เธอจึงรีบปรี่เข้าไปผลักประตูไม้สีน้ำตาลที่เปิดแง้มไว้อ้าออกจนสุด
“เกิดอะไรขึ้นคะ คุณป้าร้องไห้ทำไม”
“ยัยเกรซ ฮือ...ป้าจะทำยังไงดี...ฮือ”
คุณรัตนาโผเข้ากอดหลานสาวราวกับต้องการที่พึ่งพรนับพันเองก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยเห็นคุณลุงและป้าสะใภ้ทะเลาะเบาะแว้งกันเลยสักครั้ง หญิงสาวจึงทำได้เพียงยกแขนขึ้นโอบกอดปลอบโยนให้ผู้เป็นป้าสงบลง
“นี่มันเรื่องอะไรกันคะคุณลุง”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของหลาน ขึ้นห้องไปซะ ลุงมีเรื่องต้องคุยกับป้าเค้า”
“แต่ว่า...” พรนับพันลังเล เพราะใจหนึ่งก็เป็นห่วงผู้เป็นป้าสะใภ้ที่กำลังร่ำไห้ปานจะขาดใจอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
“เกรซ ลุงบอกให้ออกไป” คุณพฤกษ์กล่าวเสียงเข้มนัยน์ตาดุ ทำเอาพรนับพันไม่กล้าโต้แย้ง หญิงสาวค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออกจากคุณรัตนา ก่อนกลับหลังหันก้าวเดินออกมาจากห้อง
เธอหันกลับไปมองบานประตูไม้ที่ค่อย ๆ ปิดลง ด้วยใจที่หวังว่าท่านทั้งสองจะคุยกันด้วยดี
พรนับพันเดินขึ้นมายังห้องนอนชั้นสอง โยนกระเป๋าสะพายคู่ใจลงบนเตียง ก่อนหันไปคว้าผ้าขนหนูสีขาวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเธอก็เดินกลับออกมาอีกครั้งในชุดลำลองแบบสบาย จากนั้นร่างบางก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนขนาดควีนไซต์ด้วยความ
เหนื่อยล้าดวงตาคู่สวยเหม่อมองเพดานสีขาวอย่างเลื่อนลอย นึกถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ได้แต่ทอดถอนใจ
ร่างบางพลิกตัวไปคว้ากระเป๋าสะพายใบเล็กมาเปิดออก ก่อนล้วงเข้าไปหยิบสมาร์ตโฟน
เครื่องหรูขึ้นมาเปิดเพื่อเช็กข้อความที่โดยปกติจะมีหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องงานจากต้นสังกัด ทว่าในวันนี้ข้อความที่เธอได้รับล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องการยกเลิกงานต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เดินแบบ โชว์ตัว งานโฆษณา พิธีกรงานอิเวนต์ แม้กระทั่งงานรีวิวสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังถูกยกเลิกไปด้วย“เฮ้อ สงสัยต้องกินบุญเก่ายาวไปแล้วงานนี้”
พรนับพันบ่นกับตัวเอง ถึงแม้เธอจะโดนพักงานอย่างไม่มีกำหนด ก็ยังโชคดีที่ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเธอขยันทำงานเก็บหอมรอมริบ ทำให้เงินในบัญชีมีอยู่ไม่น้อย
หญิงสาวกดปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนวางลงบนที่นอนหนานุ่มและหันไปคว้าไอแพดบนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาเปิดซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรดเพื่อดูต่อจากที่ค้างเอาไว้ จนกระทั่งเธอผล็อยหลับไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เด็กรับใช้ขึ้นมาเรียกให้ลงไปรับประทานอาหารเย็น
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







