หลังจากกินหมูกระทะกันเสร็จเป็นเวลาสามทุ่มพอดี ซูกัสขับรถมาส่งฉันที่หอพักแล้วขึ้นมาบนห้องด้วยกัน หมูกระทะสร้างเรื่องทำซูกัสท้องไส้ปั่นป่วนต้องเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน ฉันจึงบอกให้เพื่อนขึ้นมาบนห้อง กลัวขี้แตกกลางทางก่อนกลับถึงคอนโด
ระหว่างซูกัสกำลังเข้าห้องน้ำ ฉันก็ออกไปเก็บผ้านอกระเบียงพอดีกับเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง
ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่แค่ห้าวัน คนที่รู้ที่อยู่ก็มีแค่เพื่อนสามคน ซูกัสอยู่ในห้องกับฉัน ส่วนอมยิ้มเป็นพวกเด็กอนามัยหลับตั้งแต่สามทุ่มคงไม่โผล่มาที่นี่เวลานี้แน่นอน ฉะนั้นคนที่อยู่ด้านนอกคงไม่พ้นขุนพล
ฉันเดินไปเปิดประตูอย่างไม่รีบร้อน ตั้งใจให้มันรอสักหน่อยแล้วก็เป็นไปตามที่คาดคิด
ขุนพล ยืนอยู่หน้าห้อง มือข้างหนึ่งถือถังป๊อปคอร์นถังใหญ่
“มาทำอะไรดึกขนาดนี้”
“เพิ่งสามทุ่ม” ร่างสูงตอบพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาด้านใน ขุนพลวางถังป๊อปคอร์นไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งเพราะมันเป็นพื้นที่ว่างที่สามารถวางของได้เพียงแห่งเดียว พอดีกับซูกัสออกจากห้องน้ำมาในสภาพกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้น ส่วนกางเกงยีนของมันพาดอยู่บนบ่า
ทั้งสองต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนซูกัสจะเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายเพื่อน “อ้าว มึงมาทำอะไรวะ”
“กูแวะมาซ่อมกลอนประตูระเบียง” ขุนพลเอื้อมมือล้วงกล่องเครื่องมือขนาดเท่ากับกล่องดินสอจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังซึ่งฉันก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน กลอนประตูหลังมีปัญหาจริง ตัวนอตบางตัวหลุดจากแผงลงกลอนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ มันพังก่อนย้ายเข้ามาอยู่แล้ว และฉันได้แจ้งคนดูแลหอไปแล้วแต่อีกฝ่ายยังไม่ส่งช่างขึ้นมาซ่อม
“มึงมาทำอะไร” ขุนพลถามกลับ สายตาสำรวจมองซูกัสหัวจรดเท้า
“ขี้ กูท้องเสียเลยขอขึ้นมาใช้ห้องน้ำห้องครีม” ซูกัสตอบตามตรง
“พวกมึงไปไหนกันมา” คราวนี้ขุนพลหันมามองหน้าฉันคล้ายเจาะจงให้ฉันเป็นคนตอบคำถาม
“กินหมูทะ” ซูกัสแย่งคำตอบไปแล้ว
“อ้อ” ขุนพลส่งเสียงครางรับในลำคอเบา ๆ คล้ายคนเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนจะเดินไปยังประตูด้านหลังเพื่อซ่อมแผงกลอนประตูเงียบ ๆ ส่วนซูกัสสะบัดกางเกงยีนเพื่อใส่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็เดินไปช่วยขุนพลตรงประตูด้านหลัง
การที่มีผู้ชายตัวใหญ่สองคนอยู่ในห้องเล็ก ๆ ทำให้เจ้าของห้องอย่างฉันไม่รู้จะพาตัวเองไปยืนตรงไหนจึงเลือกทิ้งตัวนั่งบนเตียงปล่อยให้ช่างสองคนซ่อมกลอนประตู ขณะเดียวกันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพอดี เพราะเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในโทรศัพท์ ฉันจึงชะงักเล็กน้อยก่อนกดรับสาย
“ฮัลโหลค่ะ”
(หวัดดีครับน้องครีม พี่โชตะเองนะ)
“อ้อ ค่ะ พี่โชตะ โทรหาครีมมีอะไรหรือเปล่า” วินาทีนั้นช่างซ่อมกลอนประตูต่างหันหน้ามามองฉันเป็นตาเดียว ซูกัสถอนสายตากลับไปแล้วหลังจากมันเห็นว่าฉันคุยโทรศัพท์ แต่อีกคนยังมองมาเหมือนรอฟังทุกคำที่ฉันจะพูดกับอีกฝ่ายคล้ายจับผิด
(พี่จะโทรมาถามครีมเรื่องงานที่เคยชวนเอาไว้น่ะครับ พี่ฝากกัสไปถามแต่มันก็เงียบไปเลย)
“อ้อ กัสบอกแล้วค่ะ ครีมสนใจอยากทำเหมือนกันแต่ช่วงนี้กำลังยุ่งเรื่องย้ายที่อยู่ใหม่ก็เลยไม่มีเวลาได้คิดเรื่องงาน”
(อ้อ แบบนี้นี่เอง ถ้าหากครีมสนใจแวะมาคุยรายละเอียดงานกันก่อนได้นะ เดี๋ยวพี่จะแนะนำเราให้รู้จักกับเพื่อน นัดเจอกันพรุ่งนี้ครีมจะสะดวกไหม)
“ได้ค่ะ พี่โชตะนัดสถานที่มาได้เลย”
หลังจากวางสายจากพี่โชตะ ฉันก็รับรู้ได้ว่ามีใครบางคนกำลังรอยิงคำถามถึงบทสนทนากับคนปลายสายแต่เขาไม่จำเป็นต้องถามเพราะซูกัสชิงถามขึ้นมาเสียก่อน “พี่โชโทรมาเหรอมึง”
“อือ โทรมาเรื่องงาน”
“มันจะถามทำไมซ้ำซ้อนวะ กูบอกมันไปแล้วว่ามึงขอคิดดูก่อน” ซูกัสบ่นเบา ๆ “มาทรงนี้หาเรื่องโทรมาจีบมึงหรือเปล่า”
“มึงก็พูดไปเรื่อย เขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ” ขุนพลเคยเตือนฉันเรื่องมือที่สาม เขาบอกว่าพี่โชตะมีเมียแล้วแถมเธอยังเป็นคนขี้หึงมากด้วย
“มึงเอาข่าวมาจากไหน พี่โชมันเลิกกับเมียนานแล้วนะ น่าจะครึ่งปีได้แล้วมั้ง”
ฉันหันไปมองหน้าขุนพลทันที แต่อีกฝ่ายแกล้งทำเป็นไม่สนใจกับบทสนทนาที่คุยกัน “จะว่าไปมึงก็สเป็กพี่โชเหมือนกันนะ เมียเก่าพี่โชก็หน้าคล้าย ๆ มึงนี่แหละ กูว่าพี่โชเอาเรื่องงานมาอ้างเพราะอยากจีบมึงแน่ ๆ”
“เขาเป็นคนยังไงเหรอ” ฉันถามไปโดยไม่ได้คิดอะไร ฉันกับพี่โชตะเจอกันแค่ครั้งเดียวแถมยังคุยกันน้อยมากจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคอเป็นคนอย่างไร หากวันหนึ่งฉันต้องร่วมงานกับเขาก็อยากจะรู้จักนิสัยพื้นฐานเอาไว้ ฉันจะได้วางตัวถูก เรื่องเขาจะจีบหรือไม่จีบ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันโฟกัสแค่เรื่องเรียน งานและเงินเท่านั้น
ส่วนความรัก…ช่างหัวมัน
“ถามแบบนี้มึงสนใจ” ซูกัสหรี่สายตามองฉันอย่างสงสัย
“กูสนใจไม่ได้” ฉันยังเป็นโสด ไม่มีพันธะกับใคร ทำไมฉันจะสนใจผู้ชายสักคนไม่ได้
“ก็ได้แหละ พี่โชก็นิสัยดี เป็นผู้ใหญ่ ดูแลมึงได้” ซูกัสตอบไปตามที่คิด เขารู้จักกับพี่ชายคนนี้มาตั้งแต่จำความได้ จึงรู้จักนิสัยกันเป็นอย่างดี แต่เรื่องของหัวใจเป็นเรื่องส่วนบุคคล เขาไม่คิดจะเข้าไปวุ่นวายทำตัวเป็นพ่อสื่อให้กับใครทั้งนั้น ดีสำหรับเขากับดีสำหรับคนอื่นอาจจะไม่เหมือนกัน ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง
“ถ้าหากพี่มึงดีจริง ทำไมถึงเลิกกับเมียล่ะ” ขุนพลโพล่งขึ้นมากลางบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“กูจะรู้ไหม เรื่องคนสองคน” ซูกัสสวนกลับพลางลุกจากประตูหลังมานั่งเก้าอี้ตัวเล็กตรงโต๊ะเครื่องแป้ง “แต่ถ้ามึงสนใจพี่โชจริง ๆ เดี๋ยวกูไปสืบให้ได้”
“ไม่เป็นไร” ฉันปฏิเสธทันที ไม่ได้คิดจะสนใจพี่โชตะแต่แรกอยู่แล้ว ทุกวันนี้ฉันยังตัดใจจากขุนพลไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว
“แม่ง”
จู่ ๆ ขุนพลสบถออกมา ฉันกับซูกัสเลยหันไปมองเขาพร้อมกัน
“เป็นไร” ซูกัสถาม
“เปลี่ยนกลอนประตูใหม่เถอะ แม่งเก่าเกิน”
“งั้นพรุ่งนี้กูซื้ออันใหม่มาให้ รอเจ้าของหอคงไม่ได้เรื่อง” ซูกัสอาสา
“อืม ขอบคุณนะ” ฉันหันไปขอบคุณเพื่อน
“ทำไมขอบคุณแค่มัน” คราวนี้ขุนพลหันมาถามฉันด้วยแววตาน้อยใจ
“ขอบคุณมึงด้วย พอใจยัง” โตป่านนี้แล้วยังน้อยใจเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ
“อืม”
ชั่วโมงต่อมา
“กัสมันกลับไปเป็นชั่วโมงแล้ว ทำไมมึงยังไม่กลับ” ฉันอุตส่าห์ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำนานเกือบชั่วโมง คิดว่าอาบน้ำเสร็จแล้วออกมาจะได้อยู่คนเดียวเสียอีก แต่กลายเป็นว่ายังมีเพื่อนผู้ชายตัวโตนอนเอาขาไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง
“ขี้เกียจขับรถว่ะ ขอนอนค้างห้องมึงได้ไหม”
“ไม่ได้” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง
“ทำไมไม่ได้”
“เรื่องแค่นี้มึงยังต้องถามอีก มึงเป็นเพื่อนไม่ใช่ผัวจะมานอนเตียงเดียวกันไม่ได้” อีกอย่างขุนพลก็มีแฟนแล้ว หากโอปอลรู้ว่าแฟนตัวเองมานอนค้างกับเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ ฉันก็คงซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง
“เมื่อก่อนกูยังนอนได้” ขุนพลดันตัวลุกขึ้นนั่งท่าขัดสมาธิบนเตียง ดวงตาคมจ้องมองมาที่ฉันคล้ายกับต้องการคำตอบจริงจัง
ฉันผิดเองที่ยอมให้มันเข้ามาในชีวิตมากเกินไป ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อก่อนฉันยอมให้ขุนพลเข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวราวกับว่ามันเป็นเจ้าของร่วมกัน ตอนนั้นฉันยอมรับว่าคิดไม่ได้ เลือกทำสิ่งที่ใจตัวเองอยากทำเป็นอันดับแรกเสมอ ขอแค่มีความสุขก็พอแล้ว ทว่าเวลานี้ขุนพลไม่ได้เป็นแค่เพื่อนสนิทของฉัน แต่เขายังเป็นแฟนของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งฉันควรรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด
“ตอนนี้มึงมีแฟนแล้ว โอปอลไม่โอเคหรอกที่มึงจะมานอนค้างห้องผู้หญิงคนอื่น” ฉันบอกเหตุผลตามตรง คิดว่ามันจะเข้าใจ
“มึงเป็นเพื่อน ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น อีกอย่างโอปอลกับกูแค่คนคุยยังไม่ได้คบ มึงเอามาจากไหนว่าคบเป็นแฟนกันแล้ว”
“ไอ้กัสบอกว่ามึงพาน้องมานอนค้างที่ห้อง”
“แค่มานั่งเล่น”
“ทั้งคืน”
“ไม่มีอะไรจริงๆ” ขุนพลยืนยัน
"มีหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยวกับกูหรอกแต่มึงกับน้องก็ดูใจกันไม่ใช่หรือไง มันไม่มีผู้หญิงคนไหนโอเคหรอกนะที่จะให้คนคุยของตัวเองมานอนค้างกับผู้หญิงคนอื่น"
“โอปอลไม่ใช่คนงี่เง่า หึงหวงจนแยกไม่ได้ขนาดนั้น มึงสบายใจได้ ทำตัวเหมือนปกติที่เคยทำเถอะ”
ฉันทำเพียงถอนหายใจ คร้านจะเถียงกับคนที่เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นหลัก
“ถ้ามึงจะดื้อนอนที่นี่ งั้นมึงลงไปนอนข้างล่างเตียง”
ปกติขุนพลก็มักจะมาค้างที่ห้องของฉันบ่อย แต่ที่นี่ไม่มีโซฟาให้มันใช้เป็นที่นอนแล้ว ฉันจึงจัดการปูท็อปเปอร์เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับสละหมอนใบหนึ่งให้เพื่อนใช้หนุนนอน ส่วนผ้าห่มคิดว่าเขาคงไม่จำเป็นต้องใช้ ห้องนี้ไม่มีเครื่องปรับอากาศมีแต่พัดลม ขุนพลเป็นคนขี้ร้อน คาดว่าอีกเดี๋ยวมันคงหนีกลับไปนอนคอนโดตัวเอง มันทนนอนที่ร้อน ๆ แบบนี้ไม่ได้นานหรอก ฉันให้เวลามันนอนเล่นที่นี่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
“เค อาบน้ำก่อน เสื้อผ้ากูติดอยู่ที่มึงบ้างไหม” ร่างสูงดีดตัวลุกจากเตียงพร้อมกับยกแขนบิดขี้เกียจพลันหันมองตู้เสื้อผ้าของฉัน
“ไม่รู้ หาเอง” ฉันพยายามคิดว่าขุนพลเป็นอากาศ ทำตัวเป็นปกติราวกับเขาไม่มีอยู่จริง หลังจากนั่งหวีผมเสร็จเรียบร้อยก็ปีนขึ้นเตียงตัวเอง ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นก่อนเข้านอนสักสิบนาที ระหว่างนั้นใบหูยังคอยฟังเสียงคนร่วมห้อง ดวงตาแอบเหล่มองคนโตตัวเป็นพัก ๆ กระทั่งขุนพลยืนหันหน้าเข้าหาตู้เสื้อผ้า ก้มศีรษะถอดเสื้อยืดตัวเองออก
ช่วงเวลานี้ฉันควรจะจดจ่อกับหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองแต่สายตาดันเอาแต่มองแผ่นหลังขาว ๆ กล้ามเนื้อตรงหัวไหล่ รวมไปถึงรอยสักรูปหมาป่าตรงหัวไหล่ซ้าย รู้ตัวอีกทีก็เผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ครีม มึงใส่แบบนี้ด้วยเหรอ” เสียงทุ้มเรียกสติให้ฉันกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ครั้นมองตามมือของอีกฝ่ายก็ตกใจรีบเด้งตัวกระโดดลงจากเตียงเพื่อแย่งของที่ไม่ควรให้ใครเห็นมาจากมือของอีกฝ่าย
การยื้อแย่งเกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ขุนพลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ นิ้วชี้เกี่ยวกับสายชุดนอนไม่ได้นอน สีดำลายลูกไม้ของฉันเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ครีมอย่าดึง เดี๋ยวชุดก็ขาดพอดี”
“มึงก็ปล่อยสิ” ชุดมันจะขาดเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยนั่นแหละ
“อะ ปล่อย ๆ เดี๋ยวขาดแล้วอดเห็นมึงใส่ชุดนี้” ขุนพลยอมปล่อยสายเสื้อตามที่พูด หากแต่คำพูดที่บอกว่าอยากจะเห็นฉันใส่ชุดนอนไม่ได้นอนให้มันดูพลันทำให้แก้มสองข้างร้อนผะผ่าวขึ้นมา เรื่องของเรื่องฉันไม่ได้ตั้งใจจะสั่งชุดนอนนี่มาใส่นอน แต่ร้านดันส่งมาผิดชุด ช่วงที่ผ่านมาฉันเอาแต่คิดเรื่องปัญหาที่บ้านจนไม่มีเวลาส่งคืน กระทั่งหมดระยะเวลาคืนสินค้า ฉันจำต้องเก็บชุดนี้เอาไว้ และไม่คิดว่าจะหยิบมันมาใส่ด้วย
“เชิญมึงอดไปถึงชาติหน้านู่นแหละ” ฉันรีบขมวดชุดนอนแล้วยัดใส่ตู้เสื้อผ้าตามเดิม
“ขอดูชาตินี้ไม่ได้หรือไง” ขุนพลยังไม่หยุดแซวฉัน
“เป็นผัวกูก่อนแล้วค่อยมาขอดู”
“จะให้เป็นก็เป็นได้ ว่าแต่มึงเถอะ จะยอมเป็นเมียกูไหมล่ะ”
“ไว้รออีกสิบชาติ” กลายเป็นฉันที่แพ้ให้กับเขาทุกครั้งไป สุดท้ายฉันถอนหายใจแล้วเดินกลับไปนอนบนเตียงเพื่อสงบสติอารมณ์ สำหรับขุนพลอาจจะพูดโดยไม่คิดอะไร แต่สำหรับฉันมันต่างกัน ทุกคำที่เขาพูดมันส่งผลต่อความรู้สึกของฉันได้ทุกครั้ง
“อยากทำอะไรก็ทำ กูจะนอนแล้ว”
หากชอบนิยายเรื่องนี้ ฝากกดเข้าชั้น คอมเม้นต์ กด ♥️ เป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยน้า