LOGINเธอหันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน เธอก็หันมามองพวกเขาด้วยสายตาคมกริบที่ทำให้ทั้งครอบครัวหลี่สะดุ้ง
“แล้วก็...ไม่ต้องตามหาฉันอีก ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกคุณอีกแล้วและพวกคุณก็ไม่มีสิทธิในการเอาอะไรจากฉันเช่นกัน” เธอพูดจบก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านพัก ปล่อยให้ครอบครัวหลี่ยืนอึ้งอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี ซูเหยาเกือบจะเดินกลับเข้าไปในค่ายอยู่แล้ว แต่เสียงของเว่ยจง พี่ชายที่เธอรู้จักดีดึงรั้งเธอไว้ในทันที "เหยาเอ๋อ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความน่ากลัว “ถ้าเธอไม่ยอมมาตกลงกับพวกเราบ้านหลี่ละก็... สามีใหม่ของเธอต้องได้รู้เรื่องที่เธอหายไปเมื่อสองปีที่แล้วแน่” คำพูดนั้นเหมือนคมดาบที่แทงเข้าสู่ความทรงจำของซูเหยา เธอหยุดชะงัก ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ปวดหัวอย่างรุนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ภาพความทรงจำที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนก็โผล่แวบเข้ามาในหัว ร่างนี้... หลี่ซูเหยาเดิม มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชายคนหนึ่ง แม้ภาพจะเบลอจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่ความรู้สึกที่ร่างกายจดจำได้ก็ทำให้เธอขนลุกซู่ ก่อนภาพนั้นจะหายไปในพริบตา "อะไรนะ?" ซูเหยาเอ่ยเสียงแผ่ว นัยน์ตาฉายความสงสัย แต่พวกบ้านหลี่กลับมองว่าคำพูดของเว่ยจงได้ผล พวกเขารีบก้าวเข้ามาใกล้และพยายามพาซูเหยาออกไปห่างจากทหาร เว่ยจงพยักหน้าให้คนในครอบครัว ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง "ฟังนะซูเหยา... พวกเราก็ไม่ได้อยากให้เธอลำบากหรอก แค่เห็นว่าเธอมีโอกาสดีได้แต่งกับทหารใหญ่แบบนี้ เธอควรช่วยครอบครัวบ้าง ขอเงินสามีมาช่วยเราหน่อย หรือให้เขาใช้อำนาจช่วยคุ้มครองบ้านหลี่บ้างเธอจำสิ่งที่เธอทำเมื่อวันวานไม่ได้หรอตอนนี้บ้านเราไร้ที่พึ่งแล้วนะ นี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหมล่ะ?” พ่อหลี่เองก็เสริม "เธอมีสามีที่เป็นคนมีตำแหน่งใหญ่โตแบบนี้ จะปล่อยให้บ้านหลี่เราลำบากไปทำไม? คิดซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่นะเหยาเอ๋อ" แม่จางที่ยังทำหน้าห่วงใยลูกสาว ก็พยักหน้าเสริมเข้าไป “ใช่จ้ะ ลูกรัก แค่ช่วยพ่อกับแม่หน่อยนะ คนในบ้านเราจะได้อยู่สุขสบาย เธอไม่ต้องเหนื่อยหรอก แค่พูดคุยกับเขาดีๆ ทุกอย่างก็ราบรื่น” ซูเหยาฟังทุกคำอย่างนิ่งเงียบ ไม่แสดงความเห็นหรืออารมณ์ใดๆ ในขณะเดียวกันเธอก็สงสัยว่าเหตุใดพวกบ้านหลี่ถึงได้คิดไปเองว่าเธอจะได้แต่งงานกับนายทหารใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กชั่วคราวเท่านั้น แต่เธอก็เลือกที่จะไม่แก้ไขอะไรในตอนนี้ ปล่อยให้พวกเขาพูดต่อไป จนกระทั่งพี่สะใภ้หลิวผู้ที่เคยอวดดีเสมอในสายตาของซูเหยาเอ่ยปากขึ้นบ้าง “เหยาเอ๋อ... ฉันจะบอกเทคนิคให้! ถ้าเธอไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ผู้ชายคนนี้เชื่องก็ให้มาถามฉัน ฉันจะสอนมารยาหญิงให้เธอเอง! ขนาดฉันยังจัดการเว่ยจงได้อยู่หมัดเลย เธอก็ไม่ยากหรอก เชื่อฉันสิ!" ซูเหยาได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา คำพูดของพวกเขาทั้งหมดช่างไร้สาระและน่าขันเกินทน เธอหยุดยืนอย่างสง่างาม พลางมองพวกบ้านหลี่ด้วยสายตาเย้ยหยัน “มารยาหญิงงั้นเหรอ?” เธอพูดเสียงดังจนคนในค่ายหันมามอง "เสียใจนะ ฉันไม่สนใจเรื่องแบบนั้น อีกอย่าง... พวกคุณคงลืมไปแล้วล่ะ เมื่อวันวานพวกเราตัดขาดกันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีครอบครัวแล้วต่างหาก" ซูเหยาสบตาพวกบ้านหลี่ด้วยสายตาเย้ยหยันและเฉียบคม "ฉันไม่จำเป็นต้องขออะไรจากใครทั้งนั้น และที่สำคัญ... คนอย่างฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งใครโดยเฉพาะครอบครัวที่เคยผลักไสไล่ส่งกันแบบเมื่อวาน ส่วนเรื่องนั้นเชิญพวกคุณเอาไปบอกคนอื่นได้เลยฉันไม่สนใจหรอก ลูกเป็นอย่างไรครอบครัวก็คงไม่ต่างนั่นล่ะ หากอยากเสียชื่อเสียงต่ออาชีพครูก็เชิญเอาไปบอกทุกคนเลย! หากพวกคุณไม่กล้าฉันเองจะเป็นเอาเรื่องนั้นไปบอกทุกคนให้ทั่วหมู่บ้านเอง!” น้ำเสียงของซูเหยาเต็มไปด้วยความเฉียบคมและเย็นชา ทำเอาพวกบ้านหลี่หน้าซีดเผือด แม่จางมองลูกสาวอย่างตกตะลึง ส่วนเว่ยจงกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจากคำพูดของซูเหยา ไม้ตายสุดท้ายของพวกเขาก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว... สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจและเดินกลับออกไปจากค่ายด้วยความอับอาย ท่ามกลางสายตาของทหารในค่ายที่จับจ้องพวกเขาอยู่ ห่างออกไปจากบริเวณหน้าค่ายทหารนั้น หานเว่ยเฉิงยืนมองเหตุการณ์อยู่ไกลๆ กับลูกน้องคนสนิทชื่อว่าหมิงสกุลหวง เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสนใจ "ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ นิสัยเธอ เอ่อ ไม่เหมือนใครและดูโดดเด่นกว่าที่คิดไว้มากนะครับ" เว่ยเฉิงไม่เอ่ยปากใดแต่พยักหน้าเห็นด้วยทำให้หวงหมิงเอ่ยต่อ “แล้วก็ดูเหมือนเธอจะไม่กลัวอะไรเลย คุณหนูจูจูเธอเลือกพี่เลี้ยงได้ถูกคนจริงๆนะครับ” หวงหมิงนึกถึงเรื่องที่สำคัญที่เขาได้รับมอบหมายมาเมื่อเช้าจึงเอ่ยต่อมาด้วยความรู้สึกอึกอัดต่อมา "ว่าแต่... หัวหน้าครับ เรื่องจดหมายจากคุณนายที่เซินเจิ้นจะให้ตอบว่ายังไงครับ? เธอเร่งให้คุณกลับไปเร็วๆ บอกว่าต้องเตรียมตัวสำหรับการดูตัวกับคุณหนูจากตระกูลหม่าอีกแล้ว" ลูกน้องรายงานเสียงเบา เว่ยเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ “แม่ฉันแค่อยากให้ฉันรีบกลับไปเพื่อจะได้หาภรรยาเร็วๆ เหมือนเดิม แต่ฉันยังไม่สนใจเรื่องนี้ ฝากตอบไปอย่างเดิมนั่นแหละ...” ลูกน้องมองเว่ยเฉิงด้วยความเข้าใจก่อนจะพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก ทั้งคู่ยืนมองซูเหยาที่เดินกลับเข้าไปในบ้าน โดยเว่ยเฉิงก็ยังคงมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความคิดอะไรบางอย่างที่อยู่ดีดีก็ผุดเข้ามา...16 ฤทธิ์ยากำหนัดทำนางแย่แล้ว“นี่คุณหนะ...เห้ย! ไยเป็นเจ้าได้กัน!”สตรีที่ร่วมหลับนอนกับเจี้ยนเหาเมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมาแล้ว ทำเอาเหล่าเจ้าของแผนร้ายผงะตกใจไปตามๆกัน เจี้ยนเหานั้นตกใจจนเผลอหลุดความคิดตนออกมาเลยล่ะจงชินที่เมื่อครู่หวาดหวั่นตอนนี้บรรเทาลงแล้วเขาคือคนแรกที่เอ่ยสิ่งที่ตนเองคิดออกไป“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรเป็นผู้ใดเล่า! ท่านพ่อขอรับลูกว่าคุณชายท่านนี้มีจุดประสงค์ต้องการให้พี่หญิงใหญ่เสื่อมเสียชื่อเสียงนะขอรับ”ใช่แล้ว เมื่อครู่พวกเขาต่างได้ยินเหมือนๆกันว่าเจี้ยนเหาเอ่ยถึงคุณหนูสักคน หากฟังแต่เสียงไม่เข้ามาดูเองกับตาล้วนเข้าใจผิดไปแล้ว แต่สตรีที่ร่วมหลับนอนที่แท้ก็คือบ่าวคนหนึ่งต่างหากจงชินไม่ยินยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงพี่สาวของตนได้หรอก!“คุณชายสามข้าน้อยมิได้คิดเช่นนั้นเลยขอรับ เพียงแต่ว่าระ...เอ่อ ข้าน้อยไม่รู้สติว่าเอ่ยอันใดในช่วงเวลานั้นเท่านั้นขอรับ”เจี้ยนเหายั้งปากทันเพราะได้รับสายตาปรามอย่างรุนแรงจากสตรีเจ้าของแผนการที่ยืนจ้องเขาเขม็งเบื้องหลังท่านแม่ทัพใหญ่ เขารีบแถไปโทษอย่างอื่นอย่างรวดเร็วส่วนซื่ออิงนั้นเมื่อรู้ว่าแผนการของตนพลาดไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้หลานไม่ได้เร
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอันใดมากไหมเจ้าคะ!”เชียนอี้รู้สึกคอแห้งไปหมด ร่างกายที่ร้อนรุ่มนี้เริ่มทำให้ขาของนางไร้แรงเดินเข้าไปทุกที คาดว่าอาหลานคนเดียวก็น่าจะพยุงเชียนอี้ไปไม่ไหวด้วย แต่จะให้ย้อนกลับไปขอความช่วยเหลือพวกที่ประสงค์ร้ายกับตนตลอดเวลาอย่างข้างในก็กลัวจะกลายเป็นเข้าแผนของใคร เชียนอี้มีความคิดว่านางต้องถูกวางยาบางอย่างแน่“อาหลาน อา จะเจ้าพยุงข้าไปแอบตรงนู้นแล้วรีบวิ่งไปตามคนของเรามาช่วยพาข้าไปเรือนที เร็วที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้นะ แฮ่ก ๆ”เชียนอี้ใช้พลังมากร่างกายก็ยิ่งอ่อนแรง ตอนนี้นางรับรู้ได้ว่าผิวกายใต้เสื้อผ้าแทบทุกที่มีเหงื่อผุดออกแล้ว แม้นจะสงสารอาหลานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยพยายามพาตนไปแอบตรงมุมเรือนแห่งหนึ่งแต่ก็ช่วยอันใดไม่ได้เลย ตอนนี้นางทำได้แค่ขยับปากเท่านั้น แรงกายหายไปหมดยากขยับตัวเชียนอี้พยายามรักษาสติให้คงอยู่เพื่อรอจนกว่าอาหลานจะพาคนมาช่วยนางให้ได้ ทว่าเพียงอาหลานวิ่งจากไปไม่นานเชียนอี้ก็ถูกค้นพบเสียแล้ว!“ที่แท้คุณหนูใหญ่ก็มาพักอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง พวกข้าตามหาท่านตั้งนานเจ้าค่ะ”สตรีสองนางนี้เชียนอี้จำได้ว่าพวกนางคือบ่าวของซื่ออิงที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลเจี้ยนเห
15 งานเลี้ยงต้นเหตุตลอดหลายวันที่เชียนอี้หลบในห้องนอนนั้นก็มีคนของซื่ออิงมาตามหรือทำทีมาเยี่ยมไข้บ้าง แต่แม่นมเฉียนก็จัดการได้ดีจนผ่านมาวันที่สามแล้ว ซึ่งวันนี้หากเชียนอี้ใช้แต่ข้ออ้างว่าเป็นไข้เย็นยังไม่หายเสียทีคาดว่าฮูหยินรองที่มีแผนร้ายต้องถึงขั้นนำหมอมาตรวจอาการแน่ นางจึงออกมารับลมได้ปกติ อีกทั้งวันนี้เป็นวันที่บิดาแจ้งไว้ว่าจะกลับมาจวนแล้ว อย่างน้อยเชียนอี้ก็จะได้เขาไว้พึ่งพิงเห็นว่าวันนี้ซื่ออิงจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับบิดา เย็นนี้เชียนอี้จึงจำเป็นต้องไปร่วมมื้อเย็นด้วยแม้อยากจะเลี่ยงให้มากที่สุดก็ตามเท่าที่แม่นมเฉียนมารายงานในทุกวันตามที่เชียนอี้ให้บ่าวในเรือนเฝ้าดูเจี้ยนเหาพบว่าเขาพักอยู่เรือนแขกอีกทั้งมิได้ออกไปไหนเลย วันๆหากไม่มีคนของซื่ออิงไปหาก็ไม่เห็นเขาออกมาจากห้องเท่าไร มีแต่เรียกบ่าวรับใช้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลเขาในฐานะแขก สามารถเข้าออกในเรือนได้ตามอัชฌาสัยแล้วจงชินก็มิได้เข้าไปข้องแวะกับคนผู้นี้อย่างที่เชียนอี้กำชับไว้ จิตใจแสนหวั่นวิตกในตอนแรกก็เริ่มสงบลงแล้ว“พี่หญิงใหญ่ ท่านมาแล้วนั่งลงสิเจ้าคะ”เชียนเอ้อเอ่ยเสียงหวาน หากเป็นยามที่บิดานั่งร่วมวงอยู่ด้วยเชียนอี้จะไม่
“เจ้าค่ะคุณหนู”อาหลาน บ่าวอีกคนอันเป็นหลานของแม่นมเฉียนที่เพิ่งหายป่วยรับคำสั่งเสร็จก็วิ่งเร็วออกไปทันที สวนกับผู้เป็นญาติผู้ใหญ่อย่างเฉียนมู่พอดี“นางนี่ ข้าบอกให้เดินอย่างสงบเสงี่ยมสอนอย่างไรก็มิจำเลย!”เชียนอี้มองภาพนี้จนชินตาแล้ว นางออกจะชอบธรรมชาติของการกระทบกระทั่งของสองย่าหลานด้วยซ้ำ เป็นสิ่งที่นางโหยหามากกว่าการพูดดีจอมปลอม แต่ลับหลังหาทางทำร้ายกันไม่หยุดอีก พอแม่นมเฉียนเห็นเชียนอี้มองมาก็ส่งยิ้มจืดเจื่อนให้“แม่นมท่านก็อย่าเอ็ดอาหลานมากเลย นางยังเด็กนักให้นางได้สนุกบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ข้าออกจะชอบที่นางทำอันใดรวดเร็วด้วยซ้ำ”แม่นมเฉียนส่งรังนกต้มน้ำตาลมาให้ถ้วยหนึ่ง สิ่งนี้หายากแต่นางในฐานะคุณหนูใหญ่ย่อมได้มาอยู่แล้ว พ่อบ้านฉีฮุ่ยจัดการได้อย่างเป็นธรรมนัก ระหว่างที่พักจากการปักผ้าชิมรังนกไปเรื่อยๆตามองชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างอยู่นั้น บ่าวน้อยนามอาหลานก็วิ่งกลับมาแล้ว สีหน้าตื่นเต้นดีใจนี้คงเพราะได้เรื่องแล้วกระมัง“แฮก ๆ คุณหนูเจ้าคะ บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะว่าใครมา!”“ดื่มน้ำก่อนข้าไม่รีบ”อาหลานรับน้ำจากย่าตนดื่มดังอึกๆทันควัน พอกลับมาหายใจปกติได้ก็เปิดปากทันที“ผู้ที่ฮูหยินรองไปต้
14 แผนกำจัดของน้องรอง“ท่านแม่ลูกไม่ยอมนะเจ้าคะ เหตุใดคุณชายซวี่หนานถึงได้เมินลูกแล้วไปสนใจนางเชี้ยนอี้นั่น!!!”ถ้วยชาที่บ่าวรับใช้เพิ่งรินชาร้อนๆลงไม่เมื่อครู่ตอนนี้ถูกปัดกระเด็น น้ำร้อนด้านในสาดใส่บ่าวแถวนั้นจนพากันสะดุ้งหลบแทบไม่ทัน ดีที่เชียนเอ้อกำลังระบายอารมณ์ให้ห้องของซื่ออิงจึงไม่มีแส้คู่กายวางไว้ จึงอาละวาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซื่ออิงเดินตามมาก็มิได้เอ่ยดุด่าอย่างใด นางพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทสั่งคนให้ไปนำชามาใหม่แทน ส่วนตัวเองก็ตามลูกสาวไปนั่งบนตั่งไม้สีเข้มเงางาม“แม่ก็มิรู้ว่าทางตระกูลหวงกำลังเล่นอันใดเช่นกัน เมื่อวันก่อนยังมีท่าทีสนใจลูกแม่อยู่เลย เหตุใดวันนี้เจิ้งฮูหยินถึงมีท่าทีเปลี่ยนไป นางเอาแต่ถามถึงเชียนอี้จนแม่หน้าชาไปหมด”ยิ่งเชียนเอ้อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งปะทุอารมณ์โกรธ นางคว้าแจกันของมารดาขึ้นเหนือหัวเตรียมจะเหวี่ยงลงพื้นคลายความแค้นทว่ากลับถูกซื่ออิงรั้งไว้“นี่มันแจกันเก่าหายาก เจ้าคลายอารมณ์โกรธกับพวกนางแทนจะดีกว่า”ไม่รู้ว่าแส้ประจำกายของเชียนเอ้อมาอยู่ในห้องแต่เมื่อใด ตอนนี้ถูกมารดาจับยัดใส่มือและพยักหน้าให้บุตรีของตนมุ่งคลายความโกรธลงบ่าวที่หน้าผากแนบพื้นตัวสั
เชียนอี้มองนิ้วชี้ของนางที่ตอนนี้มีรอยฟันเห็นจางๆ พอมองสบสายตาฉีหมิงก็ต้องรีบเบนหลบโดยพลันเมื่อครู่เหตุใดนางรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเกี้ยวพาทางสายตาได้ สายตาที่นางเห็นเมื่อครู่เหมือนไม่ใช่ต้าไท่ฝูจอมอหังการแต่เป็นคุณชายเสเพลชอบเข้าหอคณิกาเป็นประจำเสียมากกว่า“เจ้าป้อนช้าเกินไปข้าหิวก็เท่านั้น”หิวแล้วมากินนิ้วของนางหรืออย่างไรกัน! เหตุผลนี้เชียนอี้มิอาจยอมได้จริงๆหึ หากต้าไท่ฝูหิวเดี๋ยวนางจะตั้งใจป้อนให้เขาอิ่มจนท้องแตกเอง...ช่วงเวลาที่นางถูกกลั่นแกล้งจากโจวฉีหมิงสิ้นสุดลงแล้ว นางภาวนาให้ตอนที่ตนลุกจากการนั่งทับขาของเขาแล้ว อย่างน้อยก็ให้ขาเขาชาหรือใช้การไม่ได้ชั่วคราวเสียเถอะ ทว่าพอนางลุงขึ้นแล้วโจวฉีหมิงก็ลุกขึ้นตามทันที อีกทั้งท่าทางการเดินของเขาก็ปกติไร้ความเจ็บปวดใด จนเชียนอี้เผยสีหน้าประหลาดใจชัดเจน“หรือว่าคุณหนูใหญ่เหลียงติดใจตักอุ่นๆของข้าแล้วกัน เสียใจด้วยนะที่หมดเวลาลงเสียแล้ว”คำพูดนี้อย่าว่าแต่เชียนอี้รับไม่ได้เลย ลูกสมุนสนิทอย่างเหยาเลอก็อ้าปากค้างอย่างลืมรักษาท่าทีเคร่งขรึมเช่นกันเมื่อครู่เจ้านายเอ่ยอันใดมาหูเขาไร้ความสามารถไปเสียแล้ว!มิรู้ว่าเจ้านายแสนจะเยือกเย็นคนเ







