Masukเวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวันที่ทั้งสองตกลงแต่งงานกันด้วยข้อตกลงที่ไร้ความรัก
ช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ความตื่นเต้น หรืออย่างน้อยความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น กลับผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีความใกล้ชิด ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจกันมากขึ้น
คฤหาสน์หลังใหญ่ของธามยังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม และค่ำคืนนี้ก็เช่นกันไฟในห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มสลัวสะท้อนผนังเรียบหรู
อรนุชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมท่าทางเหมือนรอใครบางคนกลับบ้านทุกวัน แม้ใบหน้าจะสงบแต่แววตากลับแฝงความครุ่นคิดที่ไม่เคยจางลง
เสียงประตูหน้าบ้านเปิดเบา ๆ พร้อมธามเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า แสงไฟส่องให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาจาง ๆ
เขาถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ถอดสูทพาดแขนแล้วคลายเนคไทออกช้า ๆ ลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาเบา ๆ ราวกับภาระของทั้งวันยังคงกดทับอยู่บนไหล่กว้างนั้น
“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นตามปกติ น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน
“ครับ” ธามตอบสั้น ๆ โดยไม่มองหน้าแม่เดินผ่านห้องนั่งเล่นเหมือนต้องการเลี่ยงบทสนทนา
“แกได้ไปหาลินดาบ้างไหม” อรนุชมองตามลูกชายครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจถามตรง ๆ คำถามนั้นทำให้ธามหยุดมือที่กำลังจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะเล็กข้างครัว
เขานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีแต่ความเงียบนั้นยาวพอให้คนเป็นแม่เข้าใจคำตอบ จนอรนุชถอนหายใจเบา ๆ
“นี่จะแต่งงานกันอยู่แล้วนะธาม” น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นเล็กน้อย เธอลุกจากโซฟาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น
“แกคิดจะปล่อยให้ผู้หญิงเขารอแบบนี้เหรอ” ธามยกแก้วน้ำขึ้นดื่มโดยไม่หันกลับมา
“เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร” เขาตอบเรียบ ๆ เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องงานทั่วไป อรนุชขมวดคิ้วสีหน้าผิดหวังชัดเจน
“ไม่ว่าไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก!” เสียงเธอหนักขึ้นจนสะท้อนในครัว ธามชะงักเล็กน้อยมือที่ถือแก้วน้ำค้างอยู่กลางอากาศก่อนจะวางลงช้า ๆ แต่เขายังคงไม่หันกลับมา
“แม่อย่าคิดแทนเธอเลยครับ” เขาพูดเสียงต่ำ
“เราตกลงกันไว้แล้ว”
“ตกลงกันว่าจะต่างคนต่างอยู่”
“ชีวิตคู่มันไม่ใช่สัญญาธุรกิจนะตาธาม” อรนุชถามกลับทันทีเธอก้าวเข้ามาอีกก้าว สีหน้าเหนื่อยใจมากกว่าจะโกรธ
“อย่างน้อยก็หัดสนิทกันไว้บ้างสิลูก มันไม่ใช่แค่พิธี มันคือชีวิตคู่” ธามหลับตาแน่นชั่วครู่ก่อนถอนหายใจสั้น ๆ เขาหันหน้ามามองแม่ในที่สุด ดวงตาคมยังนิ่งแต่ลึกลงไปมีความรำคาญผสมความสับสน
“ผมไม่ได้หลีกเลี่ยง” เขาตอบ
“แต่ผมแค่ไม่ต้องการ”
“ไม่ต้องการงั้นเหรอ” อรนุชทวนคำอย่างไม่เชื่อ
“แกตกลงกับเขาจะเป็นสามีเขา แต่กลับบอกว่าไม่ต้องการงั้นเหรอ” ธามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ
“เราคุยกันชัดเจนแล้ว เธอไม่ได้ต้องการมากกว่านี้ ผมก็เหมือนกัน” น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็งกร้าวแต่ก็ปิดประตูในใจทุกบานไว้แน่นหนา อรนุชมองลูกชายอย่างพยายามอ่านใจ
“แล้วแกแน่ใจเหรอว่าแกไม่ต้องการมากกว่านี้จริง ๆ” คำถามนั้นทำให้แววตาธามไหววูบเพียงเสี้ยววินาที แต่เขารีบเก็บอาการ
“ผมสบายดี”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง เสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอเหมือนกลบความตึงเครียดในห้อง ก่อนอรนุชพูดต่อช้า ๆ
“แม่ไม่ได้อยากบังคับให้แกรักใคร แต่แม่ไม่อยากเห็นแกใช้ชีวิตแบบปิดใจไปตลอด” ธามเม้มปากแน่นกล้ามเนื้อกรามขยับเล็กน้อย
“ผมไม่ได้ปิดใจแม่” เขาพูดเหมือนปฏิเสธตัวเองมากกว่าปฏิเสธแม่
“ผมแค่ไม่อยากสร้างความคาดหวังที่ตัวเองให้ไม่ได้”
“แต่แกก็ไม่เขาทิ้งไว้เดือนนึงโดยที่ไม่ไปเลยนะ” อรนุชถามเสียงเบาลงแต่ชัดทุกคำ
“แกคิดว่าเขาจะไม่คิดอะไรเลยจริง ๆ เหรอ” ธามหลุบตาลงมองพื้นกระเบื้องเงาวับ
ภาพรอยยิ้มบาง ๆ ของลินดาในวันนั้นแวบขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไป” เสียงเรียบคล้ายการตัดบทมากกว่าคำสัญญา
“อย่าให้แม่ต้องไปลากแกอีกนะธาม” อรนุชมองลูกชายอย่างเหนื่อยใจ เธอพูดช้า ๆ ดวงตาอ่อนลง
“บางทีความสัมพันธ์มันต้องอาศัยความพยายาม แม้มันจะเริ่มต้นจากศูนย์ก็ตาม” ธามไม่ได้ตอบเขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนหันหลังเดินขึ้นบันได
เสียงฝีเท้าดังสม่ำเสมอไปตามโถงกว้างไหล่กว้างดูหนักอึ้งกว่าเดิมเล็กน้อย อรนุชนั่งลงบนโซฟาอีกครั้งมองบันไดว่างเปล่าด้วยสายตากังวล
เธอรู้ว่าลูกชายไม่ได้ใจร้ายเพียงแต่ยังติดอยู่ในเงาของอดีตที่ไม่ยอมปล่อยเขาไป
ส่วนธามเมื่อปิดประตูห้องนอนลงแล้วเขายืนพิงบานประตูอยู่ครู่หนึ่งหลับตาแน่นลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง
“น่าเบื่อ…”
เช้าวันต่อมาท้องฟ้าโปร่งใสเกินกว่าจะบอกว่ามีเรื่องใดจะปะทุขึ้น รถสีเข้มของธามแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านลินดาอย่างช้า ๆ เครื่องยนต์ดับลงแล้วแต่เขายังนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย
มือทั้งสองวางอยู่บนวงล้อแน่นกว่าปกติ แววตาคมทอดมองตรงไปยังประตูบ้านราวกับกำลังชั่งใจแค่ไปให้มันจบตามมารยาท
เขาบอกตัวเองซ้ำ ๆ นิ้วโป้งข้างหนึ่งเคาะพวงมาลัยเบา ๆ อย่างคนกำลังคิดหนัก แสงแดดอ่อนสะท้อนผ่านกระจกหน้ารถจนเกิดเงาวูบไหวบนใบหน้าของธาม
เขานั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยทั้งที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจจะลงจากรถไปหาลินดาพูดคุยกับเธอให้ชัดเจนเรื่องงานแต่งและหลายอย่างที่
ค้างคาแต่ทันทีที่เห็นประตูบ้านเปิดออกและคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือคนที่ทำให้ร่างของเขากลับชะงักเหมือนถูกบางอย่างรั้งไว้
คิริน
ธามชะลอการเปิดประตูรถมือที่จับด้ามประตูค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ดึงกลับ เขาถอยตัวมานั่งพิงเบาะปิดประตูลงเบา ๆ แล้วขยับรถถอยออกมาเล็กน้อยให้พ้นสายตาจากหน้าบ้าน
แต่สายตาของเขายังจับจ้องเข้าไปด้านในอย่างไม่วางตา กระจกหน้าต่างสะท้อนใบหน้าที่ตึงเครียดกรามเกร็งแน่นแววตาคมเข้มขุ่นมัวอย่างคนกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเอง
ไม่มีทางบังเอิญเขาบอกกับตัวเองในใจคิรินจะมาที่นี่ทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุผลบางอย่าง
ไม่กี่นาทีต่อมาลินดาเดินออกมาที่หน้าบ้านในชุดทำงานสีอ่อนเรียบร้อย ผมยาวถูกรวบต่ำอย่างลวก ๆ แต่ยังดูสุภาพ ในมือเธอมีแฟ้มเอกสารหนา ๆ แนบอกไว้แน่นเหมือนกลัวมันหล่น
เธอปิดประตูบ้านเบา ๆ แล้วก้าวออกมาหยุดตรงระเบียง สีหน้าของเธอปกติ ดวงตาไม่ได้ลอกแลกหรือหวาดหวั่นอย่างคนกำลังทำผิดกลับดูผ่อนคลายกว่าที่ธามคาดไว้เสียอีก
คิรินยืนหันหน้าเข้าหาเธอในระยะใกล้พอสมควร เขายื่นเอกสารอีกชุดหนึ่งให้พร้อมกับชี้บางจุด
“ตรงนี้พี่แก้ตัวเลขให้แล้วนะ ถ้าเอาไปยื่นตามนี้ น่าจะผ่านรอบแรกได้” น้ำเสียงของเขาเรียบง่ายเป็นกันเองอย่างคนคุ้นเคย
ลินดารับเอกสารมาเปิดดูอย่างตั้งใจ คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยขณะไล่สายตาไปตามบรรทัด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ
“ขอบคุณนะคะพี่คิริน ถ้าไม่ได้พี่ งานนี้หนูแย่แน่เลย ผู้จัดการตั้งเป้าไว้สูงมาก หนูกดดันแทบแย่” เสียงของเธอนุ่มนวลและจริงใจ
คำว่าพี่ที่ออกจากริมฝีปากอย่างสนิทสนมทำให้มือของธามกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดชัดข้อนิ้วซีดขาวเขาเผลอกัดฟันโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง เธอทำงานเก่งอยู่แล้ว แค่ขาดประสบการณ์นิดหน่อย เดี๋ยวพี่ช่วยเคลียร์ให้ ที่เหลือเธอก็ลุยเองได้”คิรินหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเป็นประกายอ่อนโยน เขายกมือแตะขอบแฟ้มที่เธอถือราวกับย้ำความมั่นใจ ลินดาหัวเราะเบา ๆ แก้มขึ้นสี
จาง ๆ“อย่าชมเยอะสิคะ เดี๋ยวหนูเหลิง” เธอพูดติดตลกแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย บรรยากาศตรงระเบียงบ้านดูผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ ไม่มีพิรุธใด ๆ ในสายตาคนทั่วไป
แต่ในสายตาของธามทุกท่าทางกลับเหมือนภาพซ้ำที่เขาเคยเห็นมาก่อน ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ซ้อนทับกับอดีตโดยที่เขาไม่ทัน
ตั้งตัวธามหลับตาแน่นเปลือกตาสั่นเล็กน้อยเหมือนพยายามสลัดภาพนั้นออกไปแต่ยิ่งพยายามภาพก็ยิ่งชัดเจน
“เธอไม่ต่างจากภาวี…ลินดา”
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







