LOGIN
ภายในห้องอาบน้ำที่อบอวลไปด้วยไออุ่น เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ คลอไปกับความเงียบสงบของค่ำคืน พี่สาวนั่งพิงขอบอ่างอย่างผ่อนคลาย ขณะที่น้องสาวนอนซบอยู่บนตักของนางอย่างคุ้นเคย ราวกับช่วงเวลาเช่นนี้เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้น “เสด็จพี่” “เจ้าเอ๋อร์พรุ่งนี้พี่ต้องออกเดินทางแล้วไปอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ที่ต้าเซี่ยเจ้าต้องเป็นเด็กดีนะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะกลับมาหาเจ้าที่หนานเจา”น้องสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าหาอ้อมแขนของพี่สาวมากขึ้น มือเล็กกำชายผ้าไว้แน่นราวกับไม่อยากให้อีกฝ่ายจากไป หลีโม่ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากอ่าง ก่อนหยิบกระดิ่งทองเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนขอบอ่างขึ้นมาถือไว้ในมือ กระดิ่งนั้นสะท้อนแสงเทียนเป็นประกาย เสียงกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อมันขยับอยู่ในฝ่ามือ นางเดินเข้าไปหาพี่สาวแล้วนั่งลงตรงหน้า ก่อนจะยกข้อเท้าของอีกฝ่ายขึ้นอย่างระมัดระวัง นิ้วเล็กค่อย ๆ ผูกสายกระดิ่งเข้ากับข้อเท้าให้แน่นพอดี จากนั้นจึงลูบมันเบา ๆ ราวกับกำลังฝากความทรงจำบางอย่างเอาไว้ “พี่หญิงกระดิ่งทองนี้เสด็จพ่อประทานให้ตอนที่ข้าเกิด จากนี้ไปให้มันอยู่เป็นเพื่อนท่านแทนข้านะหากฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยบังอาจรังแกท่านอย่าลืมเขียนจดหมายมาหาเจ้าเอ๋อร์นะ…เจ้าเอ๋อร์จะไปฆ่าเขาเอง” พี่สาวมองท่าทางนั้นแล้วถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นจึงกอดน้องสาวไว้แน่นขึ้น มือหนึ่งลูบศีรษะซ้ำ ๆ เหมือนต้องการปลอบโยน
หนึ่งปีต่อมา ภายในห้องเงียบสงบ องค์หญิงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ มือเรียวถือพู่กันค่อย ๆ แต้มหมึกลงบนกระดาษอย่างใจเย็น ภาพเธอกับพี่หญิงตรงหน้าเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ปลายพู่กันกำลังบรรจงเติมลงไป“บ่าวผิดไปแล้วเพค่ะ บ่าวรู้ผิดแล้วขอองค์หญิงโปรดเมตตาด้วย บ่าวผิดไปแล้วขอองค์หญิงทรงไว้ชีวิตด้วยเพค่ะ”แต่ความสงบกลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างรีบร้อน บ่าวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด น้ำเสียงสั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าแล้วก้มหน้าจนหน้าผากแนบพื้นเสียงร่ำร้องดังไปทั่วห้องจนองค์หญิงหยุดมือ พู่กันที่กำลังจะแตะลงบนกระดาษค้างอยู่กลางอากาศ นางเหลือบมองบ่าวที่ตัวสั่นอยู่บนพื้น นางเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าบ่าวที่ยังคงก้มหน้าติดพื้น ก่อนเอื้อมมือไปหยิบพู่กันที่เปื้อนหมึกขึ้นมาอย่างใจเย็น ปลายพู่กันถูกยกขึ้นแตะลงบนใบหูของอีกฝ่ายเบาๆ ทิ้งรอยหมึกสีดำไว้บนผิวขาว ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “เจ้าไม่รู้หรือไงว่าเวลาที่ข้ากำลังวาดภาพข้าเกลียดการถูกรบกวนที่สุด หูของเจ้าไม่ได้ยินคำพูดของข้าหรือว่าตาของเจ้าจะบอดกันแน่ หึ หึ” พูดจบนางก็เลื่อนพู่กันขึ้นช้า ๆ ปลายพู่กันที่เปื้อนหมึกกำลังจะถูกแต้มลงตรงหางตาของบ่าว รอยยิ้มบนใบหน้าขององค์หญิงยิ่งชัดขึ้นราวกับกำลังหยอกเล่นกับของสนุกตรงหน้า บ่าวได้แต่หลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับหนี “องค์หญิงเพคะ!”ชุ่ยสี นางกำนัลคนสนิทของฮั่วเจาหวาก็วิ่งเข้ามาพอดี “วันนี้องค์หญิงจวินหวาเดินทางจากต้าเซี่ยกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่หนานเจาฝ่าบาทมีรับสั่งอนุญาตให้พระองค์ไปรอรับที่หน้าประตูวังได้เพคะ” “เสด็จพี่หญิงกลับมาแล้ว” ร่างเล็กจะรีบวิ่งออกจากตำหนักไปทันทีโดยไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าที่ข้อเท้าของนางยังมีโซ่ตรวนคล้องอยู่ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เสียงโซ่กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งตามหลัง แต่แทนที่จะทำให้นางช้าลง กลับยิ่งเร่งฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิต ชายกระโปรงถูกยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้สะดุดล้ม ใบหน้าที่ปกติเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความซุกซน บัดนี้กลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างเด็กที่กำลังจะได้พบคนสำคัญที่สุด (องค์หญิงมีนิสัยอารมณ์ร้ายตั้งแต่ที่องค์หญิงจวินหวาแต่งไปต้าเซี่ย แม้แต่ฝ่าบาทและฮองเฮาเหนียงเหนียงก็ควบคุมองค์หญิงหลีโม่ไม่ได้ทำได้เพียงขังองค์หญิงไว้ในตำหนัก) บ่าวทั้งสองรีบวิ่งตามองค์หญิงออกมาจากตำหนัก พอเห็นโซ่ตรวนที่ข้อเท้าขององค์หญิงลากกระทบพื้นเป็นระยะ พี่ชุ่ยสีก็อดหันไปมองอีกคนไม่ได้ ก่อนจะลดเสียงลงแล้วกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง “วันหน้าพวกเจ้าทำงานต้องระวังไว้ให้ดีล่ะ” “เจ้าค่ะพี่ชุ่ยสี” “เสด็จพี่หญิง”องค์หญิงวิ่งมาถึงหน้าประตูวังด้วยใบหน้าเปี่ยมความดีใจ แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆจางลง เพราะตรงหน้ากลับไม่มีพี่หญิงอย่างที่นางเฝ้ารอ มีเพียงเสด็จพ่อและเสด็จแม่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพาร สีพระพักตร์ของทั้งสองเต็มไปด้วยความเศร้า และพระเนตรแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก“พี่หญิงล่ะ เสด็จแม่ เสด็จพี่หญิงล่ะเพคะ” “แม้แต่สัตรีอย่างแม่ยังรู้ดีว่ายามศึกสงครามไม่ฆ่าทูตสันติจวินเอ๋อร์ไปสมรสเพื่อบ้านเมืองต่อให้นางทำผิดก็ไม่ควรทารุณจวินเอ๋อร์จนตายอย่างทรมารเช่นนี้”พูดจบ น้ำตาของผู้เป็นแม่ก็ยิ่งไหลพราก นางก้มหน้าซบลงกับร่างลูกสาว พลางร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจนตัวสั่นยามสายภายในสวนหลวงเงียบสงบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยลอยปะปนไปกับสายลม หลีโม่เดินทอดน่องไปตามทางหินอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวแตะกลีบดอกไม้ที่ยื่นออกมาจากกิ่ง ก่อนจะก้มลงมองดอกหนึ่งอย่างสนใจโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก นางกำนัลหลายคนเดินตามหลังสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหรา เครื่องประดับทองคำบนศีรษะสะท้อนแสงแดดวูบวาบทุกครั้งที่นางขยับกาย หรงกุ้ยเฟยเดินผ่านทางเดินกลางสวนด้วยท่าทีสูงส่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นหลีโม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล “นังทาสชั้นต่ำ เห็นข้าแล้วกล้าดียังไงถึงไม่เข้ามาทำความเคารพ”หลีโม่ค่อยๆก้าวเข้ามาหาเธอ”ถวายบังคมพี่กุ้ยเฟยเพคะ”“นี่น่ะหรือกิริยามารยาทของเจ้าช่างเป็นของชั้นต่ำที่เอาออกงานไม่ได้จริงๆ” หลีโม่กลับไม่ได้สะทกสะท้าน นางเพียงยกมือจัดปลายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหรงกุ้ยเฟยตรง ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่กุ้ยเฟยเพคะช่วงนี้หม่อมฉันพึ่งจะได้เรียนรู้คำใหม่คำหนึ่งคือคำว่า…ได้ท้ายจนเหลิง”ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธ คำพูดนั้นไม่ต่างจากการตบหน้ากันต่อหน้าผู้คน นางก้าวเข้าหาหลี่โม่โดยไม่สนใจว่าเหล่านางกำนัลกำลังมองอยู่ มือเรียวยกขึ้นสูงหมายจะฟาดลงบนใ
“ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นว่านอนสอนง่ายตอนนี้เหมือนกับแมวยั่วสวาทไม่มีผิด”หลีโม่เงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มยั่วเย้าปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมแต่ท้าทาย “แต่ฝ่าบาทไม่ใช่คนอื่นนี่เพคะ”คำตอบนั้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนปากจะทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยจุมพิตที่เร่าร้อนและดุดัน เขาบดขยี้เรียวปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ไล่ต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากจนหลีโม่ต้องส่งเสียงครางแผ่วด้วยความตื่นตระหนกปนซ่านเสียวอยู่ๆเธอก็หยุดชะงักลง“กลัวหรือ ไม่ต้องกลัวเราจะทำเบาๆ”(กลัวรึ ข้ากลัวเหลือเกินกลัวว่าพวกเจ้าจะตายไม่ทรมานพอไม่เจ็บใจพอจนไม่อาจปลอบประโลมวิญญาณท่านพี่บนสวรรค์ได้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงตำหนักจี๊เล่อคืนนี้ท่านคงรอฝ่าบาทเก้อแล้วล่ะ) ความคิดในหัวของหลีโม่ดังก้องตัดสลับกับเสียงลมหายใจกระชั้นชิด ฝ่าบาททรงโน้มหน้าลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยสีจางอย่างหลงใหล ทรงคิดว่ารอยยิ้มนั้นเกิดจากความเคลิบเคลิ้มที่พระองค์ทรงปรนเปรอให้ แต่หารู้ไม่ว่ามันคือรอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังเวลาของใครบางคนแสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านเข้ามาอย่างเ
“บนโลกนี้ยังมีคนยอมมกรีดเลือดวาดภาพเพื่อประจบเหนียงเหนียงอีกหรือถึงกับใช้วิธีกรีดข้อมือเอาเลือดออกมาใช้เลยทีเดียว องค์หญิงจากแคว้นเล็กๆแถบชายแดนช่างต่ำต้อยไร้รสนิยม”“ข้าชอบสุนัขที่เชื่อฟังแต้ถ่าต่ำต้อยเกินไปมันก็น่าเบื่อ ข้าเริ่มเพลียแล้วจะไปพักผ่อนสักครู่แยกย้ายกันไปเถอะ”กุ้ยเฟยเอ่ยจบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขบขันเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ทว่าบรรดานางสนมที่อยู่รายรอบกลับพากันหัวเราะออกมาเบาๆบางคนก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แต่แววตาทุกคู่ล้วนเต็มไปด้วยความเห็นพ้อง“เหนียงเหนียงคงอยากเตรียมตัวเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ที่ตำหนักจี๊เล่อในคืนนี้สินะเพค่ะ”หรงกุ้ยเฟยปรายตามองหลีโม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก แววตาของนางเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่คิดปิดบัง“แต่ถ้าพี่สาวเจ้าว่านอนสอนง่ายสักสามส่วนของเจ้าก็คงไม่ทำให้ข้ารู้สึกรังเกียจถึงเพียงนั้น…ฮ่า ฮ่า องค์หญิงก็อยู่ที่นี่ตั้งใจวาดภาพต่อไปเถอะนะ”นางพูดพลางหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป “น้อมส่งเหนียงเหนียง”หลั
“องค์หญิงหลีโม่ช่างยิ่งยโสนักเจอหน้ากุ้ยเฟยเฟนียงเหนียงกลับไม่ยอมคุกเข่าคำนับคิดว่าฐานะองค์หญิงของตัวเองสูงส่งล้ำค่านักหรือไง”“หนานเจาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของต้าเซี่ยเรา นางเป็นองค์หญิงมาจากใหนกัน…โอ๊ะ องค์หญิงหลีโม่คนนี้ดูท่าจะถือตัวเก่งยิ่งกว่าพี่สาวชั้นต่ำของนางเสียอีก”คำพูดเย้ยหยันยังไม่ทันจางหายไปในอากาศ บรรยากาศรอบตำหนักก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวคำว่า "พี่สาวชั้นต่ำ" ทำหน้าที่เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของหลีโม่ ความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวผู้เป็นที่รักและต้องทนทุกข์ทรมานผุดวาบขึ้นมาในหัว ปลุกเพลิงโทสะให้โหมกระพือขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะสะกดกลั้น“เจ้า…เจ้าจะทำอะไร! เสียงที่เคยเย่อหยิ่งเย้ยหยันเมื่อครู่บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อเห็นเงาร่างของหลีโม่ก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวองค์หญิงต่างเมืองทำให้ลมหายใจของสนมสาวติดขัด หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นมาถึงขั้วหัวใจหลีโม่ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นตำหนักอย่างนอบน้อม ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากคมกริบเป็นเรียบร้อยอ่อนหวานอย่างไร้ที่ติ“เห
พระราชวังต้าเซี่ย หรงกุ้ยเฟยสนมคนโปรดของโจวเหยียนภายในตำหนักของหรงกุ้ยเฟยอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆ บรรยากาศยามสายเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงน้ำจากสระด้านนอกไหลแผ่วเบา หรงกุ้ยเฟยนอนเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสบาย พระพักตร์ที่มักเย็นสงบยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เบื้องหน้ามีโต๊ะเตี้ยวางผลไม้และชาร้อน ส่วนปลายตั่งนั้น หรูฮวาขันทีคนสนิทกำลังนั่งคุกเข่า ค่อย ๆ นวดคลึงฝ่าเท้าให้นางอย่างระมัดระวังนางเหลือบมองขันทีคนสนิทที่ยังคงตั้งอกตั้งใจรับใช้ ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ“เจ้าทาสชั้นต่ำฝีมือเจ้าเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้นแล้วนะ” “พระวรกายของเหนียงเหนียงล้ำค่ายิ่งนักฝ่าบาททรงทะนุถนอมเป็นที่สุดกระหม่อมมิกล้าทำให้ความไว้ใจของฝ่าบาทและเหนียงเหนียงเสียไปพะยะค่ะ”ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านเรียวขาอย่างแผ่วเบาเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับไปนวดอย่างสำรวม ทว่าความรู้สึกจากสัมผัสนั้นทำให้หรงกุ้ยเฟยมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากก่อนปรายตามองเขาอย่างรู้ทันซ่งเหม่ยเหริน สนมของโจวเหยียน “ในหกตำหนักจะมีผู้ใดเทียบความงามสนมของโจวเหยียนได้แม้แต่ตำหนักจี๊เล่อก็มีเพียงเหนียงเหนียงเข้าออก
ฝ่าเท้าที่คล้องด้วยโซ่ตรวนก้าวเดินเข้าไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับพื้นเบื้องล่างหนักอึ้งด้วยแรงโน้มถ่วงแห่งความจริงที่ไม่อยากยอมรับ ลมหายใจสะท้านเฮือกขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยและไหลอาบแก้มลงมาเงียบๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น“เสด็จพี่หญิง”ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบจับชายผ้าสีขาวที่คลุมทับร่างอยู่ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างเชื่องช้าทันทีที่ใบหน้าอันซีดเซียวปรากฏแก่สายตา ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือความเศร้าและความตกตะลึงราวกับมีคนเอาของแข็งมาฟาดเข้ากลางหน้าผากที่แก้มของร่างที่ไร้ลมหายใจนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่รอยแผลเป็นจางๆ จากความทรงจำ แต่มีคำว่า "ต่ำช้า" เขียนด้วยตัวหนังสือหวัดๆ ราวกับจงใจตอกย้ำความทุกข์ทรมานก่อนจากไป“นี่คือกระดิ่งทอง” (เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพี่จะกลับมาหาเจ้าที่หนานเจา)“เจ้าเอ๋อร์…!!เจ้าจะทำอะไร”เสียงอุทานด้วยความตกใจของท่านแม่ดังลั่น เมื่อเห็นบุตรสาวพุ่งมือเข้าไปล้วงควานหาบางอย่างบริเวณเรียวขาของพี่หญิง ท่าทางกะทันหันนั้นทำให้ท่านแม่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบพุ่งเข้ามาห้ามปรามด้วยความคาดไม่ถึงทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสายตาทุกคู่ที่มองมาด้วยความงุนงง มือเร







