ฉันเดินหนีกลับมาที่ห้องเพื่อสงบจิตใจ ทว่าอยู่คนเดียวได้ไม่นาน ขุนพลมาเคาะประตูห้องขอเข้ามาด้านใน พอฉันไม่ยอมเดินไปเปิดประตูให้ ไอ้เพื่อนเวรก็เคาะประตูเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันต้องยอมเปิดประตูให้มันเข้ามาก่อนห้องอื่นจะเดินมาเคาะประตูด่าแทน
ครั้นฉันเห็นหน้าตาหล่อ ๆ แต่แสนกวนประสาทของมันก็อยากชกกำปั้นเข้าหน้ามันสักหมัด โทษฐานที่เอาแต่ใจมากเกินไปจริง ๆ
เปิดประตูให้มันเสร็จ ฉันพาตัวเองเดินกลับมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้าปั้นปึ่ง
ขุนพลวางข้าวกล่องบนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะเดินมานั่งบนพื้นกระเบื้องข้างเตียง ข้าวกล่องนั้นคาดเดาว่ามันน่าจะเป็นข้าวหมูกรอบที่ฉันสั่งเอาไว้แต่ไม่มีอารมณ์จะนั่งกินเพราะโดนใครบางคนทำให้เสียอารมณ์
“กูเอาข้าวมาให้ อยู่ ๆ มึงก็ลุกหนีกันเฉย ข้าวก็ไม่ยอมกิน” ขุนพลเอ่ยเสียงเบาเมื่อเขาเห็นว่าฉันมองไปยังข้าวกล่องบนโต๊ะแทนมองหน้าเขา ครั้นฉันหันมามองเพื่อนก็เห็นว่ามันนั่งเกยคางบนหลังมือซึ่งวางซ้อนทับกันบนฟูกนอน อีกทั้งมันยังส่งสายตามองมาเศร้า ๆ เหมือนหมาที่โดนเจ้าของทิ้ง
ฉันจงใจเมินคำพูดซึ่งฟังดูคล้ายจะเป็นความห่วงใย นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มือแกล้งหยิบโทรศัพท์ไถหน้าจอเล่นเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้เข้าแอปพลิเคชันไหนเป็นพิเศษเพราะไม่ได้มีสมาธิจดจ่อกับอะไรทั้งนั้น
“ครีม กูขอโทษ มึงอย่างอนกันได้ไหม” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเว้าวอน เมื่อขุนพลยังเห็นว่าฉันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการง้องอนของมัน เขาก็จะใช้ไม้ตายที่ทำเป็นประจำเพื่อให้ฉันสงสารและใจอ่อน “กูห่วงมึงนะ อยากช่วยมึงแต่ไม่คิดว่ามันจะทำให้มึงรู้สึกแย่ขนาดนี้ กูมันเป็นเพื่อนที่แย่จริง ๆ”
หากเป็นก่อนหน้านี้ฉันคงใจอ่อนยกโทษให้เขาไปแล้ว ทว่าครั้งนี้ฉันต้องทำใจแข็งให้มากกว่าเดิม เพราะไม่อยากให้มันเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจกันมากกว่านี้ในช่วงเวลาที่ฉันกำลังจะตัดใจจากเขา
“กูขอเวลาอยู่คนเดียวบ้างได้ไหม มึงกลับไปเถอะ” ฉันอ้อนวอนอย่างจนใจ
“กูจะไปก็ได้ แต่มึงช่วยบอกกูหน่อยได้ไหมว่ามึงเป็นอะไร นอกจากเรื่องที่บ้าน นอกจากเรื่องที่กูเสือกหางานให้มึง มันยังมีเรื่องอื่นที่ทำให้มึงไม่สบายใจอีกหรือเปล่า มึงคุยกับกูได้ทุกเรื่องนะเว้ย สี่หัวดีกว่าหัวเดียว กัสกับยิ้มห่วงมึงนะ”
“ไม่มี”
“ถึงมันจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มึงบอกกูได้นะ”
“ไม่มีจริง ๆ กูก็แค่เป็นกังวลเรื่องพ่อ” ฉันยกเรื่องพ่อขึ้นมาอ้างเพราะไม่อยากให้ขุนพลเซ้าซี้ถามอะไรไปมากกว่านี้
ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองต้องเปลืองน้ำลายไล่ขุนพลออกจากห้องมากกว่านี้แต่เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาช่วยไว้พอดี
ขุนพลหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาช้อนสายตามองฉันแวบหนึ่งอย่างลังเล ก่อนกดรับสาย ร่างสูงลุกจากพื้นแล้วเดินออกไปคุยนอกระเบียงแต่ฉันก็ได้ยินเขาเรียกชื่ออีกฝ่าย ถึงได้รู้ว่าโอปอลโทรมา
ฉันแค่นยิ้มเพราะรู้สึกสมเพชตัวเองที่ยังหวังว่าตัวเองจะยังเป็นคนสำคัญของเขา รู้ดีว่าขุนพลไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่าย ๆ จนกว่าเขาจะได้สิ่งที่ต้องการ แต่ถ้าหากมันมีสิ่งสำคัญหรือคนสำคัญมากกว่า เขาก็พร้อมจะทิ้งได้ทันที
“ครีม กูกลับก่อนนะ โอปอลโทรมาบอกว่ารถยางแบนอยู่ที่มอ”
“อืม มึงควรไปได้ตั้งนานแล้ว”
“งั้นมึงก็กินข้าวด้วยนะ เดี๋ยวกูแวะมาหาอีกที”
บานประตูปิดลง ความอัดอั้นที่สะสมอยู่ในใจทะลักออกมาเป็นน้ำตา ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองต้องเสียใจมากขนาดนี้กับอีแค่เรื่องขุนพลกำลังจะมีคนรัก พยายามบอกตัวเองให้ยินดีกับเขา แต่เวลานี้ฉันห้ามตัวเองไม่ให้เสียใจไม่ได้จริง ๆ
แม่ง!!
หลายวันต่อมาฉันก็ยังต้องเจอหน้าเขาที่ห้องเรียน ฉันยังต้องแสร้งยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันยังต้องนั่งฟังเพื่อนพรรณนาถึงผู้หญิงที่มันกำลังเครซี่สุด ๆ ขอภาวนาให้ใครสักคนเข้ามาช่วยลากมันไปจากตรงนี้ที กระทั่งซูกัสวางโทรศัพท์หลังจากจบเกม มันก็เปิดบทสนทนาขึ้นมา
“เมื่อคืนกูไปลองไฟร้านเหล้าของเพื่อนไอ้พี่โช ทำดีเลยว่ะ แม่งข้างในตกแต่งอย่างหรู เดี๋ยวรอเปิดเต็มตัวเดือนหน้า กูจะพาพวกมึงสามคนไปเที่ยว เอ้อ ๆ เกือบลืมไปเลย ครีม มึงไปดีลกับพี่กูตอนไหนวะ พี่โชมันฝากมาถามว่ามึงสนใจจะทำงานหรือเปล่า”
“กูเจอพี่มึงตอนทำงานร้านเก่า เขาเข้ามาทักกูแล้วชวนไปทำงานด้วยกัน” ฉันตอบคำถามของเพื่อนอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“แล้วมึงจะทำไหม” ซูกัสถามอย่างสนใจ
ฉันนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง รับรู้ว่ามีใครบางคนกำลังรอฟังคำตอบอยู่เงียบ ๆ “ก็คิดอยู่นะ”
“กูว่าทำกับพี่โชก็ดีนะ เพื่อนพี่โชแม่งเงินหนา จ้างแพงแน่นอน มึงคิดว่ายังไง ไอ้ขุน”
ฉันกับซูกัสหันไปมองขุนพล เขายังคงจดจ่อกับหน้าจอมือถือของตัวเอง เหมือนกับว่าหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่มีพวกเราอยู่ในนั้น เมื่อตะกี้ฉันคงคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปสินะว่าเขากำลังรอฟังอยู่ ความจริงเขาแทบไม่สนใจมันเลยด้วยซ้ำ ซูกัสเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ขุนพลถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากจอ
“มึงว่ายังไงนะ”
“กูกับครีมพูดกันตั้งนาน แต่มึงไม่ฟังเลยว่างั้น” ซูกัสบ่นอุบอิบพลางถอนหายใจออกมาอย่างระอา “เรื่องงานไอ้ครีม พี่โชอยากชวนมันไปทำงานบาร์ด้วย มึงคิดว่าไง”
“ตามใจครีมมันดิ กูเสนออะไรไป มันก็ไม่เอา ให้ครีมตัดสินใจเองเลย” น้ำเสียงของเขาฟังดูคล้ายตัดพ้อกันอยู่หน่อย ๆ จากนั้นขุนพลก้มหน้ามองหน้าจอต่อ
ตามใจอย่างนั้นเหรอ แล้วก่อนหน้านี้เขาเข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉันเพราะอะไรกัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าเวลาเพียงไม่กี่วัน ความรักมันทำให้เพื่อนสนิทกลายเป็นคนแปลกหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องของฉันคงไม่สำคัญอะไรกับเขาอีกแล้ว
“ได้เมียแล้วลืมเพื่อน” ซูกัสบ่นเบา ๆ แต่ฉันได้ยินทุกคำ อดไม่ได้จึงอยากอัปเดตสถานะหัวใจของเพื่อนทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้ตัวเองเจ็บปวดหัวใจ
“น้องโอปอลยอมคบมันละเหรอ” ฉันกระซิบถามซูกัสเสียงเบา
“คบหรือไม่คบ ไม่รู้ แต่เมื่อคืนมันพาน้องเขามานอนค้างที่ห้อง ได้กันแล้วก็คงไม่ต้องถามสถานะละมั้ง กูจะขอไปดูบอลด้วย มันบอกไม่ว่าง”
“มึงเป็นอะไรไหม” ซูกัสถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเขาเห็นว่าฉันนิ่งเงียบไปนาน
“เปล่า กูแค่ง่วง”
“เลิกคลาสก็กลับไปนอน ช่วงนี้มึงทำหน้าเครียดทุกวัน ข้าวก็ไม่ยอมกินกับพวกกู ทำเหมือนคนอกหัก”
“ไม่ได้เรียกอาการของคนอกหักแต่มันเป็นอาการของคนไม่มีจะแดกต่างหาก” ฉันเอ่ยแย้งพลางหยิบข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมออกจากห้อง เหมือนตัวเองเพิ่งปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจได้
ความหวังเล็ก ๆ ที่คิดว่าขุนพลกับโอปอลอาจจะไม่ได้ลงเอยกัน เวลานี้มันถูกกลบด้วยความจริงจนหมดสิ้น ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“งั้นกูเลี้ยงชาบู เผื่อมึงจะอารมณ์ดีขึ้น”
“หมูกระทะได้ไหมวะ กูอยากกินปิ้งย่าง”
“ได้ดิ กูพามึงไปกินร้านหมูกระทะห้องแอร์เลย มึงจะได้ไม่ร้อน”
“เออ ดีมาก”
“ยิ้มไปด้วยกันปะ” ซูกัสถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าอมยิ้มไม่ชอบกินอาหารปิ้งย่าง มันบอกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
“กูไม่กินหมูกระทะ” อมยิ้มตอบสั้นๆ
“เออ ๆ”
หลังจากนัดแนะกันเสร็จ ซูกัสชวนขุนพลไปกินหมูกระทะด้วยกันพอเป็นพิธีเหมือนกับอมยิ้มด้วยอีกคน เพราะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนมีนัดกินข้าวกับโอปอล พวกเราแยกย้ายกันตรงหน้าตึกเรียน ขุนพลแยกไปอีกทาง อมยิ้มกลับห้องพัก ส่วนฉันกับซูกัสก็เดินไปยังรถยนต์ของเพื่อนด้วยกันเพื่อไปกินหมูกระทะเป็นมื้อเย็น
“กินหมูกระทะกับเพื่อนได้ฟีลสุด” ซูกัสเอ่ยพร้อมกับคีบเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“ทำไม มึงกินกับแฟนแล้วมันไม่สุดหรือยังไง” บรรดากลุ่มเราสี่คน ซูกัสเป็นคนแรกที่มีแฟน อันที่จริงมันมีแฟนมาก่อนจะคบเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ รักมาราธอนตั้งแต่มอสี่ยันเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นความรักระยะไกลเพราะฝ่ายหญิงเรียนไกลถึงออสเตรเลีย ช่วงปิดเทอมซูกัสจะบินไปใช้ชีวิตอยู่กับเธอที่นั่น ลงรูปสวีตกันหวานฉ่ำ แต่เดี๋ยวนี้ฉันไม่ค่อยเห็นมันลงรูปอะไรเกี่ยวกับแฟนแล้ว เดาว่ามันคงขี้เกียจลงละมั้ง ลงรูปแต่ละทีต้องได้รับการอนุญาตจากแฟนก่อนเพราะเธออยากให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลา รูปเผลอ ๆ ที่ซูกัสมันชอบแอบถ่ายแทบไม่ได้ลงให้ใครได้เห็นสักครั้ง
“กูบอกมึงหรือยังว่ากูกับจีนห่างกันมาสักพักแล้ว เดือนนี้น่าจะเข้าเดือนที่สามแล้วมั้ง” ซูกัสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าหล่อยังคงรอยยิ้มกวน ๆ ราวกับตัวเองเพิ่งพูดเรื่องทั่วไปไม่ได้พูดถึงเรื่องของหัวใจ
“ทำไมพวกมึงถึงห่างกัน” แค่ห่างตัวยังไม่พอแต่ยังห่างใจกันอีก ชีวิตคู่ของเพื่อนจะคบกันต่อไปได้อย่างไร
“โรคเบื่อล่ะมั้ง ตอนแรกจีนขอเลิกกับกู เธอบอกว่าเจอคนใหม่ แต่กูยื้อไว้ก่อนเพราะอยากให้เธอคิดดี ๆ อีกสักรอบ ก็คบกันตั้งหลายปี กูไม่อยากให้เธอด่วนตัดสินใจเพราะเจอคนใหม่แค่ไม่กี่เดือน”
“มึงโอเคปะเนี้ย” ฉันเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ฉันเอาแต่สนใจเรื่องตัวเองจนไม่ทันได้สังเกตว่าเพื่อนมีเรื่องทุกข์ใจ
“ไม่โอหรอก เดี๋ยววันนี้กูกับจีนนัดคอลคุยกันอีกครั้ง ถ้าหากเธอจะไปจริง ๆ กูก็คงไม่รั้งอะไรแล้ว แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต”
“ไอ้กัส” ฉันลากเสียงยาวเรียกชื่อเพื่อนอย่างเป็นห่วงและเห็นใจ เกือบจะร้องไห้แทนมันแล้วเพราะรู้สึกสงสารเพื่อนจับใจ
“มึงไม่ต้องห่วงกูหรอกน่า กูยังอยู่ได้” ซูกัสคลี่ยิ้มกว้างสำทับ “ก็อยู่คนเดียวมาตั้งหลายปี แค่ไม่ได้มีคนคุยเหมือนเมื่อก่อนก็แค่นั้น ยังไงเราก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไปปะวะ”
“กูเข้าใจเลย” ฉันคิดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของคนอกหักอย่างดี “แต่ถ้ามึงไม่ไหว บอกกูนะ กูอยู่เป็นเพื่อน”
“เออ กูยังไหวอยู่ แต่ที่มึงบอกว่าเข้าใจ… มึงอกหักจากใครวะ ทำไมพวกกูไม่รู้”
“ไม่ได้อกหักจากใครทั้งนั้นแหละ กูก็แค่เข้าใจไม่ได้หรือไง” ฉันตอบอึกอัก แถสีข้างจนถลอก พลันหลบสายตาเพื่อนมองไปทางอื่น ฉันจะกล้ายอมรับได้อย่างไรว่าตัวเองอกหักจากเพื่อนสนิทน่ะ