LOGINความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินชัดเจน อรนุชหันไปมองลูกชายดวงตาสื่อความหมายให้พูดในสิ่งที่ควรพูด
“พูดสิธาม” เธอเตือนเสียงเบาแต่หนักแน่น ธามสูดลมหายใจเล็กน้อยไหล่ขยับขึ้นลงเพียงนิดก่อนจะเอ่ยออกมา
“ฉันขอโทษที่ปล่อยเธอกลับคนเดียว” น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำไม่มีแววสั่นไหวของความรู้สึกผิด คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างแห้งแล้ง
ลินดาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงสั้น ๆ แต่ชัดเจนเธอหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก
“แค่นั้นเหรอคะ” น้ำเสียงสุภาพทว่าสายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย ธามเงยหน้ามองเธอ
แววตาทั้งสองชนกันเพียงเสี้ยววินาทีความเงียบระหว่างสายตานั้นเหมือนมีคำถามมากมายที่ไม่มีใครพูดออกมา
“ฉันมีธุระด่วน” เขาตอบเพิ่มสั้น ๆ ราวกับนั่นคือคำอธิบายที่เพียงพอ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ยิ้ม
“ค่ะ” คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นจัดเหมือนลมแอร์ที่พัดผ่านห้อง พิมดาวรีบแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป
“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มาขอโทษแล้ว เรื่องมันก็ผ่านไปเถอะลูก” เธอมองลินดาอย่างขอร้องทางสายตาแต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
“ตาธามอาจจะจัดการอารมณ์ไม่เก่งนัก แต่ไม่ได้ตั้งใจให้หนูเสียความรู้สึกนะลินดา” อรนุชยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนเอ่ยเสริม ลินดาหันไปมองอรนุชสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย
“หนูเข้าใจค่ะคุณน้า” เธอตอบอย่างสุภาพ
“บางทีหนูก็แค่…คาดหวังเรื่องมายาทมากไปเอง”
คำว่าคาดหวังทำให้ธามขยับตัวเล็กน้อย เขาหลุบตาลงมองพื้นนิ้วมือข้างหนึ่งกำพนักเก้าอี้แน่นโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขาพูดขึ้นอีกครั้งเสียงยังเรียบแต่เบาลงกว่าเดิมเล็กน้อยลินดาเลิกคิ้วบาง ๆ
“แล้วถ้าตั้งใจไม่ทิ้งตั้งแต่หน้าประตูบ้านเหรอคะ” คำถามตรงไปตรงมาทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
อรนุชกับพิมดาวมองหน้ากันอย่างลำบากใจ ธามเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแววตาเข้มลึกแต่ยังปิดบังความรู้สึก
“ไม่ได้ให้คิดแบบนั้น ส่วนเรื่องชุดที่ไม่ได้ช่วยเพราะ” เขาตอบ
“มันเป็นชุดของเธอเอง” ลินดานิ่งไปก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“แต่มันคืองานแต่งของเราสองคนไม่ใช่เหรอคะ”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งก่อนบทสนทนาของผู้ใหญ่เริ่มเปลี่ยนไปพูดเรื่องกำหนดการงานแต่งแทน
รายชื่อแขกและรายละเอียดพิธีการ เสียงสนทนาเหล่านั้นดังอยู่เป็นฉากหลังแต่ธามกับลินดากลับเหมือนอยู่กันคนละโลก
เขามองพื้นเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างส่วนเธอหันหน้าไปทางหน้าต่างมองต้นไม้ไหวเอนตามลม
แววตาว่างเปล่าแต่ลึกลงไปมีประกายบางอย่างที่คล้ายการตัดสินใจ ในใจลินดาค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
คนแบบนี้…ฉันไม่น่าคาดหวังอะไรตั้งแต่แรกคิดว่าจะสุภาพกว่านี้ เธอกัดริมฝีปากเบา ๆ กลั้นความรู้สึกไม่ให้แสดงออก
ผ่านไปเกือบ ๆ สองชั่วโมงลมเย็นยามบ่ายพัดผ่านสวนหน้าบ้าน กลิ่นดอกแก้วจาง ๆ ลอยมากับอากาศ
ธามกำลังก้าวลงจากเฉลียงเตรียมเดินไปที่รถ สีหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม ราวกับเหตุการณ์ในห้องรับแขกเมื่อครู่เป็นเพียงพิธีการหนึ่งที่ต้องทำ
เสียงอรนุชกับพิมดาวยังคงคุยกันอยู่ด้านใน เสียงหัวเราะบางเบาของผู้ใหญ่ฟังดูฝืน ๆ เล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูรถเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณธาม” เขาหยุดมือทันทีหันกลับไปช้า ๆ ลินดายืนอยู่ไม่ไกลจากเขา แสงแดดตกกระทบใบหน้าของเธอจนเห็นชัดว่ามันนิ่งกว่าทุกครั้ง ไม่มีแววประชด ไม่มีความน้อยใจ มีเพียงความสงบที่ทำให้เขาอ่านไม่ออก
“คุยกันหน่อยค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบธามพยักหน้าสั้น ๆ โดยไม่ถามอะไร ทั้งสองเดินเลี่ยงออกมาทางมุมหนึ่งของสวนที่เงียบกว่า
ต้นพุ่มไม้สูงบดบังสายตาจากตัวบ้าน เหลือเพียงเสียงลมเสียดใบไม้และความเงียบที่กดทับระหว่างพวกเขาอยู่พักใหญ่
ธามยืนล้วงกระเป๋ากางเกง สูดลมหายใจลึกเหมือนเตรียมรับคำถามที่คาดเดาได้ ก่อนลินดาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
“คุณไม่อยากแต่งงานกับฉันใช่ไหม” คำถามตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม ไม่มีรอยยิ้มประดับคำพูด ธามชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มไหววูบก่อนจะนิ่งลง เขาไม่ได้รีบตอบปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
“ฉันไม่พร้อม” เขาพูดในที่สุดเสียงต่ำและตรง ลินดาพยักหน้าเบา ๆ อย่างคนที่คาดคำตอบไว้อยู่แล้ว
“ดีค่ะ อย่างน้อยก็พูดความจริง” เธอสูดลมหายใจลึกไหล่บางขยับขึ้นลงเล็กน้อยราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
“ฉันเองก็ไม่ได้รักคุณ” คำพูดนั้นทำให้ธามเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาของเขามองเธอตรง ๆ เป็นครั้งแรกโดยไม่มีม่านปิดบัง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดชัดเจนเช่นนี้ จากเดิมที่เขาคิดว่าเธอเป็นฝ่ายพยายามมากกว่าเสมอ
“ตอนแรกฉันคิดว่า…บางทีความใกล้ชิดอาจทำให้เราค่อย ๆ รู้สึกดีต่อกันได้ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันคงไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ” ลินดาสบตาเขาอย่างไม่หลบ
น้ำเสียงเธอนิ่งขึ้นไม่สั่นไม่ประชดมีเพียงความเป็นเหตุเป็นผล
“งั้นเรามาแต่งให้มันจบ ๆ ไปเถอะค่ะ” ธามขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หมายความว่าไง” เขาถามเสียงไม่ได้แข็งกร้าวแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ลินดามองเขานิ่ง ๆ ก่อนตอบ
“แต่งเพราะแม่คุณกับแม่ฉันคาดหวัง ใช้ชีวิตกันแบบผู้ใหญ่ ไม่ต้องหวาน ไม่ต้องรัก ต่างคนต่างอยู่” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำราวกับทบทวนมาแล้วหลายรอบในใจ
ธามจ้องหน้าเธอเงียบไปครู่หนึ่งแววตาอ่านยาก เขาเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างศักดิ์ศรีกับความโล่งใจ
“เธอรับได้เหรอ” เขาถามกลับ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเพียงนิดเดียวแต่แววตากลับแข็งขึ้น
“ดีกว่าพยายามเรียกร้องจากคนที่ไม่เคยคิดจะให้ค่ะ” ประโยคนั้นกระทบใจเขาเบา ๆ เหมือนหินก้อนเล็กที่โยนลงในน้ำเรียบสงบ
แม้ผิวน้ำจะไม่แตกกระจายแต่แรงสั่นสะเทือนแผ่ลึกลงไป
ธามกลืนน้ำลายช้า ๆ เขาไม่ชอบที่เธอพูดเหมือนมองทะลุเขาออกมาได้“แล้วถ้าวันหนึ่งคุณเจอคนที่คุณรักจริง ๆ ล่ะ” เขาถามขึ้นมาโดยไม่ทันคิดลินดาหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าวันนั้นมาถึง เราคงต้องคุยกันอีกที แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญคือทำให้ทุกอย่างผ่านไปโดยไม่กระทบครอบครัว” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเสริม
“ฉันไม่ได้ต้องการความรักจากคุณ ฉันแค่ต้องการการให้เกียรติ” คำว่าให้เกียรติทำให้เขานิ่งไปอีกครั้ง เขาไม่เคยมองเรื่องนี้ในมุมนั้นมาก่อน สำหรับเขาการแต่งงานครั้งนี้คือภาระแต่สำหรับเธอมันคือศักดิ์ศรี
“ถ้าอย่างนั้นก็…ตามนั้น” เขาตอบในที่สุดเสียงเรียบสนิท ไม่มีความลังเลแต่ก็ไม่มีความยินดี
ข้อตกลงถูกตกลงในความเงียบไม่มีการจับมือไม่มีรอยยิ้มยืนยันสัญญามีเพียงสายตาสองคู่ที่เข้าใจตรงกันว่า
นี่คือความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนเหตุผลล้วน ๆ ลินดามองเขาอีกครั้งก่อนพูดทิ้งท้าย
“แต่อย่างน้อย…อย่าทำให้ฉันดูน่าสมเพชต่อหน้าคนอื่นอีก” น้ำเสียงเธอไม่ได้อ้อนวอนแต่หนักแน่น ก่อนธามพยักหน้า
“ฉันจะไม่ทำ” เขาตอบสั้น ๆ
ลมที่พัดแรงขึ้นเล็กน้อยจนเส้นผมของลินดาปลิวผ่านแก้ม เธอยกมือเก็บมันไว้หลังหูก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านอย่างมั่นคง
ธามยืนมองแผ่นหลังของเธออยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแล่นผ่านอก เขาไม่แน่ใจว่าเป็นความโล่งใจหรือความว่างเปล่า
“ดี เข้าใจง่ายไม่วุ่นวาย”
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







