LOGINด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสและระลอกความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนานจากศึกสงคราม แม้ว่าแสงอรุณของเช้าวันใหม่จะสาดทอเข้ามาภายในกระโจมเพื่อบ่งบอกเวลาเคลื่อนทัพแล้ว ทว่าจ้าวหานเฟิงกลับยังคงจมดิ่งอยู่ภายในห้วงนิทราอันลึกซึ้ง ไร้ซึ่งวี่แววว่าจะตื่นจากการพักผ่อน
เมื่อเห็นดังนั้น แม่ทัพเซียวหลงเหยียนจึงขยับกายเข้าประชิด จอมทัพเฒ่าโน้มใบหน้าลงปลุกพยัคฆ์หนุ่มให้หลุดพ้นจากฝันลึกด้วยวิธีอันแสนเร่าร้อน บดเบียดริมฝีปากอันหยาบกร้านทว่าแฝงด้วยความดุดันและทรงอำนาจ แทรกซึมเรียวลิ้นช่ำชองรุกล้ำสอดประสานเข้ามาภายในโพรงปากอย่างเชี่ยวชาญ สัมผัสอันหนักหน่วงทว่าท่วมท้นด้วยตัณหาฉาบฉวยนี้ จอมทัพจงใจกระทำราวกับนิทานปรัมปรา... ประหนึ่งเจ้าหญิงที่กำลังร่ายมนต์จุมพิตเพื่อปลุกเจ้าชายให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
รสจูบอันดุร้ายทว่าวาบหวามระคนปลุกเร้า ทำให้นายกองหนุ่มสะดุ้งน้อยๆ ในอ้อมอก ก่อนจะค่อยๆ ปรือเปลือกตาอันหนักอึ้งและลืมตาตื่นขึ้นอย่างเช้าตรู่ ยามเมื่อเห็นว่าเหยื่อล้ำค่าหลุดพ้นจากห้วงนิทราแล้ว ท่านแม่ทัพจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง เขาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงซีดเซียวของชายหนุ่มด้วยสายตาที่ทอประกายอ่อนโยนดุจแสงตะวัน พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"จ้าวหานเฟิง... พวกเราได้เวลากลับคืนสู่เมืองหลวง... ได้เวลากลับบ้านของพวกเราแล้ว"
ทันทีที่ได้ยินคำว่ากลับบ้าน จ้าวหานเฟิงพลันเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจและเปี่ยมสุขออกมาอย่างปิดไม่มิด แววตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายระยิบระยับขึ้นมาอีกครา ในส่วนลึกของหัวใจขุนศึกหนุ่มคิดว่าตนเองคงต้องทิ้งชีวิตและฝังร่างเอาไว้ ณ สมรภูมิอันโหดร้ายบิดเบี้ยวแห่งนี้เสียแล้ว
ทว่าในยามนี้ เขารอดชีวิตมาได้พร้อมเกียรติยศที่กำลังจะได้รับ และที่สำคัญที่สุด... เขาจะได้กลับไปโอบกอด ไป๋เหม่ยหลาน สตรีผู้เป็นรักแท้และแก้วตาดวงใจที่กำลังเฝ้ารอคอยการกลับมาของเขาอยู่ ณ เมืองหลวงเสียที
ภายนอกผ้าม่านผืนหนา กองทัพหลวงนับพันนายภายใต้การนำของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน วีรบุรุษแห่งแผ่นดิน กำลังเคลื่อนขบวนทัพกลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างสมเกียรติ ยอดทหารกล้าทุกนายต่างเชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจว่าตนคือส่วนหนึ่งของการพิชิตศึกอันยาวนาน ทว่าไม่มีพลทหารนายใดล่วงรู้เลยว่า ภายในรถม้าคันใหญ่ประจำตำแหน่งของจอมทัพที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางขบวนทัพนั้น กลับซ่อนเร้นความลับอันน่าตื่นตะลึงที่เดือดพล่านดุจเปลวเพลิงแผดเผา
ยามเมื่อล้อรถม้าบดลงบนผืนดิน บรรยากาศภายในกลับแปรเปลี่ยนสภาพเป็นสมรภูมิรักอันเร่าร้อนและดุดัน โครงสร้างของรถม้าสั่นคลอนและโยกไหวไปมาตามจังหวะการบดเบียดกระแทกกระทั้นอันหนักหน่วงของบุรุษต่างวัยทั้งสอง จ้าวหานเฟิงที่บัดนี้ความจำนนได้แปรเปลี่ยนเป็นความมัวเมาในรสสวาท รุกรับขับเคลื่อนเรือนร่างพัวพันร่วมกับจอมทัพเฒ่าอย่างถึงพริกถึงขิง
คนทั้งคู่เลือกใช้ท่วงท่ากวางเหลียวหลัง อันโลดโผนและลึกล้ำ ร่างแกร่งของนายกองหนุ่มบิดเร้าแผ่นหลังแอ่นรับสัมผัสอันแกร่งกร้าวจากทางด้านหลัง ขณะที่สะโพกสอบก็สวนรับจังหวะรุกรานสอดประสานอย่างช่ำชอง ท่วงทำนองอันหิวกระหายบดเบียดเข้าหากันอย่างเน้นย้ำรุนแรง ราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งเคยลิ้มรสกามารมณ์อันแสนหวานละมุน จนหยาดเหงื่อกาฬไหลชโลมท่วมมัดกล้ามเนื้อของทั้งสองคน
"อึก... ฮ้า... ท่านแม่ทัพ..." จ้าวหานเฟิงส่งเสียงครางกระเส่าแหบพร่า ใบหน้าหล่อเหลาแหงนหงายด้วยความเสียวซ่านเกินจะกักข่ม
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนยกยิ้มอย่างพึงใจลึกล้ำ นัยน์ตาคมกริบลุกโชนด้วยประกายแห่งความกระหายยามได้เห็นพยัคฆ์หนุ่มรูปงามสยบอยู่ใต้ร่าง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกแกร่งไว้แน่นก่อนจะเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นเข้าใส่ช่องทางรักอันตึงแน่นรวดเดียวจนสุดทาง พร้อมทั้งกระซิบพร่าชิดใบหูด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
"หนุ่มน้อย... เรี่ยวแรงของเจ้านี่มันช่างมหาศาลนัก!"
คนทั้งสองตักตวงรสรักของกันและกันอย่างหิวกระหายครั้งแล้วครั้งเล่าภายในรถม้า จนกระทั่งขบวนทัพนับพันเคลื่อนมาถึงจุดค้างแรมในช่วงค่ำ เพราะการเดินทางจากสมรภูมิเขาเทียนหลงกลับคืนสู่เมืองหลวงนั้น เป็นระยะทางที่ไกลโพ้นและต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม
ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล ไฟสงครามแปรเปลี่ยนเป็นไฟราคะ กองไฟนับร้อยกองถูกจุดขึ้นเพื่อไล่ความหนาวเหน็บ ทว่าภายในกระโจมพักส่วนตัวของจอมทัพ บรรยากาศกลับร้อนรุ่มจนแทบหลอมละลาย แม่ทัพเซียวหลงเหยียนคุกเข่าลงต่อหน้าพยัคฆ์หนุ่ม ก่อนจะใช้ริมฝีปากและเรียวลิ้นช่ำชองโลมเลียดูดกลืนแก่นกายความเป็นชายของจ้าวหานเฟิงอย่างหิวกระหาย ไร้ซึ่งความกระดากอายในยศถาบรรดาศักดิ์ของแม่ทัพผู้เกรียงไกร มีเพียงสัญชาตญาณดิบที่ต้องการสยบหนุ่มแรกรุ่นให้อยู่หมัด
ความจริงอันน่าตื่นตะลึงในกองทัพแห่งนี้คือ... อย่าว่าแต่คนทั้งสองเลย แม้แต่เหล่าพลทหารระดับล่างรอบกองไฟด้านนอก ต่างก็พากันจับคู่ตักตวงความสุขสมในหมู่บุรุษด้วยกันอย่างลับๆ ท้าทายสายลมหนาว เพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นที่สั่งสมมาแรมปีจากสงครามอันยาวนาน
สำหรับทหารหาญเหล่านี้ กามราคะในค่ายพักแรมหาใช่สิ่งถาวร มันเป็นเพียงเครื่องระบายความเครียดขึงในวาระสุดท้าย เพราะพวกเขารู้ดีว่า... ทันทีที่ฝีเท้าเหยียบย่างเข้าสู่ประตูเมืองหลวงและได้กลับไปพบหน้าลูกเมีย พวกเขาจะต้องสลัดคราบราคะสีเทานี้ทิ้งไป และกลับไปทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว แสดงบทบาทความเป็นชายชาตรีผู้รักมั่นต่อภรรยาอย่างเต็มภาคภูมิ
เสียงครวญครางแผ่วเบาของจ้าวหานเฟิงดังสอดประสานไปกับเสียงลมหนาวและเสียงฟืนที่ปะทุไฟ ชายหนุ่มปล่อยกายปล่อยใจให้จอมทัพเฒ่าปรนเปรอรสสวาทให้อย่างสุดซึ้ง โดยหลอกตัวเองว่านี่คือค่ำคืนสุดท้ายที่จะได้เสพสมความบิดเบี้ยวนี้ ก่อนที่วันพรุ่งนี้เขาจะกลับไปเป็นสามีที่ดีของไป๋เหม่ยหลาน...
แสงอรุณของวันใหม่สาดส่องสะท้อนประกายระยิบระยับบนยอดกำแพงหินอันโอ่อ่าของเมืองหลวง บัดนี้ประตูเมืองบานยักษ์ถูกเปิดออกต้อนรับขบวนทัพหลวงนับพันนายที่เคลื่อนตัวเข้าสู่มาตุภูมิอย่างเชื่องช้าทว่าทรงเกียรติสูงสุด
ทหารกล้าทุกนายต่างสวมชุดเกราะเต็มยศที่แม้จะผ่านรอยขีดข่วนจากคมอาวุธ ทว่ายามนี้กลับถูกขัดสีจนเป็นเงางาม พวกเขาพากันควบอาชาและก้าวเท้าอย่างองอาจ เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะจากสมรภูมิเขาเทียนหลง นำขบวนโดยรถม้าศึกคันใหญ่ของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน วีรบุรุษแห่งแผ่นดินผู้เป็นดั่งเสาหลักที่ไม่เคยคลอนแคลน
ตลอดสองข้างทางของถนนสายหลัก ถูกเนรมิตให้กลายเป็นทะเลผู้คน ประชาชนชาวเมืองหลวงนับหมื่นแสนต่างพากันละทิ้งการงาน พากันมาเบียดเสียดเยียดยัดเพื่อรอยลโฉมเหล่านักรบผู้กล้า เสียงกลองศึกและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกังวานสลับกับเสียงโห่ร้องต้อนรับดังกราดเกรี้ยวปานฟ้าถล่มดินทลาย
"ท่านแม่ทัพเซียวจงเจริญ! กองทัพหลวงจงเจริญ!"
"ยินดีต้อนรับเหล่าวีรบุรุษกลับบ้าน!"
เสียงตะโกนสรรเสริญเยินยาดังระงมไปทั่วทุกทิศทาง สตรีแรกรุ่นและชาวเมืองต่างพากันโปรยกลีบดอกไม้หลากสีสันลงมาจากเหลาอาหารและบ้านเรือนสองข้างทาง จนผืนถนนปูลาดด้วยพรมอันงดงามบรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม หยาดน้ำตาแห่งความปรีดา และเสียงโห่ร้องแสดงความเคารพอย่างสมเกียรติยศสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับ
ภายในรถม้าคันใหญ่ที่เคลื่อนผ่านกลุ่มชน จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่เคียงข้างจอมทัพเฒ่าลอบมองผ่านม่านหน้าต่างออกไป ดวงตาของนายกองหนุ่มสั่นไหวด้วยความตื้นตันและฮึกเหิม เสียงโห่ร้องของประชาชนดั่งน้ำทิพย์ที่ชโลมใจ หัวใจของเขาพองโตยามเมื่อตระหนักว่า ยศถาบรรดาศักดิ์และความรุ่งโรจน์ที่เขาคาดหวังได้มาอยู่ตรงหน้าแล้วอย่างแท้จริง
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







