INICIAR SESIÓNช่วงเย็นของบ้านหลังใหญ่เงียบผิดปกติ แสงไฟในห้องโถงส่องกระทบพื้นหินอ่อนเป็นเงาวับ อรนุชนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟามือประสานกันแน่นบนตัก
สีหน้าของเธอไม่ได้สงบนิ่งอย่างทุกวัน แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจและความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่บ่าย
ประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าหนังเหยียบพื้น ธามเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนเคย
เขาถอดสูทพาดแขนสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและสบตากับมารดา เขาก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว
“แกปล่อยลินดากลับเองจริงไหม” เสียงของอรนุชเย็นจัด ทว่าแฝงแรงสั่นเล็ก ๆ ธามปลดกระดุมแขนเสื้อช้า ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ
“ครับ” คำตอบตรงไปตรงมานั้นเหมือนจุดไฟ อรนุชลุกพรวดขึ้นทันทีส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อน
“แกคิดอะไรอยู่ธาม!” เสียงเธอดังลั่นห้องโถงจนคนใช้ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในยังชะงัก ธามหันมามองแม่เต็มตาสีหน้าเรียบนิ่งแต่กรามเกร็งชัด
“ผมมีงาน” เขาตอบเสียงต่ำ
“งานสำคัญกว่าคนที่กำลังจะแต่งงานกับแกเหรอ!” อรนุชสวนกลับทันที ดวงตาเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวัง
ธามนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ช้า ๆ
“ผมไม่ได้อยากแต่งตั้งแต่แรก” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเหมือนถูกแช่แข็ง อรนุชอึ้งไปใบหน้าซีดลงเล็กน้อย
“ฉันรู้” เธอถามซ้ำน้ำเสียงเบาลงแต่สั่นไหว ธามสบตาแม่ตรง ๆ แววตาแข็งกระด้างเหมือนกำแพงหิน
“ผมทำเพราะแม่ขอ แต่ไม่ได้แปลว่าผมพร้อมจะเริ่มใหม่”
อรนุชเม้มปากแน่นความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะถามด้วยเสียงที่อ่อนลง
“แล้วแกจะจมอยู่กับอดีตไปอีกกี่ปีธาม แม่เห็นแกเป็นแบบนี้มาห้าปีแล้วนะ” ธามหลุดหัวเราะหยันเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันในนั้น
“มันไม่ใช่อดีตธรรมดานะแม่” เขาขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก ดวงตาวาววับด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนมานาน
“มันคือชีวิตผม ผมแต่งงาน ผมเชื่อใจ ผมคิดว่าผมกำลังจะเป็นพ่อ!” ลมหายใจเขาหนักขึ้นไหล่ขยับขึ้นลงแรงกว่าปกติ
“แต่สุดท้ายหมอบอกว่าเด็กไม่ใช่ลูกผม ผมถูกหลอกให้เลี้ยงลูกคนอื่นมาตลอดตั้งหลายเดือน!”
อรนุชสะท้านเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกชายระเบิดความรู้สึกออกมา เธอไม่ค่อยเห็นลูกชายเป็นแบบนี้ดวงตาที่เคยนิ่งเฉยตอนนี้เต็มไปด้วยบาดแผล
“แม่รู้ว่ามันเจ็บ” เธอพูดเบา ๆ ก้าวเข้าไปใกล้
“แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเป็นแบบนั้น ลินดาไม่ใช่ภาวี” ชื่อเดิมที่ไม่ควรถูกพูดถึงทำให้ธามหลับตาแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดชัด เขาสูดลมหายใจลึกพยายามกดอารมณ์ที่กำลังปะทุ
“ผมรู้” เขาพูดผ่านไรฟัน
“แต่ภาพมันยังอยู่แม่ วันนี้ตอนเธอใส่ชุดเจ้าสาว…ผมเห็นภาพเดิมซ้อนขึ้นมา ผมได้ยินคำพูดเดิมทุกอย่างมันย้อนกลับมาเหมือนเดิมไม่มีผิด”
อรนุชชะงักสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสงสาร เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงลุกออกจากร้านแบบนั้น
“แล้วแกคิดว่าการหนีจะทำให้มันหายเหรอ” เธอถามเสียงเบา
“ลินดายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว แกรู้ไหมว่าเธอรู้สึกยังไง” ธามนิ่ง เขาไม่ตอบในทันทีเปลือกตากระพริบช้า ๆ ราวกับภาพหญิงสาวในชุดขาวผุดขึ้นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่ภาพซ้อนทับหากเป็นใบหน้าของลินดาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ผมไม่อยากทำร้ายใคร” เขาพึมพำเสียงแผ่วลงอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยิน
“แต่ผมก็ไม่อยากโกหกตัวเอง”
“การแต่งงานไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณแม่” อรนุชพูดตรง ๆ
“ถ้าแกไม่รักเขา แกก็ต้องกล้าพอที่จะพูด ไม่ใช่ปล่อยให้เขาคิดว่าเขาทำอะไรผิด” คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดลงบนความจริง ธามกำหมัดแน่นเล็บจิกเข้าฝ่ามือจนเจ็บ
“ผมไม่แน่ใจว่าผมยังรักใครได้อีกไหม” เขาสารภาพออกมาในที่สุด เสียงต่ำและแตกพร่าเล็กน้อย
“ผมกลัวว่าถ้าผมเปิดใจอีกครั้ง ผมจะกลายเป็นคนโง่อีก”
“ความรักมันไม่ใช่ความโง่ธาม การเชื่อใจใครสักคนไม่ใช่ความอ่อนแอ สิ่งที่ทำให้แกเจ็บคือคนคนนั้น ไม่ใช่ความรัก” อรนุชน้ำตาคลอเธอยกมือแตะต้นแขนลูกชายเบา ๆ
ธามหลุบตาลงเงาของขนตาทาบบนแก้มที่ตึงเครียด เขาไม่เคยคิดในมุมนั้นมาก่อน ความเงียบปกคลุมอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ดุดันเหมือนก่อนหน้า
“แม่ไม่ได้บังคับแกเพราะอยากควบคุมชีวิตแก” อรนุชพูดต่อ เสียงอ่อนโยนลงอย่างชัดเจน
“แม่แค่อยากเห็นแกหัวเราะอีกครั้ง อยากเห็นบ้านหลังนี้มีชีวิต ไม่ใช่มีแต่ความเงียบ” ธามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาแข็งกร้าว
เมื่อครู่เริ่มสั่นไหว เขาอ้าปากจะพูดแต่ก็หยุดไป สุดท้ายเพียงถอนหายใจยาว“ผมต้องใช้เวลา” เขาพูดเรียบ ๆ
“อย่ากดดันผมมากกว่านี้เลยแม่” อรนุชพยักหน้าช้า ๆ แม้ใจจะหนักอึ้ง
“งั้นอย่างน้อยแกก็ควรไปขอโทษลินดา” เธอเอ่ยเบา ๆ
“น้องไม่สมควรถูกทิ้งไว้แบบนั้น” ธามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบสั้น ๆ
“ผมจะคิดดู” แม้คำตอบจะไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ใช่การปฏิเสธเหมือนก่อน เขาหันหลังเดินขึ้นบันไดทีละขั้น หล่ยังตึงแต่ไม่แข็งกร้าวเท่าเดิม
เสียงฝีเท้าดังก้องไปตามโถงกว้างทิ้งอรนุชยืนอยู่เบื้องล่าง เธอมองตามแผ่นหลังของลูกชาย ดวงตาเอ่อด้วยน้ำตาและความหวังเล็ก ๆ
“แม่แค่อยากให้แกมีความสุขจริง ๆ”
ช่วงบ่ายของบ้านลินดาเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อนลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาทาบบนพื้นไม้เป็นลายเงา
พิมดาวยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองเห็นรถยุโรปสีเข้มคุ้นตาแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน เธอถอนหายใจยาวอย่างรู้ชะตา
“มาแล้วสินะ” เสียงพึมพำเบา ๆ ของเธอแฝงทั้งความกังวลและการเตรียมใจ ลินดาซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ใบหน้าของเธอวันนี้เรียบเฉยผิดกับเมื่อวานที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ แววตาใส ๆ กลับนิ่งสงบจนอ่านไม่ออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หนังสือในมือถูกปิดลงอย่างแผ่วเบาราวกับเธอไม่ต้องการให้เสียงใด ๆ ออกมา
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นหนึ่งครั้ง พิมดาวเดินไปเปิดประตู อรนุชยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูเกร็งกว่าทุกครั้ง
“สวัสดีจ้ะพิม” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะเหลือบมองลูกชายที่ยืนตัวตรงอยู่ข้างหลัง
“วันนี้พาตาธามมาขอโทษ” ธามยืนสงบนิ่งมือทั้งสองข้างแนบลำตัว สีหน้าเรียบเฉยราวกับมาพบลูกค้าในห้องประชุมมากกว่ามาหาคู่หมั้น
ดวงตาของเขาไม่มองเข้าไปในบ้านไม่มองแม้แต่เจ้าของบ้านที่ยืนรออยู่ด้านใน ลินดาเหลือบมองเขาเพียงแวบเดียว
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนความเย็นชาเล็ก ๆ ก่อนที่เธอจะหันหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจ บรรยากาศในห้องรับแขกพลันอึดอัดขึ้นทันทีแม้จะยังไม่มีคำพูดใดกระทบกันแรง ๆ
พิมดาวฝืนยิ้มเชิญทั้งสองเข้ามานั่ง อรนุชนั่งลงก่อนส่วนธาม เลือกเก้าอี้ตัวริมสุด เว้นระยะห่างจากลินดาพอสมควร
เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวันที่ทั้งสองตกลงแต่งงานกันด้วยข้อตกลงที่ไร้ความรักช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ความตื่นเต้น หรืออย่างน้อยความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น กลับผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีความใกล้ชิด ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจกันมากขึ้นคฤหาสน์หลังใหญ่ของธามยังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม และค่ำคืนนี้ก็เช่นกันไฟในห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มสลัวสะท้อนผนังเรียบหรูอรนุชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมท่าทางเหมือนรอใครบางคนกลับบ้านทุกวัน แม้ใบหน้าจะสงบแต่แววตากลับแฝงความครุ่นคิดที่ไม่เคยจางลงเสียงประตูหน้าบ้านเปิดเบา ๆ พร้อมธามเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า แสงไฟส่องให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาจาง ๆเขาถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ถอดสูทพาดแขนแล้วคลายเนคไทออกช้า ๆ ลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาเบา ๆ ราวกับภาระของทั้งวันยังคงกดทับอยู่บนไหล่กว้างนั้น“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นตามปกติ น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน“ครับ” ธามตอบสั้น ๆ โดยไม่มองหน้าแม่เดินผ่านห้องนั่งเล่นเหมือนต้องการเลี่ยงบทสนทนา“แกได้ไปหาลินดาบ้างไหม” อรนุชมองตา
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินชัดเจน อรนุชหันไปมองลูกชายดวงตาสื่อความหมายให้พูดในสิ่งที่ควรพูด“พูดสิธาม” เธอเตือนเสียงเบาแต่หนักแน่น ธามสูดลมหายใจเล็กน้อยไหล่ขยับขึ้นลงเพียงนิดก่อนจะเอ่ยออกมา“ฉันขอโทษที่ปล่อยเธอกลับคนเดียว” น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำไม่มีแววสั่นไหวของความรู้สึกผิด คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างแห้งแล้งลินดาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงสั้น ๆ แต่ชัดเจนเธอหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก“แค่นั้นเหรอคะ” น้ำเสียงสุภาพทว่าสายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย ธามเงยหน้ามองเธอแววตาทั้งสองชนกันเพียงเสี้ยววินาทีความเงียบระหว่างสายตานั้นเหมือนมีคำถามมากมายที่ไม่มีใครพูดออกมา“ฉันมีธุระด่วน” เขาตอบเพิ่มสั้น ๆ ราวกับนั่นคือคำอธิบายที่เพียงพอ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ยิ้ม“ค่ะ” คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นจัดเหมือนลมแอร์ที่พัดผ่านห้อง พิมดาวรีบแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มาขอโทษแล้ว เรื่องมันก็ผ่านไปเถอะลูก” เธอมองลินดาอย่างขอร้องทางสายตาแต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร “ตาธามอาจจะจัดการอารมณ์ไม่เก่งนัก แต
ช่วงเย็นของบ้านหลังใหญ่เงียบผิดปกติ แสงไฟในห้องโถงส่องกระทบพื้นหินอ่อนเป็นเงาวับ อรนุชนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟามือประสานกันแน่นบนตักสีหน้าของเธอไม่ได้สงบนิ่งอย่างทุกวัน แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจและความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่บ่ายประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าหนังเหยียบพื้น ธามเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนเคยเขาถอดสูทพาดแขนสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและสบตากับมารดา เขาก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว“แกปล่อยลินดากลับเองจริงไหม” เสียงของอรนุชเย็นจัด ทว่าแฝงแรงสั่นเล็ก ๆ ธามปลดกระดุมแขนเสื้อช้า ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ“ครับ” คำตอบตรงไปตรงมานั้นเหมือนจุดไฟ อรนุชลุกพรวดขึ้นทันทีส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อน“แกคิดอะไรอยู่ธาม!” เสียงเธอดังลั่นห้องโถงจนคนใช้ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในยังชะงัก ธามหันมามองแม่เต็มตาสีหน้าเรียบนิ่งแต่กรามเกร็งชัด“ผมมีงาน” เขาตอบเสียงต่ำ“งานสำคัญกว่าคนที่กำลังจะแต่งงานกับแกเหรอ!” อรนุชสวนกลับทันที ดวงตาเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวังธามนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ช้า ๆ“ผมไม่ได้อยากแต่งตั้งแต่แรก” ป
…ห้าปีก่อนภาวีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ปลายทางเดินในโบสถ์ รอยยิ้มของเธอหวานละมุน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรัก “ธาม…วันนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะคะ” เสียงนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานภาพตัดกลับสู่ปัจจุบันเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัดแววตาที่เคยนิ่งกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาแข็งกระด้างเขาลุกขึ้นทันทีราวกับต้องการหนีบางอย่าง ลินดาชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น“คุณธาม…” เธอเรียกเบา ๆ ความเขินเปลี่ยนเป็นความสับสนในชั่วพริบตาธามมองเธอสายตานั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเจ็บ ความโกรธ หรือความหวาดกลัวที่เขาไม่ยอมรับก็ไม่แน่“เลือกเอาเอง” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชา“ผมมีงาน” คำพูดสั้น ๆ เหมือนมีดบาง ๆ กรีดผ่านบรรยากาศอบอุ่นในร้านเขาหยิบสูทขึ้นพาดแขนหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ ประตูกระจกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ ก่อนจะปิดลงทิ้งความเงียบไว้ด้านหลังลินดายืนนิ่งมือกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับเล็กน้อย หัวใจเธอกระตุกวูบเหมือนถูกทิ้งกลางอากาศ พนักงานสองคนมองหน้ากันอย่างเก้อเขิน“เอ
คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำ ไฟในสวนส่องต้นไม้เป็นเงาทอดยาวบนพื้นหินอ่อนประตูรั้วปิดลงช้า ๆ หลังรถยุโรปสีเข้มแล่นเข้ามาจอด เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบที่หนาหนักราวกับอากาศข้างในบ้านก็รอคอยบางอย่างอยู่เช่นกันภายในห้องนั่งเล่นโคมไฟสีอุ่นยังเปิดอยู่ อรนุชนั่งหลังตรงบนโซฟาหนังสีครีมแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้าดวงตาของหญิงวัยกลางคนไม่ได้จับจ้องโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ หากแต่ทอดมองไปยังประตูทางเข้าเหมือนกำลังรอเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยประตูเปิดออกธามเดินเข้ามาเงียบ ๆ เขาก้มถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ แขวนสูทไว้ที่ราวข้างผนัง สีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ดวงตาคมเข้มไร้แววเหนื่อยล้าทั้งที่ทั้งวันผ่านเรื่องมากมาย“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนเกินไป“ครับ” ธามพยักหน้าเล็กน้อยเสียงทุ้มต่ำสั้นกระชับ เขาเดินผ่านแม่ไปเหมือนตั้งใจจะขึ้นห้องทันที“พรุ่งนี้แกว่างไหม” คำถามนั้นทำให้เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมามอง“มีประชุมบ่าย ทำไมครับ” น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท อรนุชวางแก้วน้ำลงช้า ๆ เสียงกระทบโต๊ะดังแผ่ว“พรุ่งน
ยามเย็นหน้าภัตตาคารสุดหรูเสียงพนักงานเปิดประตูเบา ๆ เป็นระยะ รถยุโรปสีดำและสีเงินจอดเรียงรายเป็นระเบียบกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ประดับหน้าร้านลอยปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จโดยมีคนสี่คนที่ยืนล่ำลากันใต้แสงไฟที่เริ่มเปิดสว่างตัดกับท้องฟ้ายามค่ำ บรรยากาศภายนอกดูราบรื่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่สองคนแต่ช่องว่างบางอย่างระหว่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับอึดอัดจนสัมผัสได้“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก ๆ นะนุช วันนี้เกรงใจจริง ๆ” น้ำพิมดาวยิ้มกว้างตามมารยาท มือเรียวของเธอจับมืออรนุชแน่นเล็กน้อยเสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความเกรงใจตามแบบฉบับคนที่รู้ดีว่ามื้ออาหารนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา อรนุชก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพและแววตาก็เปล่งประกายอย่างพึงพอใจ“ไม่เป็นไรเลยพิม เดี๋ยวก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะต้องเกรงใจกันทำไม” คำว่าครอบครัวเดียวกันถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจราวกับทุกอย่างสิ้นลงแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เแต่งงานเลยด้วยซ้ำลินดายืนอยู่ด้านหลังแม่เธอจับกระเป๋าถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสเหลือบมองไปทางธามอย่างเผลอ ๆ เห็นชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้มตัดกับผิวขาว







